สายธารแห่งธรรม

แต่ แม้จะมี หลายตำราเรื่องราว ชีวิตและ คำสอนของเขา ก็ยังคง มีความไม่แน่นอน เมื่อ เขาอาศัยอยู่

ประมาณการ ยืด เกิดของเขา ไกลกลับเป็น 623 BC แต่ นักวิชาการ หลายคนเชื่อ 390-340 BC ระยะเวลาที่ เป็นจริงมากขึ้น

จนถึงขณะนี้หลักฐานเก่าแก่ที่สุด ของโครงสร้าง พุทธ ที่ ลุมพินี วันที่ ไม่เร็วกว่า3 ศตวรรษ ในยุคของ จักรพรรดิ อโศก

ในการตรวจสอบ นักโบราณคดี เริ่ม ขุด ที่หัวใจ ของวัด- การนั่งสมาธิ พร้อมกับ พระสงฆ์ แม่ชี และ ผู้แสวงบุญ

“มัน หายไฟ ใน การอภิปราย ที่ยาวมาก ซึ่ง ได้นำไปสู่ ความแตกต่างใน คำสอน และประเพณี ของพุทธศาสนา

” เล่าเรื่องของสถานประกอบการ ลุมพินี เป็น สถานที่ แสวงบุญ ที่อยู่ภายใต้ การอุปถัมภ์ของ อาโช จะต้อง ได้รับการแก้ไข เพราะมัน เป็นที่ชัดเจน ว่าเว็บไซต์ที่ มีระดับ อยู่แล้ว จัดแต่ง มานานหลายศตวรรษ . ”

ขุดยัง ตรวจพบ ร่องรอยของ รากไม้ โบราณในอาคารไม้ ของ กลาง เป็นโมฆะ – ชี้ให้เห็น ว่ามันเป็น ศาลเจ้า ต้นไม้

บันทึก ประเพณีที่ สมเด็จพระราชินี มายา เทพ ผู้ให้กำเนิด พระพุทธรูปในขณะที่ โลภ สาขาของต้นไม้ที่อยู่ภายใน สวน ลุมพินี

การค้นพบอาจ ช่วยให้ ความพยายามใน การอนุรักษ์ ที่เว็บไซต์ ศักดิ์สิทธิ์- ซึ่งได้รับการ ละเลย แม้จะมี สถานะ เป็นมรดกโลก ยูเนสโก ของ

” การค้นพบนี้ มีความสำคัญ มากที่จะ เข้าใจถึง บ้านเกิด ของพระพุทธเจ้า” ราม Shrestha มาร์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง เนปาล ของวัฒนธรรม การท่องเที่ยวและ การบินพลเรือน กล่าวว่า

พวกเขา ค้นพบโครงสร้าง ไม้เป็นโมฆะ กลาง ซึ่ง ไม่มีหลังคา วัด อิฐ ที่สร้างขึ้น มา ข้างบน ขอนไม้ ที่ถูก จัด ยัง รอบ พื้นที่ ภาคกลาง นี้

วันที่ อาคาร ชิ้นส่วนของ ถ่านและ เม็ดทราย ได้มีการทดสอบ โดยใช้ การรวมกันของ เรดิโอ และเทคนิค การเรืองแสง กระตุ้น สายตา

“ตอน นี้ เป็นครั้งแรกที่ เรามีลำดับ โบราณคดี ที่ ลุมพินี ที่แสดงให้เห็น อาคารมี เป็นช่วงต้นของ ศตวรรษที่ 6 ” นักโบราณคดี ศาสตราจารย์ โรบิน Coningham ของ มหาวิทยาลัย เดอร์แฮม ผู้ร่วม นำทีม ระหว่างประเทศ ได้รับการสนับสนุน โดย แห่งชาติกล่าวว่า Geographic Society

ศาลเจ้าที่ดูเหมือนจะ เป็นที่ตั้ง ของต้นไม้ นี้ เชื่อมโยงไปยัง เรื่องราว การประสูติ ของพระพุทธเจ้า – แม่ของเขา เป็นผู้ให้กำเนิด เขาในขณะที่ การถือครองเพื่อ สาขา ต้นไม้

การค้นพบ อาจ ยุติข้อพิพาท ในช่วง วันเกิดของ พระพุทธเจ้าทีมงานรายงาน ในวารสาร สมัยโบราณ
เรดิโอ

ทุกปี หลายพันคนของ ชาวพุทธที่ศักดิ์สิทธิ์ ที่ ลุมพินี – ระบุ ตราบใดที่ บ้านเกิดของ พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าซึ่งกลายเป็น พระพุทธรูป

พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

การมีอยู่ของสวรรค์

อันที่จริง วิมานนั้นได้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมกับขณะที่นันทิยมาณพ ได้สร้างศาลาจัตุรมุขมี ๔ ห้อง ถวายแด่พระบรมพระศาสดาแล้ว หลั่งน้ำทักษิโณทก ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา พระเถระได้จาริกท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นอื่น ๆ ได้พบเห็นวิมานทองของเหล่าเทพบุตร
เทพธิดาทั้งหลายแล้ว ได้ไต่ถามเทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้นว่า ทำบุญอะไร ทานด้วยสิ่งใด จึงได้
เสวยผลบุญ ได้รับทิพยสมบัติวิมานแล้ว วิมานทองอันงดงามยิ่งนัก เช่นนี้

