ธรรมะที่ถูกต้องตามหลักการ

โจ แอนนา เป็น นางระบำ รัด เพื่อความสมบูรณ์แบบธรรมะ และลดลง ในระยะสั้น เมื่อเธอ ได้พบกับ นักเต้น ที่มีชื่อเสียง ของสหภาพโซเวียต Arslan Rusakov เห็น ความกล้าหาญ ของเขา เต้น ” ไถพรวน ของเธอ . ” เธอ ช่วยให้เขา ข้อบกพร่อง ขับรถ หลบหนีและ ซ่อนตัว จากนั้น ออกมาจาก ปาปารัสซี่ กับเขาใน แมนฮัตตันพาร์ทเมนท์ เมื่อ เขาโยน เธอ ตั้งครรภ์ โจแอนนาแต่งงาน ที่ปลอดภัยและ หวาน จาค็อบ เพื่อนในวัยเด็ก ของเธอ และย้าย ไปแคลิฟอร์เนีย แต่เมื่อ ลูกชายของเธอ ความสามารถ ของแฮร์รี่ สำหรับการเต้นรำ กลายเป็นที่ชัดเจน , โจแอนนา เป็น แรงผลักดัน กลับ เข้ามาในชีวิต ไม่เต็มใจ Arslan ของ

การ เกี้ยวพาราสี แซนดี้ กับ ponytailed , ขับเหงื่อ ทิม ที่ดิสนีย์แลนด์ ไม่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ แต่ ตั้งข้อสังเกต อย่างสมบูรณ์ : “ในขณะที่ ทิม มือ โจแอนนาแซนวิช ไอศครีม ที่มี พิธี ดี แซนดี้ เสียใจ ที่เคย บอกว่า เขา ใช้เวลาทั้งวันกับพวกเขา ด้วยความรุนแรง อย่างฉับพลัน เธอเกลียด . สิ่ง ที่เธอ สวมใส่ กางเกงขาสั้นและ เสื้อไม่มีแขน ไม่มีที่ติ เสื้อ สีขาว มีปุ่ม สีฟ้า รู้สึก หดตัว , เป็นอันตราย ถ้าเธอ เป็น คนเดียวกับ โจแอนนา เธอจะ เป็นอันมาก โดย นิสัย ผู้ที่รบกวน เธอ – . . วิธีที่เธอ จะไม่ดื่ม เครื่องดื่มค็อกเทล สนุก… วิธีที่เธอ ได้ รับการ ขึ้นที่ รอยแตกของรุ่งอรุณ โดยไม่ต้อง นาฬิกาปลุกและ เหยียด และการออกกำลังกาย … แต่ ทิม มี จะมาพร้อมและ พิสูจน์ ว่า เป็นที่น่าพอใจ มากขึ้น กว่า โจแอนนา แซนดี้ แม้ว่า แซนดี้ เป็นหนึ่งใน คนที่รู้วิธี ที่จะมี ช่วงเวลาที่ดี ” จากนั้น ปลา แซนดี้ เขา ไปยังMatterhorn สำหรับ คลำ พบ ในขณะที่ โจแอนนา ขี่ ถ้วยชาและลูกสาว ของ แซนดี้ จ้องมอง จากที่นั่ง ด้านหน้าของพวกเขา

เล่า เรื่องที่กระโดด ไปรอบ ๆ ส่วนใหญ่ธรรมะ ระหว่าง นครนิวยอร์ก ระหว่าง โจแอนนา วันที่ เต้นรำและ แคลิฟอร์เนียที่ เธออาศัยอยู่กับ ครอบครัวของเธอ กับหยุด ทันทีทันใด อื่น ๆ ในชิคาโกและ ปารีส ใน ปารีส เธอพบ Arslan เป็นครั้งแรกที่ รออยู่ใน ห้องแต่งตัว ของเขาและ ลอก ถุงน่อง ของเขาออก ” อย่างรุนแรง ราวกับว่าเธอ ถูก ถลกหนัง สัตว์. ” ” m’etonnes Tu ” เธอ บอกเขา คุณ แปลกใจ ฉัน

โจ แอนนา แต่ สิ้นสุดขึ้น กับชนิด และอ่อนโยน จาค็อบ แทน Arslan และรู้สึก ความรักของเธอ สำหรับเขา เติบโต ” ช้า imperceptibly สะสมแร่ธาตุ ใน วิธี ร่องรอย หยด น้ำ สร้าง โครงสร้าง หิน ใน ถ้ำ . ” นั่นคือวิธีที่ Shipstead สร้าง หนังสือเล่มนี้ อย่างช้าๆและ artfully เช่น พ่อครัวขนม มันเป็น ทาร์ต มะนาวของ หนังสือเล่มหนึ่ง ที่น่ารักและ เรียบร้อย

โจ แอนนา ความอ่อนแอ ธรรมะและความสง่างาม และแม่เหล็ก Arslan ให้ ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับ พวกเขาดูเหมือน ฉุน เหมือนเป็นส่วนหนึ่ง ของการ แสดงบัลเล่ต์ แม้ โชคร้ายของ โจแอนนา ดูสวย โชคดีที่ ตัวละครทั้งสอง ขอบ โจแอนนา เพื่อนบ้าน น่ารัก แซนดี้และ แกรี่ Wheelock ให้ นวนิยายเรื่องนี้ เพียบ ยิ่งขึ้น ด้วย ตามธรรมดา ของพวกเขา

“อัจฉริยะ underappreciated ” แกรี่ ชอบที่จะ ประกาศ อย่างกล้าหาญ ว่า ” aced ทดสอบไอคิว” เมื่อตอนที่เขา ยังเป็นเด็ก และแซนดี้ โจน begrudges บาง และความสง่างาม ง่าย ของเธอ ผลักดัน อาหาร ของเธอ เช่น ” เธอ วางแผนที่จะ เปิด ให้เธอเข้าไปใน ตับ . ” unhappinesses สามัญของ แกรี่ และแซนดี้ ถ่วงดุลโค้ง มหากาพย์ ชีวิตของ โจแอนนา และ แสดงความสามารถ อันยิ่งใหญ่ Shipstead สำหรับ การสังเกต

การทำตามคำสอน

ทารก ในครรภ์ได้รับความทุกข์ กรรม ไม่ดีเพราะ จิตวิญญาณ ของมันคือการ กีดกันจาก โอกาสที่มีอยู่ บนโลกนี้ จะมี ให้มัน จะได้รับ กรรม ที่ดีและ จะถูกส่งกลับ ทันทีที่ วงจร ของการเกิด การตาย และ การเกิดใหม่ ดังนั้น การทำแท้ง เป็นอุปสรรคต่อ ความก้าวหน้า ทางจิตวิญญาณ ของตน
ประเทศญี่ปุ่น

พุทธ ศาสนาใน ญี่ปุ่น ได้มีการ ทำให้ความพยายามที่ จะเจรจาต่อรอง อย่างมีนัยสำคัญ ทำแท้ง กับศาสนา ของพวกเขาเช่น การทำแท้ง เป็นเรื่องธรรมดาใน ญี่ปุ่นและ ถูกนำมาใช้ เป็นรูปแบบของ การควบคุมการเกิด

สาวก บางส่วนของ ญี่ปุ่น พุทธศาสนา ที่มี การทำแท้งเซ่น Jizo พระเจ้า ของนักท่องเที่ยวที่ หายไปและ เด็ก พวกเขาเชื่อว่า จะ Jizo สจ๊วต เด็กจนกว่าจะมีการ เกิดใหม่ ใน ชาติ อื่น

พวกเขา ทำเช่นนี้ในMizuko kuyō , บริการที่ระลึกสำหรับ เด็ก ที่ ทำแท้ง กลายเป็นที่นิยม ในปี 1970 ( บริการนอกจากนี้ยังสามารถ ใช้ในกรณี ของ การแท้ง หรือ การคลอดทารกที่ตายในครรภ์ . ) พิธีกรรมมีองค์ประกอบ ของศาสนา ชินโต พื้นบ้าน และ เช่นเดียวกับ พุทธศาสนา

นักเขียน วิลเลี่ยมอา ลาเฟล ได้ ชี้ให้เห็น ปัญหาบางอย่าง กับประเพณี นี้ :

ตาม คำสอนของพระพุทธเจ้า ห้า เงื่อนไข จะต้องนำเสนอ เพื่อ ก่อให้เกิด การกระทำของการ ฆ่า

สิ่งที่ ฆ่า จะต้องเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณ ฆาตกร จะต้องรู้ หรือ ทราบว่า มันเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณต้องมี ความตั้งใจที่จะ ฆ่ามัน
จะต้องมี ความพยายามที่จะ ฆ่า
ที่ถูก ต้อง จะถูกฆ่าตาย เป็นผล

นี่คือตัวอย่าง ของวิธีการ ทำแท้งอาจจะ เป็นการ กระทำ ของการฆ่าคน :

