ธรรมอันเป็นสิ่งที่ยึดมั่น

มันกินเวลา สี่ปี จนกว่าเขาจะ ออก ไปนิวยอร์กเพื่อ ใช้เวลามากกว่า ที่มีชื่อเสียงโด่งดัง Eldridge ถนน โบสถ์ ใน แมนฮัตตัน ฝั่งตะวันออก

“ไม่มีใคร เก็บไว้ มันไป และ มันไม่ได้จนกว่า ปี 1960และ ปี 1970 ว่ามีความพยายาม ที่ทำ เพื่อลองอีกครั้ง ” ดร. ยาคอฟ ฉลาด ของมหาวิทยาลัย แมนเชสเตอร์ ศูนย์ สำหรับ การศึกษา ของชาวยิว กล่าวว่า

จนถึงขณะนี้ก็ มีค่าใช้จ่าย ประมาณ£ 350,000 สร้าง eruvใน แมนเชสเตอร์

บี Yahuda โบรดี้ , หัวหน้าผู้บริหาร ของ แมนเชสเตอร์ เบ ธ ดิน หรือ ศาล ดั้งเดิม ของชาวยิว กล่าวว่า กระบวนการ ที่ได้รับ ความซับซ้อนมาก

โครงการ ที่จำเป็นใน การวางแผนการอนุญาต จาก คณะกรรมการ ที่แตกต่างกัน สาม – เผา , แมนเชสเตอร์ และ ซอล – และทำงานมากเป็นสิ่งที่จำเป็น เพื่อสำรวจ พื้นที่และ สร้างเส้นขอบให้สอดคล้องกับ กฎหมายยิว

เพื่อยก ตัวอย่างหนึ่ง eruvไม่สามารถข้าม ถนน ที่ใช้ โดย กว่า 600,000 คน – จึง eruvไม่ได้ข้าม M60เหนือของ เพรสวิกส์

“มี จำนวนมากได้รับ ความนิยม และความเข้าใจ จาก คริสตจักร และองค์กรอื่น ๆ เช่น เมโทรลิงค์. จะได้รับ การออกกำลังกาย ในความสัมพันธ์ ระหว่าง ความเชื่อที่” เขากล่าวว่า

จาค็อบ รับมือ ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ในการตั้งค่า eruvบอกว่ามัน ได้รับการ จัดตั้งขึ้นเพื่อ รักษาและ เพิ่ม วันสะบาโต เป็น วันสำหรับ การสวดมนต์ในครอบครัว และการผ่อนคลาย

“เรามี ชายสูงอายุคน หนึ่ง ใน โบสถ์ ของเราที่ เป็น ผู้รอดชีวิต หายนะ ที่มา นรก หรือน้ำ สูงที่สุดเท่าที่ เขาจำได้ว่า วันที่ เขาไม่สามารถ ปฏิบัติ ศรัทธาของเขา” เขากล่าวว่า

บุตรชายคนที่ ห้า ปี รอสส์ เดล มี ความหมกหมุ่น และ สวม เป้ ที่จะ รับมือกับปัญหา ทางประสาทสัมผัส ที่เกิดจาก สภาพ

ซึ่งรวมถึง รถเข็น รถเข็น เฟรม zimmer , กุญแจบ้าน หรือ โทรศัพท์มือถือ – การ ใช้ชีวิตที่ ทันสมัย สามัญ ยากมาก

การแนะนำของ eruv – ซึ่ง สร้าง โซน ดูแล กฎ วันสะบาโต – ได้รับการ เปลี่ยนแปลงชีวิต ตามที่ นาง รอสส์

eruv แรก ถูกสร้างขึ้น กว่า 3,000 ปีที่ผ่านมา ตามประเพณี ของชาวยิว โดยกษัตริย์ โซโลมอน ภายในกำแพง เมือง เยรูซาเล็ม

ใน ทางตรงกันข้ามeruv แมนเชสเตอร์ – ที่ใหญ่ที่สุด ในสหราชอาณาจักร – เป็นปริมณฑล 13 ไมล์ สร้าง กำแพง สวน เป็นส่วนหนึ่งของ เมโทรลิงค์และใน สถานที่ที่มี ช่องว่างลวด หงุดหงิด กว่าด้านบนของ 8ft ( 2.4m ) เสา สูง

สิ่งที่ ถูกยกย่องว่าเป็น eruv แรก ของสหราชอาณาจักร เปิดใน ลอนดอนเหนือ 11 ปี ที่ผ่านมา และ ในปัจจุบันมีอยู่ สี่ ในเมืองหลวง

แต่ eruv แรก แมนเชสเตอร์ ก่อตั้งขึ้น จริง 110 ปี ที่ผ่านมา มันก่อตั้ง โดยแรบไบ อับราฮัม Yudelovitch ,อพยพชาว รัสเซีย ซึ่งอยู่ไม่ไกล จาก แมนเชสเตอร์ สถานีวิกตอเรีย ซึ่งนับพัน ของ ชาวยิว ในยุโรป ตะวันออก ได้เดินทางมาถึง หนี ชาติพันธุ์

เธอ กล่าวว่า “มัน มีการ ไป โบสถ์นี้ ได้ทำใหญ่ แตกต่างอย่างมาก กับ คนจำนวนมากใน ชุมชนของเรา . ”

