ตามรอยศาสนา

หลัก 10 ประการ ตามรอยพระยุคลบาท

1. ทำงานอย่างผู้รู้จริง และมีผลงานเป็นที่ประจักษ์
“ปัญญาคือความรู้ ฉะนั้นสิ่งแรกที่เราสรุปมา ณ ที่นี้คือ ต้องเป็นผู้รู้จริงในการทำงาน”

2. ความอดทน มุ่งมั่น ยึดธรรมะและความถูกต้อง
“ชีวิต เราเหมือนกันทุกคน ไม่มีชีวิตที่โรยด้วยกลีบกุหลาย ไม่มีกว่าจะรอดมาถึงขนาดนี้ บางครั้งถูกความกดดันบางครั้งถูกเกลียดชัง บางครั้งถูกอิจฉา บางครั้งถูกทำลาย บางครั้งมีอุปสรรถอย่างมโหฬาร ฉะนั้นความอดทน ต้องมี”
“ถ้าคุณถูกต้อง ยึดความถูกต้องแล้ว คุณจะเผชิญหน้ากับใครก็ได้ทั้งสิ้น แต่ถ้าคุณมีแผลแม้แต่นิดเดียว คุณก็จะไม่กล้าหันหลังให้ใคร หน้าก็ไม่กล้าหัน กลัวคนเขาเห็นแผล”

3. ความอ้อนน้อม ถ่อมต้น เรียบง่ายและประหยัด
“ความ เรียบงาน เวลาทรงงานต่างๆ นั้น ทรงประทับกับพื้น ประทับพับเพียบ วิถีชิวิตไทย ที่สอนเรื่อง ความเรียบง่าย พระองค์ท่านประสูติกาลต่างประเทศนะครับ โตต่างประเทศ ศึกษาต่างประเทศ แต่เหตุไฉนเสด็จกลับมาพระองค์ท่านเป็นไทยที่สุด”

4. มุ่งประโยชน์คนส่วนใหญ่เป็นหลัก
“…เคย เข้าไปขอพรพระราชทานพร บอกวันนี้วันเกิดพระพุทธเจ้าค่ะ ขอพระราชทานพร พระราชทานว่าอย่างไร ขอให้มีร่างกายที่แข็งแรง เพื่อสามารถทำประโยชน์ให้กับคนอื่นเขาได้ ขอให้มีความสุขจากการทำงาน และขอให้ได้รับความสุขจากผลสำเร็จของงานนั้น…”

5. รับฟังความเห็นของผู้อื่นเคารพความคิดที่แตกต่าง
“.. ทรงเตือนอีกนะครับ นั่งปรึกษาหารือกัน ฟังเขาแสดงเหตุ แสดงผลออกมา แล้วเราแสดงเหตุแสดงผลออกไปแล้วดูสิ เหตุผลอันไหนจะยอมรับได้ถูกต้องมากกว่า และเมื่อตกลงกันแล้วก็เลิกเถียงกันต่อ ลงมือปฏิบัติเลย…”

6. มีความตั้งใจจริง และขยันหมั่นเพียร
“…พระเจ้าอยู่หัวเวลาทำอะไรทรงมุ่งมั่นมาก เรื่องความขยันไม่ต้องพูด ทรงงานไม่มีวันเสาร์ วันอาทิตย์ ไม่มีเวลากลางวัน กลางคืน…”
“…จำ ไว้อย่างหนึ่งในฐานะข้าราชการ งานประชาชนรอไม่ได้ สวมวิญญาณ ลองสวมถ้าเราเป็นเขาบ้าง แล้วบอกพรุ่งนี้รอก็ได้ แต่เขากำลังจะตาย ณ วันนั้น ณ ชั่วโมงนั้น จะให้เขารอต่อได้อย่างไร เราต้องทำทันที…”

7. มีความสุจริต และความกตัญญู
“… ความสุจริตเป็นเรื่องที่ทรงแสดงให้เห็น ไม่ใช้เฉพาะความกตัญญู เห็นได้ชัดกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ได้ทรงแสดงให้เห็นเลยความกตัญญู ความกตัญญูต่อแผ่นดิน ความกตัญญูต่อสิ่งต่างๆ ที่เป็นประโยชน์ถ้าเป็นเรื่องของส่วนรวมนั้นเพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงแสดงให้ เราดูและทรงเตือนพวกเราด้วยให้ยึดสิ่งนี้ไว้ เพราะว่าเป็นเรื่องจำเป็น เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ เป็นเรื่องที่มีคุณค่า…”