เมื่อทารกมีการ ตั้งครรภ์ มีชีวิตถูกสร้างขึ้นและ มั่นใจว่าเงื่อนไขแรก แม้ ว่า ชาวพุทธ เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตที่ อาศัยอยู่ใน วงจรของ การเกิดและ การตายของ วิญญาณพวกเขา เชื่อว่า เป็นช่วงเวลาแห่ง ความคิดเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิต ของแต่ละบุคคล เป็นตัวเป็นตน
ไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้น จะกลายเป็น ตระหนักถึงการ ดำรงอยู่ของมัน และ ที่ตรงตามเงื่อนไขที่สอง
ถ้า เธอตัดสินใจที่ เธอต้องการ ทำแท้ง ที่ให้ ความตั้งใจที่จะ ฆ่า
เมื่อเธอ พยายาม ทำแท้ง ที่ตรงตามเงื่อนไข ที่สี่ของ การพยายามที่จะฆ่า
ที่จะถูกถูกฆ่าตาย เพราะ การกระทำที่

ดังนั้นศีล แรก ของพระพุทธศาสนา – ไม่ฆ่า – การละเมิด และนี่คือ เท่ากับการ ฆ่ามนุษย์
อาศัยอยู่ที่ สมดุล

ชาวพุทธ ที่ ประสบปัญหา การทำแท้งเป็น ทางการแพทย์ ที่จำเป็นในการ ช่วยชีวิต ของแม่และเพื่อ ชีวิตจะหายไป ไม่ว่าจะมี หรือ ไม่ ทำแท้ง

ในกรณีเช่นนี้สถานะ ทางศีลธรรม ของ การทำแท้งจะขึ้นอยู่กับ ความตั้งใจ ของผู้ที่ แบกมัน ออก

ถ้า ตัดสินใจที่จะนำ ความเห็นอกเห็นใจ และหลัง ยาว และรอบคอบ แล้ว คิดว่า ถึงแม้ว่า การกระทำที่ อาจจะผิดศีลธรรม ทำ อันตราย จะลดลง ตาม ความตั้งใจที่ดี ที่เกี่ยวข้อง
ทำแท้ง เพื่อประโยชน์ ของทารก

มีหลายกรณีที่ ไม่ได้มีการ ทำแท้งเป็น อาจส่งผลให้ เกิดของเด็กมีเงื่อนไข ทางการแพทย์ที่ ทำให้มัน ต้องทนทุกข์ทรมาน

ความ คิด ทางพุทธศาสนา แบบดั้งเดิม ไม่ได้จัดการกับ กรณีนี้ แต่ได้รับการ ถกเถียงกันอยู่ โดย ชาวพุทธ บางอย่างที่ ถ้าเด็กจะ พิการ รุนแรงมาก ว่ามันจะ ได้รับ ความทุกข์ การทำแท้ง เป็นที่อนุญาต

ดาไลลามะ กล่าวว่า:

ของหลักสูตร การทำแท้ง จากมุมมองของ พุทธศาสนา คือการกระทำ ของการฆ่าและ มีค่าเป็นลบ โดยทั่วไปการพูด แต่มันก็ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ถ้าทารกในครรภ์ จะ ปัญญาอ่อน หรือถ้า เกิดจะสร้าง ปัญหาร้ายแรง สำหรับ ผู้ปกครองเหล่านี้เป็น กรณีที่ อาจจะมี ข้อยกเว้น ผมคิดว่า การทำแท้ง ควรจะ ได้รับการอนุมัติ หรือ ไม่เห็นด้วย ตาม แต่ละ กรณี

ดาไลลามะ , นิวยอร์กไทม์ส 28/11/1993

กรรม

ใน ขณะที่มัน เห็นได้ชัด สวย ทำไม การทำแท้ง คือการพิจารณา ในการสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ แม่และ ทำแท้งมันอาจจะไม่ ชัดเจน ดังนั้นทำไม มันสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ ทารกในครรภ์

… ภายในชุมชนชาวพุทธ ญี่ปุ่น การอภิปรายของ การทำแท้ง ที่มี จำกัด ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะ มีการวิพากษ์วิจารณ์ ของวัด เหล่านั้นและ องค์กร วัด เหมือน ที่ ใช้ ความคิดของ ‘ กรรม ของทารกในครรภ์ ‘บีบบังคับ ” พ่อแม่ “ของทารกในครรภ์ แท้งเป็น พิธีกรรม ที่ รำลึก ทารกในครรภ์เอา ‘ อิจฉา ‘ และ อำนวยความสะดวกใน การเกิดใหม่ หรือ พุทธภาวะ ของตน

ชาว พุทธ หลายคนพบ ชนิด ดังกล่าว เป็นปฏิปักษ์ ของการจัดการ ความผิดของ ผู้ปกครอง – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ แสดงออกใน ความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ใน ปรภพ จะ ระบาย แก้แค้น ( Tatari ) เมื่อ พ่อแม่ที่ ละเลยที่จะ รำลึกถึง มัน

วิลเลี่ยมอา Lafleur , ช่วงชิง และ ฉันทามติ : คุณธรรม ของ ทำแท้งในประเทศญี่ปุ่น ปรัชญา ตะวันออกและตะวันตก ฉบับ 40, 1990

การเข้าสมาธิขั้นสูง

ถ้าพิจารณาเห็นสังขารทั้งสิ้นเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังขารเหล่านั้น ส่วนตัวความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนนั้น ก็ตัวสังขารอีกเหมือนกัน ต้องเบื่อ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาอีก จึงจะชอบ ตรงนี้แหละผู้ปฏิบัติจนมุมกันมาก มาติดกันเพียงสังขารุเปกขาญาณ หาทางออกไม่ได้ ตกลงกันว่า เห็นนามรูปเบญจขันธ์ไม่ใช่ตัวแล้ว ก็หมดเรื่องกันเท่านั้น ตกลงยกตนเป็นพระโสดาฯ เพราะละสักกายทิฏฐิได้ แต่นามรูปก็ไม่ดับ เบญจขันธ์ก็ไม่ดับ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ไม่ดับ เป็นพระโสดาฯ กันดื้อ ๆ อย่างนั้นเอง ถ้าอย่างนี้คล้ายกับเอาอนัตตาเป็นโลกุตรธรรม อนัตตาเป็นสังขารจะเป็นโลกุตรธรรมอย่างไรได้ ต้องพยายามตรวจตรองให้เห็นความดับแห่งอุปาทินนกสังขารให้แจ่มแจ้ง

อนิ จฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็อยู่ในพวกอุปาทินนกสังขารเหมือนกัน ตัวสัญญาอดีตทั้งนั้น ต้องเข้าใจว่า บรรดาอุปาทินนกสังขารเป็นชาติ สัญญาอดีตทั้งนั้น เป็นตัวสมุทัยอริยสัจทั้งสิ้น เมื่อตัวของเรายังเป็นสมุทัยอยู่ตราบใด ตัวของเราก็เป็นทุกข์อยู่ตราบนั้น ต้องตรองแก้ให้สมุทัยดับ ทางแก้ก็มีแต่อริยมรรคทางเดียว อริยมรรคเป็นข้าศึกแก่สมุทัย สมุทัยมีกำลังน้อย สู้อริยมรรคไม่ได้ อริยมรรคก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา สมุทัยละเอียดเข้าไปเพียงใด ต้องบำรุงอริยมรรคให้ละเอียดตามเข้าไป ให้ควรแก่ประหารกันได้ อย่าวิตกว่าสังขารจะดับไม่ได้ ทางดับสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยอเนกนัย ดังในคาถาสำหรับบังสุกุลกันอยู่นี้เป็นตัวอย่าง “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข” ความว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและความดับเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น จะเอาความสุขมาแต่ไหน ความสงบระงับดับไปแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสุข ดังนี้ สังขารดับในที่นี้ ท่านไม่หมายคนตาย ท่านหมายคนเป็น ๆ เรานี้แหละ สังขารเป็นตัวกิเลส เป็นสมุทัย เมื่ออริยมรรคปัญญาเกิดขึ้น สังขารก็ดับไปเท่านั้น เมื่อเห็นสังขารดับเมื่อใด ก็เห็นนิโรธเมื่อนั้น

วาระนี้ จะแสดงทางออกอีกทางหนึ่งเป็นทางวิปัสสนา เพื่อจะให้กว้างขวางเหมาะแก่อุปนิสัยของพุทธบริษัท เละเพื่อให้เป็นทางที่พุทธบริษัทจะเลือกดำเนินตามให้เหมาะแก่อุปนิสัยของตน เพราะพระธรรมที่จะแสดงต่อไปนี้ ก็เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วทั้งนั้น ทางวิปัสสนานั้นควรแก่ผู้มีสีลาจารวัตรบริบูรณ์แล้วจะพึงเจริญ เรียกว่าวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านแสดงไว้โดยอเนกนัย คือมิใช่อย่างเดียว ในที่นี้จะยกเอาใจความในธรรมนิยามสูตรมาแสดงพอเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ให้เห็น ทางแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในความในธรรมนิยามสูตรนั้นว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ครั้นเมื่อพิจารณาเห็นสังขารธรรมเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเช่นนั้น ก็เกิด นิพพิทาญาณ ความหน่ายในทุกข์ เห็นว่าความไม่เที่ยงก็เป็นตัวทุกข์ ทุกข์ความทนยากก็เป็นตัวทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวตนก็เป็นตัวทุกข์ (คือเห็นโทษของสังขาร) เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายเพราะเป็นตัวทุกข์ อันนี้เป็นวิสุทธิมรรค เป็นทางที่ให้ถึงความบริสุทธิ์ ในสุตตันตนัยตรัสเป็นการรับรองว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ, ฐิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฐิตตฺตา ธมฺมนิยามตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นในโลกหรือไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ขึ้นชื่อว่าสังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม คือตั้งอยู่เป็นธรรมดาอย่างนั้น ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น เป็นแต่เราตถาคตตรัสรู้ดีแล้ว นำมาแนะนำสั่งสอนกระทำให้ตื่นขึ้นเท่านั้น คงได้ใจความตามนัยพระสูตรดังนี้