สามีของเธอ เจเรมี กล่าวว่า ลูกชายของพวกเขา คนโต อายุ 11 ที่มี การขาดดุล ความสนใจ โรค สมาธิสั้น ( ADHD) ตอนนี้ สามารถใช้ ” อยู่ไม่สุข ของเล่น ” เพื่อ ป้องกันไม่ให้เขา ” พฤติกรรม ไม่เหมาะสม ” ที่ โบสถ์

แมนเชสเตอร์ eruv เป็นรุ่นล่าสุด กว่า 200 ที่จะ เกิดขึ้นใน โลก

ให้เป็นที่ยอมรับ นั้นจะต้อง ตอบสนองความ กฎหมายที่เข้มงวด รวมถึง การ ” อย่างสมบูรณ์ ล้อมรอบ ” โดย ขอบเขตของ ธรรมชาติ ที่มีอยู่หรือ โดย สาย จากยอด เสา

แต่จนถึง eruvก่อตั้งขึ้น เขาไม่สามารถ สวมใส่มัน ไป โบสถ์ ในวันเสาร์ เพราะกฎหมาย ห้าม ชาวยิว นมัสการ จากการปฏิบัติ อะไร ที่อยู่นอก บ้านใน วันสะบาโต

เธอบอกว่าเธอ มี ” ลักษณะ แปลก ” จาก นักกิจกรรมบำบัด ลูกชายของเธอ เมื่อเธอ บอกพวกเขาว่าข่าว ที่ดี แต่ ยอมรับ ข้อ จำกัด”ต้อง เสียง แปลก คนนอก”

ชาว ยิว สังเกต ไม่ได้รับอนุญาต จาก การผลักดัน หรือ การดำเนิน รายการทุกวัน ระหว่าง เวลาพระอาทิตย์ตก ในวันศุกร์และ พระอาทิตย์ตกดิน ในวันเสาร์

เล่าเรื่องธรรมยามเช้า

กรรม ของมนุษย์แต่ละคนมีแตกต่างกันไป  ตามบาปที่เคยพลาดพลั้งทำผิดมา เช่นคนที่เคยทำผิดเรื่องการเคยทำให้ทรัพย์สินคนอื่นเสื่อม  อาจจะถูกจัดฉากไปอยู่ในสถานที่ที่เจอคนขโมยของได้ง่าย ๆ คนที่มีกรรมเรื่องเคยลวนลามทางเพศคนอื่นมาก่อน กรรมจะจัดให้เจอคนลามกชอบลวนลามทางเพศ กรรมของการที่เคยทำร้ายร่างกายคนอื่นมาก่อน จะจัดฉากให้เจอคนรายที่มาทำร้ายร่างกายได้ง่าย ๆ

เอา แค่แคบ ๆ  ในกรุงเทพนี่นะคะ วัน ๆ  หนึ่งต้องมีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุรถชนกันเสียชีวิตหรือแค่บาดเจ็บบ้าง หรือทุกเขตในกรุงเทพในตอนนี้อาจจะมีคนกำลังโดนขโมยทรัพย์สิน หรือกำลังโดนคนอื่นรังแกข่มขู่อยู่ก็ได้

โลก ของเราในแต่ละวันก็มีคนตายวันประมาณแสนกว่าคนอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติของคนที่เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ นั้น ไม่ได้มากกว่าไปกว่าจำนวนคนที่ตายในแต่ละวัน เมื่อคิดอย่างนี้แล้วโรคนี้ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่น่ากลัวมาก แต่ก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต ป้องกันได้ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนไม่ให้ติดเชื้อได้ง่าย ๆ หลักเบื้องต้นที่ทำกันคือ ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน เวลาไม่สบายไม่ออกไปไหน เป็นไข้เกินสามวันต้องไปหาหมอ ตามที่ทางการแนะนำการป้องกันและดูแลขั้นต้นมา

พอ มองแบบนี้แล้วจะทำให้ความกลัวที่จะติดเชื้อในจิตใจน้อยลง เพราะมีบางคนกลัวมาก ๆ ที่จะตาย ความจริงความตายอยู่ใกล้ตัวเรามากพออยู่แล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีโอกาสไปทำบุญที่สวนสันติธรรม หลังจากนั้นก็ขับรถเลยไปดูฟาร์มเห็ดที่พัทยา ขณะที่ขับรถกลับ เห็นรถชนกันข้างทางมีคนตายขณะเกิดเหตุทันที เจ้าหน้าที่กำลังทำงาน กำลังเอาผ้าคลุมศพอยู่ข้างถนน ช่วงนี้จะเจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันค่ะ ทำให้เห็นว่าคนตายกันทุกวันอยู่แล้ว คนที่ตายยังไม่ทันติดไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ เลยค่ะ

มีภรรยานาย ทหารคนหนึ่งมาดูดวง เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ทหารต้องถูกส่งตัวลงภาคใต้ คนที่กลัวไม่อยากไปต้องทำเรื่องขอย้ายกันใหญ่ บางคนย้ายไม่ได้ถึงขั้นต้องลาออกจากราชการเลย มีลูกน้องของสามีถูกส่งตัวไปภาคใต้ ก่อนไปตัวเขาเองและครอบครัวร้อนใจกลัวจะเป็นอะไร พอไปทำงานจริง ๆ ไม่เป็นอะไร กลับมาที่บ้านได้สามวันสี่วันขับรถไปกินเหล้ากับเพื่อนรถเกิดอุบัติเหตุ นายทหารคนนี้ตายคาที่ ภรรยานายทหารคนนี้บอกว่าเหตุการณ์ของนายทหารคนนี้ ทำให้ที่กองทัพไม่ค่อยกลัวการไปใต้เท่าไหร่แล้วค่ะ จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคนมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ไว้แล้ว แต่เราก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต

นอกจากนี้เคยเจอเหตุการณ์ที่ กรรมจัดหน้าที่ได้ลงตัว คือมีน้อง ผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนไปสมัครงานบริษัทเดียวกัน แต่กรรมทำให้ต้องอยู่คนละแผนก คนหนึ่งมีกรรมของการที่ใช้แรงงานทาสทำให้ต้องทำงานหนัก กรรมจะจัดให้อยู่แผนกที่นายมีปัญหา งานหนักมาก ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนที่เคยมีน้ำใจชอบช่วยเพื่อน ชอบทำบุญช่วยคนอื่น บุญจัดสรรให้ไปอยู่ในแผนกที่เจ้านายน่ารักมาก งานเบา ๆ สบาย ๆ เงินเดือนดี

ธรรมชาติ ของกฎแห่ง กรรมจะทำหน้าที่คัดสรรตัวบุคคล เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้กรรม ก็ต้องใช้กรรม ส่วนคนที่ยังไม่ถึงคราวที่จะต้องเดือดร้อน ต่อให้อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวยังไม่โดนเลย จะถูกคัดออกไปอยู่คนละส่วนกัน ซึ่งน่าอัศจรรย์จริง ๆ ค่ะ อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวแต่ไม่เจอเรื่องราวที่เลวร้าย

โดย ปรกติโลกของเราทุกวันนี้ เคลื่อนไปด้วยแรงของกรรม วัฏจักรของกฎแห่งกรรมทำหน้าหมุนไปไม่มีวันหยุด ไม่มีความลำเอียง ทุกสิ่งจะถูกจัดสรรด้วยกฎแห่งกรรมทั้งนั้น
มนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าตัวเองทำกรรมเรื่องอะไรมาบ้าง ชีวิตจะต้องตกเป็นเหยื่อเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถทราบได้ เราต้องทำอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เราไม่รู้ ควรจะเตรียมตัวแบบไหน ทำอย่างไรจึงจะดีกับชีวิตของเรา ทำให้ไม่ต้องพบเจอกับความโชคร้ายมากเกินไป

พระ พุทธเจ้าท่านให้แนวทางกับ พวกเราไว้แล้ว  คือเริ่มต้นให้รักษาศีลห้า  จะทำให้ชีวิตไม่ค่อยเจอภัยเวรต่าง ๆ ส่วนใหญ่คนเราไม่สามารถทราบได้ว่าทำผิดอะไรมา ดังนั้นการรักษาศีลห้าเป็นเสมือนเกราะไม่ให้สร้างบาปเพิ่ม กรรมจะได้ตามไม่ทัน

บาง คนที่เคยรักษาศีลห้ามาจากอดีตชาติ จะมีนิสัยที่จะไม่ค่อยทำอะไรผิดศีลอยู่แล้ว จะรักษาศีลได้ง่าย แต่บางคนตอนเด็ก ๆ ศีลห้ารักษาง่ายมาก พอตอนโตเริ่มทำผิดศีลเห็นว่าการรักษาศีลห้าทำให้ใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า เริ่มทำบาปใหม่ พอจะมารักษาศีลห้า ก็ทำได้ยากมาก

พอ เริ่มรักษาศีลห้าได้สักพัก จะเริ่มรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย กรรมดีจะจัดให้อยู่ในอาณาเขตที่ดี และถึงแม้ชีวิตต้องเป็นอะไรไป หากเป็นในขณะที่รักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ ก็เป็นหลักประกันของการมีชีวิตหลังความตายที่ดีได้

คน ที่เริ่มต้นรักษาศีลได้ยาก ให้เริ่มรักษากันทีละวัน เช่นวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี จะไม่ดื่มเหล้าหรือชวนเพื่อนดื่มเหล้า ถือว่ารักษาศีลข้อห้าได้ตั้งห้าวัน พอทำได้ให้อธิษฐานต่อว่า ขอให้อานิสงส์ของศีลที่ลูกได้รักษาเป็นผลใจจิตเข้มแข็ง มีสิทธิรักษาศีลห้าได้ตลอดไป ทำแบบนี้ต่อไปจิตใจจะเข้มแข็งได้เอง

ผล ของการรักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ จะช่วยบรรเท่าไม่ให้เราโชคร้ายทางร่างกาย เหลือแต่ความทุกข์ทางจิตใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องทุกข์ หลายคนที่มีทุกข์ทางใจอยู่ ความจริงต้องขอบคุณความทุกข์นั้น เพราะเราโชคดีว่าคนอื่นตั้งเยอะ ที่ยังไม่ต้องถึงขั้นใช้กรรมที่ทำให้ร่างกายเป็นอะไรไป

ความ ทุกข์ทางจิตนั้น เพียงรักษาศีลห้าไม่พอที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ หลังจากรักษาศีลแล้ว ต้องใช้หลักของการภาวนาเข้ามาช่วย ถึงจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง ๆ

