ธรรมมะจากการหลุดพ้น

เจ้าหน้าที่ ด้านบน มีพระราชเสาวนีย์ รวมทั้ง ที่ สำนักงานคณะกรรมการ ความมั่นคงแห่งชาติ นิวเคลียร์

WSI บริษัท รักษาความปลอดภัย ที่เว็บไซต์ ได้รับการยอมรับ และเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ ที่ถูก ไล่ออก ลด หรือถูกระงับ

“กรุณา มี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับฉัน ไม่มี” น้องสาว เมแกน บอกว่าศาลที่ วันอังคารที่ ได้ยิน ใน นอกซ์วิล

“ที่จะ ยังคงอยู่ใน คุก สำหรับส่วนที่เหลือ ของชีวิตของฉัน จะเป็นของขวัญที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คุณ สามารถให้ฉัน . ”

ระหว่างการพิจารณาคดี น้องสาว เมแกนจาก กรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เสียใจ คนเดียวของเธอ กำลังรอ นานมาก ที่จะดำเนินการ
‘ การแสดงผล ของ ความโง่เขลา ‘

ร้องสันติภาพ , สมาชิกของกลุ่มที่ แปลง ตอนนี้ Plowshares , ได้เผชิญหน้า ครั้งแรก ถึง 20 ปีในคุก หลังจาก ความเชื่อมั่น ของพวกเขา เมื่อเดือนพฤษภาคม

Walli และ Boertje – โอเบด ได้รับโทษ รุนแรง เพราะพวกเขามี ประวัติ ทางอาญา อีกต่อไป

ทั้งสามคนนอกจากนี้ยังพบ ความผิดในการ ก่อให้เกิด มากกว่า $ 1,000 ( £ 643 ) ของ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ของรัฐบาล

หลังจากตัด รั้ว เพื่อเข้าสู่ เว็บไซต์ที่สามเดินไปรอบ ๆ , พ่นสี กราฟฟิตี หงุดหงิดออก เทป อาชญากรรม ฉาก และ บิ่น ผนังด้วย ค้อน

พวกเขาใช้เวลา สองชั่วโมง ภายใน

ทั้งสามคนยัง พ่น ด้านนอก ของอาคาร ที่มี ขวดนม ที่มี เลือดมนุษย์

เมื่อ ยามเดินเข้ามาใกล้ พวกเขา เสนอให้เขา อาหาร และเริ่ม ร้องเพลง

ฝ่ายนิติบัญญัติ ของสหรัฐและกระทรวงพลังงาน ภายหลัง เปิดตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและ เปิด ” แสดง หนักใจ ของ ความโง่เขลา ” ที่ สิ่งอำนวยความสะดวก

Traval to Wat Phra That Pha Ngao.

The Wat Phra That Pha Ngao.

Name of Wat Phra That Pha Ngao. The name of this measure is derived from the name of the Pha Ngao. Located on top of a large rock. The shadow the shadow of the rock mass (of stone) stone stupa shaped like a large and very well sheltered. The villagers named. “Phra That Pha Ngao” true measure before moving here. Formerly called “Wat Sop word” located on the banks of the Mekong River. The water has broken down. The area of the temple collapsed almost completely underwater Mekong measure of faith has moved to a new temple on the hill. , Not far from the original.

Wat Phra That Pha Ngao is located on the banks of the Mekong River on the west side. Opposite Laos. Junction in the village, Tambon Wiang, Chiang Saen, Chiang Rai.
South of Chiang Saen District, about 3 km with a total area of 743 acres, most of the small hill. Since putting down home stretch.
Ban Doi Chan and ends at the junction. But before that locals call the mountain “Doi Kham”, but later during the holidays. People called “Doi chan”.

Slopes below. The site of the Pha Ngao. Created on a large rock. Next, rising to 300 meters, a height of about five meters, the pagoda called Phra That Chom Chan. The highest part of the hill was the site of another pagoda, about 5 feet high, as the locals call it. Seven relics. The temple was built relics of Buddhist pagodas around Phra Chedi original vision. But can still see the remains of a stupa at the top seven within the new stupa. In summary, this temple is an ancient pagoda built in the past to the third episode.