พระเถระได้ขึ้นไปยังดาวดึงส์โลกสวรรค์ ด้วยอริยฤทธิ์ ได้เห็นปราสาทหลังหนึ่ง มีแสงแวววาวด้วยแก้วนานาประการ มีขนาดใหญ่ทั้งกว้าง ทั้งสูง มีนางเทพธิดาอยู่ในปราสาทนั้นจนเนืองแน่น พระเถระจึงถามว่า
“แม่เทพธิดา วิมานนี้เป็นของใคร (เกิดขึ้นเพื่อใคร) ?”
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อนันทิยะ ผู้สร้างศาล ๔ มุข ๔ห้อง ถวายพระบรมศาสดา พวกดิฉันมาเกิดในที่นี้ก็ด้วยหวังว่าจะได้เป็นบาทจาริกาของนันทิยะนั้น แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบนันทิยะ เพราะท่านยังไม่ละอัตภาพจากโลกมนุษย์เลยขอพระคุณเจ้าได้โปรดนำข่าวสารไปบอกแก่นันทิยะให้ละอัตภาพมนุษย์อันเปรียบประดุจถาดดิน มาถือเอาอัตภาพอันเป็นทิพย์ ซึ่งเปรียบประดุจถาดทองคำล้ำค่าในโลกสวรรค์นี้ด้วยเถิด เจ้าค่ะ”

เทพบุตรและเทพธิดาเหล่านั้น ต่างก็รู้สึกละอายที่จะบอกแก่พระเถระเพราะบุญทานที่พวกตนกระทำนั้นมีประมาณเพียงเล็กน้อย คือ:-

-บางองค์บอกว่า เพียงรักษาคำสัตย์ จึงได้สมบัติคือวิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงห้ามความโกรธ จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายอ้อยลำเดียว จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายมะพลับ, ลิ้นจี่ ฯลฯ ผลเดียว จึงได้วิมานนี้

พระเถระจาริกไปยังสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พอสมควรแก่อัธยาศัยแล้วก็กลับมาสู่มนุษย์โลกนำข่าวสารที่ได้พบเห็นมาแจ้งแก่หมู่ชนทั้งหลาย ซึ่งต่างก็พากันศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำบุญสร้างกุศล เพื่อหวังผลอันเป็นสุขสมบัติในปรโลก

คำสอนของพุทธศาสนาต่างจากศาสนาอื่น

 

องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า ตถาคตจะอุบัติขึ้นหรือไม่อุบัติขึ้นก็ตาม ธาตุนั้น คือความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น   ตถาคตรู้แจ้งว่า?สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง?  ครั้นรู้แล้ว/เข้าถึงแล้วจึงนำมาบอก แสดง บัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายว่า ?สังขารทั้งปวงไม่เที่ยง ..สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์..ธรรมทั้งปวงเป็นอนัตตา?[4] และตรัสว่า  ?เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะจึงมี   ตถาคตเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็ตาม  ธาตุอันนั้นคือ ความตั้งอยู่ตามธรรมดา ความเป็นไปตามธรรมดา  ความ ที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้แจ้งและเข้าถึงธรรมนั้นแล้ว ครั้นรู้แจ้งและเข้าถึงแล้วจึงนำมาบอก แสดง บัญญัติ  กำหนด  เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่าย และกล่าวว่า?เธอทั้งหลายจงดูเถิด?  …เพราะอวิชชาเป็นปัจจัยสังขารจึงมี   ตถาคต เกิดขึ้นก็ตามไม่เกิดขึ้นก็ตาม ธาตุนั้นคือความตั้งอยู่ตามธรรมดาความเป็นไปตามธรรมดา ความที่มีสิ่งนี้เป็นปัจจัยของสิ่งนี้ก็คงตั้งอยู่อย่างนั้น ตถาคตรู้แจ้งธรรมนี้แล้ว ครั้นรู้แจ้งแล้วจึงบอกแสดงบัญญัติ กำหนด เปิดเผย จำแนก  กล่าวว่า ?เธอทั้งหลายจงดูเถิด?[5]

ศาสนาพุทธมุ่งศึกษาแต่ในประเด็นว่า ทำอย่างไรจึงจะหลุดพ้นไปจากกฏเกณฑ์ทั้งปวงได้ ไม่ต้องยอมสยบอยู่กับอำนาจใด ๆ ทั้งสิ้น ในที่สุดพระพุทธเจ้าก็ทรงค้นพบวิธีการนั้น  นั่นก็คือ การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่สามารถปฏิบัติให้เห็นผลได้จริงในชาติปัจจุบัน ผู้ปฏิบัติสามารถพิสูจน์ให้เห็นจริงได้ด้วยตนเองในชาตินี้ ไม่ต้องรอให้ตายเสียก่อน ซึ่งมีพระอริยเจ้าในพุทธศาสนาสามารถพิสูจน์ทราบจนเห็นประจักษ์แล้วนำออกเผย แผ่สืบทอดต่อ ๆ กันมาจนถึงปัจจุบัน

