การทำตามคำสอน

ทารก ในครรภ์ได้รับความทุกข์ กรรม ไม่ดีเพราะ จิตวิญญาณ ของมันคือการ กีดกันจาก โอกาสที่มีอยู่ บนโลกนี้ จะมี ให้มัน จะได้รับ กรรม ที่ดีและ จะถูกส่งกลับ ทันทีที่ วงจร ของการเกิด การตาย และ การเกิดใหม่ ดังนั้น การทำแท้ง เป็นอุปสรรคต่อ ความก้าวหน้า ทางจิตวิญญาณ ของตน
ประเทศญี่ปุ่น

พุทธ ศาสนาใน ญี่ปุ่น ได้มีการ ทำให้ความพยายามที่ จะเจรจาต่อรอง อย่างมีนัยสำคัญ ทำแท้ง กับศาสนา ของพวกเขาเช่น การทำแท้ง เป็นเรื่องธรรมดาใน ญี่ปุ่นและ ถูกนำมาใช้ เป็นรูปแบบของ การควบคุมการเกิด

สาวก บางส่วนของ ญี่ปุ่น พุทธศาสนา ที่มี การทำแท้งเซ่น Jizo พระเจ้า ของนักท่องเที่ยวที่ หายไปและ เด็ก พวกเขาเชื่อว่า จะ Jizo สจ๊วต เด็กจนกว่าจะมีการ เกิดใหม่ ใน ชาติ อื่น

พวกเขา ทำเช่นนี้ในMizuko kuyō , บริการที่ระลึกสำหรับ เด็ก ที่ ทำแท้ง กลายเป็นที่นิยม ในปี 1970 ( บริการนอกจากนี้ยังสามารถ ใช้ในกรณี ของ การแท้ง หรือ การคลอดทารกที่ตายในครรภ์ . ) พิธีกรรมมีองค์ประกอบ ของศาสนา ชินโต พื้นบ้าน และ เช่นเดียวกับ พุทธศาสนา

นักเขียน วิลเลี่ยมอา ลาเฟล ได้ ชี้ให้เห็น ปัญหาบางอย่าง กับประเพณี นี้ :

ตาม คำสอนของพระพุทธเจ้า ห้า เงื่อนไข จะต้องนำเสนอ เพื่อ ก่อให้เกิด การกระทำของการ ฆ่า

สิ่งที่ ฆ่า จะต้องเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณ ฆาตกร จะต้องรู้ หรือ ทราบว่า มันเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณต้องมี ความตั้งใจที่จะ ฆ่ามัน
จะต้องมี ความพยายามที่จะ ฆ่า
ที่ถูก ต้อง จะถูกฆ่าตาย เป็นผล

นี่คือตัวอย่าง ของวิธีการ ทำแท้งอาจจะ เป็นการ กระทำ ของการฆ่าคน :

เมื่อทารกมีการ ตั้งครรภ์ มีชีวิตถูกสร้างขึ้นและ มั่นใจว่าเงื่อนไขแรก แม้ ว่า ชาวพุทธ เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตที่ อาศัยอยู่ใน วงจรของ การเกิดและ การตายของ วิญญาณพวกเขา เชื่อว่า เป็นช่วงเวลาแห่ง ความคิดเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิต ของแต่ละบุคคล เป็นตัวเป็นตน
ไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้น จะกลายเป็น ตระหนักถึงการ ดำรงอยู่ของมัน และ ที่ตรงตามเงื่อนไขที่สอง
ถ้า เธอตัดสินใจที่ เธอต้องการ ทำแท้ง ที่ให้ ความตั้งใจที่จะ ฆ่า
เมื่อเธอ พยายาม ทำแท้ง ที่ตรงตามเงื่อนไข ที่สี่ของ การพยายามที่จะฆ่า
ที่จะถูกถูกฆ่าตาย เพราะ การกระทำที่

ดังนั้นศีล แรก ของพระพุทธศาสนา – ไม่ฆ่า – การละเมิด และนี่คือ เท่ากับการ ฆ่ามนุษย์
อาศัยอยู่ที่ สมดุล

ชาวพุทธ ที่ ประสบปัญหา การทำแท้งเป็น ทางการแพทย์ ที่จำเป็นในการ ช่วยชีวิต ของแม่และเพื่อ ชีวิตจะหายไป ไม่ว่าจะมี หรือ ไม่ ทำแท้ง

ในกรณีเช่นนี้สถานะ ทางศีลธรรม ของ การทำแท้งจะขึ้นอยู่กับ ความตั้งใจ ของผู้ที่ แบกมัน ออก

ถ้า ตัดสินใจที่จะนำ ความเห็นอกเห็นใจ และหลัง ยาว และรอบคอบ แล้ว คิดว่า ถึงแม้ว่า การกระทำที่ อาจจะผิดศีลธรรม ทำ อันตราย จะลดลง ตาม ความตั้งใจที่ดี ที่เกี่ยวข้อง
ทำแท้ง เพื่อประโยชน์ ของทารก

มีหลายกรณีที่ ไม่ได้มีการ ทำแท้งเป็น อาจส่งผลให้ เกิดของเด็กมีเงื่อนไข ทางการแพทย์ที่ ทำให้มัน ต้องทนทุกข์ทรมาน

ความ คิด ทางพุทธศาสนา แบบดั้งเดิม ไม่ได้จัดการกับ กรณีนี้ แต่ได้รับการ ถกเถียงกันอยู่ โดย ชาวพุทธ บางอย่างที่ ถ้าเด็กจะ พิการ รุนแรงมาก ว่ามันจะ ได้รับ ความทุกข์ การทำแท้ง เป็นที่อนุญาต

ดาไลลามะ กล่าวว่า:

ของหลักสูตร การทำแท้ง จากมุมมองของ พุทธศาสนา คือการกระทำ ของการฆ่าและ มีค่าเป็นลบ โดยทั่วไปการพูด แต่มันก็ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ถ้าทารกในครรภ์ จะ ปัญญาอ่อน หรือถ้า เกิดจะสร้าง ปัญหาร้ายแรง สำหรับ ผู้ปกครองเหล่านี้เป็น กรณีที่ อาจจะมี ข้อยกเว้น ผมคิดว่า การทำแท้ง ควรจะ ได้รับการอนุมัติ หรือ ไม่เห็นด้วย ตาม แต่ละ กรณี

ดาไลลามะ , นิวยอร์กไทม์ส 28/11/1993

กรรม

ใน ขณะที่มัน เห็นได้ชัด สวย ทำไม การทำแท้ง คือการพิจารณา ในการสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ แม่และ ทำแท้งมันอาจจะไม่ ชัดเจน ดังนั้นทำไม มันสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ ทารกในครรภ์

… ภายในชุมชนชาวพุทธ ญี่ปุ่น การอภิปรายของ การทำแท้ง ที่มี จำกัด ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะ มีการวิพากษ์วิจารณ์ ของวัด เหล่านั้นและ องค์กร วัด เหมือน ที่ ใช้ ความคิดของ ‘ กรรม ของทารกในครรภ์ ‘บีบบังคับ ” พ่อแม่ “ของทารกในครรภ์ แท้งเป็น พิธีกรรม ที่ รำลึก ทารกในครรภ์เอา ‘ อิจฉา ‘ และ อำนวยความสะดวกใน การเกิดใหม่ หรือ พุทธภาวะ ของตน

ชาว พุทธ หลายคนพบ ชนิด ดังกล่าว เป็นปฏิปักษ์ ของการจัดการ ความผิดของ ผู้ปกครอง – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ แสดงออกใน ความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ใน ปรภพ จะ ระบาย แก้แค้น ( Tatari ) เมื่อ พ่อแม่ที่ ละเลยที่จะ รำลึกถึง มัน

วิลเลี่ยมอา Lafleur , ช่วงชิง และ ฉันทามติ : คุณธรรม ของ ทำแท้งในประเทศญี่ปุ่น ปรัชญา ตะวันออกและตะวันตก ฉบับ 40, 1990

จิตวิญญาณชาวพุทธ

มีโรงเรียนสอนที่แตกต่างกันจำนวนมากหรือนิกายของพระพุทธศาสนาเป็น สอง ที่ใหญ่ที่สุดพระพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศศรีลังกา, กัมพูชา, ไทย, ลาวและพม่า (พม่า) และพุทธศาสนามหายานซึ่งเป็นแข็งแกร่งที่สุดในทิเบต, จีน, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, และมองโกเลีย

ส่วนใหญ่ของนิกายพุทธไม่แสวงหาหนทางที่จะ proselytise (เทศน์และแปลง) ด้วยความทึ่งยกเว้นของเรนพุทธศาสนา

ชาวพุทธพยายามที่จะเข้าถึงสภาวะของนิพพานตามเส้นทางของพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าที่ไปในการสืบเสาะสำหรับการตรัสรู้รอบก่อนคริสต์ศักราชศตวรรษที่ หก

มีความเชื่อในพระเจ้าส่วนบุคคลที่ไม่เป็น ชาวพุทธเชื่อว่าไม่มีอะไรที่คงที่หรือถาวรและการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้เสมอ เส้นทางไปยังการตรัสรู้ก็คือการปฏิบัติและการพัฒนาของศีลธรรมการทำสมาธิและปัญญา

ชาวพุทธเชื่อว่าชีวิตที่มีทั้งความไม่มีที่สิ้นสุดและอาจมีความไม่แน่นอนความทุกข์ทรมานและความไม่แน่นอน รัฐเหล่านี้จะเรียกว่า tilakhana หรือสามสัญญาณของการดำรงอยู่ การดำรงอยู่เป็นที่สิ้นสุดเพราะบุคคลที่กลับชาติมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกความทุกข์ประสบตลอดชีวิตจำนวนมาก

มันเป็นอนิจจังเพราะรัฐไม่ดีหรือไม่ดีเป็นอมตะ ความเชื่อของเราเข้าใจผิดว่าสิ่งที่สามารถผ่านมาเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ทรมาน

ประวัติ ศาสตร์ของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการเดินทางทางจิตวิญญาณของชายคนหนึ่งที่ ตรัสรู้และคำสอนและวิธีการของการใช้ชีวิตที่พัฒนาจากมัน
พระพุทธรูป

พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระราชวงศ์ในปัจจุบันวันเนปาลกว่า 2,500 ปีมาแล้ว เขาอาศัยอยู่ชีวิตของสิทธิพิเศษและความหรูหราจนกระทั่งวันหนึ่งเขาออกจากตู้พระและพบเป็นครั้งแรกที่ชายชราคนป่วยและศพ รบกวนจากนี้เขาก็กลายเป็นพระภิกษุสงฆ์ก่อนที่จะนำความยากจนที่รุนแรงของการบำเพ็ญตบะอินเดีย เส้นทางทั้งความพึงพอใจของเขาและเขาก็ตัดสินใจที่จะติดตาม ‘มัชฌิมาปฏิปทา – ชีวิตโดยไม่ต้องหรูหรา แต่ยังไม่มีความยากจน

ชาว พุทธเชื่อว่าวันหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นไม้แห่งการตื่น) Siddhartha กลายเป็นดูดซึมลึกในการทำสมาธิและสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ในชีวิตของเขา จนกว่าเขาจะกลายเป็นพุทธะ