Creator Phrathatphadaeng shadow. Annals of the Ionian said. Khun Khun Pha lean or lean (against him), who ruled from 494 to 512 fathoms the 23 year period is a pagoda built on a large rock at the foot of Doi Mon Which means that the Pha Ngao in this temple. Phra That Pha Ngao has deteriorated significantly. Expected to be restored to some. Relics because they are located at the lower slopes of the mountain. For easy maintenance.

Creator Phra That Chom Chan and relics are the top seven finishing up later on to occupy the city. “Wiang Sa peeled” (City of London today) 996-1007 during the year he had persuaded the people of the city are home to help build the Pagoda atop Mount term. Currently, people called nibble Monday This means that the Chedi Phra That Chom Phra Chan and seven were the pinnacle of the two disasters destroyed. Such themes sunny – rain and wind destroyed thousands of years until the remains of the base is about 5 meters and the help that the economy may be sparse until the villagers abandoned religion, lack of parental care and the countless two. drilling marks. They may be made of antique collectors antiques soils it is not.

Creating a new measure. At first it was assumed that the hillock ball was cleared, this must be the old me. I have found the remains of artifacts all over the area. In February 2519, it has embarked on forest clearing. Originally this was a cave called “Tham Pha shadow” mouth of the cave was closed for a long time. The backwoods wilderness area is filled with antique ruins scattered all over everywhere. There is one piece of the Buddha is a Buddha. Suspension lap four broad belief that the Buddha in the temple. Intends to complete the restoration of the faith intact.

York city.

The dream of Mr. Chandra carpet on February 28, 2519, Mr. Chandra rugs are one of the pioneers of the faith all forest clearing. Sleep and dream in the middle of that. A monk one. Tall – Black says that “before the remaining half of the principal body parts out. I was invited to a ceremony to pray for the removal of 8 photos first. You will find even more amazing than this “.

The liturgy following the withdrawal date is March 1, 2519, Mr. Chandra rugs to bring the dream to tell the audience all believers. And then everything is done according to the dreams. To adjust to the different areas of the stump. Roots and large rocks. Work the area was carried out with difficulty.

Buddha cliffs discovered my shadow on March 17, 2519 at 14:00 pm, when the believers have the area already. Everyone excitement and joy. When it was found that under the stump. (Principal base page) has arranged the ancient bricks. I found out on the brick mask (the solid) pose together on the mask. Buddha has found that looks very beautiful. Antiques expert analysis that the Buddha between 700 to 1,300 years, all the same, the Buddha’s name. “Pastor Cliff Shadows” and change the name of a new measure. “Wat Phra That Pha Ngao” From that time onwards.

The Buddha discovered on the cliff silhouette and father. This temple was built and developed continuously. Construction of various permanent objects. Was conducted relentless as the arch, the front wall, monastic cloister, the Sala Rai and Pha Ngao. When you are the first abbot of the developers. You can build a temple which enshrines a pastor cliff shadow. Seen today.
Measure the old town. During the reign of the kingdom fathoms. The abandoned property is in the thriving extreme. Speculated that there may be a more important measure, and the old is to see that Buddha Luang Pha shadow excavated was constructed and buried under the Big Buddha (Buddha) to hide a fear of being stolen from. The popular collection.

Faber is a measure of the normal When developing continuously. The Department of Religious Affairs has announced the cancellation of the abandoned temple to temple with typical novice monk resolve since October 22, 2522.

List abbot of the monastery. Since the monks from the temple to meet with the abbot of Wat Phra That Pha Ngao is included 3.
1. The teachers are very sharp, the Vedic God is good abbot Year 2519-2529.
Two. Phra Ajarn Chai abscesses Four mosques Mano determined to be a pastor from 2530 to 2531.
3. The cognitive perception Muni. The abbot years 2531 – present.
The abbot of the 3 you are the developer and have far-reaching vision. You can follow the development of the first abbot of the temple, you have performed since the beginning.