8. พึ่งตนเอง ส่งเสริมคนดี และคนเก่ง
“…พึ่ง ต้นเองก็คือ เศรษฐกิจพอเพียง เศรษฐกิจพอเพียงนี้ พระเจ้าอยู่หัวบอกว่าคำที่สำคัญที่สุดในเรื่องราวที่มาอธิบายมานี้ คือคำว่า พอ ทุกคนต้องกำหนดเส้นความพอให้กับตนเองให้ได้และยึดเส้นนั้นไว้ เป็นมาตรฐานของตนเอง คำว่าพอนั้น ต้องดูตัวเอง ดูรายได้ของตัวเอง ดูขีดความสามารถของตัวเองและขีดเส้นนั้นให้เหมาะสมไม่ใช้เห็นเพื่อนเขามี อย่างนี้ฉันอย่างมีบ้าง…”

9. รักประชาชน
“…พระองค์ท่านตอบว่า คราวหลังถ้าเขาถามว่าฉันทำอาชีพอะไร ให้ตอบว่า ทำราชการ ผมเล่ามาตรงนี้เพื่อมาสู่พวกเรา ขณะที่พระองค์ท่านทำราชการ พวกเรานี่ทำอะไร รับราชการใช่หรือเปล่า รับจากพระองค์มาเพื่อทำต่อ พระองค์ท่านทรงรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน คนที่รับราชการถือว่ารับงานของราชะมาทำต่อ สิ่งแรกที่ต้องทำคือต้องรักประชาชน ทำงานเพื่อประชาชน…”

10. การเอื้เฟื้อซึ่งกันและกัน
“ พระเจ้าอยู่หัวรับสั่งว่า รู้ไหมบ้านเมืองอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้เพราะอะไร เพราะคนไทยเรายังให้กับอยู่ คำสั้นๆคำเดียว เรายังให้กันอยู่ คนในครอบครัวยังช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ คนในชุมชนยังเอื้อกันอยู่ข้าราชการยังให้บริการแก่ประชาชนเวลาเกิดทุกข์ยาก ที่ไหน ทุกคนยังรวมตัวกัน ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอยู่ อันนี้เป็นสังคมที่หาไม่ได้ในโลก…”

การศึกษาพุทธศาสนา

ไปที่บ้านญาติธรรม แกเปิดตู้เห็นรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ได้ เพราะบางคนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกายๆ จนกระทั่งลืมเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจก็คือกลับมาดูใจบ้าง เราวุ่นวายกับกายมากเกินไปมีไหม บางคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับกาย เฉพาะแค่หัวถึงคอใช้เวลาวันหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ หมดเงินไปเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงกายมากเกินไปลองน้อมมาสู่ใจ หลักปฏิบัติก็คือให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไปในความเคยชิน วัน ๆ เราจะอยู่กับความเคยชินแทบทั้งวัน รู้สึกตัวจริง ๆ จะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็น คุณแม่สิริ กรินชัย พยายามที่จะย้ำให้พวกเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะรู้กายเคลื่อนไหวก็ได้ รู้ใจนึกคิดก็ได้ เวลาเดินนับเท้า นั่งนับท้อง นอนนับลม ท่านพยายามให้กับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจที่จะฝากวันนี้ก็คือน้อมกลับมาดูจิตใจ กลับมาดูเรื่องจิตเรื่องใจของตัวเองศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจใจของตัวเอง เราเรียนกันเยอะศึกษาภายนอกจนกระทั่งลืมที่จะน้อมสู่ใจ กลับมาดูภายใน เรื่องของจิตใจสำคัญ

พระพุทธองค์เดินไปเห็นสุนัขกำลังขบกัดเต่า พระองค์ชี้เลยภิกษุทั้งหลายเธอเห็นสุนัขขบกับเต่าไหม เห็นพระเจ้าค่ะ แล้วมันกัดได้ไหม ไม่ได้พระเจ้าค่ะ ทำไมถึงกัดไม่ได้ เป็นเพราะเต่ามันหด ๖ ทาง ก็คือ หัว ๑ ขา ๔ หาง ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ต้องการความทุกข์ขบกัดเธอฉันใด เธอก็จงรู้จักสำรวมอายะตะนะทั้ง ๖ อายะตะนะทั้ง ๖ มีอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสำรวมกลับมาศึกษามาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจประคับประคองจิตใจ ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจธรรมะ

พระพุทธเจ้าแบ่งคนในโลกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ อยู่ในที่ยุ่งเขาก็ไม่ยุ่ง ยิ่งอยู่ในที่ไม่ยุ่งยิ่งสบายใหญ่ กลุ่มที่ ๒ อยู่ในที่ไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งแต่พอเข้าไปอยู่ในที่ยุ่ง อดยุ่งกับเขาไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ อยู่ในที่ไม่ยุ่งมันก็หาเรื่องยุ่ง ยิ่งเข้าไปอยู่ในที่ยุ่งยิ่งยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกเราอยู่กลุ่มไหน ถ้าให้เราเลือกเราอยากจะเลือกเป็นคนกลุ่มไหน กลุ่มที่ ๑

พระ พุทธองค์ท่านเดินไปเจอหนูกำลังขุดรู ท่านก็ตรัส ภิกษุทั้งหลายเธอเห็นหนูกำลังขุดรูไหม เห็นพระเจ้าค่ะ ภิกษุทั้งหลายหนูบางตัวขุดแต่ไม่อยู่ บางตัวอยู่แต่ไม่ขุด บางตัวขุดด้วยอยู่ด้วย บางตัวไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ภิกษุทั้งหลาย คนขุดแต่ไม่อยู่คือ ศึกษาเรื่องธรรมะ มีเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธฯเมื่อไหร่ขอให้บอก มาเข้าตลอด ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่พอกลับไปบ้านเหมือนเดิมไม่ได้เอาไปใช้ ส่วนบางคน อยู่แต่ไม่ขุด เขาไม่มีโอกาสที่จะมาเข้ากรรมฐาน เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ ขันติแปลว่าอะไรเขาก็ไม่ทราบ แต่ว่าทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ลุยงานตลอด แล้วก็สามารถที่จะมีความสุขกับการทำงานได้ด้วย เขาอยู่แต่เขาไม่ได้ขุด เขามีบุญเก่าทำมาดี กลุ่มที่ ๓ ขุดด้วยอยู่ด้วย เขามาศึกษา มาเรียนรู้ มาเอาความเข้าใจกลับไปใช้ที่บ้านด้วย ส่วนกลุ่มที่ ๔ ไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ศึกษาธรรมะก็ไม่ศึกษา เปิดTVเจอพระปั๊บเปลี่ยนช่อง แล้วก็ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ขี้อึดอัด ขัดเคืองสารพัด ขี้ที่อยู่ในตัวเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เอาขี้ตัวเองลากไปประจานผู้คนเหม็นทั้งบ้านทั้งเมือง เขาก็ไม่แก้ไขตัวเอง ถ้าให้เลือกเราจะไปเลือกเป็นหนูประเภทไหนดี ที่ ๓ ก็คือขุดด้วยแล้วก็อยู่ด้วย

มายุวพุทธฯแล้วกลับไปต้องให้ คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการจิตใส ใจสบายเขาตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ ต้องการให้พวกเราได้ประโยชน์เต็มที่ จิตใส ใจสบาย มาแล้วกลับไปให้คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงไปยุวพุทธฯแค่วันเดียวกลับมา นี่นิสัยดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ถือว่าพวกเราช่วยกันประกาศพระศาสนา ไม่ใช่มาเข้ากรรมฐานเสร็จแล้วกลับไปถึงบ้านบางทีมาตั้ง ๕ วัน ๗ วัน พอกลับไปบ้าน ลูกก็สะกิดพ่อบอก พ่อ ๆ ดูแม่สิไปมากี่ครั้ง ๆ กลับมาก็เหมือนเดิม เสียสถาบันนะ เสียชื่อหมด ต้องกลับไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

อาตมาย้ำนะมายุวพุทธฯ สิ่งที่อาตมาอยากให้ได้ก็คือขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นทำ แค่นั้นแหละ กลับไปถึงบ้านเห็นบ้านสกปรก ดวงตาเห็นทำ หยิบไม้กวาด ๆ เลยไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เข้าไปในครัวถ้วยชามไม่ได้ล้าง ดวงตาเห็นทำ ทำไปเลย ทำทั้งนอกแล้วมันจะเกิดคุณธรรมขึ้นภายใน ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในปกติสงบเย็น

