ศีลอันบริสุทธิ์

ศาสนาดงบั๊ก อี่มีอาณาเขตตั้งแต่อำเภออำนาจเจริญไปถึงอำเภอมุกดาหาร เมื่อก่อนทางรถยนต์ก็ไม่มี มีแต่ทางเดินเท้า มีคนไปสร้างกรงเอาไว้ เอาไม้เป็นท่อนๆ ไปฝังๆ เรียงกัน จนสัตว์ใหญ่ๆ เข้าไม่ได้ ใครเดินทางมาจะต้องรีบเร่งให้ถึงที่ตรงนั้น มานอนอยู่ในกรงนั่น มิฉะนั้นเสือมันเอาไปกินหมด

ทีนี้หลวงตาสนแกไป แกก็ไปนอนอยู่บนก้อนหิน กลดไม่กาง เดือนหงายๆ ตกกลางคืนเสือมันออกมาเป็นฝูง ท่านก็บอกว่า “เสือเอ๊ย! … มากินมันเสีย บักอันนี้มันเป็นโจรฆ่าผู้ฆ่าคนมามากแล้ว มากินเสียให้มันหมดกรรมหมดเวรไปหน่อย” เสือมันก็ไม่กิน ท่านบอกว่า ธรรมดาเสือเมื่อมันเห็นคนเห็นสัตว์มันจะหมอบทำท่าขู่

คนมีศีลบริสุทธิ์นี่ แม้แต่เสือมันก็ไม่กัด หลวงตาสนอยู่ เมืองอุบลเมื่อก่อนนี่ เดิมทีเดียวท่านเป็นนักเลงโตขนาดจี้ปล้นชั้นเสือ ภายหลังมากลับอกกลับใจ นึกถึงบาปบุญคุณโทษ เพราะไปติดคุกอยู่ ๑๔ ปี พอออกจากตะรางไปยกมือไหว้ขอบริขารเขา บอกว่า โอ๊ย เพิ่งออกจากคุกมาเดี๋ยวนี้ อยากจะบวช ไม่มีบริขารจะบวช ขอบริขารไปบวชหน่อย คนขายบริขารก็จัดให้ ถ้าไม่ให้ก็กลัวมันจะทำร้ายเอา พอได้แล้วแกก็ไปหาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็บวชให้ด้วยความจำใจเหมือนกัน พอบวชแล้วท่านก็ศึกษาพระธรรมวินัยข้อวัตรปฏิบัติ พอมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรแล้วไปธุดงค์อยู่ในดงบั๊กอี่

แต่ นี่มันมาแล้วมานั่งเฝ้าเหมือนหมาเฝ้าบ้าน นั่งยองๆ เหมือนหมานั่งเฝ้าบ้าน บางตัวเดินไปหัวมันสูงกว่าหัวเรา เวลามันนั่งอยู่ ท่านเดินเข้าไปหามัน จะเอามือไปตบหัวมัน มันก็กระโดดเข้าป่าไป แทนที่มันจะกัดท่าน มันไม่กัด ท่านจึงมาพูดเล่นๆ ตลกๆ ว่า “เออ! ไอ้ของที่เราสละทิ้งแล้วนี่ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่เอา ของทิ้งแล้ว”

ฟังธรรมแล้วได้บุญ

ศาสนาธรรมสวนานิสงส์ คือ อานิสงส์ของการฟังธรรม หมายถึงผลดีหรือส่วนดีที่เกิดขึ้นทันทีที่คนเรามีความตั้งใจฟังธรรม คือหลักคำสั่งสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ที่พระภิกษุค้นคว้านำมาเทศน์ ปาฐกถา บรรยายหรือบอกเล่ากล่าวสอนในกาลเทศะต่างๆ โดยไม่ต้องรอการให้ผลในชาติหน้า มี 5 ประการ ดังนี้

1. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟังหมายถึงว่า การฟังธรรมนั้นเป็นการหาความรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนาจากพระภิกษุผู้มีภูมิธรรมศึกษา ปฏิบัติพุทธธรรมตามหลักพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกอย่างเชี่ยวชาญ พร้อมที่จะนำออกเผยแผ่แก่ประชาชน โดยมีคุณสมบัติของการเป็นนักเทศน์หรือนักสอนธรรมที่ดี