ต่อ นี้ จะแสดงตามมติของตนโดยทางไต่สวนพุทธภาษิต เพื่อให้สะกิดใจของพุทธบริษัทผู้เห็นภัยแจ้งชัดในวัฏฏสงสาร มุ่งหาทางที่จะออกจากวัฏฏทุกข์ ทางวิปัสสนานี้เป็นทางสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องอาศัยศีลสมาธิเป็นภาคพื้นมาแล้ว จึงจะเป็นทางให้สำเร็จได้

วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้งเห็นจริง คือเห็นจริงตามสภาวะที่เป็นอยู่อย่างไรแห่งธรรมนั้น ๆ เหมือนอย่างในธรรมนิยามสูตรที่ท่านแสดงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนี้ ทางไต่สวนควรสงสัยว่า ไฉนหนอ ท่านจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ ทำไมจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นอนัตตา เหตุใดจึงแสดงว่า ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา สังขารทั้งสิ้นกับธรรมทั้งสิ้นนั้น จะมีอาการต่างกันอย่างไร

สังขารก็ชื่อว่าธรรมเหมือนกัน คือ สังขตธรรม คงได้ความว่า สังขารมีนัยเดียว ส่วนธรรมนั้นมีสองนัย คือ สังขตธรรมหนึ่ง อสังขตธรรมหนึ่ง ที่แสดงว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” หมายทั้งสังขตธรรม และ อสังขตธรรม มีอาการต่างกันคือ สังขตธรรมมี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มที่ ส่วนอสังขตะธรรม อนิจฺจํ ทุกฺขํ ไม่มี มีแต่ อนตฺตา อย่างเดียว คือไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก แสดงทางวิปัสสนาต้องแสดงในสกลกายนี้อย่างเดียว แสดงนอกออกไปไม่ได้ ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขตธรรม และ อสังขตธรรมในสกลกายนี้ ให้เห็นชัดว่าสังขตธรรมมีที่สุดเพียงไร ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขารทั้งสิ้นเสียก่อน

สังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในเบญจขันธ์ ท่านหมาย เจตสิกสังขาร คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารเหมือนกัน ถึงกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ก็เกี่ยวด้วยเจตสิกสังขารเหมือนกัน จึงรวมสังขารทั้งสิ้นเป็นสอง คือ อุปาทินนกสังขาร ๑ อนุปาทินนกสังขาร ๑ ชื่อว่าสังขารทั้งสิ้น สังขารทั้งสองนี้มีเต็มโลกด้วยกัน จึงชี้แจงไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ปฏิบัติจะเห็นเอง จะชี้พอเป็นอุทาหรณ์เพื่อเป็นทางดำริเท่านั้น

ใน สกลกายนี้เต็มไปด้วยสังขารทั้งสอง ท่านจึงตั้งชื่อว่าสังขารร่างกาย แต่เท่านี้เราไม่พอใช้จึงตั้งชื่อต่อออกไป ให้ชื่อว่าสกลกายบ้าง นามรูปบ้าง ขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง อายตนะบ้าง เป็นต้นเป็นตัวอย่าง แล้วแจกอาการของชื่อตั้งนั้น ๆ ดังสกลกายแจกอาการออกไปตามลักษณะของธาตุ ๔ ปฐวีธาตุ ๒๐ มี เกสา โลมา เป็นต้น อาโปธาตุ ๑๒ มี ปิตฺตํ เสมฺหํ เป็นต้น ถ้าแจกแต่สองธาตุนี้เป็น อาการ ๓๒ ถ้าแจกเตโชธาตุ ๖ มี สันตัปปัคคิ เป็นต้น และแจกวาโยธาตุ ๔ มี อุทธังคมาวาตา เป็นต้น ประสมเข้าเป็นอาการ ๔๒ ชื่อว่า สกลกาย รวมสกลกายให้ชื่อว่านามรูป ใจชื่อว่านาม กายทั้งสิ้นชื่อว่ารูป กายกับใจประชุมกันเข้าเป็นหมวดเป็นก้อน ชื่อว่าขันธ์ แจกอาการของขันธ์เป็น ๕ รวมอาการของกายเข้าเป็นหนึ่ง ชื่อว่ารูป ส่วนใจ แจกอาการเป็น ๔ คือเป็น เวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ ขันธ์อันเดียวนั่นแหละแต่มีอาการ ๕ อย่าง จึงชื่อว่าขันธ์ ๕

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าธาตุ แจกอาการของธาตุในที่นี้เป็น ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ แจกรูปออกเป็น ๕ ธาตุ วิญญาณนี้เป็นนาม ๑ จึงรวมกันเป็นธาตุ ๖

สกล กายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าอายตนะ แจกอาการของอายตนะเป็น ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ส่วนรูป แจกเป็น ๕ ใจนี้ส่วนนาม คงเป็น ๑ จึงรวมเป็นอายตนะ ๖

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าชาติ ความเกิด ๑ ชรา ความแก่ ๑ มรณะ ความตาย ๑

แจก อาการของชาติ เป็น ๒ คือเป็นปฏิจฉันนชาติ ความเกิดกำบัง คือ ตั้งแต่ประถมปฏิสนธิวิญญาณมา ก็ชื่อว่าชาติ ความเกิด เรื่อยไปจนถึงวันตาย ผู้ไม่พิจารณาไม่เห็น จึงชื่อว่า ความเกิดอันกำบัง ๑ อัปปฏิจฉันนชาติ ความเกิดเปิดเผยรู้ทั่วกัน คือคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ๑

แจกชรา ความแก่เป็น ๒ คือปฏิจฉันนชรา ความแก่ปกปิดกำบัง คือ ความแก่มีมาแต่วันแรกเกิดมาจนถึงวันตาย แก่ตามวันคืนเดือนปี ไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนชรา ความแก่เปิดเผย ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย เกิดวิการในร่างกาย มีผมหงอก ฟันหักเป็นต้น ๑

แจก มรณะ ความตายเป็น ๒ คือ ปฏิจฉันนมรณะ ความตายปกปิดกำบัง ได้แก่ความตายที่มีมาแต่แรกเกิด คือตายเรื่อยไปจนถึงวันตายอันเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนมรณะ ความตายเปิดเผย ได้แก่สิ้นลมหายใจต้องเข้าโลงกัน ๑

ที่ บรรยายมาพอเป็นสังเขปนี้เป็นเรื่องของอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นโลก จะตั้งชื่อว่าสังขารโลกก็ควร เพราะโลกประชุมกันตั้งขึ้น แต่พึงเข้าใจว่า อุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นต้องอาศัยอนุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นเกิดขึ้น ส่วนอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตรงตามธรรมนิยามสูตรทั้งสิ้น

เรื่อง สังขารดับ จะยกตัวอย่างมาแสดงไว้ในที่นี้อีกนัยหนึ่ง ดังปฏิจจสมุปบาทในสมทัยวารแสดงว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป เป็นปัจจัยต่อ ๆ กันไปจนถึงชรา มรณะ คงได้ความว่า อวิชชาความไม่รู้ตัวจริงของตัวนี้เอง จึงเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่สังขารทั้ง ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปัจจัยไม่ใช่เหตุ เป็นแต่เพียงอุดหนุนเหตุให้มีกำลังเท่านั้น ความจริงอาการทั้ง ๓๒ ประการ มีสังขารเป็นต้น มีมรณะเป็นที่สุด เป็นอาการของอวิชชา เป็นตัวเหตุทั้งสิ้น คือเป็นตัวสัญญาอดีต เป็นชาติสมุทัยด้วยกันทั้งนั้น เป็นอุปาทินนกสังขารด้วยกันทั้งนั้น มีอวิชชาเป็นตัวเหตุด้วย เป็นปัจจัยด้วย สังขารเหล่านั้นจึงตั้งอยู่ได้ ครั้นถึงวาระที่ท่านแสดงนิโรธวาร แสดงอย่างนี้ “อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สังขารดับโดยไม่เหลือ เพราะคลายความดับโดยหาเศษมิได้แห่งอวิชชานั้นสิ่งเดียว” ดังนี้