ศาสนาพุทธมิ ใช่ปฏิเสธเรื่อง ?เทพเจ้า?  แต่ ไม่ให้ความสำคัญและไม่ใส่ใจที่จะไปพึ่งพายึดถือ เพราะพระพุทธเจ้าทรงรู้แจ้งกฎธรรมชาติว่า การได้เป็นเทพหรือการไปเกิดอยู่ในวิมานในสวรรค์แล้วยังมิใช่สุขแท้สุขถาวร ที่ไม่ต้องกลับมาเป็นทุกข์อีก คือ แม้จะได้เกิดเป็นเทวดาแล้วก็ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ตกนรกบ้าง ขึ้นสวรรค์บ้าง   ถ้ายังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ก็มีโอกาสที่จะตกนรกสูง  เพราะคนที่เกิดมาแล้วไม่ทำบาปเลยไม่มี

ความเชื่อเรื่องวิญญาณธาตุ

หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า ความตาย คือ การที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ความตายไม่ใช่ความสูญ ไม่ใช่ความเสื่อม เป็นการเปลี่ยนสภาพเท่านั้น

การ ที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวที่เป็นชีวิตและวิญญาณ และออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวนี้คือ วิญญาณธาตุ ส่วนชีวิตและวิญญาณที่ตายไปก็คือ วิญญาณขันธ์

หลายท่านในหลายเว็บยืนยันกับผมว่า วิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกัน พอผมถามไปให้เขาอธิบายว่า ตายคืออะไร? แต่พวกเขาก็ไม่ยอมตอบ เพราะหลักฐานว่าวิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกัน มันอยู่ในนิยามของคำว่า “ตาย” ในพุทธศาสนานั่นเอง

ตายในความหมายของศาสนาพุทธ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ให้ความหมายของความตายไว้ ๒ อย่าง คือ ๑. ความตาย หมายถึงการขาดไปแห่งชีวิตที่นับเนื่องในภพหนึ่ง ๒. ความตาย หมายถึงความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง หรือ

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของความตายไว้ว่า ความตาย หมายถึงความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์ หรือความเสื่อมกับความสลายแห่งธรรมต่างๆ เหล่านั้นๆ

จะเห็นว่า ตายในความหมายของศาสนาพุทธ คือ ความแตกหรือความสิ้นไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย(ขันธ์ 5)ในภพ ซึ่งรวมถึงวิญญาณขันธ์ ด้วย ด้วยเหตุนี้ ถ้าวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกับวิญญาณธาตุแล้ว ก็เท่ากับเมื่อคุณหรือผมตายก็ต้องเข้านิพพานแน่ เพราะรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ขั้นทั้ง 5 ได้ดับหมดแล้ว

แต่เพราะว่า วิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกับวิญญาณธาตุ(เจตภูต, อทิสสมานกาย, กายทิพย์, ปฏิสนธิวิญญาณ) เมื่อเราตายไปแล้ว วิญญาณธาตุก็ยังสืบต่อกรรมของเราไปยังภพภูมิใหม่ ในสวรรค์ ในอบายภูมิ หรือในพรหมโลก หรือไม่ก็เกิดเป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอยู่ในโลก

ธรรมะใกล้ตัว

พุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสามารถเป็นที่พึ่งให้บุคคลผู้ปรารถนาความสำเร็จ ในชีวิต สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต พระธรรมย่อมเป็นที่พึ่งที่ช่วยทำจิตใจให้เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต พระสงฆ์ย่อม เป็นที่พึงได้ในยามที่ปรารถนาความสุขสำราญใจ

พระ พุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยกาลเวลาในการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในโลก เหมือนดังดินที่แปรสภาพกลายเป็นเพชร ก็เพราะกาลเวลา เพชรแม้มีค่ามาก ก็ต้องการคนคอยระวังรักษา ไม่ใช่รักษาคน แต่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นดุจแก้วที่มีแสงสว่างชี้นำการดำเนินชีวิตของบุคคล

ดังนั้นด้วยความประเสริฐกว่าเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงขนามนามพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระรัตนตรัย แก้วอันประเสริฐ ๓ ประการ รัฐบาลได้ประกาศ ให้วันที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยหรือวันอาสาฬหบูช เป็นวันสำคัญแห่งชาติ เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา

โยมส่วนมากไม่ระลึกถึงพระรัตนตรัย จึงทำให้ชีวิตเป็นดุจแก้วแตก ถ้ามาศึกษาในคุณพระรัตนตรัยแล้ว ก็จักเป็นผู้มีแก้วอันประเสริฐประจำตน