ดัง นั้นศีลห้านี่แหละค่ะ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชีวิตถูกจัดอาณาเขตใหม่ให้อยู่ในอาณาเขตที่ดีขึ้น เริ่มต้นให้รักษาศีลไว้ก่อน อย่ามัวแต่ปล่อยให้ใจให้กลัวแต่ความโชคร้าย กลัวตาย กลัวไม่ดีกว่านี้ โดยเปล่าประโยชน์ ต้องเริ่มทำดีจึงจะถูกต้องค่ะ

อุโบสถศีล คืออะไร

บรรดา คนร่ำรวยที่สุดในโลก มหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ความร่ำรวยเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้ว ย่อมเป็นของเล็กน้อย ทรัพย์สมบัติของเศรษฐีทุกคนในโลกรวมกัน ก็ไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์

ทรัพย์สมบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ์ เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการรักษาอุโบสถศีล ย่อมเป็นของเล็กน้อย คือ ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของผลบุญที่เกิดจากการรักษาอุโบสถศีล

เพราะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นสมบัติมนุษย์ เป็นสมบัติหยาบ เป็นความสุขหยาบ ใช้เวลาเสวยอย่างมากไม่เกินร้อยปี แต่ผลของอุโบสถศีล เป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์ด้วย การเสวยสมบัติทิพย์ กินเวลายาวนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ บางทีเป็นนิรันดร์(นิพพานสมบัติ)

ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล
นาง เอกุโปสติกาภิกษุณี ออกบวชเมื่ออายุได้ 7 ปี บวชแล้วไม่ทันถึงครึ่งเดือน นางก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

.. หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนางจึงได้บรรลุธรรมรวดเร็วอย่างนั้น
นาง จึงเล่าประวัติ การเวียนว่ายตายเกิดของนางว่า เมื่อ 91กัปป์ที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกมาแล้ว 7 พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมะพุทธเจ้า ของเราในสมัยนี้
ในสมัยพระเจ้าวิ ปัสสีพุทธเจ้า นางเอกุโปสติกาภิกษุณี เกิดเป็นหญิงรับใช้ของพระเจ้าพันธุมมะ ผู้ครองนครพันธุมดี นางได้เห็นพระเจ้าพันธุมมะ พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ทรงสละราชกิจมาสมาทานรักษาอุโบสถศีลในวันพระ นางคิดว่า อุโบสถศีลนี้ น่าจะเป็นของดีวิเศษ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงสนใจสมาทานรักษาเป็นประจำ นางคิดได้ดังนี้ จึงศึกษา และทำใจร่าเริงสมาทานรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ

ผลของการรักษาอุโบสถศีล

ทำ ให้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีวิมานอันสวยงาม มีนางฟ้าแสนนางเป็นบริวาร มีผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าอื่นๆ ระหว่างที่นาง ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด นางจะเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถานทุกภพทุกชาติ ได้ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนยอดปราสาทมณฑป ได้ดอกไม้เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ของกินของใช้ไม่เคยอดอยาก ภาชนะเครื่องใช้ทำด้วยเงินทองแก้วผลึกแก้วปทุมราช ผ้าไหมผ้าฝ้ายผ้าเปลือกไม้ล้วนแต่งามวิจิตรมีราคาสูง พาหนะ ช้าง ม้า รถ มีครบบริบูรณ์ ทุกอย่างเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นจากการรักษาอุโบสถศีลในวันพระของนาง ตลอดเวลา 91กัปป์ นางมิได้ไปเกิดในทุคติภูมิเลย

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์แปดที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มหาศาล มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก มีผลอานิสงส์แผ่ไพศาลมาก “

อุโบสถศีล เลิศกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์

 

ดัง นั้น ชาย หญิงทั้งหลาย ผู้ได้สมาทานรักษาอุโบสถศีลย่อมได้ชื่อว่า ทำความดีอันมีความสุข เป็นกำไร ไม่มีคนดีที่ไหนจะติเตียนได้ เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงสวรรค์หกชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง

วิธีการรักษาอุโบสถศีล
เมื่อ วันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล

โดย ปกติ วันพระ อุบาสก อุบาสิกา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วัด พักอาศัยอยู่ที่วัดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทำสมาทานวิรัติ หรือเจตนาวิรัติอุโบสถศีลเอาเอง

สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วัน กำหนดเอง เว้นจากข้อห้ามของศีลเสียเอง

เจตนาวิรัติ คือ เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้

สมาทานวิรัติ ดังนี้
เจต นาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิ สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึง… ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ

1. ปานาติปาตา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อทินนาทานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น

3. อพรหมจริยา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง (ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)

4. มุสาวาทา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา

6. วิกาลโภชนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน

7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ

8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ

ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้ จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ

เมื่อ วิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้..