โดย การหาเส้นทางไปยังตรัสรู้พระพุทธเจ้าถูกนำตัวจากความเจ็บปวดและความทุกข์ ทรมานของวิญญาณที่มีต่อเส้นทางของการตรัสรู้และกลายเป็นที่รู้จักในฐานะที่ เป็นพระพุทธรูปหรือ ‘ตื่นขึ้นมาหนึ่ง’
โรงเรียนของพุทธศาสนา

พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

การทำวิปัสสนาภาวนา

ผลที่ต้องการจาก สมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสร้างสมาธิเพื่อใช้เป็นบาทฐานวิปัสสนา จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสำเร็จด้วยวิปัสสนา  คือการฝึกอบรมปัญญาที่มีสมาธินั้นเป็นบาทฐาน   หาก บรรลุจุดหมายสูงสุดด้วยและยังได้ผลพิเศษแห่งสมถะด้วย ก็จัดว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูง แต่หากบรรลุจุดหมายแห่งวิปัสสนาอย่างเดียวไม่ได้ผลวิเศษแห่งสมถะ  ก็ยังเลิศกว่าได้ผลวิเศษแห่งสมถะคือได้ฌานสมาบัติและอภิญญา ๕  แต่ยังไม่พ้นจากอวิชชาและกิเลสต่าง ๆ   ไม่ต้องพูดถึงจุดหมายสูงสุด  แม้แต่เพียงขั้นสมาธิ  ท่านก็กล่าวว่า พระอนาคามีถึงแม้จะไม่ได้ฌานสมาบัติ   ไม่ได้อภิญญา   ก็ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญสมาธิบริบูรณ์[16]  เพราะสมาธิของพระอนาคามีผู้ไม่ได้ฌานสมาบัติ  ไม่ได้อภิญญานั้น แม้จะไม่ใช่สมาธิที่สูงวิเศษอะไรนักแต่ก็เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ในตัวยั่งยืนคง ระดับ มีพื้นฐานมั่นคง[17] เพราะไม่มีกิเลสที่จะทำให้เสื่อมถอยหรือรบกวนได้ ตรงข้ามกับสมาธิของผู้เจริญสมถะอย่างเดียวจนได้ฌานสมาบัติและอภิญญา แต่ไม่ได้เจริญวิปัสสนาไม่ได้บรรลุมรรคผล  แม้สมาธิ นั้นจะเป็นสมาธิขั้นสูงมีผลพิเศษ แต่ก็ขาดหลักประกันที่จะทำให้ยั่งยืนมั่นคง ผู้ได้สมาธิอย่างนี้ถ้ายังเป็นปุถุชนก็อาจถูกกิเลสครอบงำทำให้เสื่อมถอยได้

วิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนา   แปลว่า   เห็นประจักษ์แจ้งพระไตรลักษณ์ในรูปที่เห็น   เสียงที่ได้ยิน  อาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้น    เป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบเย็น(นิพพาน)ได้[18]   ถ้าต้องการสุขแท้ สุขถาวรที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น[19]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน    คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถกรรมฐานดีกว่า   วิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถะฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคม ได้   ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้?   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ยับต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีก   ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง      แต่เมื่อบรรลุได้เพียงขั้นโสดาบันเท่านั้น ก็จะเหลือภพชาติเพียง ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง   และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปจะไม่ตกอบายอีกเลย  ไม่ว่าในอดีตเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม  จะไม่ตกนรกอีกแล้ว..

คัมภีร์พระอภิธัมมสังคณี ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า
กตมา ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ  ยา  ตสฺมึ สมเย  ปญฺญา  ปชานานา   วิจโย   ปวิจโย  ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา   อุปลกฺขณา   ปจฺจุปลกฺขณา   ปณฺฑิจฺจํ  โกสลฺลํ   เนปุญฺญํ   เวภพฺยา  จินฺตา    อุปปริกฺขา   ภูรีเมธา ปริณายิกา  วิปสฺสนา  สมฺปชญฺญํ   ปโตโท   ปญฺญา   ปญฺญินฺทฺริยํ   ปญฺญาพลํ   ปญฺญาสตฺถํ   ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก  ปญฺญาโอภาโส   ปญฺญาปชฺโชโต  ปญฺญารตนํ  อโมโห   ธมฺมวิจโย  สมฺมาทิฏฐา   อยํ   ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ[20] ฯ
วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน   คือ ปัญญา   กิริยาที่รู้ชัด   ความวิจัย ความเลือกสรร  ความวิจัยธรรม   ความกำหนดหมาย   ความเข้าไปกำหนด   ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้   ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด  ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง  ความค้นคิด   ความใคร่ครวญ  ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส   ปัญญาเครื่องนำทาง   ความเห็นแจ้ง  ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ   ความไม่หลงงมงาย   ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ  ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา  ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
การ เจริญภาวนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?กรรมฐาน? เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่น ๆ อย่างเช่น  ฟิสิกส์  คณิตศาสตร์  ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องวิจัยในห้องแลปคือจิตล้วน ๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง  ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้  สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฎเกณฑ์นี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล  ซึ่งตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็น เวลานาน   คัมภีร์อรรถกถาบอกว่าต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว[2]    ด้วยเหตุนี้เอง นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติมาแล้วประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น[3]   ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า ?พระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

เรื่องการเจริญภาวนา หรือปฏิบัติกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยสั่งสมบุญบารมีมาไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงบางส่วน   คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตให้หมดสิ้นไปได้[4] ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้[5]

หลัง จากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิกิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่ ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระองค์เองด้วยการ เจริญวิปัสสนาภาวนา[6]

การเจริญภาวนา  ๒ แบบ

การเจริญภาวนา หรือการปฏิบัติกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา มีอยู่  ๒  ประการ

๑.   สมถภาวนา(Development of Tranguility)หรือ สมถกรรมฐาน (Concentration Meditation)   คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ  ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เป็นสมาธิความมั่นคงนั่นเอง[7]