“โยม.. แก้วน้ำเป็นเพียงวัตถุที่ทำหน้าที่ใส่น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้เท่านั้น แก้วน้ำแตกก็เป็นธรรมดาของแก้วน้ำ แก้วน้ำที่ทำมาจากแก้ว มีความแตกมาตั้งแต่เริ่มถูกสร้างเสร็จแล้ว มันไม่แตกวันนี้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไป ก็ต้องแตก ถึงไม่มีใครทำแตก เมื่อเก่าคร่ำคร่า เจ้าของก็โยนทิ้งให้แตกสลายไปในที่สุด มันเป็นธรรมชาติของแก้วน้ำนะโยม”

“นี่แสดงว่า ถ้าแก้วน้ำเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความแตกดับสลายตายจาก เป็นที่สุดเหมือนกันซิครับ”

“ใช่แล้วโยม โยมเคยพิจารณาไหมว่าแก้วน้ำที่ใช้กันอยู่นั้น มีราคาคุณภาพที่แตกต่างกัน พวกแก้วพลาสติกนี่ก็ถูกที่สุด แก้วแสตนเลส แก้วไม้ แก้วน้ำใสๆ ธรรมดา ก็มีราคาแพงขึ้น แก้วเจียรนัยอย่างดีก็แพงที่สุด โยมเห็นถึงความแตกต่างไหม?”

“ผมคิดว่ามันแพงตามมูลค่าวัสดุและขบวนการผลิตนะหลวงพ่อ แก้วเจียรนัยที่แพงกว่าเพื่อนก็เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพและศิลปะ มากกว่าเพื่อนนะครับ”

“ชีวิตของพวกโยมล่ะ เป็นแก้วอย่างไหน ?”

“พูดยากครับ บางทีก็เป็นแก้วพลาสติก บางทีก็เป็นแก้วเจียรนัย บางทีก็เป็นแก้วน้ำธรรมดา แล้วแต่โอกาสเวลาครับ คนอื่นล่ะว่าไง”

“ผม/ดิฉัน ก็เหมือนกันละครับ/ค่ะ”

“ทำไมชีวิตของโยมจึงเป็นแก้วหลากชนิดเช่นนี้ล่ะ ?”

“พวก ผมยังมีความอยากได้อยู่มากละครับ บ่อยครั้งที่ผมปล่อยอารมณ์ตนเองให้มีความอยากได้ ครั้นไม่สมหวัง ก็แสดงอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตอนนี้ชีวิตของผมก็เป็นแก้วพลาสติกที่มีคุณค่าน้อยๆในสังคม บางครั้งก็มีความตั้งใจจะทำตนเป็นคนดีของสังคม ก็พยายามทำตนเป็นคนดี ซึ่งมันรู้สึกว่าทำยากเหมือนกันนะครับ ตอนนี้ก็เป็นเหมือนแก้วเจียรนัย บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทำดีบ้างทำไม่ดีบ้าง ผมมันก็คนธรรมดานี่ครับ ตอนนี้ก็เป็นแก้วน้ำธรรมดานะครับ”

“โยมรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนแก้วแตกบ้างไหมในชีวิต?”

“โอ.. บ่อยครั้งครับ ที่ผมมีชีวิตเหมือนแก้วน้ำที่แตก มันเกิดจากความไม่ดีในตัวของผมเองครับ ผมบอกแล้วว่าความอยากในบุคคล วัสดุสิ่งของ ของผม ทำให้ผมไม่ค่อยคิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อผมได้ทำร้ายความรู้สึกของเขาด้วยเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี จะเป็นทำร้ายด้วยกำลังหรือวาจา ความแตกร้าวในความคิดของผู้ที่ถูกผมทำร้ายก็เกิดขึ้น นี่เป็นชีวิตแก้วแตกของผมแม้จะรู้ว่าแก้วแตกแล้วยากที่จะประสานให้เหมือน เดิม นอกจากนำไปหลอมใหม่ ผมก็ลืมตัวอยู่เสมอครับ เพื่อนที่อยู่นี้ก็คงเหมือนกันนะครับ วันนี้จึงพากันมาหาหลวงพ่อที่ธรรมสถานหลังนี้”

“ดิฉันก็เป็นเหมือนพี่คนนี้เจ้าค่ะ บ้านช่องที่อยู่นี้ เหมือนนรกเลย ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน บางทีตื่นมาก็รีบออกจากบ้านโดยเร็ว ชีวิตของดิฉันก็เป็นแก้วแตกเจ้าค่ะ”

“คงเหมือนกันหลายคนนะ เห็นหัวคิ้วขมวดเป็นโบว์เลย แก้วแตกก็ทิ้งไปเลย จะไปนั่งคิดทำไมล่ะ มันเป็นของเสียหายไปแล้ว เก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นธรรมชาติของแก้วที่ต้องแตก โยมว่าไหม?”