ปัญหา ในการรักษาศีล 8
คือ กลัวไม่ได้กินอาหารเย็น กลัวหิว กลัวเป็นโรคกระเพาะ กลัวรักษาศีลไม่ได้แล้วจะยิ่งบาป

ที่จริงแล้ว ผู้รักษาศีล 8 สามารถรับประทาน

น้ำปานะ คือ น้ำที่ทำจากผลไม้ ขนาดเล็กเท่าเล็บเหยี่ยว ขนาดใหญ่ไม่เกินส้มโอตำ หรือ คั้นผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวบางให้ดี 8 ครั้ง ผสมเกลือและน้ำตาล พอได้รส หรือ รับประทาน

เภสัช 5 อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(น้ำตาล)
นอกจากนี้ยังรับประทานสิ่งที่เป็นยาวชีวิก ได้โดยไม่จำกัดกาล คือ รับประทานเป็น

ยาได้แก่ รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะใคร้ ว่านน้ำ แฝก แห้วหมู
น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม
ผลไม้ เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ รวมยางไม้จากต้นหิงค์และเกลือต่างๆ

การปลงต่อความตาย

เมื่อเวลาเกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นนิมิตในตัวเรา แต่บางครั้งก็เป็นนิมิตภายนอก เช่น บางครั้งเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

เรื่องของ นิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมาก ก็อย่าได้ไปเกิดความกลัวจนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไปโดยให้สติตั้งมั่นกำหนดรู้ อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือถ้าเป็นคนนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบเมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่องเข้าใจ ในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก

ขณะ ที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้ พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นไม่เป็นไร

การ เรียนบำเพ็ญสมถะจึงจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ เราจึงต้องรู้ไว้ว่าที่แห่งไหนมีครูบาอาจารย์อยู่บ้าง เพื่อว่าในอนาคตเราจะออกปฏิบัติ จะได้รู้ไว้ ถ้าเป็นวิปลาสแล้วจะไม่ยอมแก้ไขอะไรง่ายๆ กลับมาหาครูบาอาจารย์ที่เคยทรมานกันนั่นแหละ ถึงว่าจะอยู่ห่างไกลก็จำเป็นต้องไป เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เมื่อจิตใจเป็นอย่างใดมีข้อสงสัยอย่างใด จะได้ไปศึกษากับท่านเสียก่อนที่จะผิด

ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ขอห้ามโดยเด็ดขาด

การ ที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น ว่าร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีความเจริญในเบื้องต้น มีความชราในเบื้องกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด”
เมื่อทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานแล้ว บางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญาซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่ปฏิบัติเกิดนิมิตมากๆ มักจะได้อภิญญา เมื่อเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่นจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น

อภิญญา เกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาส จะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ได้อภิญญาแล้วไม่รู้ทันก็จะเกิดความหลงได้

หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่ (เพื่อน)ไปธุดงค์องค์เดียว หรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะ หรือผู้ปฏิบัติเกิดความรู้ต่างๆ หรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียนถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย

บุคคล ที่ปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌาน หรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลมีปัญญาขนาดกลางไตรลักษณ์ จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน ๔ แล้ว บุคคลใดที่สำเร็จฌาน ๔ ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัด หรือที่เรียกว่า “จิตตกกระแสธรรม” มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด ไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

เมื่อ พิจารณาขันธ์ ๕ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ธาตุ ๔ (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสนูปกิเลสหรือวิปลาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา)เป็นเครื่องตัดสิน

การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสำคัญ

ขอ ให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น

กลับสู่ความว่างเปล่า

เราล้วนเป็นความว่าง เราต้องอยู่ในดินแดนแห่งความว่างชั่วนิรันดร แม้ว่าเราไม่เคยทุกข์ ไม่เคยเกิดแก่เจ็บตาย เมื่อเราเป็นความว่าง    แต่เราก็อยากลองใช้ชีวิตแบบอื่นที่ไม่ได้เป็นความว่างบ้าง  และใช้ชีวิตที่มี เขา กะ เรา บ้าง   ซึ่งเราอาจจะชอบก็ได้
ความว่างในจิตนั้น นำความเสมอภาคมาให้ทุกอย่าง  ชนชั้นไม่มีในความว่าง  ทุกข์สุขไม่มีในความว่าง  รวยจนไม่มีในความว่าง

หลวงตามหาบัวจึงเทศน์ว่า  ”พระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง  นั่นมันเป็นแล้วนะนั่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  มาเป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น”

ด้วย ฤทธานุภาพที่เรามีในการควบคุมเนรมิตแดนแห่งความว่างให้เป็นอะไรก็ได้ทั้ง นั้น  เราจึงเนรมิตสร้างโลกและจักรวาล เนรมิตสร้างสวรรค์นรกและภูมิอื่นๆขึ้นมา 31 ภพภูมิ  และก็เนรมิตสร้างสวรรค์นิรันดร(เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ขึ้นมาด้วย
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่ไม่มีสมมุติ(เป็นความว่างอบ่างเดียว)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่เป็นสมมุติที่ไม่มีวันทุกข์ไม่มีวันตาย (สวรรค์นิรันดร เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนไม่อมตะในโลก แดนไม่อมตะในสวรรค์ แดนไม่อมตะในพรหมโลก แดนไม่อมตะในนรก ฯลฯ  ใครชอบใครรักสิ่งไหน ก็เลือกอยู่สิ่งนั้นไป

เพราะ เราต้องอยู่ในนี้ขั่วนิจนิรันดร   การไปอยู่ที่อื่นแม้จะชั่วกัลปาวสาน  ก็ยังน้อยกว่าขั่วนิจนิรันดร   แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายของเรา  เราอาจต้องการเลือกอยู่เป็นจิตว่างเฉยๆเหมือนเดิมก็ได้  เพราะที่นั่นมีแต่สันติสุด  จิตของเราไม่นึกนำเข้าสิ่งใด  และไม่นึกส่งออกสิ่งใดออกไปจากความว่างทั้งนั้น