คง ได้เนื้อความว่า อวิชชาดับสิ่งเดียวเท่านั้น สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดไปถึง ชรา มรณะ ดับตามกันไปหมด ที่แสดงความดับแห่ง อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรุปเป็นต้นในปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ได้หมายคนตาย หมายดับที่คนเป็น ๆ เรานี้เอง มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นตัวอย่าง สมัยที่พระองค์จะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทเป็นทางวิปัสสนา เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดถึงชรา มรณะดับหมด แต่พระองค์หาได้นิพพานไม่ ยังอยู่โปรดเวไนยสัตว์ถึง ๔๕ พรรษา จึงเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ตนของพระองค์ก็ยังเต็มที่ แต่ส่วนที่เหลืออยู่นั้นจะเรียกว่าวิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อนุปาทินนกสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อเนญชาภิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อสังขตธรรมก็ได้ จะเรียกว่า สังขารธรรมก็ได้ จะเรียกว่า โลกุตรธรรมก็ได้ ไม่เห็นเป็นปัญหาอะไรกับชื่อนามกร ข้อสำคัญคือตัวอวิชชาดับ เกิดเป็นวิชชาขึ้นเท่านั้น ส่วนธรรมที่ยังเหลืออยู่นี้ เป็นธรรมพิเศษ ไม่มีอนิจจัง ไม่มีทุกขัง คงมีอยู่แต่อนัตตาเท่านั้น เพราะไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ดับไปตามอุปาทินนกสังขาร ถ้าไตรลักษณ์อย่างนี้ไม่ดับ ไม่รู้จักวิโมกข์ ๓ แสดง วิโมกข์ ๓ ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความ ถ้าสังขารไม่ดับ แสดงนิโรธก็ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความเหมือนกัน ถ้ายังแสดงว่าตัวของตัวยังเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตราบใด พึงรู้เถิดว่า ตัวยังจมอยู่ในกองทุกข์ตราบนั้น เพราะ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นตัวทุกข์ เพราะเป็นสังขาร เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่วิสังขาร เป็นนาถกรณธรรม คือทำตนให้เป็นแก่นสาร เกิดศรัทธาความเชื่อตนขึ้นเป็นอจลศรัทธา ไม่งมงายหลงเชื่อแต่คนอื่น คนเราโดยมากมักเชื่อแต่ตำรา เชื่อตามเขาว่า หาได้น้อมธรรมเข้ามาในตน ให้เห็นจริงที่ตน เกิดความเชื่อขึ้นในตนไม่ จึงออกจากสมมติไม่ได้ ติดสมมติตายอยู่นี้เอง สมมติกับสังขารอันเดียวกัน จะแสดงความดับแห่งสังขารหรือดับแห่งสมมติไว้เป็นตัวอย่าง

ความจริง สังขารหรือสมมติเป็นของไม่มีอยู่แต่เดิม จึงเป็นของดับได้ เปรียบเหมือนไฟฟ้าที่ติดอยู่ในศาลาหลังนี้ เมื่อดูไม่เป็น เปิดสวิตช์ไฟก็เกิด ปิดสวิตช์ไฟก็ดับ ก็รู้อยู่แต่เพียงเกิด ๆ ดับ ๆ เท่านั้น ถ้าดูเป็น สาวไปถึงวัดราชบูรณะ (ท่านหมายถึงโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ – ผู้คัดลอก) ก็จะเป็นความไม่เกิดไม่ดับกันเท่านั้น เมื่อรู้ไม่จริง ก็จักรู้อยู่ว่าไฟฟ้า คือเข้าใจว่า ไฟมาแต่ฟ้า ถ้าสาวหาเหตุตามสาย ไปจนถึงวัดราชบูรณะ ก็จักเห็นว่า ไฟแกลบเรานี้เอง (สมัยนั้นโรงผลิตไฟฟ้ายังคงใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง – ผู้คัดลอก) หาใช่ไฟฟ้าไม่ ไฟฟ้าที่ใจของเรานั้นก็ดับ รู้จริงว่าเป็นไฟธรรมดาเรานี้เอง เขาสมมติให้เป็นไฟฟ้าต่างหาก ความจริงไฟฟ้าไม่มีอยู่แต่เดิม ดับของไม่มีนั่นเอง แต่ก็คงเรียกไฟฟ้าตามเขาอย่างเดิม เป็นผู้ไม่หลงติดสมมติ คือรู้เท่าสมมติ สมมติก็ดับเป็นวิมุตติขึ้นเท่านั้น

แม้ นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหมือนกัน ที่เราเรียนเข้าไว้ จำเข้าไว้ ในชั้นแรกเป็นสมมติ ครั้นมาพบตัวจริงเข้า ก้อนนี้ไม่ใช่นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะเสียแล้ว เป็นอยู่เพียงสมมติเท่านั้น ความจริงเป็นสภาวธรรมต่างหาก เขาเคยเป็นอยู่อย่างใด ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้เห็นความจริงอย่างนี้ สมมติก็ดับ เมื่อสมมติดับไปแล้ว ก็คงเรียกนามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อยู่อย่างเดิม ส่วนนี้เป็นบัญญัติ เป็นพุทธบัญญัติเหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้ทั่วกัน ใช้จำเพาะแต่พวกท่านที่บรรลุวิมุตติแล้ว และเป็นบัญญัติไม่มีอาชญา พุทธบัญญัติอีกแผนกหนึ่งคือบัญญัติสิกขาบท ส่วนนี้มีอาชญาระวางโทษหนักเบาตามควร เหมือนกันกับพระราชบัญญัติของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้รู้ ผู้ไม่รู้ก็ตาม ถ้าล่วง ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ผู้ที่เพิกสมมติออกจากตนได้แล้ว เป็นผู้รู้คติของธรรมดา โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ตัวผลดับหมด เป็นผู้ไม่มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส เพราะเหตุภายนอก เพราะเหตุภายใน อันนี้เป็นตัวอานิสงส์ แสดงออกจากโลกโดยทางวิปัสสนานัยไว้เพียงเท่านี้ แต่ให้พึงเข้าใจว่า ไม่อื่นไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา ทางเดียวกันทั้งนั้นเอง ต่างแต่อาการเท่านั้น

วิปัสสนา นัยที่แสดงมานี้เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วและเป็น สนฺทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะเห็นด้วยตน และเป็น อกาลิโก ผู้ปฏิบัติไม่ต้องอ้างกาล เพราะตนมีอยู่ทุกเมื่อ และเป็น เอหิปสฺสิโก ผู้ปฏิบัติอาจท้าทายอวดเขาได้ เพราะเป็นของจริง และเป็น โอปนยิโก ผู้ปฏิบัติอาจน้อมเข้ามาสู่ตนได้ เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ผู้รู้ คือผู้ปฏิบัติจะพึงรู้แจ้งจำเพาะที่ตน ได้แสดงธรรมรัตนกถาโดยทางวิปัสสนานัยพอเป็นทางบำรุงสติปัญญาของพุทธบริษัท

เมื่อ ท่านทั้งหลายได้สดับแล้ว พึงโยนิโสมนสิการ แล้วอุตสาหะประพฤติปฏิบัติก็จักได้รับความงอกงามในพระพุทธศาสนา โดยนัยดังแสดงมา ด้วยประการฉะนี้

ขั้นตอน การละกิเลส

พระอรหันต์ คือ บุคคลที่ดับความหลง(ดับอวิชชา)ได้หมดสิ้น จึงไม่คิดด้วยกิเลส(ไม่มีสังขารในปฏิจจสมุปบาท) และไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความคิดที่เป็นกิเลสอีกเลย คงมุ่งปฏิบัติตนตามโอวาทปาฏิโมกข์ จิตใจจึงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส เข้าถึงภาวะความดับทุกข์(นิโรธหรือนิพพาน)ได้อย่างต่อเนื่อง.
ระดับของ พระอริยบุคคลหรือความสามารถในการดับกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องของอดีตหรืออนาคต แต่เป็นเรื่องของความรู้และความสามารถด้านสติปัญญาทางธรรมที่ใช้ดับกิเลสใน ปัจจุบันขณะเท่านั้น.

ความรู้และความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรมเป็น ไตรลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง ซึ่งสมองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกาย และร่างกายนี้เป็นไตรลักษณ์. ดังนั้น ความรู้และความสามารถในการดับกิเลสของอนาคตจึงไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในอนาคต และก็เป็นไตรลักษณ์เช่นกัน.

เมื่อมีการคิดด้วยกิเลส(คิดด้วยความโลภหรือโกรธ)ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความทะยานอยาก(เกิดตัณหา)ที่จะให้ได้มาตามความคิดที่เป็น กิเลส.
เมื่อคิดด้วยความทะยานอยากซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น(เกิดอุปาทาน)ที่จะต้องให้ได้มาตามความคิด ที่เป็นกิเลส ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์.

เนื่องจากหัวหน้าใหญ่ของกิเลส คือ ความหลง(อวิชชา) ดังนั้น การดับความหลงได้หมด(มีวิชชา) จะทำให้สามารถควบคุมความคิดไม่ให้คิดด้วยกิเลสได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วย.