“หลวงพ่อพูดง่ายจริงนะครับ บริษัทส่งพวกเรามาหาหลวงพ่อก็เพราะความรู้สึกแก้วแตกนะครับ”

“โยม ทั้งหลายรู้ตัวว่าเป็นแก้วแตก ก็นับว่าเป็นการดี เพราะโยมแต่ละคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุแห่งแก้วแตกของชีวิต เอาล่ะตอนนี้ทุกคนนั่งให้สบายๆ นั่งท่าไหนสบาย ก็นั่งท่านั้น ทำตนให้มีอิสระในการนั่ง ทำตนให้สัมผัสกับความสุขในการนั่ง เมื่อคิดว่าสุขสบายที่พึงพอใจแล้ว ก็หลับตาลง นั่งคิดถึงเหตุการณ์แก้วแตกในชีวิตของตน ถ้าคิดไม่ออก ก็คิดถึงแก้วน้ำที่เจียรนัยอย่างดี ราคาแพงๆ ว่าถ้าแก้วใบนี้แตก เรารู้สึกอย่างไร? เมื่อรู้สึก แล้ว ก็คิดต่อไปว่า ทำอย่างไรแก้วใบนี้จะไม่แตก วิธีที่คิด นี้เราจะทำได้ไหม หลวงพ่อจะให้เวลาคิดไปก่อนนะ อย่าลืมตาเด็ดขาด ให้มีความคิดจดจ่อเรื่องแก้วแตกอย่างเดียว เริ่มเลย”

………

“คงมีคำตอบในใจกันทุกคนแล้วนะ ต่อไปนี้ลืมเรื่องแก้วแตกที่คิดได้ไปให้หมด อย่าให้มีความคิดใดในหัว กำหนดความรู้สึกมาที่หู ฟังเสียงหลวงพ่ออย่างเดียว ฟังให้จบ แล้วค่อยคิดตามไป ถ้าเกิดความรู้สึกว่าเสียงหลวงพ่อหายไป ก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ถ้ารู้สึกว่าง่วงนอน ก็หลับไปเลย ไม่เป็นไร เอ้า..ทำหัวให้ว่าง อย่าให้มีความคิดสักอย่างเลยนะ

แก้ว น้ำจะเป็นชนิดใดก็ตาม ราคาถูกแพงก็ตาม แก้วน้ำนั้นก็เป็นเพียงวัสดุสำหรับใช้สอยในชีวิต การคงอยู่ของแก้วน้ำ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของ ตราบใดที่เจ้าของมีความพึงพอใจอยู่ แก้วน้ำใบนั้นก็ยังมีคุณค่าอยู่ ความพึงพอใจในแก้วน้ำ เราเป็นคนกำหนด เราเป็นคนรู้คุณค่า แต่ชีวิตของเรา ใครเป็นผู้กำหนด? ใครเป็นผู้รู้คุณค่า?

ในคราที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสแห่งพระเจ้า สุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระสวามีแห่งพระนางยโสธรา ความสมบูรณ์พูนสุขในสรรพสิ่งที่ปุถุชนปรารถนา พระองค์ทรงมีครบทุกประการ ชีวิตของเจ้าชาย สิทธัตถะเป็นเหมือนแก้วเจียรนัยที่งดงามและสูงค่า ที่ถูกตั้งประดับโชว์ความงดงามในสถานที่อันอลังการ แต่ความผกผันของชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะได้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเห็นสภาพของ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงตริตรองถึงสภาพของคนเหล่านั้น พร้อมกับย้อนมาพิจารณาพระองค์เอง ในที่สุดทรงพบว่าชีวิตของพระองค์ก็จักเป็นเช่นนั้น ไม่ต่างกันเลย พระองค์ทรงคิดต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นไปจากสภาพเช่นนี้ได้ ทรงเห็นว่าการออกบวชศึกษาปรัชญาในเรื่องนี้จากสำนักคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง จักเป็นการช่วยพระองค์ได้ พระองค์เสด็จออกบรรพชาด้วยความอาจหาญ ไม่เสียพระทัยต่อสรรพสุขที่ทรงมี นี่จึงเป็นภาวการณ์แก้วแตกของพระพุทธองค์

ภาวการณ์ แก้วแตกแม้จะทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ไม่ดีได้มากมาย แต่ถ้าเรารู้จักคิดถึงสภาวะของท่านผู้ผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาบ้าง เราก็สามารถสรรสร้างสิ่งที่ก่อประโยชน์จากภาวการณ์ที่สูญเสียได้ พึงศึกษาดูเถิดว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เกิดภาวการณ์แก้วแตก พุทธศาสนาก็คงไม่มีในโลกนี้ คุณประโยชน์อันมหาศาลที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบ จนนำให้พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือพระธรรมอันเป็นธรรมชาติปกติของโลก พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมชาติเหล่านี้ดำรงอยู่คู่กับโลกเสมอมา เพราะเหตุที่คนไม่เข้าใจในธรรมชาติ ของปกติโลก ชีวิตคนจึงหมุนเวียนไปตามกระแสโลกที่มีวิวัฒนาการไปตลอดเวลา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ไม่มีใครเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ การรู้จักธรรมชาติของความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างถ่องแท้ ย่อมนำให้รู้จักการดำเนินชีวิตที่เป็นนิรันดร์ สิ่งนี้ก็คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา

ถ้าคิดอย่างพุทธศาสนิกชน ก็ตอบว่า กรรมของเราเป็นผู้กำหนด เราเป็นผู้รู้คุณค่าของชีวิต กรรมคือการกระทำในสิ่งต่างๆ ที่เราเป็นคนกระทำ ก่อนทำกรรมเราอาจจะคิดหรือไม่คิดก็ตาม แต่เมื่อเราทำกรรมนั้นไปแล้ว เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น แม้ผลของกรรมอาจจะไม่ปรากฏในทันที แต่ผลของกรรมนั้นก็จะปรากฏในอนาคตที่ไม่มีใครรู้กำหนดเวลาที่จริงแท้ได้

พึง พิจารณาดูคนที่ขโมยของชาวบ้าน ก่อนจะขโมยอาจจะคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ได้มีความคิดจะขโมย แต่พอได้พบเห็นโอกาสจะขโมยของที่พึงใจ ก็ขโมย เมื่อเขาได้ขโมยสิ่งของนั้นแล้ว เขาก็ได้รับผลของการขโมยเป็นความสุขใจ แต่ผลของการขโมยยังไม่สิ้นสุด ทันทีที่เจ้าทรัพย์สามารถจับตัวเขาได้ เขาก็ต้องได้รับโทษ ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผลที่ไม่พึงใจนี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะทันทีหรือต้องใช้เวลานานเท่าใด แต่เป็นที่แน่นอนว่าเขาต้องได้รับผลที่ไม่พึงใจแน่นอน

เมื่อเราได้ทราบว่ากรรมหรือการกระทำล้วนเกิดจากตัวเรา ทำไมเราไม่พัฒนาคุณค่าของตัวเราให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ด้วยคุณธรรมที่บุรพชนยกย่อง อันได้แก่คำสอนในพระพุทธศาสนาที่แฝงเป็นคติธรรมในขนบธรรมเนียมประเพณีของ ชาติไทย ด้วยอายุของคำสอนที่มีมานานกว่า ๒,๕๕๓ ปี เราอาจจะคิดไปว่าเป็นคำสอนที่คร่ำครึ ไม่ทันสมัย ผลที่ติดตามมาก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยามขนบ ธรรมเนียมประเพณีของชาติไทย นำให้เกิดความล่มสลายในสังคมไทยเป็นที่สุด สภาพแก้วแตกที่โยมทั้งหลายกำลังประสบอยู่ก็เป็นผลมาจากเหตุนี้เหมือนกัน

ทุก ชีวิตในโลกนี้ต้องประสบกับสภาพแก้วแตกทุกคน ลักษณะของแก้วที่ปรากฏในแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกัน คนที่มัวแต่หวนรำลึกถึงความพึงพอใจในสภาพของแก้วที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความพลัดพรากจากของรัก คนที่ไม่สนใจในแก้วที่แตก แต่มุ่งแสวงหาแก้วใบใหม่แทน ก็ต้องแสวงหาไปไม่มีที่สิ้นสุด คนที่รู้จักพิจารณาความเป็นแก้วตั้งแต่แก้วยังมีสภาพสมบูรณ์จนแก้วแตก และวิเคราะห์หาเหตุและผลของแก้วนั้นจนมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของแก้ว ย่อมจะพบกับแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ก่อสุขประโยชน์แก่ตนและสังคม เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมาแล้ว

เพราะเหตุที่ทรงค้นพบพระธรรม นำให้พระองค์ปรารถนาจะสอนบุคคลอื่นให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมด้วย ปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากพระองค์ ล้วนมีใจมุ่งหวังจะได้ผลแห่งการค้นคว้าของพระองค์ เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาเพื่อแสดงสิ่งที่ทรงค้นพบ เมื่อผ่านการสนทนาที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของชีวิต ธัมมจักกัปวัตตนสูตรก็ได้ถูกพระพุทธองค์นำมาสั่งสอนปัญจวัคคีย์ นำผลให้อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่าธรรมชาติของโลกย่อมมีความเกิดขึ้น เป็นเบื้องต้น และมีความตายเป็นเบื้องปลาย ท่านจึงขอบรรพชากับพระพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชให้ พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก

เรา ทั้งหลายเป็นแก้วที่แตกแล้วในความคิดของตนเอง ความรู้สึกนี้ทำให้เราเกิดความแปลกแยกแตกต่างกับคนอื่น รู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของสังคมที่เราอาศัย นี่เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่มีที่พึ่งของจิตใจ ยามเกิดภัยอันตรายก็ย่อมมีความหวาดกลัวเป็นปกติ เหมือนดังคนที่ถือแก้วเจียรนัยด้วยความกลัวว่าแก้วจะหลุดมือ เพราะความเข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงได้สรรหาแก้วที่ทรงคุณค่ายิ่งในโลก มาเป็นที่พึ่งของบุตรหลาน ท่านพิจารณาดูไปในโลกแล้วพบว่า ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐ เลิศยิ่งเท่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

พรรณนาธรรมมานี้ พอจะได้แนวทางบ้างไหมล่ะโยม”