การศึกษาพุทธศาสนาที่ แท้จริงก็คือการมาศึกษาลงไปที่ความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตในแต่ละครั้งของการพบอารมณ์ นี่คือการศึกษาศาสนา การศึกษาศาสนาก็คือการมาศึกษาตนเองมาเรียนรู้ตนเองมาทำความเข้าใจตนเองแล้ว ก็ฝึกควบคุมตัวเองให้เป็น ผู้ใดควบคุมตัวเองได้มากจะมีความทุกข์น้อย ผู้ใดควบคุมตัวเองได้น้อยจะมีความทุกข์มาก ผู้ใดควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เขาจะสุก ๆ ดิบ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เวลากระทบอารมณ์เดี๋ยวก็เป๋ ๆ ท ๔ ตัวคือ ทุกข์ ทับ ท่วม ท้น นั่นก็คือเรื่องของชีวิต “กว่าจะรู้จักชีวิตว่ามีกายมีจิตผสมผสาน กว่าจะถอดถอนจิตจากอุปาทาน ก็ซมทรามดื้อตีนกายเหยียบตาเอา กว่าจะรู้ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ตาก็มัวหัวก็ขาว กว่าใจจะหายมัวเมา ฟันก็กลับบ้านเก่าเหลือแต่เหงือกแดงๆ”

ช่วงมีปัญหาบ้านเมืองเขียนบท กลอน “ตีนกะตา” เขียนแรงนิดหนึ่งเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่สามัคคีไป ไม่รอด “ตากับตีนอยู่กันมาแสนผาสุก จะนั่งลุกยืนเดินเพลินหนักหนา มาวันหนึ่งตีนทะลึ่งเอ่ยปัญญา ว่ามีคุณแก่ตาเสียจริงๆ ตีนช่วยพาตาไปที่ต่างๆ ตาจึงได้ชมนางและสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นดวงตาจงประวิง ว่าตีนนี้เป็นสิ่งควรบูชา ตาได้ฟังตีนคุยโม้ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอกออกไปด้วยโทสา ว่าที่ตีนเดินไปได้ก็เพราะตา ดูมรรคคาเสกแก้หนามไม่ตำตีน เพราะฉะนั้นตาจึงสำคัญกว่าตีน ไม่ควรที่จะมาคิดดูหมิ่น สรุปว่าตามีค่าสูงกว่าตีน ทั่วธานินตีนไปได้ก็เพราะตา ตีนได้ฟังคับแค้นแสนจะโกรธ เร่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา เพราะอวดดีคุยเบ่งเก่งกว่าตา ดวงชีวาจะดับไปไม่รู้เลย ตาเห็นตีนเก่งเร่งกระโดด ก็พิโรธแกล้งระงับหลับตาเฉย ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน”

มีเรื่องหนึ่ง คือลูกคนหนึ่งเป็นลูกขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเองจนกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่คบ พอเพื่อนหันมาเห็นหน้าเท่านั้นเพื่อนลุกหนีหมดเลยเขากลายเป็นตัวสลายม๊อบนะ อยู่กับสังคมไม่ได้ ก็ไปหาพ่อ พ่อบอกอย่างนั้นเอาเงินไปไปซื้อตะปูมาถุงหนึ่ง ทุกครั้งที่แกอารมณ์เสียแกโกรธแล้วแกแสดงออก ให้เอาตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน วันแรกตอกไป ๓๗ ตัว โอ้โหแล้วใครจะไปคบมัน พอวันต่อมาเริ่มมีสติขึ้นตอกน้อยลง ๆ จนกระทั่งนะวันหนึ่งแกมาหาพ่อ เอ..พ่อวันนี้ผมคุมได้ ผมโกรธแต่ผมไม่แสดงออกนะ ตอนนี้ผมชนะมันแล้ว พ่อบอกว่ายังไม่จบ ตอนนี้ขั้นตอนต่อไป ทุกครั้งที่แกโกรธและแกคุมตัวเองได้ ไม่ด่า ไม่กระทืบเท้า ไม่แสดงออก ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่งนะ แกก็ค่อย ๆ ถอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาหาพ่อ พ่อผมถอนตะปูหมดแล้ว ตอนนี้ที่รั้วบ้านของเราทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว พ่อบอกไม่เหมือนเดิมหรอก ไม่เชื่อตามมาดูพ่อพาไปที่รั้วบ้าน เป็นไงที่รั้วเหมือนเดิมไหมมีอะไร มีรูของตะปู ลูกก็งงแล้วจะทำไงต่อ พ่อบอกว่าถ้าไม่อยากให้รั้วมีรูตะปู ก็ต้องอย่าไปตอกมันอีก เพราะตอกแล้วต้องถอน ถ้าถอนแล้วมันก็มีรู