แต่การฟังธรรมนั้น ผู้ฟังจะได้รับอานิสงส์หรือจะสำเร็จ ผลได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยความตั้งใจฟังโดยเคารพ คือมีสติสัมปชัญญะคอยควบคุมจิต ให้มุ่งดำเนินไปตามกระแสธรรมที่พระภิกษุท่านนำมาแสดง ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆจึงจะได้รับอานิสงส์ทั้ง 5 ประการดังที่แสดงมา

แต่หากว่าผู้ฟังแสดงอาการไม่เคารพในการฟัง เช่น ในขณะฟังหรือในขณะที่พระท่านเทศน์ กลับพูดคุยกัน แข่งแย่งกันพูด บ่นว่าปวดเมื่อยหรือรำคาญ แสดงอาการเหม่อ ใจลอย หรือหลับ ไม่ใช้สติปัญญาคิดพิจารณาตามกระแสธรรม การฟังธรรมก็จะไม่สำเร็จประโยชน์เป็นอานิสงส์ใดๆ แก่ผู้ฟังเลย กลับจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

โดยเหตุที่ผู้ฟังคือคฤหัสถ์หรือชาวบ้านนั้น เป็นผู้มีโอกาสน้อยที่จะได้ศึกษาค้นคว้าหลักพุทธธรรมในพระไตรปิฎกโดยตรง ดังนั้น จึงต้องอาศัยการฟังจากพระภิกษุที่เมตตาแสดงธรรม

เมื่อตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ อานิสงส์ที่จะได้อย่างแน่นอน เป็นประการแรก ก็คือได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง เพราะพระภิกษุนั้นท่านย่อมจะมีวิธีการนำเสนอหลักธรรมที่ไม่ซ้ำๆ กันอย่างชาญฉลาด พร้อมทั้งให้ข้อคิดความเห็นแปลกๆ ใหม่ๆ โดยปรับปรุงวิธีการเทศน์การสอน ที่ประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ

2. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด หมายความว่า ธรรมข้อใด หรือเรื่องใดที่เคยฟัง มาแล้วจากการแสดงธรรมเป็นต้น ของพระภิกษุในครั้งก่อน แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้ง อานิสงส์ที่จะได้อย่างแน่นอนเป็นประการที่ 2 ก็คือความเข้าใจ ชัดแจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นการทบทวนความรู้เดิมที่ดีอีกด้วย

3. บรรเทาความสงสัยเสียได้ หมายความว่า ตามปกติ ของผู้ไม่มีโอกาสศึกษาหลักพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ย่อมจะเกิดความสงสัยในเรื่องนามธรรมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เรื่องบาป บุญ คุณ โทษเป็นอย่างไร มีผลอย่างไร อะไรเป็นบุญกุศล อะไรคือบาปอกุศล ผลของบาปหรือบุญมีจริงหรือไม่ ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ เป็นต้น ความสงสัยเช่นนี้ จะบรรเทาลงได้ ถ้าตั้งใจฟังธรรม ซึ่งนับเป็นอานิสงส์ประการที่ 3 ที่ผู้ฟังธรรมจะได้รับทันทีเมื่อฟังธรรมจากพระภิกษุผู้มีความสามารถในการ เทศน์ ซึ่งจะอธิบายเรื่องที่เป็นนามธรรม ด้วยการสาธกยกอุปมาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย

4. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้ หมายถึงว่า เพราะคฤหัสถ์ ชาวบ้านบางคนได้นับถือพระพุทธศาสนาตามที่บรรพบุรุษนับถือมา ดังนั้น จึงอาจจะมีความคิดเห็นที่ผิดจากทำนองคลองธรรมได้ เช่น เห็นว่าทำดีเมื่อไม่มีคนเห็น ก็ไม่ได้รับผลดี หรือเห็นว่าจะดีหรือชั่ว ก็แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต เป็นต้น