อย่ากลัวความตาย

นิทานชาดก  อสุภนิมิตนี้ไม่ใช่เป็นของร้าย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราอดกลัวไม่ได้ ก็ให้เราลืมตาเสียตั้งสติให้มั่น ขออย่างเดียวอย่าลุกขึ้นวิ่งหนี

ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ขอห้ามโดยเด็ดขาด

การ ที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น ว่าร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีความเจริญในเบื้องต้น มีความชราในเบื้องกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาเกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นนิมิตในตัวเรา แต่บางครั้งก็เป็นนิมิตภายนอก เช่น บางครั้งเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

เรื่องของ นิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมาก ก็อย่าได้ไปเกิดความกลัวจนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไปโดยให้สติตั้งมั่นกำหนดรู้ อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือถ้าเป็นคนนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบเมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่องเข้าใจ ในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก

ขณะ ที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร”

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้ พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นไม่เป็นไร

การ เรียนบำเพ็ญสมถะจึงจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ เราจึงต้องรู้ไว้ว่าที่แห่งไหนมีครูบาอาจารย์อยู่บ้าง เพื่อว่าในอนาคตเราจะออกปฏิบัติ จะได้รู้ไว้ ถ้าเป็นวิปลาสแล้วจะไม่ยอมแก้ไขอะไรง่ายๆ กลับมาหาครูบาอาจารย์ที่เคยทรมานกันนั่นแหละ ถึงว่าจะอยู่ห่างไกลก็จำเป็นต้องไป เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เมื่อจิตใจเป็นอย่างใดมีข้อสงสัยอย่างใด จะได้ไปศึกษากับท่านเสียก่อนที่จะผิด

เมื่อทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานแล้ว บางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญาซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่ปฏิบัติเกิดนิมิตมากๆ มักจะได้อภิญญา เมื่อเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่นจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น

อภิญญา เกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาส จะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ได้อภิญญาแล้วไม่รู้ทันก็จะเกิดความหลงได้

หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่ (เพื่อน)ไปธุดงค์องค์เดียว หรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะ หรือผู้ปฏิบัติเกิดความรู้ต่างๆ หรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียนถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย

บุคคล ที่ปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌาน หรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลมีปัญญาขนาดกลางไตรลักษณ์ จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน ๔ แล้ว บุคคลใดที่สำเร็จฌาน ๔ ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัด หรือที่เรียกว่า “จิตตกกระแสธรรม” มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด ไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

เมื่อ พิจารณาขันธ์ ๕ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ธาตุ ๔ (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสนูปกิเลสหรือวิปลาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา)เป็นเครื่องตัดสิน

การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสำคัญ

ขอ ให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น

 

เริ่มต้นฝึกปฏิบัติธรรม

 เริ่มต้นฝึกปฏิบัติใหม่ เพื่อทดลองฝึกปฏิบัติ (หลังจากที่ได้อ่านแนวทางปฏิบัติทุกแนวแล้วยังงงๆ อยู่ ไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหน อย่างไรดี) พอจะรวบรวมได้ ๑๖ ข้อ ดังนี้ คือแนวทางการฝึกสมาธิและการเจริญสติ มีแนวทางการปฏิบัติสำหรับผู้ที่จะ

จงพยายามทำตนให้หนักแน่นและกว้างใหญ่ดุจแผ่นดินและผืนน้ำที่สามารถรองรับได้ทั้งสิ่งของที่สะอาดและโสโครก ซึ่งแผ่นดินและผืนน้ำรักชังใครไม่เป็น คือทั้งไม่ยินดี (สิ่งของที่สะอาด) และไม่ยินร้าย (ของโสโครก) ใดๆ วางใจให้เป็นกลางๆ ให้ได้ ความสำเร็จก็อยู่ที่ตรงนี้
ท่านที่รู้ตัวได้ชำนิชำนาญขึ้นแล้ว
การ เจริญสตินั่นแหละจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะหาอารมณ์ที่เป็นปรมัตถ์มา เป็นเครื่องมืออยู่ที่ถนัด (วิหารธรรม) ให้จิตมีสติเฝ้ารู้อย่างต่อเนื่อง


หลวง พ่อชา สุภัทโท    ท่านเคยกล่าวไว้ว่า “ท่อนซุงที่ลอยล่องไประหว่างสองฝั่ง ถ้าไม่ติดอยู่ข้างฝั่งใดฝั่งหนึ่ง ไม่ช้าก็จะไปถึงจุดหมายปลายทางอย่างแน่นอน”
แต่ถ้าลอยไปติดอยู่กับฝั่งใด (กามสุขัลลิกานุโยค หรือความยินดี)ฝั่งหนึ่ง (อัตตกิลมถานุโยค หรือความยินร้าย) ไม่ช้าก็คงกลายเป็นซุงผุใช้การไม่ได้เป็นแน่

ต่อด้วยการเจริญสติ คือระลึกรู้ในการทำกิจส่วนตัว เช่น อาบน้ำแปรงฟัน รับประทานอาหาร หรือพบปะพูดจา ฯลฯ ทำกิจได้ก็ให้มีสติระลึกรู้และตื่นตัวอยู่เสมอทุกๆ อิริยาบถ “เดินนับเท้า นอนนับท้อง จับจ้องลมหายใจ เคลื่อนไหวด้วยสติ” หัดรู้สึกตัวบ่อยๆ