ใคร เคยตอกตะปูใส่คุณพ่อ คุณแม่ของพวกเราบ้าง มีเด็กคนหนึ่งเรียนจบไปสมัครงาน วันนั้นเถ้าแก่มารับสมัครเอง เด็กหนุ่มเอาแฟ้มประวัติความสามารถพิเศษเยอะแยะ เอาไปวางตั้งให้เถ้าแก่ เถ้าแก่พอเห็นเสร็จปั๊บเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอั้วสัมภาษณ์ลื้อหน่อย ลื้อเคยกราบเท้าพ่อ เท้าแม่หรือไม่ ไม่เคยครับ กลับไปได้แล้ว อะไรแฟ้มประวิติเยอะแยะยังไม่ได้อ่าน กลับไปได้แล้ว คนไม่กราบเท้าพ่อ เท้าแม่ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นพอโดนไล่กลับโกรธมาก กลับไปถึงแม่มาเปิดประตูบ้าน ให้พอเห็นหน้าแม่ แม่เห็นหน้าหมอง ๆ ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ไม่อยากคุย ขึ้นบ้านเดินตึง ๆ ขึ้นไปชั้นบน แม่เห็นลูกก็ใจแป้วเลยลูกอารมณ์เสีย แม่รีบเลย สมองสั่งการทันทีว่าทุกครั้งลูกอารมณ์เสียแม่แก้ไขอย่างไร ของอะไรที่ลูกชอบที่สุดแม่รีบไปเตรียมจัดหา หาไปหามาปีนเก้าอี้ ตกโครมลงมา พอเสียงดังโครมลูกตกใจรีบวิ่งลงมาดูเห็นลูกส้มอยู่ในมือแม่เป็นของโปรดที่ ตัวเองชอบกิน

ลูกรู้เลยทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียแม่จะต้องทำสิ่งนั้น ให้กิน เด็กหนุ่มรีบเข้าไปประคองแม่ แม่บอกไม่เป็นไร ๆ พอลุกแล้วก็ล้มปรากฏว่าเท้าแพลง แม่ก็บอกไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกจับดูมันปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว เท้าเริ่มค่อย ๆ ช้ำ บอกไปหาหมอ เด็กหนุ่มพอจับเท้าแม่ปั๊บ มันแว๊บขึ้นมาในใจว่าเท้าคู่นี้เลี้ยงเขามาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งเขาจบ มหาวิทยาลัย เขาไม่เคยจับเท้าแม่เขาเลย แต่เท้าของตัวเขาเองแม่เคยอุ้มเคยหอมเท้าเขา แต่เขาเองเท้าแม่ไม่เคยจับ ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดกับเขามาก่อนมันเกิดขึ้นเขา ก้มลงกราบเท้าแม่น้ำตาไหล เพราะว่าที่แม่เจ็บเท้าตอนนี้เป็นเพราะเขา ผมขอโทษแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่ได้ผิดอะไร ๆนะ เด็กหนุ่มเงยหน้าน้ำตาไหลแม่ไม่เป็นอะไร ๆ ลูกไม่ผิดนะลูกไม่ผิด แม่ผิดเอง

เด็ก หนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แม่บอกไม่เป็นไร ๆ นะ เดี่ยวเราไปสมัครงานที่อื่นก็ได้เจ้าของบริษัทเขาคงจะไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แม่ยังอุตส่าห์แก้ตัวด้วยความรักลูก เด็กหนุ่มพอวันรุ่งขึ้นออกไปหางานใหม่แต่เขากลับไปที่เก่า พอไปถึงเถ้าแก่มองลื้อมาทำไม เด็กหนุ่มบอกว่าขออภัยครับผมไม่ได้มาสมัครงาน แต่ผมมาขอบคุณเถ้าแก่ครับ ถ้าเมื่อวานเถ้าแก่ไม่พูดเรื่องกราบเท้าแม่ผมคงจะไม่มีความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ขอบคุณเถ้าแก่มากที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายความรักของแม่นะ แกก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวานหลังกลับไปให้เถ้าแก่ฟังพอเล่าเสร็จเท่า นั้น เก้าแก่ก็ยิ้มพรุ่งนี้ลื้อมาทำงานได้นะ