การมีความคิดเห็นเช่นนี้จะถูกทำลายลงได้ คือเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ต่อเมื่อตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ จากพระภิกษุผู้มีความสามารถในการแสดงธรรม ที่จะพรรณาสาธกยกเหตุผลประกอบจนผู้ฟังนั้นคล้อยตาม ปรับความเห็นให้ถูกต้องอย่างปราศจากข้อโต้แย้งในใจ

5. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส หมายถึงว่า การตั้งใจฟังธรรมนั้น ท่านจัดเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา คือการฝึกอบรมพัฒนาจิตให้ เกิดปัญญา เพราะเมื่อตั้งใจฟัง จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส อันเป็นคุณสมบัติของสมาธิจิต เมื่อจิตผ่องใสตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมมีพลานุภาพที่จะคิดอ่านทำการต่างๆ อย่างสร้าง สรรค์ด้วยปัญญา สามารถที่จะรู้และเข้าใจธรรมต่างๆ ที่ลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพได้ง่าย และอานิสงส์ข้อนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากอานิสงส์ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวมา

พระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญต่อการฟังธรรมเป็น อย่างมาก เพราะการฟังธรรมเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่า สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรม ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตตรัสรับรองไว้ว่า สุสฺสุสํ ลภเต ปัญญํ ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

การ ฟังธรรมท่านจัดเป็น 1 ในบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการฟัง) ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่ง ความดีในการพัฒนาตนให้มีความคิดสติปัญญาที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ และเจริญงอกงามในพุทธธรรมต่อไป

พุทธะประวัติ พระกังขาเรวตะ

ท่านพระกังขาเรวตะ เกิดในตระกูลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นอันมากในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า เรวตะ เป็นคนมีศรัทธา วันหนึ่งในเวลาหลังภัตตาหาร มหาชนชวนกันไปสู่พระเชตวันมหาวิหารเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา เรวตุนั้นก็ได้ไปกับมหาชน ครั้นถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของบริษัท พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถา พรรณนาถึงทานการให้เป็นต้น ในเวลาจบเทศนา เรวตะบังเกิดความเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบวชในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุสมความประสงค์แล้ว ก็อุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานจนได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปกระทั่งได้สำเร็จพระอรหัตตผลในที่สุด ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ เป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยอยู่เนือง ๆ เมื่อท่านได้กัปปิวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตโดยถ่องแท้แล้วจึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า กังขา ซึ่งแปลว่า ความสงสัย จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น กังขาเรวตะ พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะ และโลกุตตระ ท่านเข้าสู่ฌานสมาบัติ อันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้นเข้าไม่ได้มีน้อยยิ่งนัก ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้รับยกย่องสรรเสริญจากพระบรมศาสดา ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌานสมาบัติ เมื่อท่านดำรงอายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลัก ของสมถะ เรื่องของสมถะ หรือ สมาธิ โดยย่อ ก็คือ การทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตจับสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้นโดยไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์อื่น ตามอำนาจของกิเลสนิวรณ์ก็ใช้ได้
ส่วนการที่จะให้รู้อะไรหรือไม่นั้น ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงแต่ให้จิตใจตั้งมั่นนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นก็แล้วกัน เมื่อจิตเข้าถึงสมาธิแล้ว ในด้านความรู้นั้น อย่างดีก็จะมีความรู้สึกเพียง ว่าง ๆ เฉย ๆ หรือ สงบเยือกเย็น เท่านั้น ที่จะให้เกิดความรู้ในเหตุผลนั้น ไม่มีเลย
หลักของ สมาธิ นั้น ถ้าความรู้ใน เหตุผล ยิ่งน้อยลงไปเท่าใด สมาธิ ก็จะมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น หรือ สมธิ ยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่าใด ความรู้ในเหตุผลก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น จนเกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย นี่คือ หลักของ สมถะ หรือ สมาธิแต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพากันเสียเวลา มาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน
นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง
สมถะ ที่เกี่ยวข้องกับ วิปัสสนา นั้น หมายเอาเฉพาะ สมาธิ ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของ ปัญญา คือ ขณะเจริญสติปัฏฐาน เท่านั้นหรือที่เรียกว่า สมาธิในองค์มรรค คือ ขณะเจริญมรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา
ส่วนสมถะ หรือ สมาธิใด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา หรืออารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ นามรูป แล้ว สมถะ หรือสมาธินั้น ก็ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาซึ่งจะเรียกว่า สมาธินอกพระพุทธศาสนา ก็ว่าได้
ฉะนั้น สมถะหรือสมาธิ ที่เป็นไปในอารมณ์ของปัญญา คือ นามรูป เท่านั้น จึงจะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนา ซึ่งเรียกได้ว่า สมถะหรือสมาธิในพระพุทธศาสนา
หลักของวิปัสสนา ต้องการให้ ปัญญา รู้เหตุผลตามความจริงและสภาวธรรม ไม่ใช่ต้องการให้นิ่ง หรือ สงบ หรือ สุขสบาย แต่ต้องการให้ความจริงของธรรมชาติ ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์เท่านั้น
หลัก ของปัญญาในทางที่ถูกต้องนั้น ยิ่งเพ่งยิ่งรู้ ยิ่งเพ่งอารมณ์ที่เป็นความจริงได้มากเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งรู้เหตุผลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกิดความเห็นถูกมากยิ่งขึ้นเท่าใด ความสงสัยและความเห็นผิด ก็จะยิ่งหมดไปเท่านั้น กิเลส คือ ความเห็นผิดและความสงสัย ถูกละไปหมดเท่าใด จิตใจก็จะบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมากขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น วิปัสสนา จึงเป็นชื่อของปัญญา ที่รู้ความจริง แล้วละกิเลสให้บริสุทธิ์หมดจดได้ นี่คือหลักการของ วิปัสสนา

สมถะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนาอย่างไร ?

สม ถภาวนา เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สงบจากกิเลสนิวรณ์ มิใช่เป็นทางปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์โดยตรง ทั้งยังไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ๔ ประการ เช่น การปฏิบัติของท่านอาฬารดาบส กาลมโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ที่สำเร็จอรูปฌาน ถึงอากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และเคยสอนการทำฌานแก่พระพุทธเจ้ามาก่อน ก็ยังไม่บรรลุมรรค ผล นิพพาน เพราะสมถะไม่อาจหยั่งสู่สภาวะของรูปนามตามความเป็นจริง และไม่อาจทำลายความเห็นผิดที่คิดว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน เป็นเราได้
เมื่อไม่รู้ว่า รูปนาม ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์ เพราะไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีอยู่ที่ รูปนาม แต่พระพุทธองค์ประสงค์จะอนุเคราะห์แก่บรรดาฌานลาภีบุคคล ที่เคยเจริญสมถภาวนามาจนสำเร็จฌานชำนิชำนาญแล้ว ก็ให้ยกองค์ฌานคือ สภาวะของ นามธรรม มีวิตก วิจาร ปิติ สุข (เวทนา) เอกัคคตา (สมาธิ) ขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยต้องออกจากฌานเสียก่อน และมีความชำนิชำนาญในวสี ๕ ประการด้วย นามธรรมที่เป็นองค์ฌานเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่เป็นความจริง จึงจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ให้ปรากฏได้
อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌานหรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ปัญญารู้นามรูป ตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาจึงได้แสดงฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้ โดยหมายถึงการได้ฌานแล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป หรือหมายถึง เมื่อเจริญสมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้วจึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า สมถยานิกกะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่า หากไม่ทำสมถกรรมฐานเสียก่อนแล้ว วิปัสสนาย่อมเกิดไม่ได้ ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะวิปัสสนานั้นเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็นรูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเมื่อได้ศึกษารูปนามตามนัยปริยัติแล้ว จะยกรูปนามสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงก็ได้ เรียกผู้นั้นว่า วิปัสสนายานิกกะ