๒. วิปัสสนาภาวนา (Development of Insight) หรือ วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation)  คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง[8] ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในรูปนาม ขันธ์ ๕ ว่า เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) เป็นทุกข์ ทนได้ยาก (ทุกขัง) เป็นสภาวะที่ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) เรียกว่า วิปัสสนา[9]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถภาวนาดีกว่าวิปัสสนาภาวนา เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้  เสกมนต์คาถาอาคมได้  ส่วนวิปัสสนาล้วน ๆ ทำไม่ได้?  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม   ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีกนับชาติไม่ถ้วน      ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น  ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง   แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกเลย   ไม่ว่าในอดีตจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม

ผลจากสมถะไม่ว่าจะ เป็นฌานสมาบัติหรืออภิญญาก็ตาม ยังเป็นเพียงโลกีย์[10] เป็นของปุถุชน เสื่อมถอยได้  เช่น ฤทธิ์ที่พระเทวทัตได้[11] เจโตวิมุตติของพระโคธิกะ[12]  และฌานสมาบัติของพระภิกษุสามเณร ฤาษีและคฤหัสถ์  บางท่านที่มีเรื่องเล่าต่อกันมาในคัมภีร์ต่างๆ เป็นของมีมาก่อนพุทธกาล   เช่น   อาฬารดาบสกาลามโคตรได้ถึงอรูปฌานที่ ๓  อุททกดาบสรามบุตร[13]ได้ถึงอรูปฌานที่ ๔เป็นต้น[14] เป็นของมีได้ในลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา  มิใช่จุดหมายของพระพุทธศาสนา   เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ได้อย่างแท้จริง    นักบวชบางลัทธิทำสมาธิจนได้ฌาน ๔   แต่ยังมีมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเรื่องอัตตาและยึดถือในฌานนั้นว่าเป็นนิพพาน ก็มี[15]    ลัทธิเช่นนี้พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ
คัมภีร์อรรถกถา ให้ความหมาย ว่า วิปัสสนา    คือ   การเห็นแจ้ง หรือวิธีทำให้เกิดการเห็นแจ้ง  วจนัตถะว่า   อนิจฺจาทิวเสน  วิวิเธน  อากาเรหิ  ธมฺเม  ปสฺสตีติ  วิปสฺสนา[21]

ปัญญาใด  ย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่างๆมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่อว่า วิปัสสนา

คัมภีร์อรรถกถาให้ความหมายไว้ดังนี้

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ให้ความหมายว่า ปัญญาที่กำหนดรู้สังขาร[22]

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ให้ความหมายว่า การใคร่ครวญธรรม  หมายถึง การเพ่งพินิจพิจารณาเห็นธรรมโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา[23]

คัมภีร์ฎีกาอธิบายอีกว่า วิปัสสนา  คือ  ความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง[24]

พระ ราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)ให้ความหมายว่า วิปัสสนา คือ  ข้อปฏิบัติต่างๆ ในการฝึกฝนอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของ มัน คือให้เข้าใจตามความเป็นจริง  หรือ ตามที่สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของมันเอง (ไม่ใช่เห็นไปตามที่เราวาดภาพให้มันเป็นด้วยความชอบความชัง ความอยากได้ หรือ ความขัดใจของเรา) รู้แจ้งชัดเข้าใจจริง จนถอนความหลงผิดรู้ผิดและยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ ถึงขั้นเปลี่ยนท่าทีต่อโลกและชีวิตใหม่ทั้งท่าทีแห่งการมอง การรับรู้ การวางจิตใจและความรู้สึกทั้งหลาย ความรู้ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการปฏิบัตินั้น เรียกว่า ญาณ มีหลายระดับญาณสำคัญในขั้นสุดท้ายเรียกว่า วิชชา เป็นภาวะตรงข้ามที่กำจัดอวิชชา คือความหลงผิดไม่รู้แจ้งไม่รู้จริงให้หมดไป  ภาวะจิตที่มีญาณหรือวิชชานั้น  เป็นภาวะที่สุขสงบผ่องใสและเป็นอิสระ  เพราะลอยตัวพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส  เช่น  ความชอบความชังความติดใจและความขัดใจเป็นต้นไม่ถูกบังคับหรือชักจูงโดยกิเลส เหล่า นั้น  ให้มองเห็นหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆอย่างบิดเบือน  จนพาความคิดและการกระทำที่ติดตามมาให้หันเหเฉไปและไม่ต้องเจ็บปวดหรือเร่า ร้อนเพราะถูกบีบคั้นหรือต่อสู้กับกิเลสเหล่านั้น  ญาณและวิชชา  จึงเป็นจุดมุ่งของวิปัสสนา เพราะนำไปสู่วิมุตติ คือความหลุดพ้นเป็นอิสระที่แท้จริงซึ่งยั่งยืนถาวร     ท่านเรียกว่า  สมุจเฉทนิโรธ   หรือสมุจเฉทวิมุตติ   แปลว่า  ดับกิเลส  หรือหลุดพ้นโดยเด็ดขาด[25]

พุทธประวัติ กัยความจริงที่ปรากฏ

ความเป็นจริงในด้านประวัติศาสตร์  ในเรื่องนี้เรามีหลักฐานด้านโบราณคดี  วรรณกรรม  ภูมิศาสตร์  ที่สามารถทำลายความสงสัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งบุคคลเหล่านั้นได้ไปให้ถึงดินแดนอันเป็นพุทธภูมิด้วยแล้ว จะไม่ติดใจสงสัยเลยว่า เจ้าชายสิทธัตถะ โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ได้เสด็จออกผนวชจากราชตระกูลศากยะ บำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จนมีคนเคารพนับถือสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่  เช่นเดียวกับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา  เชื่อในความมีอยู่ของ เธเลส อันเป็นปรัชญาเมธีของกรีกในยุคก่อนและยุคใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ยอมรับถึงความมีอยู่ของ พระนางคลีโอพัตรา  ของอียิปต์ เล่าจื้อ  ขงจื้อ เม่งจื้อ อันเป็นปรัชญาเมธีของจีน ตลอดถึงคนสำคัญอื่นๆ  ในอดีตพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปในอดีตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  นั้นเอง  ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้