อาตมากลับไปโพธารามกราบ ครูท่านหนึ่ง เอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปฝาก บอกว่าตอนนี้ไปอยู่อเมริกากลับมาระลึกถึงคุณครูเอาของมาฝาก ครูประทับใจเก็บเอาไว้ ๔-๕ ปี อาตมาไปเยี่ยมอีกที ใช้สบู่ยังไงก็ไม่รู้มันไม่หมดสักที ตั้งไว้ในตู้โชว์ ไว้คุยเวลาคนมา คุณครูใช้ของเมืองนอกเลยนะ ลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสอยู่อเมริกาเขาเอามาฝากครูคุยได้ตั้ง ๔-๕ ปี ปัจจุบันยังคุยอยู่มั้ง แต่มันเป็นความสุขของท่าน อาตมาทำงานใหม่ ๆ ได้เงินเดือน ๔๐๐ บาท กลับไปเยี่ยมบ้านเอาไปให้แม่ ๒๐๐ บาท ให้อาโกว(พี่สาวหรือน้องสาวพ่อ)ไปร้อยหนึ่ง พอให้แม่น้ำตาไหลเลย แต่พอเราจะกลับไปทำงานแม่เรียกเข้าไปหาให้อาตมา ๕๐๐ บาท เห็นไหมมันน่าให้แม่นะ แม่อาตมาน้ำตาไหลเพราะข้อที่ ๑ ก็คือมันไม่ลืมกูมันเป็นความรู้สึกตื่นขึ้นมา ข้อที่ ๒ มันช่วยเหลือตัวมันเองได้แล้ว ข้อที่ ๓ เมื่อมันมีความกตัญญูไม่ต้องไปห่วงมัน มันเอาตัวเองรอดได้ นั่นคือความรู้สึกของแม่ อาโกวอาตมาให้ไปร้อยเดียวก็วางไว้ ๓ -๔ เดือนไปทำงานกลับมาสตางค์ยังอยู่บนเชี่ยนหมากของอาโกว ใครไปก็พูด สงค์หลานมันทำงานแล้วมันให้มาร้อยหนึ่งคุยมา ๔ เดือนแล้วยังไม่ได้ใช้เลย ตกลงเก็บสตางค์ไว้ เอาไว้คุย มันเป็นความสุข

ปัจจุบันพ่อแม่เราคุย ถึงตัวเราได้ไหม ลูกเอ็งเป็นยังไง คือมันคุยไม่ออกระหว่างโทรไปหาแฟนกับระหว่างโทรไปหาคุณพ่อ คุณแม่ โทรหาใครมากกว่ากัน คนส่วนมากจะผูกลงไม่ยอมผูกขึ้น ผูกลงก็คือพอมามีแฟนก็ไปผูกแฟน พอมามีลูกก็ไปผูกลูก พอมีหลานผูกลงไปที่หลาน แต่ไม่ยอมผูกกลับไปที่คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เราแกะปมเหล่านั้นออก ใครที่รักเรา เราแกะทิ้งๆ ส่วนเรารักใครเราผูกขึ้นมา มันผูกลง ปัจจุบันก็เลยมีลูกบังเกิดเกล้า

อีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนุ่มมาเรียนจบที่กรุงเทพฯ พอจบปั๊บไม่ได้กลับบ้าน ได้งานก็เลยทำงานอยู่กรุงเทพไม่ยอมกลับบ้าน แม่โทรศัพท์มาหาอาตี๋ปีนี้มาไหว้ตรุษจีนนะ กลับไม่ได้นะงานยุ่งแม่ กลับไม่ได้ แม่บอกว่าไม่เป็นไรอาตี๋ดูแลสุขภาพด้วยนะอย่าทำงานหนักเกินไป อาตี๋วางหูฉับแม่ นั่งซึมแล้วเอามือมาดึงลิ้นชักมองลงไปในลิ้นชักมีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้สาม ซองแม่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกหยิบมาอีกซองหนึ่ง แล้วก็วางลงไปในลิ้นชักแล้วก็ปิดก๊อก กี่ปีแล้วที่อาตี๋ไม่กลับบ้าน ๔ ปี ความผูกพันมันหายไป