ความแตกต่างระหว่างสมถะ กับวิปัสสนา

๑. โดยปรารภผล
สมถะ เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

๒. โดยอารมณ์
สมถะ มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมากเพราะต้องการความมั่นคง
วิปัสสนา ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการเกิด – ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

๓. โดยสภาวธรรม
สมถะ มีสมาธิ คือเอกัคคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๔. โดยการละกิเลส
สมถะ ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

๔. โดยอาการที่ละกิเลส
สมถะ ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะ ๆ เป็น ตทังคปหาน

๕. โดยอานิสงส์
สมถะ ให้อยู่เป็นสุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ ถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

 

Way to Nirvana

Luang Pu was found in the Buddha Nirvana – It is said long years ago. That the teacher commitment. I asked for the wisdom Thera.
Have you ever been told that you practice one night while in the woods. I respectfully request Phra Somdej Buddha I kindly ask that you the teacher, you know how. That will lead to the realization of his misery. And His Royal Highness The Prophet was a mercy that the Lord Buddha, I have a way to practice is not completely unbridled.

When the teacher told her to come down for you the Buddha Buddha. As the Buddha saw Him as He really is so withering as the King.

Lord I do not know you tell me. How joyous that your joy in your fortune is unlikely to have any life but the lives of the teachers are really great, make sure to give the teachers you know how the Lord meditation. Mental practices.

Eventually you will also be like the teacher, who can follow the Lord instead Siษyanusiษis the pain away completely. The teacher is the most important one in practice today. Is known to occur in those who take every care in the practice.

This is when the teacher told you to. Not only make you a good teacher heavenly Siษyanusiษis important to many. But it has never understood that before.
Please login or register to see it’s the same God. But the people who read it and I was skeptical. Unlike the Dhammakaya father live. And the concept Father Matthew Yi GMT. They say you have to love that the city attain nirvana. But I read what my problem du Prom Nino said I understand. I like to play my stab vest is nothing to say that “the country is to attain nirvana,” Well, yes, sometimes it seems like to me I said, “God is really like. Nothing “I know my view is that I do not. I read it.

One day my (view) is described as:.

“When I go to heaven glass. A glass of heaven is like a monastery of the Buddha Gautama. The castle was preaching. Located to the right of the Buddha, there are a number of kiosk Holy Scriptures. Write a letter to the Pali. If I was asked what I grandfather. Left the castles of the clergy. There are Buddhist monks presided. The Glass Castle is a good mind to go to one of the four Buddhas of this eon site. Lap times by a wide halo. The First of the big cook’s Thomas a lap width of 20 meters the second Phra Nak on lap 15 that Ong third of the Vegas Split lap 10 that Ong fourth lap 5 that if the Sri Lori’s body. five If you wish to appear. I seem to have found the body of the first lap. I have excellence, build up to 16 with a great countless eon site made it so good “.

I looked back behind bars, but his grandfather said.

“I went to the shed to the fourth episode. There are no estimates are the therapists. The real nirvana. Nothing is out of space. But I lost it “.

OK, it is the nirvana nirvana. There nirvana country. Or is it put together.

Now let’s take a listen. The Wise King Sagwr. It tells me that it met the Buddha in nirvana. May be enough to make you understand what it is.

As already mentioned above. That when His Royal Highness the Prophet in my nirvana. I still have not heard. Buddha is supposed to have compassion. The teacher is committed there. When the principal of the firm, you should definitely go to the graciousness The practice or study of religious people would certainly agree with this fact.

: Vesak light on my 2550.
: King Sagwr perception. Patriarch. สกลมหาสังฆปริณายก.

Buddha by Buddha criticizes bishops.

Buddha Dabkants extinction is not lost. Acts to protect Buddhism in the world. People in the world have been influenced by Buddhism. Did not differ from the living God. I just need to turn out to be otherwise unacceptable. Disco acts to protect the Buddha Early treatment is difficult. Unlike most accessible rock cave mouth. I bow to the Buddha, I always thought it would have been the glory of Buddha. I have to live at peace with.