ในสมัยพุทธกาล พระโสดาบัน คือ บุคคลที่มาฟังธรรม(ศึกษาธรรม)แล้วเริ่มมีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เรียกว่า ผู้มีดวงตาเห็นธรรม แต่เนื่องจากพระโสดาบันยังมีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)เหลืออยู่มาก ดังนั้น พระโสดาบัน จึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)

พระสกิทาคามี คือ บุคคลที่มีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)ลดน้อยลงตามลำดับ.

พระอนาคามี คือ บุคคลที่ละกิเลสที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมด.

 

ความเชื่อเรื่องวิญญาณธาตุ

หลวงวิจิตรวาทการ กล่าวว่า ความตาย คือ การที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ความตายไม่ใช่ความสูญ ไม่ใช่ความเสื่อม เป็นการเปลี่ยนสภาพเท่านั้น

การ ที่ชีวิตและวิญญาณออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวที่เป็นชีวิตและวิญญาณ และออกจากสังขารหนึ่งเพื่อไปหาสังขารใหม่ ตัวนี้คือ วิญญาณธาตุ ส่วนชีวิตและวิญญาณที่ตายไปก็คือ วิญญาณขันธ์

หลายท่านในหลายเว็บยืนยันกับผมว่า วิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกัน พอผมถามไปให้เขาอธิบายว่า ตายคืออะไร? แต่พวกเขาก็ไม่ยอมตอบ เพราะหลักฐานว่าวิญญาณธาตุกับวิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกัน มันอยู่ในนิยามของคำว่า “ตาย” ในพุทธศาสนานั่นเอง

ตายในความหมายของศาสนาพุทธ

ในคัมภีร์วิสุทธิมรรค ให้ความหมายของความตายไว้ ๒ อย่าง คือ ๑. ความตาย หมายถึงการขาดไปแห่งชีวิตที่นับเนื่องในภพหนึ่ง ๒. ความตาย หมายถึงความแตกแห่งขันธ์ทั้งหลายในภพทั้งปวง หรือ

พระเทพเวที (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้ให้ความหมายของความตายไว้ว่า ความตาย หมายถึงความสลายแห่งขันธ์ ความขาดชีวิตินทรีย์ หรือความเสื่อมกับความสลายแห่งธรรมต่างๆ เหล่านั้นๆ

จะเห็นว่า ตายในความหมายของศาสนาพุทธ คือ ความแตกหรือความสิ้นไปแห่งขันธ์ทั้งหลาย(ขันธ์ 5)ในภพ ซึ่งรวมถึงวิญญาณขันธ์ ด้วย ด้วยเหตุนี้ ถ้าวิญญาณขันธ์เป็นตัวเดียวกับวิญญาณธาตุแล้ว ก็เท่ากับเมื่อคุณหรือผมตายก็ต้องเข้านิพพานแน่ เพราะรูปขันธ์ เวทนาขันธ์ สังขารขันธ์ สัญญาขันธ์ และวิญญาณขันธ์ ขั้นทั้ง 5 ได้ดับหมดแล้ว

แต่เพราะว่า วิญญาณขันธ์เป็นคนละตัวกับวิญญาณธาตุ(เจตภูต, อทิสสมานกาย, กายทิพย์, ปฏิสนธิวิญญาณ) เมื่อเราตายไปแล้ว วิญญาณธาตุก็ยังสืบต่อกรรมของเราไปยังภพภูมิใหม่ ในสวรรค์ ในอบายภูมิ หรือในพรหมโลก หรือไม่ก็เกิดเป็นมนุษย์และสัตว์เดรัจฉานอยู่ในโลก

ประสบการณ์เที่ยวนรก

สมาธิต้องฝึกไปเรื่อยๆ  แล้วใจจะค่อยๆสงบ ไม่วอกแวกเอง  คนที่ทำสมาธิแล้วใจไม่วอกแวก เป็นคนที่ทำสมาธิมานานแล้ว  หรือไม่ก็เป็นผลจากอดีตชาติของเขาทำมาดี

ผมแผ่เมตตาตอนที่กำลังจะ เสร็จจากการทำสมาธิ   ในกรณีของคุณ  ควรแผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวรของคุณ  โดยระบุในจิตไปเลยว่า เจ้ากรรมนายเวรท่านใดกำลังรบกวนสมาธิคุณอยู่  ขอให้มารับผลบุญจากการแผ่เมตตาครั้งนี้ด้วย  และก็ขออโหสิกรรมที่ทำบาปกรรมกับเขาไว้ในอดีตชาติ หรือในอดีต

การทำกรรมฐาน มันมีผลบุญที่ใหญ่กว่าผลบุญอื่นเกิดขึ้น ผีวิญญาณในโลกวิญญาณ เหมือนคนผลบุญมีน้อย เขาจึงต้องการให้เราแผ่เมตตา อุทิศกุศลไปให้เขา เพื่อเขาจได้อยู่สบายหน่อยในปรโลก บางทีถ้ากรรมเขาไม่หนักมาก  เขาจะเปลี่ยนภูมิจากการเป็นเปรต เป็นยักษ์ กลายเป็นเทวดานางฟ้าไปเลย  จากการแผ่เมตตาจากสมาธิออกไป

ผีวิญญาณตามโรงแรมต่างๆ เป็นพวกสัมภเวสี พวกเขาแค่มาขอส่วนบุญเท่านั้น แต่กฎสวรรค์ห้ามเขาไม่ให้พูดขอส่วนบุญกับมนุษย์ตรงๆ วิญญาณเขาก็เลยใช้วิธีการเดิมๆที่ได้ผลเสมอ คือ หลอก  เพื่อจะให้คุณทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งไปให้

ในชีวิตของผมเจอผีวิญญาณเทพพรหม แม้แต่พระอรหันต์และพระโพธิสัตว์มาไม่น้อยกว่า 20,000 ครั้งแน่นอน เจอจนกระทั่งพระยายมดีใจที่ผมเรียกท่านว่า “เพื่อน” พระศิวะ เจ้าแม่กวนอิม พระโพธิสัตว์ศรีอริยะเมตตรัย(พระอชิตะ) พระพุทธเจ้าของเรา พระกกุสันธะพุทธเจ้า พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้าผมก็เคยเจอ แต่ไม่อยากเล่าเรื่องเหล่านี้ ผมเขียนหนังสือประสพการณ์การท่องไปในโลกวิญญาณขายได้เป็น 10 เล่มแหละครับ เพียงแต่ขี้เกียจเขียนเท่านั้น

แต่เนื่องจากเจ้ากรรมนายเวรมีเยอะมาก  คุณก็ต้องแผ่เมตตาให้พวกเขาไปทุกครั้งที่ทำสมาธิ  แล้วจิตคุณจะลดการวอกแวกเอง เพราะการที่จิตวอกแวก เป็นผลมาจากเจ้ากรรมนายเวรมาเตือนให้ใช้หนี้กรรมเขา

ไม่มีความจำเป็นใดๆที่ต้องใช้บทแผ่เมตตาใดๆทั้งนั้น   ผมจะบอกความลับของฟ้าให้คุณรู้นะครับ

เมื่อ คุณแผ่เมตตาออกไปให้ใคร จะมีแสงแห่งเมตตาที่มีหน้าคุณหรือตัวคุณอยู่ในแสงนั้น  วิญญาณดวงนั้นก็จะมาเก็บเอาแสงนั้นไปใช้ ทำให้ชีวิตความเป็นอยู่ของเขาดีขึ้นในปรโลก  พลังแสงนั้นเปรียบเหมือนปัจจัย 4 หรือเงิน

ถ้าคุณแผ่เมตตาตามบทสวดมนต์ของพระ  จะมีวิญญาณมากมายเข้ามาแย่งเก็บเอาพลังแสง ที่เปรียบเหมือนปัจจัย 4 หรือเงิน แสงของคุณมีน้อยมาก  อาจจะเทียบกับเงิน 100 บาท ให้แค่ 1 คนก็พอแล้ว  แต่นี่ให้ 1 ล้านคน วิญญาณแต่ละดวงก็จะได้แค่ 0.001 สต.