แต่เรื่องที่สะเทือนใจมากก็คือ เด็กหนุ่มที่มาเรียนในกรุงเทพแล้วก็มีแฟน ชวนเขากินข้าวแล้วก็โทรศัพท์คุยกะเขาทุก ๆ คืน ส่วนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้เกลียดมากเบื่อมากก็คือ กลางคืนจะมีโทรศัพท์ของแม่มาหาแก แล้วพอแกรับขึ้นมาก็ “เหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านเป็นไงบ้างหนักไหม” ลูกจะเบื่อคำเหล่านี้มากแต่ทุกคืนเขาก็จะโทรไปหาผู้หญิงคนที่เขารัก เหนื่อยไหมวันนี้ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านหนักไหม แล้วมันเอาคำเน่านั่นแหละแต่มันก็ใช้ของมัน คืนนั้นขณะหนึ่งที่เขากำลังโทรขอความรักจากแฟน มีโทรศัพท์ซ้อนเข้ามาเขาเหลือบดูแม่ แม่โทรมาทำไมกำลังขอความรัก เข้ามายุ่งอะไรกันตอนนี้ไม่ยอมรับโทรศัพท์แม่ คุยจนแม่วางสายไปแล้ว คืนนั้นเขาก็นอนอย่างมีความสุขของเขาที่ได้คุยกะสาว ตอนเช้าโทรศัพท์มา รีบกลับบ้านด่วนแม่เสียชีวิต เขาตกใจเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อคืนแม่ยังโทรมา พอกลับไปถึงบ้านทราบว่าโจรขึ้นบ้านเมื่อคืนนี้ปล้นแต่พอจะไปเอาสตางค์ที่แม่ เก็บไว้เพื่อส่งลูกเรียน แม่ไม่ยอมสู้กับโจรก็เลยโดนโจรแทงจนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต แม่กดโทรศัพท์มาหาลูก ลูกไม่ยอมรับ เงินก็เอาไปหมด แต่ว่าโทรศัพท์ที่อยู่ที่มือแม่เขาไม่ได้เอาไป พอญาติมาเยี่ยมเขาไปดูเบอร์ที่โทร ไม่ได้โทรไปหาตำรวจ ไม่ได้โทรบอกญาติที่อยู่ใกล้ ๆ มีอยู่เบอร์เดียวก็คือโทรหาลูก อยากได้ยินเสียงลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่เป็นมิสคอนแน็ค(ไม่สามารถติดต่อได้) เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ถูกหลังจากนั้นเขากลับไปเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อาตมาอยากจะฝากพวกเรา ใครที่มีบุญคุณ แล้วเราไม่เคยบอกรักเขาเลย ไม่เคยขอบคุณเขาเลย ผิดพลาดเราก็ไม่เคยขอโทษเขาด้วยวันนี้เปิดโอกาสพิเศษ ขอฝาก ๔ ข้อ ๑. โทรไปบอกรักท่านถ้าพ่อ แม่เสียชีวิตไปแล้วใครที่มีบุญคุณกับเราโทรศัพท์ไปบอกรักท่าน ข้อที่ ๒. ขอบคุณที่บุคคลเหล่านั้นมีบุญคุณแก่เรา ตอนนี้มีพ่อ แม่สามีหรือภรรยาที่ดีต่อเราทำกับข้าวดูแลเราหรือหาเงิน หาทองมาให้เราขอบคุณเขา ข้อที่ ๓. ขอโทษสิ่งที่เราเคยผิดพลาดบกพร่อง ขอโทษเขา ส่วนข้อที่ ๔ สำคัญอย่าบอกว่าพระบอกให้โทร