“ผมว่าจะหลับไปแล้วนะครับ แต่เมื่อได้ฟังไป..ฟังไป ก็พบว่าผมยังไม่มีแก้วอันประเสริฐในตนเอง จึงทำให้ผมเป็นแก้วแตกอยู่เสมอ คงจะต้องกลับไปทบทวนคำสอนของบรรพชนบ้างแล้วครับ”

“ขณะ นี้เวลาก็พอสมควรแก่กาลแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงกลับบ้านไป ทำบ้านของตนให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งแก้วอันประเสริฐนี้ และลืมเลือนชีวิตที่มีสภาพดุจแก้วแตกเสีย แล้วตั้งต้นชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม ก็ขอยุติการสนทนา ธรรมแต่เพียงนี้ ขออนุโมทนาให้ทุกคนจงมีความสุขในธรรมเทอญ”

I killed a pig

Every time you go out hunting. Fitting to carry firearms. One day, he is not one boars shot in the hip. It’s very painful. And turned to the Lord with rage. But he did not care. I went back home happily bear boar. Upon returning to the house he was prepared to kill them instantly. Looking for a wild boar with a loud cry about. To plead for his life. But he was not interested. I picked up a knife stab to the neck its full force. Soils are so suffocated her naked! He took the whole hog scald and clean. Then cut into pieces. I made some food. Remaining after drying the skin.

From the moment the boar was shot. Up to the moment it was placed over it. It has a vendetta against him for the time. It reminds me that it is doing something wrong. Why did he have to kill it. But he did not have the fear of what to do in any way. Because this action was not his first. Life, young and older. He lives to kill off a lot. Such as fish, birds, chickens, ducks, pigs and many other times had to hunt for food.

As long as the results are not evil people, they usually do not feel remorse. Also continue to fret evil. When evil comes to him that resulted. He will gradually realization and recognition of the suffering that had been made to the others. The shape is the same. Years ago. He never thought that. What to do then. It will affect him forever to do. Contrary to that. They are a good thing. Because he has to eat something delicious. I was out hunting. At any time on it. The idea is that those Luddite has come a long way since I was young. Until the age of 45 years resulted in a gradual action. He is creeping along. He has been known to cause pain and suffering.

He lived in the village. Relatively abundant in both rivers and mountains, the people can always be tricky. I do not buy that. Some made it to the river for fishing. Some of the birds he shot. Shooting animals for food. He is just like the others. To catch animals to eat on a regular basis. He is very tricky. I have a lot of time fishing. Time to hunt wild animals is often a big one in terms of the money he was very lucky. Because large animals for food every time. Unlike the other villagers. It does not certain. But if you look at the other hand. His good fortune. As well as what he allows Tmewr greater deeds.

Then came the next day. The day he went hunting for a more regular basis. He never thought this would happen to him. I just think that. I hunt a lot. Such as wild boar, wild fowl. He has prepared for trapping animals. And the gun is ready to fire when the animal passes. He sat for a long time. Boar was eventually passed. He felt suddenly that this lucky. Certainly not eat pork.

But the boar did not accidentally walk into the trap laid for him. He then used the gun to shoot the gun once the trigger is so bad timing. Gunfire resounded. I ran the boar. While he is defeated ผlึeg down to sleep on the floor. Because he fired the gun. Out and splinter and break the barrel steel. Ejected into him. With the blood flow throughout the body. Torture sailed capture the heart of the Lord!

But not with the wild boar. He helped compose the body stand up. I once chased a wild boar. I forget that they have to trap them. He then ran to the foot of the trap. Face trap it is running. I plugged it into his stomach so hard. I collapsed to the ground in pain for the rest!

This is followed by the results of evil deeds in this life. This is not enough. Karma will also need to satisfy the following equation to the next. The only way to reduce youth action to alleviate the weight down some. It is good to see. Make it very very much. Evil exists, it will light up only so much. A lot like the black water in the glass. If you add water to it. Black water, it gradually. Clear up. The addition of water to much. The intensity of color in the water would be diluted slowly to become. I will give a hundred percent to refute it. It is therefore not possible to keep well away from this that there is no time left to do it anymore.

But it’s fitting to . He was beaten and left to take the bloodied bodies striving. Down the mountain pathways. To return to the village that is over kb. Each step of the equation, he is full of suffering. And before that he would not tolerate the pain until fall I have had people in the village came to see him. It led him to a doctor immediately.

Painful lessons that I’ve been in this equation. Made up his mind that Action because he had made it. Action, it has come to him fully. He intended. This continues to be a wild chase that to be a shortage.