ความจริงในด้านปาฎิหาริย์  อันเป็นพระคุณสมบัติที่ทรงขจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ออกไปได้ คือ การที่ทรงขจัดกิเลสและบาปธรรมทั้งปวงได้ จนทำให้ทรงประกอบด้วยปาฏิหาริย์หรือความอัศจรรย์ ๓ ประการ  คือ

เรื่องราวที่เป็นพระประวัติของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ศึกษาหากต้องการจะพิสูจน์ว่า พระองค์เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่แล้ว เราจะต้องศึกษาใน ๓ ด้านด้วยกัน  คือ

๑. อิทธิปาฏิหาริย์  ทรงประกอบด้วยฤทธิ์  คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์  บางอย่างเกินกว่าวิสัยของสามัญชนแต่เมื่อบุคคลได้ศึกษาให้ทราบถึงความหมาย และเหตุแห่งฤทธิ์แล้ว  สามารถปรับความเข้าใจในรูปของการเปรียบเทียบกับความสำเร็จทางกายของ นักกายกรรม  ยิมนาสติก  ผู้ฝึกมาอย่างดีแล้วก็จะพบว่า คนเหล่านั้นมีความสำเร็จที่เกินวิสัยของสามัญชน เหมือนกัน เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าหรือ พระสาวก เป็นคุณสมบัติเฉพาะของท่านที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เช่นเดียวกับพวกกายกรรม ที่ฝึกมาในเรื่องนั้นๆ มาดีแล้วฉะนั้น

๒.  อาเทสนาปาฏิหาริย์  เป็นผลของ เจโตปริยญาณ อันผ่านการฝึกอบรมทางจิตมาตามลำดับ  ทำให้พระพุทธเจ้าทรงรู้ใจ  ทายใจ เข้าใจคนอื่นได้ในแง่มุมต่างๆ   อันเป็นอุปกรณ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้คนต่างๆเข้า ใจได้  ตามพื้นฐานความรู้ของเขาเหล่านั้น ที่ทรงรู้ด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์

๓.  อนุสาสนีปาฏิหาริย์  ทรงมีพระธรรมคำสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นโทษ ก็คงเป็นโทษตลอดไป  ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นคุณ ก็คงเป็นคุณตลอดไป  เมื่อคนนำมาปฏิบัติแล้วจะอำนวยผลให้ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ  พระธรรมคำสอนของพระองค์  จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ทุกเวลาทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล

แต่ข้อที่ไม่ควรลืมประการหนึ่ง คือการเรียบเรียงเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์นั้น       ? ความบันดาลใจ ประทับใจ ของผุ้เรียบเรียง มีบทบาทร่วมอยู่ด้วย ?  คือผู้เรียบเรียงมีความประทับใจ เลื่อมใส จนเกิดเป็นจินตนาการการเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ  จึงได้เรียบเรียงไว้เช่นนั้น แม้ว่าพระประวัติของพระพุทธเจ้า ผู้เรียบเรียงจะอยู่ในฐานะของ สุตกวี  คือแต่งโดยได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษามา และ อรรถกวี  แต่งโดยเนื้อหาความจริงเป็นหลักก็ตาม แต่มีบางเรื่องบางตอนที่เกิดขึ้นจากแรงบัลดาลใจ อันอาศัยศรัทธาปสาทะแต่งออกมาในฐานะของ จินตกวี และ ปฏิภาณกวี คือ แต่งโดยปฏิภาณของตนปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ผู้ศึกษาต้องยอมรับว่า นั้นเป็นความจริงตามแรงบัลดาลใจของกวี ซึ่งจะต้องยอมรับในฐานะนั้นๆ  ในกรณีของพุทธประวัติ ผลงานแบบจินตกวีมีบ้างก็ไม่มากนัก

โปรดเข้าใจ ว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะตัดเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกหมด ก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนอะไรแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช้รากฐานของพระพุทธเจ้า  แต่รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือ  พระปัญญาคุณ  พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ  อันพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  เกื้อกูลและความสุขแก่โลก จากอดีตถึงปัจจุบันและอาจพิสูจน์ตนเองได้ทุกกาลเวลา

๒.  ที่ว่าภายหลังประสูติ ทันทีที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวนั้นจริงหรือไม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

๑.  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อประสูติใหม่ ๆ พระญาติวงค์เห็นเป็น ๔ กร จึงได้ถวายพระนามว่านารายณ์ราชกุมาร เป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ แต่พระกรจริงๆ  มีเพียง ๒ กรเท่านั้น สิทธัตถราชกุมารปรากฎว่าเดินด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวเพียงขณะเดียว  ต่อแต่นั้นก็เป็นทารกที่เดินไม่ได้เช่นเดียวกับทารกทั่วไป  เพราะตอนอสิตดาบสเข้าเยี่ยม พระเจ้าสุทโธทนะทรงอุ้มพระกุมารให้อสิตดาบสดู   การเสด็จดำเนินไปได้  ๗ ก้าว    จึงเป็นเรื่องของบุญฤทธิ์       ที่ท่านเรียกว่า       ปุณณวโตอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ เป็นคุณสมบัติเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้น