(พระอาจารย์ เริ่มสอนภาวนา) พวกเราขยันภาวนาวันนี้ตั้งใจมา แต่เวลาเหลือนิดหนึ่งภาวนากัน นั่งตั้งกายตรงนะปิดไฟได้ก็ปิดไฟสักพักหนึ่งนะ ให้สงบ ๆ เหมาะกับการภาวนา ในช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของการให้อาหารใจ หลักการให้อาหารใจเบื้องต้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอุชุกายังตั้งกายให้ตรง อาตาปีท่านให้มีความเพียร สัมปะชัญโน มีสัมปชัญญะ สติมา มีสติ วิริยะโลเก อภิชฌาโทมนัสสะ ท่านให้ถอดความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ตอนนี้ลองสลัดความคิดความวุ่นว่ายต่าง ๆ ออกไปให้หมดไม่ต้องยุ่งกับใคร อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องดึงมาขบเคี้ยว อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปกังวล ลองอยู่กับปัจจุบันขณะดูนะ หายใจเข้าทำใจให้สบาย หายใจออกทำใจให้สบาย ในช่วงแรกลองดึงลมหายใจให้ยาว ๆ ก่อน หายใจเข้ายาว หายใจออกยาวดีมาก ใจนิ่ง ๆ โปร่ง ๆ โล่ง ๆ สบาย ๆ นิ่งๆ อยู่ภายใน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตที่ ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี สุขอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ไม่มีเสียงใดที่จะมาทำร้ายใจเรา ถ้าเราไม่สนใจแส่ส่ายให้วุ่นวายเรื่องภายนอกตอนนี้ตั้งใจไว้ที่ใจ กายตั้งตรง คอตั้งตรง ใจยิ้ม ๆ เบิกบานอยู่ภายในดีมาก อย่าน้อมใจให้ลึกนะปล่อยให้โปร่ง ๆ ให้สบาย ๆ ใครรู้สึกซึม ๆ ก็ดึงลมหายใจให้แรงขึ้น อาหารของกายก็คือข้าวปลาที่เราทานกัน ส่วนอาหารของใจคือความสงบ ใจกินความสงบเป็นอาหาร ตอนนี้เราอยู่กับความสงบด้วยใจ ที่จริงใจมันสงบอยู่ก่อนนั้น แต่ที่มันฟุ้งมันวุ่นวายขึ้นมาเพราะเราไปดึงอดีตบ้าง ดึงอนาคตบ้าง เอามาแบก เอามาหอบ เอามากอดมารัดไว้ ใจก็เลยอึดอัดตอนนี้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ปล่อยไม่พอนะต้องวางด้วยเขาเรียกว่าปล่อยแล้วก็วาง

แต่ถ้าใคร รู้สึกงงจะหาจุดยืนอื่นของใจก็ได้ จะมาอยู่ที่ท้องพอง ยุบ ก็ได้ อยู่ที่ลมหายใจออก เข้าก็ได้ นั่งนับท้องไปดูใจสบาย ๆ สำคัญก็คือเวลาปฏิบัติ อย่าให้หนัก อย่าให้อึด อย่าให้ดื้อ อย่าให้ทึบ อย่าให้มึน อย่าให้งง ทำใจโปร่ง ๆ ดีมากเราจะเห็นว่าใจเริ่มมีพลังขึ้นมา เวลาเริ่มแรกเราหายใจลึก ๆ ตรงนั้นเป็นการบริหารปอด ขณะหายใจเราเอาสติตามรู้ไปด้วยเป็นการบริหารใจ ในช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น จิตใจก็สดชื่น จิตใส ใจสบาย ๆ ดีมาก เราอยู่กับความโปร่ง ความโล่ง ความเบา ความสบายใจเบิกบานแบบนี้สักครู่หนึ่งใจสงบ ตั้งใจแล้วก็ตั้งใจอีก เราค่อยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ยาว ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ น้อมความแช่มชื่นเบิกบานเกิดขึ้นภายใน น้อมความชุ่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในแล้วสร้างความรู้สึกยิ้มภายในใจ การทำความสงบเย็นภายใน เพียงแค่ไก่กระพือปีกก็เป็นกุศล


บัด นี้บุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ตั้งกายตั้งใจน้อมที่ได้บำเพ็ญบุญแล้วนี้แก่คุณพ่อ คุณแม่ ลองดึงลมหายใจยาว ๆ ดึงน้อมให้เห็นคุณพ่อ คุณแม่ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกเสร็จแล้ว ก็ลองดึงลมหายใจอีกนิดหนึ่งน้อมแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แล้วทำความรู้สึกเหมือนกับเราเอาแสงสว่างนั้นแทนบุญกุศลไปวางใส่ตักคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าท่านมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าท่านมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีโอกาสได้รู้ธรรมเห็นธรรมเข้าถึงธรรม ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ตั้งใจน้อมแผ่ส่วนกุศลไปยังครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนสรรพศัตรูหมู่มารทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ใดที่เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยอาฆาต เคยพยาบาท ก็ให้แผ่เมตตาไปให้แก่เขาเหล่านั้น ขอเขาเหล่านั้นจงได้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน จงได้รับผลบุญที่เราได้บำเพ็ญนี้โดยทั่วกันด้วยเถิด เราค่อย ๆ พนมมือขึ้นช้า ๆ จับความรู้สึกตามในขณะที่พนมมือตั้งใจกรวดน้ำด้วยน้ำจิต น้ำใจ กรวดน้ำแผ่เมตตาว่าตาม อิทังเม ญาตินังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