13-15 ปีก่อน  ผมแผ่เมตตาให้วิญญาณแม่ลูกคู่หนึ่งที่จมน้ำตาย  วิญญาณแม่ไปเกิดเลยจากการแผ่เมตตา 1 ครั้งของผม  ส่วนวิญญาณเด็กผู้หญิงอายุประมาณ 8 ขวบ ยังไปเกิดไม่ได้  วิญญาณแม่จึงทิ้งวิญญาณเด็กลูกของเธอไว้กับผม   ผมต้องแผ่เมตตาอีก 6 ครั้ง จึงมีนางฟ้า(น่าจะเป็นชั้นดาวดึงส์)นำเด็กคนนั้นไปเลี้ยง….นั่นเป็นช่วง ที่สมาธิผมยังไม่แน่น ยังวอกแวกอยู่

ในช่วงที่เกิดพายุนาร์กีสในพม่า ฆ่าคนไปเป็นแสนคนเมื่อ 4 ปีก่อน  ผมนั่งกรรมฐาน(สมาธิ)เห็นในจิตว่า มีดวงวิญญาณมากมายเหลือเกินมาหาผมเพื่อขอส่วนบุญจากสมาธิของผม  แต่เนื่องจากดวงวิญญาณมันเยอะเหลือเกิน  ผมจะช่วยหมดในครั้งเดียวคงไม่ไหว  เลยบอกพวกเขาไปว่า ให้มาครั้งละเท่ากับพลังแสงแห่งการแผ่เมตตาของผมก็แล้วกัน  ผมจำได้ว่า  ผมต้องนั่งสมาธิแผ่เมตตาไป 4 วัน วันละ 2 เที่ยว = 8 ครั้ง

ถ้าเหล่าวิญญาณที่ตายจากพายุนาร์กีสในพม่ามาหาผม  สมมุติ 40,000 ดวง เท่ากับพลังแสงแห่งการแผ่เมตตาของผมครั้งหนึ่งช่วยได้ 5000 ดวง

แต่ เมื่อปีที่แล้ว  ผมไปสำรวจอ้อย  ไปพักที่อุดร  ตอนเข้าไปในโรงแรม ก็รู้ทันทีเลยว่า โรงแรมนั้นมีผีสิงอยู่   แต่ผมเลิกกลัวผีนานแล้ว  ก่อนนอนเลยทำสมาธิประมาณ 40 นาที แผ่เมตตาออกไป   แต่ถ้าผมจะให้ผลบุญจากสมาธิของผม  ซึ่งตอนนี้มีพลังมหาศาลมาก จะให้กับดวงวิญญาณแค่ในโรงแรม ซึ่งมีไม่กี่ดวง  ถือเป็นการเสียพลังจิตไปเปล่าๆ  ผมเลยแผ่เมตตาระบุว่า  ให้ผลบุญของผมถึงดวงวิญญาณในจังหวัดอุดรทั้งหมด

พอผมเข้านอน กำลังกึ่งหลับกึ่งตื่น  มีเทวดาเจ้าที่ของโรงแรมมาหาผม  มาบอกผมว่า  ”ท่านครับ มีดวงวิญญาณมากมายมาหา  เพื่อจะมาขอบคุณท่าน”
ผมก็ถามเทวดาเจ้าที่ไปว่า “มีกี่ดวง”
สักพักเทวดาก็กลับมา บอกว่า “ประมาณ 200,000 ดวง”

การเจริญสติ

ปฎิบัติธรรม

เจริญอานาปานสติ  เพื่อเป็นการรักษาใจให้เป็นปกติ  ให้ใจเป็นศีล

โดยเพียงแต่ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

และอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ลืม  ไม่เผลอ  แม้แต่ขณะที่เห็นรูป  ได้ยินเสียง

ได้ดมกลิ่น  ได้รู้รส  ได้สัมผัส

การกำหนดรู้ต้องอาศัยจิตใจที่สงบ

จึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง  ก่อนที่จะฝึกอานาปานสติ  ต้องพยายาม

ปล่อยวางความคิดต่าง ๆ  พยายามทำใจให้นิ่ง  ให้สงบเสียก่อน  แม้จะเป็น

ความสงบเพียงชั่วคราวก็ตาม

อานาปานสติ  ทำได้ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน  เดิน  นั่ง  นอน

ให้มีสติระลึกรู้ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกติดต่อกัน  โดยเฉพาะช่วงที่ปรารภ

ความเพียรได้ 24 ชั่วโมง  ในวันหนึ่งทีเดียว  หรือเว้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  สมถกรรมฐานให้สมบูรณ์ได้

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  วิปัสนากรรมฐาน ให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ได้
ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่  จงอยู่ด้วยอานาปานสติอย่างพระพุทธเจ้า

จะยืน  จะนอน  จะนั่ง  จะนอน  จะกิน  ดื่ม  ขับถ่าย  ทำครัว  ขับรถ

ทำความสะอาดบ้าน  ทำงานทุกชนิด  ให้อยู่กับอานาปานสติ  เดินเล่น

พักผ่อน ก็ทำอานาปานสติได้ พูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดนี้ให้อยู่ด้วย อานาปานสติ
ในอิริยาบทบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ

เช่น  ขณะที่กำลังขับรถบนถนน  บนทางด่วน  เราไม่ต้องกังวล  คือไม่ต้องระลึกถึง

ลมหายใจ  แต่ให้อยู่ในหลักอานาปานสติให้ครบถ้วนคือ

ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ปัจจุบัน  เป็นสำคัญ

เรื่องอดีต  ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องอนาคต ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องคนอื่น  ไม่สำคัญเท่าไร  โดยเฉพาะความชั่วของคนอื่นอย่าแบก  ตัวเราเองทำดี

ทำถูก  นั่นแหละ  สำคัญที่สุด

ขอให้ตั้งใจขับรถดีที่สุด  อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้

ใครจะขับรถไม่ดี  ไม่รักษากฏจราจร  แซงตัดหน้าเรา  เกือบชน

เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม  น่าโมโหอยู่  แต่ชั่งมัน

เรื่องความชั่วของเขา  อย่าให้เราเกิดโมโห  อย่าให้ใจเสีย

อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  รักษาใจเป็นปกติ  ใจดี  แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อเราเจริญอานาปานสติเป็นประจำ  เราจะมีสติตลอดเวลา

สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้

เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันที

โดยอัตโนมัติ  จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

ทีละอย่าง  และเมื่องานแ้ล้วเสร็จ  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจ

ทันทีที่ว่างจากงาน  เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจดี มีสุข

อานาปานสติ

อานะ (อัสสาสะ)  คือลมหายใจเข้า

อาปานะ (ปัสสาสะ)  คือลมหายใจออก

อานะ + อาปานะ  คืออานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติ   คือความระลึกรู้  การกำหนดรู้ในปัจจุบัน ไม่ใช่การคิด จำเอา

อานาปานสติ  คือ  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  ในปัจจุบัน  แต่ละขณะ

เอาละครับ สำหรับวันพระนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ไว้อ่านต่อใหม่ในวันพระหน้าครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยจะถนัดในเรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง

พร้อมทั้งใช้ปัญญาไปด้วยในขณะที่อ่าน และในช่วงที่รออยู่ 5-6 วันนี้ ท่านอาจ

ย้อนกลับมาดูอีกครั้งฟังเสียงเพลงให้จิตใจสบายขึ้น  จะว่าไปแล้วจิตของเรานั้น

เหมือนกับลิง คือ คิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อยไม่อยู่สุขเรียกว่า ซนเหมือนลิง แต่ถ้าหาก

เราเอาลิงมาผูกกับไม้ ลิงก็จะดิ้นกระโดดไปกระโดดมาในตอนแรก แต่เมื่อเหนื่อย

ก็จะมานอนหลับที่ไม้นั่นแหละ  จิตเราก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกนานเข้า ๆ

จิตก็จะสงบ ทีนี่แหละ ท่านจะทำอะไรก็ได้สามารถที่จะทำในเรื่องสูง ๆ ได้ไม่ยาก

ลองดูน๊ะครับ ขอให้ท่านได้รับความสุข ขออนุโมทนาที่ท่านอ่านมาจนจบในวันพระนี้ครับ

การตัดละซึ่งกิเลส 50ข้อ

ปฎิบัติธรรม

1. เป็นธรรมะระดับสูงซึ่งเป็นคำที่แปลยากที่สุด ซึ่งต่างกับธรรมะ 8 ตา ซึ่งจะแปลตรงตรง
2. ความไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น เช่น สิ่งทีสำเร็จนั้นย่อมมีเหตุและปัจจัยที่สำเร็จ แต่อตัมยตาอยู่นอกเหนือเหตุและปัจจัยต่างๆ
3. มีสติปัญญา ระลึกถึง ไม่ให้ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในปรุงแต่งจิตได้ทุกกรณี
4. จิตที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นผล….ของการปรุงแต่ง อยู่นอกอำนาจการปรุงแต่ง ตั้งอยู่อย่างอิสระมั่นคง
5. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจหรือคุณค่า หรือประโยชน์ใดใด
6. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของสังขาร (ผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง การปรุงแต่ง) เพราะกำลังไปสู่วิสังขาร เหนือการปรุงแต่งทั้งปวง
7. จิตที่พ้นแก่อำนาจอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) แห่งอำนาจ โลกียธรรม(ทางโลก) ทั้งปวง
8. จิตที่ไม่ผูกพันอยู่ด้วยอุปาทานใดอีกต่อไป (กาม ทิฐฐิ สีลพัตปรามาส หรือยึดมั่นตัวตน)
9. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เช่น ดีใจ-เสียใจ, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว, กำไร-ขาดทุน เป็นต้น
10. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) ใดใด แห่งยุคสมัยนี้ (ปัจจุบัน)

11. เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อาจต้องใช้ความเพียรพยายามในช่วงแรก (ฝ่ากำแพงในใจ) ในทางปฏิบัติเพื่อนำจิตเข้าสู่พระนิพพาน (ความว่าง)
12. เป็นเพชรเม็ดสุดท้ายในพระไตรปิฏก (เพื่อนำจิตหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง)
13. ธรรมนี้ในพระไตรปิฏก เป็นธรรมที่ไม่ถูกสังคายนา (การประชุมทางสงฆ์) ให้ถูกต้องหรือถี่ถ้วน เพราะเข้าใจยาก
14. เป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรมใดใด คือเป็นธรรมขั้นสูง ไม่น่าสนใจ เพราะปฏิบัติยาก เข้าใจยาก
15. เป็นคำที่หาไม่พบในอภิธรรมปิฏก หาพบในสุตตันปิฏก
16. เป็นคำที่ถูกซ่อนอยู่ในพระไตรปิฏก ซึ่งถ้าปฏิบัติได้จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งปวง
17. เป็นมนตราใช้ขับผี เพื่อต่อสู้กับกิเลสโดยสิ้นเชิง
18. มีใจความสั้นสั้นที่เข้าใจง่ายว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย (ไม่สามารถให้จิตหลงไหลได้อีกต่อไป ไม่สามารถหลอกจิตใจได้อีก)
19. เป็นมนตราที่อย่าร้างกับสิ่งที่ควรอย่าร้าง (เลิกกันเด็ดขาด) ที่ออกมาจากจิตใจจริงจริง
20. เป็นดาบเล่มสุดท้ายในบรรดาธรรมาวุธทั้งหลายเพื่อการดับทุกข์ (จิตเพชร)ตัดให้ขาดออกไป

21. ควรมีไว้อย่างอาวุธวิเศษสุดประจำตัว (ภายในจิตไม่ยึดมั่นต่อสิ่งใด)
22. เป็นอำนาจผลักดันให้จิตหลุดออกไปจากสิ่งผูกพัน (กองทุกข์ ,เหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทั้งระดับต่ำไปถึงระดับสูง)ผลักจิตไปนอกโลก (โลกุตรธรรม)
23. ละจากสิ่งที่ไม่สูงสุดไปสู่สิ่งสูงสุดด้วยอำนาจของอตัมยตา (ความศรัทธา)
24. เพื่อผลักดัน หรือดึงจิตให้อยู่เหนือโลก (เพียงเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกเท่านั้นเอง)
25. ยากแก่การเผยแพร่ จนพระศาสดาก็ทรงท้อพระทัย เพราะเข้าใจยาก และปฏิบัติยากนั่นเอง
26. คนส่วนมากไม่เชื่อ ได้ยินแค่ชื่อก็กลัวแล้ว ไม่เชื่อว่าจิตจะถอนตัวออกมาได้
27. อตัมยตา รุนแรงยิ่งกว่า ตถตา (ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง) สภาวะจิตต้องผ่านความเป็นเช่นนั้นเองได้ทั้งปวง
28. มีแต่ในพุทธศาสนา เป็นเนื้อตัว และหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ (สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น) มุ่งให้ถอนตัวตน หรืออัตตา
29. จะเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ถ้าไม่มีอตัมยตา กล่าวคือถ้าจิตก้าวเข้าสู่ระดับอตัมยตา จะเป็นสภาวธรรมที่เข้าสู่ธรรมทั้งปวง
30. สามารถเป็นรากฐานของลัทธิการเมืองที่พึงปรารถนา (เป็นพื้นฐานศีลธรรมของคนในสังคม)

31. อตัมยตาช่วยให้พัฒนาแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง (แผ่นดินที่มีศีลธรรม ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) คือจิตที่ปราศจากความเห็นแก่ตน
32. จำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในโลก ยุคเจริญด้วยวัตถุ /ยุคอุตสาหกรรม (วัตถุนิยม) กล่าวคือถ้าจิตยึดมั่นในวัตถุ (เหยื่อของกิเลส) ก็จะทำให้มีความอยากมากขึ้นและเพิ่มขึ้น ถ้าจิตปราศจากอตัมยตา
33. ในโลก (โลกียธรรม) ก็ต้องใช้อตัมยตาและรวมถึง นอกโลก (โลกุตรธรรม) การตั้งจิตไว้ในโลก
กล่าวคือจิตที่ยึดติดในวัตถุทั้งปวงตามแบบกาย (โลกีย) หรือ การทำสมาธิจิต กล่าวคือ จิตที่ไม่ยึดติดในสิ่งทั้งปวง (โลกุตร)
34. ต้องมีอตัมยตาเพื่อให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทุกชนิด กล่าวคือ จิตใจไม่ถูกหลอก/จิตปรุงแต่งด้วยอารมณ์ของกิเลสทั้งปัญหาในโลก และเหนือโลก
35. อตัมยตามีธรรมะในเครือ ประกอบด้วย ธรรมะ 8 ตา ตั้งแต่อนิจตา จนถึง ตถตา (เพิ่มเติม)
ธรรมะ ตาที่ 1 อนิจตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
ธรรมะ ตาที่ 2 ทุกขตา ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความทุกข์ซ่อนอยู่ทุกการกระทำ เมื่อจิตไปยึดติดหรือยึดถือ
ธรรมะ ตาที่ 3 อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัส เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาชั่วครั้งหรือชั่วคราวเท่านั้น
ธรรมะ ตาที่ 4 ธัมมัฐฐิตตา ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงไว้ตามขอบเขตของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 5 ธัมนิยามตา ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตามกฎของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 6 อิทัปปัจยตา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุ และส่งผลต่อการกระทำทุกการกระทำ
ธรรมะ ตาที่ 7 สุญญตา ทุกสิ่งที่เห็น สัมผัส ลิ้มรส เป็นของว่างเปล่า
ธรรมะ ตาที่ 8 ตถตา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง หรือเป็นของมันอย่างนั้น
กล่าวคือ สภาวะของจิตที่เข้าถึงอตัมยตาจะต้องผ่านระดับธรรมะ 8 ตา จิตจะรับรู้สภาวะธรรมของอตัมยตา ซึ่งเป็นตาสุดท้าย เพื่อเข้าสู่สภาวะของนิพพานอย่างแท้จริง
* ธรรมะ 9 ตา เป็นการเลื่อนชั้นของระดับจิตในการปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตให้สูงขึ้น
36. มีอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) เป็นสมุหทัย (มูลเหตุให้เกิดขึ้น) จึงทำให้เกิดความอยากสลัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป
37. จัดเป็นสัมมาญานะ (รู้อย่างถูกต้องในสิ่งทั้งปวง/การกระทำทั้งปวง) แห่งสัมมัตตะ 10 (เข้าถึงเหตุและผลของธรรม)
38. เริ่มแต่ธัมมัฐฐิตยา (สิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา) จนถึง ธัมนิยามตา (สิ่งที่ตั้งขึ้นตามกฎของธรรมชาติ) จนล่วงพ้น นิพพานญาณ
39. อตัมยตาเป็นโคตรภูญาณ (สภาวจิตที่เข้าถึงญาณระหว่างโลกีย (ทางโลก) ไปสู่ โลกุตร (ความว่าง)
40. รัตตัญญูตา (ความเป็นผู้รู้ราตรีนาน) จิตของผู้ล่วงกาลเวลา (ผู้สูงอายุ) จะเข้าถึงสภาวะธรรมนี้ได้ง่ายกว่าวัยอื่นๆ

41. ความรู้สึกของสภาวะที่ทำให้ละอะไรได้เด็ดขาดด้วยการเข้าถึงธรรมนี้
42. การพัฒนาต้องใช้อตัมยตากับสิ่งที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ สภาวะจิตจะรับรู้ในสิ่งที่ตรงข้ามกับการเป็นทาสพัฒนาทางวัตถุ (ทางกาย) เพื่อป้องกันการปรุงแต่งจากสิ่งที่หลอกจิตทุกกรณี
43. ใช้อตัมยตากับเรื่องโลกโลกทุกระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด เช่น นอนตื่นสาย หรือขี้เกียจทำงาน
44. กรณีที่จิตไม่หลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือสังโยชน์ 10 แสดงว่ายังไม่เข้าถึงสภาวะของอตัมยตา
45. การนำมาใช้ทางโลกต้องเข้าถึงอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) อย่างแท้จริง แม้แต่เรื่องเล็กน้อย
46. เป็นผลแห่งไตรสิกขา อย่างโลกโลก (ความสำเร็จทางโลก) กลายเป็นเหตุไตรสิกขาอย่างโลกุตร (ความสำเร็จทางธรรม)
47. เป็นจุดเปลี่ยนหัวเงื่อนในกระแสแห่งวิวัฒนาการของระยะเวลา (การปรับชั้นภูมิของจิตจากระดับต่ำไประดับสูงขึ้นของแต่ละสภาวธรรมทางจิต)
48. ใช้สำหรับเปลี่ยนนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา (โดยเข้าใจเหตุ และรับรู้ถึงผลของการกระทำ)
49. เป็นผลลัพธ์แห่งการละสังโยชน์ตัวสุดท้าย คือ อวิชชา (ความไม่รู้/ความหลงผิดในทุกกรณี)
50. การล่วงกาลผ่านวัย (อายุมาก) ก็จะเป็นอตัมยตาทางกาย (ทางวัตถุ)