 ให้ฝึกทำสมาธิ สลับกับการเจริญสติเช่นนี้ ทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง(ระยะเวลาอาจปรับสั้นยาวได้ตามความเหมาะสม) ทั้งนี้ต้องแน่ใจว่า เป็นการปฏิบัติในแนวทางที่ถูก เป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเจริญสติได้คล่องขึ้น ให้เพิ่มการเจริญสติให้มากกว่าการทำสมาธิ

๔. ศีลห้าและกุศลกรรมบถสิบอย่าให้ขาด และให้งดเว้นอบายมุขทุกชนิดตลอดชีวิต หากศีลข้อใดขาดให้สมาทานศีลห้าใหม่ทันทีโดยวิธีสมาทานวิรัติด้วยตนเอง เอาเจตนางดเว้นเป็นที่ตั้ง เพราะศีลเป็นบาทฐานของการปฏิบัติ
 ท่านที่มีภารกิจมากและต้องทำกิจการงานต่างๆ ที่จะต้องพบปะติดต่อกับบุคคลอื่นๆ ให้หมั่นสำรวม กาย วาจา ใจ อยู่เป็นนิจ ให้มีสติระลึกรู้ อยู่กับงานนั้นๆ ขณะพูดเจรจาก็ให้มีสติระลึกรู้อยู่กับการพูดเจรจานั้นๆ ตลอดเวลา เมื่ออยู่ตามลำพังก็ให้เริ่มสมาธิหรือเจริญสติต่อไป

 เมื่อเริ่มฝึกใหม่ๆ  จะมีอาการเผลอสติบ่อยมาก และบางทีเจริญสติไม่ถูก หลงไปทำสมถะเข้า เรื่องนี้ในหนังสือวิมุตติปฏิปทาของท่านปราโมทย์ สันตยากร ท่านกล่าวว่า “ผู้ที่เจริญสติปัฏฐานได้ จะต้องเตรียมจิตให้มีคุณภาพเสียก่อน ถ้าจิตไม่มีคุณภาพ คือรู้ตัวไม่เป็น จะรู้ปรมัตถธรรมไม่ได้ เมื่อไปเจริญสติเข้าก็จะกลายเป็นสมถะทุกคราวไป ฯลฯ” ดังนั้น จึงต้องฝึกรู้ตัวให้เป็น และเมื่อใดที่เผลอหรือคิด ใจลอยฟุ้งซ่านไป ก็ให้กลับมามีสติระลึกรู้อยู่กับสภาวะปัจจุบัน ขณะที่รู้ว่าเผลอหรือรู้ว่าคิดฟุ้งซ่าน ขณะนั้นก็เกิดการรู้ที่ถูกต้องแล้ว แต่ต้องไม่ใช่การกำหนดหรือน้อมและไม่ใช่ตั้งท่าหรือจ้องหรือเพ่ง

หาก จิตมีอาการเกิดกามราคะ หรือโทสะที่รุนแรง ให้หันกลับมาอยู่กับการทำสมาธิแทนจนกว่าอาการจะหายไป แล้วเริ่มเจริญสติต่อไปใหม่ถ้าอาการยังไม่หายแสดงว่า ท่านไม่ได้อยู่กับสมาธิ ให้ตั้งใจปฏิบัติสมาธิให้มั่นใหม่อีกครั้ง จนกว่าจะสงบ ความสงบอยู่ที่การปล่อยวางจิตให้พอดี ตึงไปก็เลย หย่อนไปก็ไม่ถึง ต้องวางจิตให้พอดีๆ

 ขณะที่เข้าห้องน้ำถ่ายทุกข์หนัก-เบา หนาว-ร้อน หิว-กระหาย ก็ให้เจริญสติระลึกรู้ทุกครั้งไป

 ตอนกลางวัน  ควรหาหนังสือธรรมะมาอ่าน หรือฟังเทปธรรมะสลับการปฏิบัติ ถ้าเห็นว่ามีอาการเบื่อหรืออ่อนล้า อาการดังกล่าวอาจเกิดจากการตั้งใจเกินไป หรืออาจปฏิบัติไม่ถูกทางก็เป็นได้ ให้เฝ้าสังเกตและพิจารณาด้วย

 ให้มองโลกแง่ดีเสมอๆ ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสตลอดทั้งวันไม่คิด พูด หรือทำในสิ่งอกุศล ไม่กล่าวร้ายผู้อื่น ให้พูด คิด แต่ส่วนที่ดีของเขา การพูด การคิดและทำ ก็ให้เป็นไปในกุศล คือ ทาน ศีล สมาธิ และภาวนาเท่านั้น (ไม่พูดดิรัจฉานกถา) พยายามประคับประคองรักษากุศลธรรมให้เกิดและให้เจริญยิ่งๆ ขึ้นเรื่อยๆ บางทีบางโอกาสอาจเห็นความโกรธโดยไม่ตั้งใจ และเห็นการดับไปของความโกรธ ซึ่งความโกรธจะเกิดขึ้นเร็วมากแต่ตอนจะหายโกรธ กลับค่อยๆ เบาลงๆ แล้วหายไปอย่างช้าๆ เปรียบได้เหมือนกับการจุดไม้ขีดที่เริ่มจุดเปลวไฟจะลุกสว่างเร็วมาก แล้วจึงค่อยๆมอดดับลงไป นั่นแหละคือการเจริญวิปัสสนา และต่อไปจะทำให้กลายเป็นคนที่มีความโกรธน้อยลง จนการแสดงออกทางกายน้อยลงๆ จะเห็นแต่ความโกรธที่เกิดอยู่แต่ในจิตเท่านั้น