๒.  เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นอัจฉริยบุคคล ที่สร้างสมอบรมบารมีมาเป็นพิเศษ การเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว จึงอาจเป็น กัมมวิปากชาอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจกรรมที่เรียกว่า กรรมโยนิ คือ กุศลกรรมอย่างสูงมาเป็นกำเนิน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้น อันเป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่เป็นอัจฉริยบุคคล ซึ่งผู้มีปัญญาอาจพิจารณาเทียบเคียงกับอัฉริยบุคคลในปัจจุบันได้เป็นอันมาก เช่น

- ด.ช. กิมอี้ชุน ชาวเกาหลี อายุ ๖ ขวบ พูดได้ ๖ ภาษา อายุ ๖ เดือน ฟันเต็มปาก

- ด.ญ. สกุลตลาเทวี ชาวอินเดีย ด.ช.เงา ชาวเกาะสมุย สามารถบวกเลขได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข เมื่ออายุได้เพียง ๖ ขวบ

- คุณสมเถา สุจริตกุล อ่านเอนไซโครปีเดียบริตานิกาจบ เมื่ออายุ ๕ ขวบ

- คุณทิพย์สุดา สุนทรเวช อ่านภาษาไทย อังกฤษ ได้คล่องเมื่ออายุ ๑๗ เดือน เรียน ป.๓ ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เมื่ออายุ ๒ ขวบ

- และเด็กแขกอีกคนหนึ่ง ที่สามารถอธิบายไตรเพทได้เมื่ออายุเพียง ๒ ขวบกว่า ๆเป็นต้น

- ตามพุทธประวัติ  คนที่เห็นเหตุการณ์ในยุคนั้นบอกว่าเป็นเช่นนั้น คนที่เกิดไม่ทันและไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มของพวกที่โดยเสด็จพระนางสิริมหา มายาไปที่ลุมพินีวัน ถ้าไม่คิดว่าตนเองเก่งจนสามารถรู้ว่าอะไรในอดีตจริงหรือไม่จริง ก็ต้องยอมรับว่า  ? ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ว่าเป็นเช่นนั้น ?   ทำไมต้องเป็นเช่นนั้นหรือ?

เรื่องนี้ต้องมองกันในแง่ของหลักฐานในด้านต่างๆ  ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่งเช่น

คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ยังแสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆ  ออกมาได้ แล้วทำไมเล่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอัจฉริยะบุคคลที่ไม่มีใครเหมือนจะไม่เหมือนใครในบางเรื่องไม่ได้เชียว หรือ?

๓.เป็นพุทธวิสัยคือวิสัยของคนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าและองค์พระพุทธเจ้า เรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์หลายเรื่อง ที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยความคิด พิจารณา ใครขืนจะรู้เรื่องนี้ให้ได้ด้วยการคิดเอาเอง ทั้งๆ  ที่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานแล้ว อาจกลายเป็นคนบ้าไปได้ง่ายๆ  เพราะเป็นอจินไตย คือเรื่องที่ไม่ควรคิด ซึ่งท่านแสดงไว้ ๔ ประการ คือ

-พุทธวิสัย     เรื่องอันเป็นวิสับของพระพุทธเจ้า

-อิทธิวิสัย     วิสัยแห่งท่านที่บรรลุฤทธิ์ ในชั้นต่างๆ

-กัมมวิปากวิสัย    วิสัยแห่งวิบากกรรม

-โลกจินตา    ความคิดเรื่องกำเนิด ความเป็นมาของโลก

แต่ ข้อที่ไม่ควรลืม  คือ บัณฑิตในพระพุทธศาสนาไม่ได้ติดใจในเรื่องเหล่านี้ว่าจะเป็นจริงๆ  หรือไม่ เพราะบัณฑิตย่อมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่ทรงประกอบด้วยพระคุณดังกล่าว และ  พระพุทธคุณที่สำคัญคือการที่พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา สั่งสอนธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แก่ชาวโลก และพระธรรมนั้นสามารถรักษาคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามได้จริง ชาติกำเนิน   พระรูปกาย  ตลอดถึงจะดำเนินได้ด้วยพระบาท ๗ ก้าวเมื่อประสูติหรือไม่ ไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่นั้นเป็นข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์  ที่ท่านผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เห็นและบอกกล่าวสืบต่อกันมา ผู้ฉลาดจึงไม่บังอาจปฏิเสธในเรื่องที่ตนเกิดไม่ทัน  และเป็นพุทธวิสัย เพราะไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการเพิ่มมลทินใจ คือความสงสัยขึ้นภายในจิตใจให้มากขึ้น และเป็นการเสียเวลาในการพัฒนาจิตของตนไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์.

ในพระไตรปิฎกยังแสดงไว้ชัดเจนถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ คือพระองค์ทรงเล่าความเป็นมาของพระองค์เองนับตั้งแต่ครั้งที่เสวยชาติอยู่ใน สวรรค์ชั้น ดุสิต จนถึงวันพระประสูติว่า ”

ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

คัดจาก พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาส)

จะสังเกตได้ว่าพระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความมีสติอันสมบูรณ์ของพระโพธิสัตว์ ว่ารู้ตัวทั่วพร้อมมิใช่คนหลงสติหลงตายมาเกิดดังเช่นสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

๓.พระ พุทธเจ้าเมื่อประสูติใหม่ ๆ พราหมณ์ทำนายว่ามีคติเป็นสอง คือถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช   หากออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกในโลก   ทำไมพระองค์จึงเสด็จออกผนวชเสียเล่า ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์! โพธิสัตว์มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา  ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์ ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ! ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาเมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสามแห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง.

Teachings of the Buddha

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

The teachings of the Buddha. Has led to the Veneration of faith. Voluntary. Sacrifice in What should be sacrificed. In what should be cut off. When I cut something. It’s something that has to happen, but if we want to cut something. Peace was never born.

So I cut one. One left to go. Peace instead. I happen instead. We should be happy. Should be calm. We should put the burden of work down to a minimum to moderate.