เป้าหมายของพระพุทธศาสนา

  พระธรรม

เมื่อมนุษย์เจริญวิปัสสนาจนเกิดมรรคจิตครบ ๔ ครั้ง ก็จะกำจัดกิเลสตัณหาในจิตของตนเองให้หมดสิ้นไปได้อย่างสิ้นเชิง เขาจะไม่ต้องเกิดใหม่อีกต่อไป เปรียบเหมือนเมล็ดพันธุ์มะม่วงที่มียางเหนียวอยู่ภายในเมื่อนำไปปลูกจะงอก เป็นต้นมะม่วงได้อีก   แต่ถ้านำไปต้มกำจัดยางเหนียวให้หมดไป หลังจากนั้นนำไปปลูกโดยวิธีใดก็ตามจะไม่งอกอีกแล้ว กิเลสตัณหาในดวงจิตของเราก็เช่นกัน   แต่ถ้าไม่สามารถทำมรรคจิตให้เกิดครบ ๔ ครั้งได้  แม้สามารถทำมรรคจิตให้เกิดเพียงครั้งเดียวก็จัดว่าเข้าสู่กระแสพระนิพพาน แล้ว ที่เรียกกันว่าบรรลุโสดาบัน   เมื่อ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนวิปัสสนาญาณขึ้นถึงญาณที่ ๑๔ โสดาปัตติมรรคจะทำหน้าที่ประหารตัวมิจฉาทิฏฐิที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดาน ได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง  มิจฉาทิฏฐินี่แหละที่เป็นตัวเชื้อให้เราต้องตกอบาย คือ กำเนิดเตรัจฉาน เปรต อสุรกาย ตกนรก

เมื่อ บรรลุโสดาบันได้แล้ว ไม่ว่าในอดีตชาติหรือชาติปัจจุบันได้เคยทำบาปอกุศลไว้มาก มายเพียงใดก็ตาม ก็ไม่ต้องไปชดใช้กรรมในนรกอีกต่อไปและจะเกิดในสุคติภูมิ (โลกมนุษย์,สวรรค์)ได้อีกไม่เกิด ๗ ชาติ และจะบรรลุอรหันต์ได้เองโดยอัตโนมัติ   สัตว์โดยทั่วไปต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ใน ๓๑ ภูมิ (คือ อรูปพรหม ๔ ชั้น รูปพรหม ๑๖ ชั้น  เทวดา ๖ ชั้น  มนุษย์ เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย และนรก  หา เบื้องต้นและที่สุดไม่พบ ต้องตกอบายทุกข์ทรมานในนรกอยู่เป็นอาจิณเหมือนบ้านเก่าทีต้องแวะเวียนไปอยู่ เสมอ แต่ถ้าเราสามารถบรรลุโสดาบันได้ภายในชาตินี้ ก็ไม่ต้องตกอบายอีก จะไปเกิดในสุคติภูมิอีกไม่เกิน ๗ ชาติ แล้วบรรลุอรหันต์เข้าถึงความดับภพชาติโดยสิ้นเชิง ไม่เกิดใหม่อีกต่อไป  เมื่อไม่เกิดอีกก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย ไม่ต้องตกนรก  และไม่ต้องเป็นทุกข์อีกแล้ว

กรรมฐาน หรือการเจริญภาวนานี้ เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่น ๆ เช่น วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องศึกษาวิจัยในห้องแลปร์คือรูป-นาม(ขันธ์ ๕)เท่านั้น  และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง   ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติแต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้  สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฏเกณฑนี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล  ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็น เวลานาน   คัมภีร์อรรถกถาบอกว่า ต้องใช้เวลานานถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว
ด้วยเหตุนี้เอง นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติมาแล้วประมาณ ๔,๕๐๐ ล้านปีซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น   ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อประมาณ ๒๖๐๐ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกว่า “พระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ ความหลุดพ้นจากทุกข์ทั้งปวงโดยสิ้นเชิง ดับภพชาติ หยุดการเวียนว่ายตายเกิด  เพราะเมื่อไม่เกิดอีกเราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจอีกต่อไป  เปรียบเหมือนกับมนุษย์เป็นสัตว์ที่ไม่มีหาง จึงไม่รู้สึกเจ็บปวดเพราะหางเป็นเหตุอีกต่อไป

ส่วนการทำบุญให้ทานที่ชาวพุทธนิยมทำกันโดยทั่วไปในปัจจุบันมีอานิสงส์สูงสุด เพียงแค่ความสุขในเทวโลกเท่านั้น  มิได้กำจัดกิเลสตัณหาพาสู่ความพ้นทุกข์เลย เพราะถึงแม้จะได้ไปเกิดเป็นเทวดาแล้ว  แต่เมื่อหมดบุญแล้วก็ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก คือ ยังต้องเวียนว่ายตายเกิดอยู่ในภพทั้ง ๕ คือ เทพ  มนุษย์  เดรัจฉาน  เปรต-อสุรกาย  นรก อย่างไม่มีที่สิ้นสุด

ครั้งหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงใช้ปลายพระนขา(เล็บ)ช้อนฝุ่นขึ้นมาเล็กน้อย แล้วตรัสถามภิกษุทั้งหลายว่า  “ ภิกษุทั้งหลาย  เธอเข้าใจความข้อนี้อย่างไร ฝุ่นที่เราใช้ปลายเล็บช้อนขึ้นมากับแผ่นดินใหญ่นี้อย่างไหนจะมากกว่ากัน

ภิกษุทูลตอบว่า  ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แผ่นดินใหญ่นี้แลมากกว่า ฝุ่นที่ปลายพระนขามีเพียงเล็กน้อย เมื่อเทียบกับแผ่นดินใหญ่แล้ว คำนวนไม่ได้  เทียบกัน ไม่ได้ หรือไม่ถึงส่วนเสี้ยว

ภิกษุทั้งหลาย  ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน สัตว์ที่จุติเทวดามาเกิดในเทวดามีจำนวนน้อย ส่วนเทวดาที่เคลื่อนจากสวรรค์แล้วไปเกิดในนรก     ไปเป็นเปรตมีจำนวนมากกว่า   พวกเทพชั้น เวหัปผลาที่ไม่ได้สดับพุทธธรรมมีอายุประมาณ ๕๐๐ กัป  เมื่อสิ้นอายุให้ระยะเวลาที่เป็นกำหนดอายุหมดไปแล้ว ไปสู่นรกบ้าง ไปสู่แดนเปรตบ้าง

อนึ่ง เมื่อเรายังต้องเกิดอีกสิ่งที่จะตามมาด้วย คือ ความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์กายทุกข์ใจ ดั่งพระจาลาภิกษุณีกล่าวว่า “ความตายย่อมมีแก่ผู้ที่เกิดมาแล้ว ผู้ที่เกิดมาแล้วย่อมประสบทุกข์ เพราะเหตุนี้แล เราจึงไม่ชอบความเกิด”   ฉะนั้น วิธีที่จะรอดพ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย และความทุกข์ทั้งปวงได้ก็มีอยู่เพียงวิธีเดียวเท่านั้น นั่นก็คือ “การไม่เกิดอีก” เพราะเมื่อไม่เกิดอีก เราก็ไม่ต้องแก่ ไม่ต้องเจ็บ ไม่ต้องตาย และไม่ต้องทุกข์กายทุกข์ใจอีกต่อไป  เป้า หมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา คือ เจริญวิปัสสนาภาวนาจนบรรลุเข้าสู่มรรค ผล นิพพาน ตัดกระแสธรรมชาติให้ขาดสะบั้นลงได้อย่างเด็ดขาดสิ้นเชิง กำจัดสาเหตุที่ก่อให้เกิดการถือกำเนิดในภพใหม่ สิ่งที่ทำให้สัตว์ทั้งหลายต้องเกิดอีกไม่มีที่สิ้นสุดก็คือความต้องการของ สรรพสัตว์เองหรือที่เรียกว่ากิเลสตัณหา

พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสกับพระอานนท์ว่า “ อานนท์ กรรมชื่อว่าเป็นไร่นา วิญญาณชื่อว่าเป็นพืช ตัณหาชื่อว่ายางเหนียวในเมล็ดพืช วิญญานดำรงอยู่ได้เพราะธาตุหยาบของสัตว์ มีความหลงไม่รู้ความจริงเป็นเครื่องปิดกั้น มีตัณหาเป็นเชื้อเครื่องผูกเหนี่ยวใจไว้ การเกิดใหม่จึงมีต่อไปอีก”  และตรัสอีกว่า  “ตัณหาทำให้สัตว์ต้องเกิดอีก จิตของสัตว์ย่อมแล่นไป สัตว์ที่ยังต้องเวียนว่ายในสังสารวัฏฏ์ย่อมไม่อาจ หลุดพ้นจากทุกไปได้”