ให้ประเมินผลทุกๆ ๑-๓ ชั่วโมง หรือวันละ ๓-๔ ครั้งและให้ทำทุกวัน ให้สังเกตดูตัวเองว่า เบากายเบาใจกว่าแต่ก่อนหรือไม่เพราะเหตุใด

 ก่อนนอนทุกคืน ให้อยู่กับสมาธิในอิริยาบถนอนตะแคงขวา(สีหไสยาสน์) หรือเจริญสติจนกว่าจะหลับทุกครั้งไป ถ้าไม่หลับให้นอนดู “รูปนอน” จนกว่าจะหลับ

 เมื่อประเมินผลแล้วให้สำรวจตรวจสอบ เป้าหมาย คือ การเพียรให้มีสติระลึกรู้อยู่อย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ ให้สังเกตดูว่ามีความก้าวหน้าอย่างไรบ้างหรือไม่ หากยังไม่ก้าวหน้า ต้องค้นหาสาเหตุแท้จริงแล้วรีบแก้ไขให้ตรวจสอบดูว่าท่านได้ปฏิบัติถูกทาง หรือไม่ หาสัตบุรุษผู้รู้หรือกัลยาณมิตรเพื่อขอคำแนะนำ ไม่ควรขอคำแนะนำจากเพื่อนนักปฏิบัติด้วยกัน เพราะอาจหลงทางได้

ให้พยายามฝึกทำความเพียร เฝ้าใส่ใจในความรู้สึกให้แยบคาย(โยนิโสมนสิการ) พยายามแล้วพยายามอีก ให้เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ จากที่คิดว่ายากมากๆ จนกลายเป็นง่าย และเกิดเป็นนิสัยประจำตัว

 จงอย่าพยายามสงสัย ให้เพียงแต่ พยายามเฝ้าระลึกรู้ในปัจจุบันธรรมะอยู่ในกายในจิต (รูป-นาม) กลุ่มปัญหาข้อสงสัยก็จะหมดความหมายไปเอง (หลวงปู่เทียน จิตฺตสุโภ ท่านว่า “คิดเป็นหนู รู้เป็นแมว”)  อย่าพยายามอยากได้ญาณ หรือมรรคผลนิพพานใดๆ ทั้งสิ้น ตัวของเราเองมีหน้าที่เพียงแต่ สร้างเหตุที่ดีเท่านั้น

นัก ปฏิบัติที่คิดมาก มีปัญหามาก เพราะไม่พยายามรู้ตัว และยังรู้ตัวไม่เป็น ไม่มีสติพิจารณาอยู่ในกายในจิตของตนเอง เอาแต่หลงไปกับสิ่งที่ถูกรู้ หรือไม่ก็ไปพยายามแก้อาการของจิต

ดังนั้นจึงให้พยายามรู้ตัวให้เป็น ถ้ารู้เป็นจะต้องเห็นว่ามีสิ่งที่ถูกรู้กับมีผู้รู้ และให้พยายามมีสติพิจารณาอยู่แต่ภายในจิตของตนก็พอ ประการที่สำคัญอีกประการหนึ่งโปรดจำไว้ว่าให้รู้อารมณ์เท่านั้น อย่าพยายามไปแก้อารมณ์ที่เกิดขึ้น (วิมุตติปฏิปทา)

 จงอย่าคิดเอาเองว่า ตนเองยังมีบุญวาสนาน้อย ขอทำบุญทำทานไปก่อน หรืออินทรีย์ของตัวยังอ่อนเกินไป คิดเช่นนี้ไม่ถูกต้อง จงอย่าดูหมิ่นตัวเอง เมื่อเริ่มฝึกปฏิบัติหรือเจริญสติใหม่ๆ จะเกิดการเผลอสติบ่อยๆจะเป็นอยู่หลายเดือน หรือบางทีอาจหลายปี แต่ฝึกบ่อยๆ เข้าก็จะค่อยๆระลึกรู้ถี่ขึ้นเรื่อยๆ ขอให้พยายามทำความเพียรต่อไป ถ้าผิดก็เริ่มใหม่เพราะขณะใดที่รู้ว่าผิด ขณะนั้นจะเกิดการรู้ที่ถูกต้องโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ประการที่สำคัญ คือ ต้องเลิกเชื่อมงคลตื่นข่าว และต้องไม่แสวงบุญนอกศาสนา จงอยู่แต่ใน ทาน ศีล สมาธิและภาวนา (บุญกิริยาวัตถุสิบ) ก็พอ

เริ่มจากตื่นนอนในแต่ละวัน ให้ฝึกทำสมาธิอย่างน้อยประมาณ๑๕-๓๐ นาที แล้วจึงค่อยเพิ่มจนถึง ๑ ชั่วโมงเป็นประจำ (อาจมีการสวดมนต์ไหว้พระด้วยหรือไม่ก็ได้) การทำสมาธิจะอยู่ในอิริยาบถใดก็ได้ และคำบริกรรมที่ใช้แล้วแต่ถนัด เพื่อเริ่มฝึกจิตให้มีคุณภาพ