จิตอันเป็นกุศล

ประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต เล่าเรียนนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย  ทรงมาติกา  ภิกษุเหล่านั้นเอาใจใส่บอกสอนสูตรแก่ผู้อื่น  เมื่อภิกษุเหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ไม่ขาดมูล   (อาจารย์)    มีที่อาศัยสืบกันไป   นี้ธรรมประการที่ ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป

อีก ประการหนึ่ง ภิกษุผู้ใหญ่  ๆ  ไม่เป็นผู้สะสมบริขาร  ไม่ปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา  มุ่งหน้าไปทางปวิเวก  ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ   เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้ง  หมู่ชนผู้เกิดมาภายหลัง  ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น ก็พากันเป็นผู้ไม่สะสมบริขาร ไม่ปฏิบัติย่อหย่อน  เป็นผู้ทอดธุระในการลาสิกขา มุ่งหน้าไปทางปวิเวก   ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งไปตามกัน  นี้ธรรมประการที่  ๔   เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  นี้แลธรรม ๔ ประการ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่   ไม่เลอะเลือนอันตรธาน.

ก็ พระสุคตเป็นไฉน ?   คือ  ตถาคตเกิดขึ้นในโลกนี้   (อรห)  เป็นพระอรหันต์   (สมฺมาสมฺพุทฺโธ)   เป็นผู้ตรัสรู้เองโดยชอบ  (วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน) เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ (สุคโต)  เป็นผู้ไปดี (โลกวิทู)  เป็นผู้รู้แจ้งโลก (อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ)  เป็นสารถีฝึกคนไม่มีใครยิ่งกว่า (สตฺถา  เทวมนุสฺสาน) เป็นผู้สอนเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย   (พุทฺโธ) เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้เบิกบานแล้ว (ภควา) เป็นผู้จำแนกธรรม  นี้คือ  พระสุคต

พระ สุคตเป็นไฉน?  คือ พระสุคตนั้นแสดงธรรมงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง  งามในที่สุด ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ บริบูรณ์บริสุทธิ์สิ้นเชิง  (ธรรมที่พระสุคตแสดง พรหมจรรย์ที่พระสุคตประกาศ) นี้คือ  วินัยพระสุคต

ภิกษุทั้ง หลาย  เมื่อพระสุคตก็ดี  วินัยพระสุคตก็ดี   นี้ยังประดิษฐานอยู่ในโลก อันนั้นเป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่คนมาก  เพื่อความสุขของคนมาก  เพื่ออนุเคราะห์โลก  เป็นความเจริญ  เป็นผลดี   เป็นความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม  ๔  ประการนี้เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป  ธรรม  ๔  ประการเป็นไฉน  คือ

ภิกษุ ทั้งหลายในพระวินัยนี้ เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาผิดด้วยบทพยัญชนะที่ใช้ผิด   เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ใช้ผิด  ย่อมมีนัยอันผิดไปด้วย นี้ธรรมประการที่  ๑ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป

อีก ประการหนึ่ง  ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่ายาก ประกอบด้วยธรรมอันทำความว่ายาก ไม่อดทน ไม่รับคำสั่งสอนโดยเบื้องขวา  นี้ธรรมประการที่  ๒ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 382

อีก ประการหนึ่ง  ภิกษุเหล่าใดเป็นพหูสูต เล่าเรียนนิกาย ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ภิกษุเหล่านั้นไม่เอาใจใส่บอกสอนแก่ผู้อื่น   เมื่อภิกษุเหล่านั้นล่วงไป  สูตรก็ขาดผู้เป็นมูล  (อาจารย์)   ไม่มีที่อาศัยสืบไป   นี้ธรรมประการที่  ๓  เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป

อีกประการหนึ่ง ภิกษุผู้ใหญ่ ๆ เป็นผู้สะสมบริขาร  ปฏิบัติย่อหย่อน มุ่งไปทางจะลาสิกขา  ทอดธุระในปวิเวก  ไม่ทำความเพียร  เพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งปัจฉิมชนตา  (ประชุมชนผู้เกิดภายหลัง  คือสัทธิวิหาริกและอันเตวาสิกเป็นต้น) ได้เยี่ยงอย่างภิกษุผู้ใหญ่เหล่านั้น   ก็พลอยเป็นผู้สะสมบริขาร   ปฏิบัติย่อหย่อน มุ่งไปทางจะลาสิกขา    ทอดธุระในปวิเวก ไม่ทำความเพียรเพื่อถึงธรรมที่ยังไม่ถึง  เพื่อบรรลุธรรมที่ยังไม่บรรลุ  เพื่อทำให้แจ้งซึ่งธรรมที่ยังมิได้ทำให้แจ้งไปตามกัน  นี้ธรรมประการที่  ๔ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธานไป

ภิกษุทั้งหลาย นี้แลธรรม ๔  ประการ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมเลอะเลือนอันตรธาน

ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรม  ๔  ประการนี้เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่  ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป  ธรรม  ๔  ประการเป็นไฉน  คือ

ภิกษุ ทั้งหลายในพระวินัยนี้เล่าเรียนสูตรอันถือกันมาด้วยบทพยัญชนะที่ใช้ถูกต้อง  เนื้อความแห่งบทพยัญชนะที่ใช้ถูกต้องย่อมมีนัยอันถูกต้องเช่นกันนี้ธรรม ประการที่  ๑ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่  ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป

อีก ประการหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายเป็นผู้ว่าง่าย ประกอบด้วยธรรมอันทำความว่าง่าย  เป็นผู้อดทน  รับคำสั่งสอนโดยเบื้องขวา  นี้ธรรมประการที่   ๒ เป็นเหตุให้พระสัทธรรมตั้งอยู่ไม่เลอะเลือนอันตรธานไป

พระสุตตันตปิฎก อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต เล่ม ๒ – หน้าที่ 383

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลัก ของสมถะ เรื่องของสมถะ หรือ สมาธิ โดยย่อ ก็คือ การทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตจับสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้นโดยไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์อื่น ตามอำนาจของกิเลสนิวรณ์ก็ใช้ได้
ส่วนการที่จะให้รู้อะไรหรือไม่นั้น ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงแต่ให้จิตใจตั้งมั่นนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นก็แล้วกัน เมื่อจิตเข้าถึงสมาธิแล้ว ในด้านความรู้นั้น อย่างดีก็จะมีความรู้สึกเพียง ว่าง ๆ เฉย ๆ หรือ สงบเยือกเย็น เท่านั้น ที่จะให้เกิดความรู้ในเหตุผลนั้น ไม่มีเลย
หลักของ สมาธิ นั้น ถ้าความรู้ใน เหตุผล ยิ่งน้อยลงไปเท่าใด สมาธิ ก็จะมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น หรือ สมธิ ยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่าใด ความรู้ในเหตุผลก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น จนเกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย นี่คือ หลักของ สมถะ หรือ สมาธิแต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพากันเสียเวลา มาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน
นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง
สมถะ ที่เกี่ยวข้องกับ วิปัสสนา นั้น หมายเอาเฉพาะ สมาธิ ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของ ปัญญา คือ ขณะเจริญสติปัฏฐาน เท่านั้นหรือที่เรียกว่า สมาธิในองค์มรรค คือ ขณะเจริญมรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา
ส่วนสมถะ หรือ สมาธิใด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา หรืออารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ นามรูป แล้ว สมถะ หรือสมาธินั้น ก็ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาซึ่งจะเรียกว่า สมาธินอกพระพุทธศาสนา ก็ว่าได้
ฉะนั้น สมถะหรือสมาธิ ที่เป็นไปในอารมณ์ของปัญญา คือ นามรูป เท่านั้น จึงจะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนา ซึ่งเรียกได้ว่า สมถะหรือสมาธิในพระพุทธศาสนา
หลักของวิปัสสนา ต้องการให้ ปัญญา รู้เหตุผลตามความจริงและสภาวธรรม ไม่ใช่ต้องการให้นิ่ง หรือ สงบ หรือ สุขสบาย แต่ต้องการให้ความจริงของธรรมชาติ ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์เท่านั้น
หลัก ของปัญญาในทางที่ถูกต้องนั้น ยิ่งเพ่งยิ่งรู้ ยิ่งเพ่งอารมณ์ที่เป็นความจริงได้มากเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งรู้เหตุผลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกิดความเห็นถูกมากยิ่งขึ้นเท่าใด ความสงสัยและความเห็นผิด ก็จะยิ่งหมดไปเท่านั้น กิเลส คือ ความเห็นผิดและความสงสัย ถูกละไปหมดเท่าใด จิตใจก็จะบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมากขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น วิปัสสนา จึงเป็นชื่อของปัญญา ที่รู้ความจริง แล้วละกิเลสให้บริสุทธิ์หมดจดได้ นี่คือหลักการของ วิปัสสนา

สมถะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนาอย่างไร ?

สม ถภาวนา เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สงบจากกิเลสนิวรณ์ มิใช่เป็นทางปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์โดยตรง ทั้งยังไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ๔ ประการ เช่น การปฏิบัติของท่านอาฬารดาบส กาลมโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ที่สำเร็จอรูปฌาน ถึงอากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และเคยสอนการทำฌานแก่พระพุทธเจ้ามาก่อน ก็ยังไม่บรรลุมรรค ผล นิพพาน เพราะสมถะไม่อาจหยั่งสู่สภาวะของรูปนามตามความเป็นจริง และไม่อาจทำลายความเห็นผิดที่คิดว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน เป็นเราได้
เมื่อไม่รู้ว่า รูปนาม ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์ เพราะไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีอยู่ที่ รูปนาม แต่พระพุทธองค์ประสงค์จะอนุเคราะห์แก่บรรดาฌานลาภีบุคคล ที่เคยเจริญสมถภาวนามาจนสำเร็จฌานชำนิชำนาญแล้ว ก็ให้ยกองค์ฌานคือ สภาวะของ นามธรรม มีวิตก วิจาร ปิติ สุข (เวทนา) เอกัคคตา (สมาธิ) ขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยต้องออกจากฌานเสียก่อน และมีความชำนิชำนาญในวสี ๕ ประการด้วย นามธรรมที่เป็นองค์ฌานเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่เป็นความจริง จึงจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ให้ปรากฏได้
อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌานหรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ปัญญารู้นามรูป ตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาจึงได้แสดงฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้ โดยหมายถึงการได้ฌานแล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป หรือหมายถึง เมื่อเจริญสมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้วจึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า สมถยานิกกะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่า หากไม่ทำสมถกรรมฐานเสียก่อนแล้ว วิปัสสนาย่อมเกิดไม่ได้ ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะวิปัสสนานั้นเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็นรูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเมื่อได้ศึกษารูปนามตามนัยปริยัติแล้ว จะยกรูปนามสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงก็ได้ เรียกผู้นั้นว่า วิปัสสนายานิกกะ

ความแตกต่างระหว่างสมถะ กับวิปัสสนา

๑. โดยปรารภผล
สมถะ เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

๒. โดยอารมณ์
สมถะ มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมากเพราะต้องการความมั่นคง
วิปัสสนา ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการเกิด – ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

๓. โดยสภาวธรรม
สมถะ มีสมาธิ คือเอกัคคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๔. โดยการละกิเลส
สมถะ ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

๔. โดยอาการที่ละกิเลส
สมถะ ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะ ๆ เป็น ตทังคปหาน

๕. โดยอานิสงส์
สมถะ ให้อยู่เป็นสุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ ถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

 