Hence the term “rate” is not that I do not have anything. If it is wasted. The Buddha did not teach it. But one by one. One thrive.

One thing we see is not good. It’s so sad to see, but one thing that Buddha’s body in physical reality. The trick is to get rid of. What is not true. Existing in the mind. Ever lost before. Because the only truth. We capture it. Relied on to eliminate the threat to the environment because it is actually a fairly rare condition. With the preparations. We understand the importance and the animals that rely on the knowledge I had been suffering from a misconception for a long time. Not only this year. And not only this nation. Many of the many worlds ago. This circulation. But when we do not know already. That was nothing.

The Buddha sees him all the time. His wisdom is delicate. Mystery of life. He is also trained our minds to it. It’s not even realize what they have is not heresy, there is merit in heaven, hell, there are still doubts. It is clear in our own minds.

When we try to come as long as the perception is that we have seen up to then. We suspect it will end soon. When we do not doubt it. It in practice. Increased immediately.

The drawback is that it is very important so that you can cut it. It was converted into the boundary. I doubt it with the invocation mind. Create an artificial consciousness in meditation to happen. Appear in our minds. When it is clearly in mind. I doubt I will go out on their own.

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

Concentrate … what should I do to calm the mind. We see this as followed by calm.

Should be in the solitude. I set it to the solitude. There is joy and happiness in the wrong. Because it relies on the solitude. Emotional one. Be regarded as an emotional one. Pure consciousness and bliss.

This is a mental issue with the idea in mind that I own. It’s not about anything else. In particular, it is only the mind that this is so. If consciousness is present to keep a firm that does not wobble like a flickering candle light, no wind is blowing, it was time to switch on the แwbๆ read it out. I obviously do not know what it is so unstable that I unsteadily up and down, we know that it is essentially the same as the stone is set. Wind blows from different directions. Progesterone did not shaken.

We perform the mental training and mental focus. Give me that. Do not let it loose. Do not let it wobble around. Let it stand. The conscious mind is like the smallness. Warning mindful Brikrrm. Directing them not to release it from accidentally runs errands. Another one to replace it. The only limit to how long we keep it, even though I do. Accept do the same. To achieve a firm before. For those who are not stable. I have not seen anything yet. The security in mind before going out the door before the first of the first stage of Makka. For out of true suffering.

Fate of the fish

Fresh fish is sold. Sometimes the customer is buying a home to return to. But sometimes you have to hit a woman with a fish head. This could be because people do not know what to buy or not sin. However, most of her clients are hammering fish almost every time. Which she had made. It is because of her career. Many times women think that they do not sin. But the man who ordered the killing of more than a sin. It has sometimes felt like she was thinking, such as appeasement. Itself in the fact that deep. She was also afraid of sin.

As a small market in District Wattana. Sa Kaeo province. A female is called a “full moon” She sold fish in the market for many years. I have sold many fish species. Fish such as carp, catfish and more.

Earlier moon occupation farming. Some years, it has little profit. Some years, it’s a loss. But chances are good that almost no profit. As a result, she decided to turn to a professional trade. Which is thought to be made up as a family.

When I have a little money to invest. She was looking for something to trade. It has been suggested that I sold it to buy. Which I think would be a good profit. And it’s not much investment. The moon suddenly decide to trade fish.

She went to the land market and to sell fresh fish. Profits from the sale of fish has been well tolerated. Enough to feed the family. The moon was pleased with this profession. Because it will change her life ever. Only a few years, she has also made substantial money. Made over the past several years.

The fish head is pounding. If a small fish. Is not horrible. If it is a large fish, such as the big fish. It’s awesome as well. Wooden moon takes a sledgehammer to smash heads vigorously. The rebound bounced into her blood. Each day is a fish caught in the shirt. Body and everywhere!

The first is the fishing rods. Moon was stunned as well. I made it a habit to see. Become the norm. Mind had awed with the power of karma. I do not feel afraid anymore.

Each day, the fish were not killed outright. Small and large. The fish kill those customers. Sometimes she would kill me to do their own food. If one day you have to sell a lot of fish. She is locked up and sold the next day.

Over the last several years. The moon is still living as a female fish. She did not see that. It will result in bad karma, however. On the other hand it back to her with the skin. Comfortable than when I made it. She found a great career. I do not have to steal it. I did not cheat. Not fooling anybody. A pure professional.

But she did not realize that. This profession is a profession to be pure evil, but it has potential. I need to kill other organisms. I love my life and all, but I suffered with them. Evil deeds and this will not condone or even no punishment, but karma is a function of its own.

The result of such an action. Can occur in several ways. And usually happens when we do not have it. When the moon is the same.

One evening, after the sale is completed. She drove home like a normal pickup. But the heavy rains made the road slippery, but has not slowed moon. It’s dusk, so start on a curve, the car’s balance. And the capsize unexpectedly. To hit her head with such force that the steel shell collapse and slight wound to the head at several points. It is fortunate that she has not died!
When her family was shocked to see the event. Then rushed to the hospital immediately. It was lucky she was not to cause death. But her head had been severely affected. Her headaches all the time. Difficult for doctors to treat and cure as normal.

By this time she did that. The reason for this is because I like her as she pounded fish all the time, because the two events she had experienced themselves. Are all in the head. She believes that HTML code is certainly true.

Keeping the moon in the hospital for several months to return to normal trading. But then, I do not think. The car then flipped over her head injury as a result of the strike, the fish head, she thought it was only an accident. Nothing to do with the killing of fish in the slightest.

After about 3-4 months she started trading on the condition that it is not hundred percent recovered. The law of karma was served next. The old story that she had forgotten that the feud over who did what. But then it came to aggravate her life.

One day, while the moon was prepared to rice trade market suddenly visited with a man who is stalking her. When I called her to ask. But the man did not respond. She took me out to the lost and broken. But she did not give a damn for a man that is either hand it back to the wooden sledge ran very fast for a full moon. Until her off guard. The run was not bad. Young men are not hammer blows to her head made her collapse grill it 2-3 times now! It ran away.