ที่มาของศาสนา

ศาสนา

เรื่องศาสนาของโลก  เป็นเรื่องของการค้นหาตัวของเราเองว่ามาจากไหน  และจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขชั่วนิจนิรันดร  แม้ว่าคำสอนในศาสนาต่างๆจะแตกต่างกันมาก   แต่ความแตกต่างนั้นก็มาจากมิจฉาทิฏฐิของมนุษย์ ที่ใช้สมองในการตีความ ไม่ใช้การปฏิบัติให้ถึงปัญญา แล้วตีความ    จึงทำให้ถูกอวิชชาหรือพญามารแทรกแซงความคิดที่ถูกต้องได้  เป็นเหตุให้เขาตีความข้อเท็จจริงผิดไป

ศาสนา ทุกศาสนาล้วนซ่อนความจริงหรือสัจธรรมสูงสุดไว้ภายใน  เช่น  ในศาสนาพราหมณ์พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก(พระพรหมโลกุตตระ)  พระเจ้าผู้รักษาโลก(พระนารายณ์)  พระเจ้าผู้ทำลายโลก(พระศิวะ)  นั่นคือหลักความจริงทั้ง 3 ในศาสนาพุทธ นั้นเอง

พรหมผู้สร้างโลก     = หลักเกิดขึ้น
นารายณ์รักษาโลก   = หลักตั้งอยู่
ศิวะผู้ทำลายโลก     = หลักดับไป

แล้ว โลกแท้จริงก็คือตัวเรา(จิตสังขาร)เอง ซึ่งคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  และทำอกุศล(บาป)ลงไป   ทำให้พวกเราต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องดับไป คือ ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายไปเรื่อยๆ   หลีกหนีไม่ได้สักคนเดียว

เนื่องจากศาสนาพราหมณ์และโซโรอัสเตอร์  รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ผู้สอนและเผยแพร่ศาสนาล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงปรมาตมัน   ปรมาตมัน หรือพระนิพพาน หรือพระธรรม หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระบิดาของทุกสรรพสิ่ง จึงได้อวตารลงมาเป็นโคตมพุทธเจ้า  ผู้สอนธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนให้มนุษย์เอง  เพียงพอที่จะนำพวกเราเหล่ามนุษย์สามารถดับทุกได้สมบูรณ์  เนื่องจากพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลก  ที่สะสมบุญบารมีและปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์  ตามหลักการที่พวกเราทั้งหมดสมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน(องค์พระผู้ เป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา)กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

ศาสนาพุทธซึ่งแต่เดิมนิกายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ) รวมอยู่ด้วยกันได้จนถึงยุคหลังปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกเท่านั้น  เนื่องจากในปฐมสังคายนา  มีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 เท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้  ซึ่งมีพระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบ  500 รูป ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ)ล้วนรับรองทุกพระสูตรของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่าง ไรก็ดี  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  สาวกฝ่ายเถรวาทมีผู้ปฏิบัติไม่ถึงขั้นเยอะ  ทำให้พวกนี้ใช้กฎหมู่  เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก   โดยระบุว่าพระภิกษุธรรมดา ก็เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎกได้  นอกจากนี้ก็ยังไม่เชิญฝ่ายมหายาน(มหาสังฆิกะ)เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วย   เอาเฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาทเท่านั้น  ปิฎกมหายานไม่เอาทั้งสิ้น  เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเขาล้วนไม่เข้าใจในส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานในเรื่องที่เกิน อวิชชา และจิตปภัสสร  เช่น  เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า พุทธเกษตรค่างๆ  ฯลฯ

ที่สำคัญ ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งต่อๆมา  มารก็สิงใจพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  แต่มีอำนาจการปกครองสงฆ์  ให้ค่อยๆเขี่ยทิ้งพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกินอวิชชา และจิตประภัสสร  ออกไป คือ เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ  แม้แต่เรื่อง 49 วันหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับ พระอมิตา และพระไวโรจนพุทธเจ้า และท่านก็แสดงธรรมในฐานะพระไวโรจนพุทธเจ้า(องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระ บิดา)   ตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นในพระไตรปิฎกปัจจุบันแล้ว

แม้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามปัญจวัคคีย์ถึงเรื่อง  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก(พระปฐมพุทธเจ้า) ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่า “พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า”  ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่แบ่งแยกพระองค์ออกเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า เรื่องนี้ก็หายสาบสูญไปจากพระไตรปิฎกของไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังพอมีหลักฐานอยู่บ้างในคัมภีร์ปฐมมูล

โชคยังดีที่…แม้ว่าพระ ไตรปิฎกที่หายสาบสูญไปนั้น  ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ของไทย  ท่านสามารถติดต่อกับเหล่าพระพุทธเจ้าได้  ท่านก็ยังเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่ให้คนไทยฟังอยู่เสมอ   เช่น  เรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล  ไปเจอพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งที่หน้าคาเหมือนพระพุทธเจ้าของเราเลย คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่อยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร(แดนนิพพานของพวกสัมโภคกาย หรือพวกกายทิพย์อมตะ หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์)”   ที่ศาสนาคริสต์เรียกว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

เสียดายที่ชาวพุทธเถรวาทไม่ รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ   รู้จักแค่เพียงผิวเผิน  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเทวนิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  แต่ชาวพุทธเถรวาทโดยเฉพาะพระปริยัติ  กลับไปบอกว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นปรมาตมัน(องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระ บิดา)อุตส่าห์ลงมาเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธแท้ๆ