คำสอนของพุทธศาสนาต่างจากศาสนาอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น   ตถาคตรู้แจ้งว่า?สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง?  ครั้นรู้แล้ว/เข้าถึงแล้วจึงนำมาบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายว่า ?สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ..สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์..ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา?[4] และตรัสว่า  ?เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี   ตถาคตเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม  ธาตุอันนั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา  ความ ที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้แจ้งและเข้าถึงธรรมนั้นแล้ว ครั้นรู้แจ้งและเข้าถึงแล้วจึงนำมาบอก แสดง บัญญัติ  กำหนด  เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย และกล่าวว่า?เธอทั้งหลายจงดูเถิด?  …เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี   ตถาคต เกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้แจ้งธรรมนี้แล้ว ครั้นรู้แจ้งแล้วจึงบอกแสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก  กล่าวว่า ?เธอทั้งหลายจงดูเถิด?[5]

ศาสนาพุทธมุ่งศึกษาแต่ในประเด็นว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นไปจากกฏเกณฑ์ทั้งปวงได้ ไม่ต้องยอมสยบอยู่กับอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบวิธีการนั้น  นั่นก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริงในชาติปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเองในชาตินี้ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ซึ่งมีพระอริยเจ้าในพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ทราบจนเห็นประจักษ์แล้วนำออกเผย แผ่สืบทอดต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

ศาสนาพุทธมิ ใช่ปฏิเสธเรื่อง ?เทพเจ้า?  แต่ ไม่ให้ความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะไปพึ่งพายึดถือ เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า การได้เป็นเทพหรือการไปเกิดอยู่ในวิมานในสวรรค์แล้วยังมิใช่สุขแท้สุขถาวร ที่ไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์อีก คือ แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแล้วก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตกนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง   ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็มีโอกาสที่จะตกนรกสูง  เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลยไม่มี

บาปและบุญคืออะไร

บาป…คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาอกุศล  แล้วส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

บุญ….คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาเป็นกุศล และส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ”

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า  “กายและวาจาเป็นใหญ่  กายและวาจาเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยกายและวาจาแต่อย่างใด”

เจตนา ของใจเป็นผู้กำหนดว่า สิ่งใดเป็นบุญหรือเป็นบาป   ด้วยเหตุนี้  สิ่งใดจะเป็นบุญหรือบาป อยู่ที่ใจเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลตอนกระทำสิ่งนั้น

พระเวสสันดร  ปากของท่านโคตรขั่วเลย  ยกลูกเมียให้เป็นทาสคนอื่น  แต่ใจของท่านคิดเสียสละสิ่งที่ตนเองรักที่สุด  เพื่อให้เกิดมหากุศลที่พอเพียงเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต   ช่วยมนุษย์ เทพ พรหม ยักษ์ และสรรพจิต ให้พ้นทุกข์

ถ้าท่านไม่เข้าใจเรื่องนี้  ท่านก็ยังไม่รู้ว่า อะไรคือ “บุญ”  อะไร คือ “บาป”

บททำสอบความเข้าใจเรื่องบุญและบาปที่ถูกต้อง

พ่อ ของคุณเจ็บป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย  ตาย 100 % แน่นอน  แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งไม่ให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะอยู่อย่างทุกข์ทรมานที่สุดไปได้อีก 1 เดือน

แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะพ้นทุกข์ทรมานอันนั้น  ตายในวันนั้นเลย

ผู้ ที่โดนมารหลอก  จะคิดว่าการสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นอนันตริยกรรม เป็นบาปที่หนักที่สุด   โดยไม่รู้ว่าบาปนั้นมาจากไหน  และจะเป็นบาปได้ยังไรกัน

ส่วนผู้ที่เข้าใจพุทธศาสนา  จะรู้ว่าบุญคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยความรัก เมตตา กรุณา และการเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวเอง  บาปคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยจิตอกุศล เห็นแก่ตัวเองและพวกพ้อง

ด้วย เหตุนี้  การสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นจึงเป็นมหากุศล  เพราะแม้สิ่งที่เรียกว่าเป็นอนันตริยกรรม(บาปหนักที่สุด)  คุณยังกล้าทำได้ ถือว่าเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่ความรัก ความเมตตาสงสารบิดาที่กำลังทุกทรมานอย่างหนักอยู่