การบวชชี ต้องใช้อะไรบ้าง

ปฎิบัติธรรม

พอดีว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีโอกาศได้ไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล8 ที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีมาค่ะ แต่กว่าจะหาสถาณที่ในการบวชได้ ก็ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการหาข้อมูลนาน เนื่องจากว่าตัวเองทำงานเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดไม่ตายตัว วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเป็นวัดที่สามารถตอบโจทย์ คนที่ต้องการปฎิบัติธรรม ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทั่วไปในการสมัครบวช
-เปิดรับสมัครบวชทุกวัน ไม่มีวันหยุด
-เจ้าหน้าที่พักเที่ยงเวลา 12.00-13.30 น.ควรมาเร็วกว่าเวลาที่เจ้าหน้าที่จะพัก หรือมาหลังเวลา 13.30 น. จะได้ไม่ต้องมานั่งรอนานมากค่ะ
-รับศีล 8 ได้ทุกวันเวลา 17.00 น. บนศาลา (ไม่ใช่ที่ลานปฎิบัติธรรม)
-สามารถบวชได้นานสุงสุดไม่เกิน 7 วัน
-สิ่งที่ต้องเตรียม ของใช้ส่วนตัว (ไม่ควรมีของหอม ครีม/โรลออน น้ำหอมต่างๆ ควรงดใช้ เนื่องจากผิดศีล8) มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
-ชุดบวชสามารถจัดหามาเองได้ ต้องเป็นชุดสีขาวทั้งหมด
1.1ผู้หญิงต้องนุ่งเป็นผ้าถุงเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม (ควรหากางเกงขาสั้นมาใส่ด้านในด้วยค่ะ) ห้ามใส่กางเกงขายาวแทนผ้าถุงเด็ดขาด / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเลยข้อศอกลงมาเท่านั้น / ควรใส่เสื้อทับข้างในด้วยค่ะ / มีผ้าสไบ 1 ผืน
1.2ผู้ชายเป็นกางเกงขายาวเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเท่าข้อศอก
-หรือถ้าไม่สะดวกจัดหามาเอง ให้มาเช่าที่วัดได้ (ควรเช่า 2 ชุด) ชุดล่ะ 40 บาทพร้อมค่าซัก 20 บาท ถ้านำชุดมาเปลี่ยนคิดค่าบริการแค่ 10 บาทค่ะ (ไม่สามารถเลือกชุดเ่ก่า-ใหม่ได้ค่ะ) ถ้าจะซื้อชุดใหม่ที่วัดก็มีจำหน่ายนะค่ะ เข้าไปด้านในจะเป็นร้านลักษณะคล้ายร้านสหกรณ์ มีของจำหน่ายมากมาย ตั้งแต่เสื้อใน กางเกงในก็มีจำหน่ายนะค่ะ
-ควรมีกระบอกน้ำส่วนตัว 1 กระบอกติดตัวไว้ใส่น้ำปานะ (ทางวัดมีจัดไว้ให้พิจรณาได้ตลอดค่ะ) คำว่าพิจรณา ส่วนมากทางวัดใช้แทนคำว่า กิน หรือ ฉัน
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการสมัคร มีดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประชาชน
1.2 รูปถ่ายหน้าตรงประมาณ 1 นิ้ว 1 ใบ
-แต่ถ้าเราไม่สะดวกเตรียมไปเอง ให้เตรียมแค่บัตรประชาชน 1 ใบ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะดำเนินการทั้งหมด (ถ่ายเอกสาร และถ่ายรูป) ให้เองโดยเราหยอดตู้เป็นค่าบริการประมาณ 21 บาทค่ะ(แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทำให้น่าจะสะดวกว่าเตรียมมาเองค่ะ)
-เมื่อสมัครบวชแล้วให้นำกระเป๋ามาเก็บที่สถาณที่พักซึ่งจะเปิด-ปิดเป็น เวลา (ไม่แน่ใจว่ามีเวลาอะไรบ้าง แต่สามารถตรวจสอบได้จาก หน้าประตูศาลาที่เราจะพักได้ เค้าจะเขียนแจ้งไว้ค่ะ )มี 2 ที่ให้เลือกพักได้
1.1 ที่พักแรกเรียกว่าเรือนแพ จะอยู่กลางน้ำ มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยุ่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
1.2 เรียกว่าศาลาสว่างใจ (ถ้าจำชื่อศาลามาผิดต้องขออภัยค่ะ) มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยู่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้เช่นกันค่ะ
-ที่นี่พิจรณาอาหารทุกวัน วันล่ะ 1 มื้อนะค่ะ
หวังว่าข้อมูลที่แจ้งเบื้องต้นจะมีประโยชน์กับท่านที่ต้องการหาสถาณที่ ในการปฎิบัติธรรม ถ้าหากมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปปฎิบัติธรรมที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ลองสอบถามเข้ามานะค่ะ ถ้ารู้จะแจ้งข้อมูลให้ทราบนะค่ะ

ศีล 8
ข้อ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน)
ข้อ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลักทรัพย์)
ข้อ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแห่งพหรมจรรย์)
ข้อ 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ และฉ้อฉลหลอกลวง)
ข้อ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย)
ข้อ 6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่หลังเที่ยงจนรุ่งอรุณ)
ข้อ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดจนถึงการดู การฟังสิ่งเหล่านั้น และเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ การใช้ของหอมเครื่องประทินผิวหรือเครื่องสำอางค์ทุกชนิด)
ข้อ 8. อุจจาสะยะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ และยัดนุ่นสำลีหรือของนุ่มอันมีลายวิจิตร)