ใครที่บอกว่าเป็น บาปเป็นอนันตริยกรรม  ต้องตอบให้ได้ว่า  มันเป็นบาปได้อย่างไร  บาปคืออะไร  ที่มาของบาปมายังไง  เพราะผมเห็นแต่ จิตของลูกคนนี้มีแต่กุศลทั้งนั้น

แต่ไอ้ลูกระยำ  มันจะไม่ยอมเสียสละตนเอง  แม่งจะจ่ายเงินเพื่อทรมานพ่อของมันไปอีก 1 เดือน

คำสอนจาก พระพุทธเจ้า

พระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร “อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ”    แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา”

พระพุทธเจ้าเตือนเราตลอดและเสมอให้ตื่นขึ้น  ให้รู้ตัวได้แล้ว  เมื่อเราทำสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐานด้วย คำบริกรรมว่า “พุทโธ”   แต่เราก็ไม่เคยสนใจเลยว่า  คำบริกรรม “พุทโธ” คืออะไรกันแน่   แล้วพระพุทธเจ้ายังเตือนเราอีกด้วยในความหมายของคำว่า “สติปัฏฐาน”  แต่กิเลสตัณหาหรือมารในใจของเรา  ก็ทำให้พวกเราก็ไม่เคยใส่ใจจะหาความหมายแท้จริงของคำว่า”สติปัฏฐาน” และ “พุทโธ” เลย

- จิตปภัสสร เป็นจิตที่มหาบริสุทธิ์ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะอยู่  ดังนั้นจิตปภัสสรจึงเป็นนิพพานธาตุ และเป็นอมตะ  ดำรงอยู่ได้ในแดนนิพพาน = ตัวจริง

หลักฐาน

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความกำจัดราคะ  ความกำจัดโทสะ  ความกำจัดโมหะ  นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ
ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า อมตภาพ……”

- ส่วนจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา จะอยู่ที่ไหนล่ะครับ  เพราะนิพพานเป็นที่ๆจิตมหาบริสุทธิ์อยู่   ดังนั้นพวกเราเหล่าจิตมหาบริสุทธิ์จึงร่วมกันสร้างโลกและจักรวาล สวรรค์นรก รวม 31 ภพภูมิให้จิตเศร้าหมองอยู่ = ตัวปลอม

หลักฐาน

1. ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม  อย่ในบทปฐามกาล ปฐมกาล / Genesis  ปฐมกาล 1 การทรงสร้าง
1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก ฯลฯ

ในวันสุดท้ายของการทรงสร้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” (ปฐมกาล1:26) ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าซึ่งเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ไม่ได้มีองค์เดียว  เพราะใช้คำว่าเรา  ถ้าหลักฐานยังไม่ชัด  อ่านท่อนนี้ซิ  1:26 ปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า : … จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา ……..”  อีกท่อนหนึ่ง    “ดูเถิด มนุษย์ได้มาเป็นเหมือนหนึ่งในพวกเราแล้ว รู้จักความดีและความชั่ว”

2. ในศาสนาพุทธ    3 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ/นิพพาน/พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง  สรุปก็คือ ผู้สร้างคือ ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล  (ธรรมธาตุ หรือ อสังขตธาตุ ตือ พระเจ้า นั่นเอง)      อ่านต่อได้ใน http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0

ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ

เรามีตัวเราอีกตัวหนึ่งหรืออีกจิตหนึ่ง ที่เป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้แล้ว  นอนรอเราอยู่ในนิพพาน  แต่เราก็ไปยอมตื่นขึ้นมาเป็นท่านสักที    ตัวจริงของเราที่เป็นอรหันต์จึงต้องรอเก้อเป็นล้านๆๆๆๆๆๆปี  เพราะเราที่เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก หลงอยู่ในความฝันไม่ยอมตื่น

กิเลสตัณหาและอวิชชาเป็นตัวทำให้เราฝันอยู่  และฝันไปเรื่อยๆในสังสารวัฏฏ์  ข้ามภพข้ามชาติไปไม่มีวันสิ้นสุด  คือ ไม่ยอมตื่นขึ้น  เพื่อกลับเข้าไปในโลกนิพพาน ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดร

ตราบใดที่เรา(จิตสังขารไม่บริสุทธิ์อยู่ในโลกนี้)  ยังคงอยุ่ในความฝันเสมือนจริงในโลกมนุษย์และใน 31 ภพภูมิ   ตราบนั้นเรา(จิตบริสุทธิ์ที่อยู่ในโลกนีพพาน)ก็ตื่นขึ้นไม่ได้

ธรรมะจาก เกจิอาจารย์

กินเจ…กินเนื้อ – “กบ” กับ “คางคก”
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชา
เกี่ยวกับเรื่องการกินเจ
กับการกินอาหารเนื้ออาหารปลาต่างกันอย่างไร
อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด

เพราะปัจจุบัน
มีสำนักปฏิบัติที่ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างกันมากมายหลายแห่ง

บางแห่งถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเป็นกรรมร่วม
เพราะเท่ากับเป็นการยุให้เขาฆ่าสัคว์
ที่นั้นจะต้องถือมังสวิรัติ
เว้นการฉันเนื้อฉันปลาอย่างเด็ดขาด

บางแห่งว่าการกินเจเป็นข้อวัตรของเทวทัตที่เคร่งครัดเกินไป
จนพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต
เขาจึงสงสัยว่าอย่างไรจะถูกอย่างไรจะผิด
ในระหว่างข้อวัตรปฏิบัติทั้งสองแบบนี้

ท่านตอบว่า

“เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ
โยมว่ากบกับคางคกอย่างไหนมันดีกว่ากัน

ความจริงแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร
ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว

การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่า
เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้
ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร
ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

ให้รู้จักประมาณในการบริโภค
ไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา
นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร
ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว

ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา

ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อ
ก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา
เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง
นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา
ทำไปตามอำนาจของตัณหาเหมือนกัน

การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น
มันก็คือผีที่สิงอยูในใจเรา

เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา
เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน

มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่เป็นธรรมะ
อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก”

“แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ

คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง
อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน

ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง
เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้
อย่าให้ติดอยูในการกระทำภายนอก

พระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน
องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป
องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป
แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในแง่ร้าย
อาตมาสอนอย่างนี้
ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร

ให้เข้าใจว่า

ธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา
ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ในวันหนึ่ง ๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ ขี้เกียจก็ทำขยันก็ทำ เราปฏิบัติธรรมะ ไม่ปฏิบัติตามตัวเรา
ถ้าปฏิบัติตามตัวเราไม่เป็นธรรมะ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ

เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก มันหัวยาว ๆ ขายาว ๆ
เขียนไปตามเรื่องของเด็ก นานไปก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน การประพฤติธรรมก็เหมือนกัน
ทีแรกก็เกะ ๆ กะ ๆ สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ไม่รู้เรื่องมันเป็นไป บางคนก็ขี้เกียจ
อย่าขี้เกียจซิ ต้องพยายามทำ อยู่ด้วยความพยายาม

เหมือนกับเราเป็นเด็กนักเรียน โตมาก็เขียนหนังสือได้ดี จากไม่สวยมาเขียนได้สวย
เพราะการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น พยายามให้มีสติอยู่ทุกเวลา
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน พยายามทำให้มันสม่ำเสมอ เมื่อเราทำกิจวัติ
อะไรมันคล่องดีแล้ว เป็นต้น เราก็สบายใจ นั่งก็สบาย นอนก็สบายเมื่อความสบายเกิดขึ้นจากกิจวัตร
การนั่งสมาธิก็สงบง่าย เป็นเรื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันดังนี้

ฉะนั้น จงพากันพยายาม สิ่งที่ครูบาอาจารย์พาทำนี้ ให้พยายามทำเถอะ
ตามความสามารถของเรา นี่เรียกว่า “การฝึก”..

หลวงพ่อชา สุภัทโท