Buddha Khan goes to extinction. I was born in Vivian’s death cycles poor anymore. The Buddha also boasts acts. The teachers are told that God is one. When you perform a disengagement in the forest undergrowth, p. Gautama Buddha has come to teach you the glory always. Lord Buddha was a teacher and later as a devout Buddhists respect of many. The confidence treat you to the destination.

Buddha Khan went off to extinction. The Buddha preach the glory went to God for the teachers to achieve Mrrcผl. There is no doubt that it is very unlikely. Is impossible.

Maha Dharma Center Suyy eye or eyes, or nirvana or Buddhahood start. Presumably, as the creator and liberation.

Luang Pu Du and if you read the King’s speech perception Sagwr still do not understand it. I try to read my writings.

What has not been made. But everything else is built. As of immortality, and immortality is the great people I Suyy eyes or valve or the wrong eye or nirvana or Buddhahood original center from which there is a blank look. I would switch off the whole idea. A loss in the same space.

This is a great space. Let’s make a (world / universe) and what is salvation (God (Buddha) and attain the mental switch to open up the space. Mental switch is open space. Lord Buddha was the only one God only. Buddha called. “I like you” like Buddha has enormous power over the imagination.

The Buddha is like a self-Buddha Buddhist spiritual divide so many functions. I also find myself a saint by many. After that the Buddha and the various saint. The world and the universe. A heaven of hell. Landscape and many worlds. The law of karma is the appropriate place to address the spiritual needs.

The saint is. “People Suyy eye” can be hands-on practice to achieve a “fair Suyy eyes,” he stated clearly the Mahayana. Doctrine but also confusing. Known, but the word “God” does not recognize the word “death” absolute truth “extinction” is “fair Suyy Eyes” is a state of mental space and the space as the “nirvana” or “person Suyy eye”. There exist a natural landscape in Buddhism (in Buddhism agriculture) and a pure nectar (Samopckai) in the nirvana (Buddhism agriculture).

Abstract

Nirvana is the second one.

1. The nirvana that is home to the city. The immortal lives. The living is immortal.

- Dhammakaya meditation but do not socialize the Niort. You must be a Tipp another nature. To speak to socialize, do business with the third incarnation of the Bodhisattva Arhat Samopckai a way to attain the Dhammakaya Buddhist living in the landscape. Agriculture is the Buddhist Nirvana.

- A divine vision Samopckai or Buddhist Arhat or Bodhisattva, or the Holy Spirit. Living in frontier agriculture Buddhist nirvana.

Two. Dance nirvana with no home town. The state would have lost nothing but immortality is living in a mental space that I Suyy eye condition or death.

I also understand that Luang Pu Du said. “The real nirvana. Nothing is out of space. But I lost it, “is this.

Luang Pu Du fresh enough but the pastor said the hermit. The city is home to attain the Dhammakaya and Samopckai is correct. Layer is the saint of the Lord. “People Suyy Eyes” also has a facility is located. There is a fair (reserved) and a clairvoyant (Samopckai) is. The nirvana that is home to the city. The conditions look like. But the solution is not just the loss of the saint who is “fair Suyy eyes,” but it would only make a “C” only.

Read on to Luang Pu strongly in the wisdom God in the highest enlightenment. The Buddha and his disciples came to Thanks royal saint grandfather committed. This piece here.

What is the real Ttact. Purity of heart is to see her Nagnแl. His Ttact in this body, in the form of a separate scenario. Ttact and the fact that the saint. This is not the way to go. This is just by way of example only Ttact body …. Therefore, in this scenario body to assume only

ขั้นตอนการทำบุญ

รับผ้าไตรอุ้มประนมมือแล้วเดินเข้าไปในที่ประชุมสงฆ์ในพิธี (สังฆนิบาต)
แล้ว วางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย
รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌาย์
กราบ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
แล้วอุ้มผ้าไตรประนมมือยืนขึ้นเปล่งวาจาคำ มคธ
ขอบรรพชาว่า

เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ทุติยัมปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ตะติยัม ปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัม มัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
*ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัม ปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพ พาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
*หมายเหตุ ถ้าบวชเป็นสามเณรให้ละคำว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออก
พระอุปัชฌาย์รับ เอาผ้าไตรจากผู้บวชวางไว้ตรงหน้าตัก ให้โอวาทและบอก ตะ จะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน
แล้ว ให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
พระ อุปัชฌาย์ชักอังสะออกจากไตรมาสวมให้ผู้บวช แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ
ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปหา พระอาจารย์ รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขอสรณะและศีลดังนี้
อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
(พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการให้ผู้บรรพชาว่าตาม ดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
พระ อุปัชฌาย์จะกล่าวว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้ รับว่า อามะ ภันเต แล้วท่านจะว่านำสรณคมน์ก็ให้ว่าตามดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะ ติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พอ จบแล้วทางพระอุปัชฌาย์จะบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต
ต่อจากนั้นก็สมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการโดยว่าตามท่านไปเรื่อยๆ ดังนี้
ปาณาติปาตา เวรมณี
อทินนาทานา เวรมณี ิ
อะพรหมจริยา เวรมณี
มุสาวาทา เวรมณี
สุราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี
วิกา ละโภชนา เวรมณี
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนา เวรมณี
มาลาคันธะวิเล ปะนะธารณะมัณฑนะวิภูสะนัฏฐานา เวรมณี
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี
ชาตะ รูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวรมณี
(และกล่าว ๓ ครั้งว่า)
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ (เสร็จแล้วรับบาตรอุ้ม เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ในที่ประชุมสงฆ์
วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวดังนี้)
อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติ ยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ (ตรงนี้ว่า ๓ ครั้ง)
พระอุปัชฌาย์ จะกล่าวว่า โอปายิกัง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ ให้รับว่า สาธุ ภันเต ทุกครั้งไป
อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (กล่าวตรงนี้ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วกราบลง ๓ ครั้ง)
พระอาจาย์จะเอาสายคล้อง ตัวผู้บวช บอกบาตรและจีวรก็ให้ผู้บวชรับว่า อามะ ภันเต ๔ ครั้งดังนี้
อะ ยันเต ปัตโต   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะ ยัง อุตตะราสังโค   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก   (รับว่า) อามะ ภันเต
จากนั้นพระอาจารย์ท่านจะบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ
ผู้บวชก็ถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณทางเข้าโบสถ์)
ต่อจากนี้พระอาจารย์จะสวดถามอันตรา ยิกธรรม ให้รับ นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และต่อด้วย อามะ ภันเต อีก ๘ ครั้งดังต่อไปนี้

พระจะถามว่า   ผู้บวชกล่าวรับว่า
กุฏฐัง   นัต ถิ ภันเต
คัณโฑ   นัตถิ ภันเต
กิลาโส   นัตถิ ภันเต
โสโส   นัตถิ ภันเต
อะปะมาโร   นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปุริโส สิ๊   อามะ ภันเต
ภุชิสโสสิ๊   อามะ ภันเต
อะนะโณสิ๊   อามะ ภันเต
นะ สิ๊ ราชะภะโฏ   อามะ ภันเต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ   อามะ ภันเต
ปะ ริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง   อามะ ภันเต
กินนาโมสิ   อะหัง ภันเต …*(ชื่อพระใหม่) นามะ
โก นามะ เต อุปัชฌาโย   อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา…
*(ชื่อพระอุปัชฌาย์) นามะ
*หมายเหตุ ผู้บวชจะต้องทราบชื่อทางพระที่พระตั้งให้ใหม่ก่อนวันบวชและต้องจำชื่อพระ อุปัชฌาย์ให้ได้ด้วย
เสร็จแล้วกลับเข้ามาข้างในที่ประชุมสงฆ์ กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทดังนี้
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุ ลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ถ้ากล่าวพร้อมกันให้ เปลี่ยนคำว่า ยาจามิ เป็น ยาจามะ และเปลี่ยน มัง เป็น โน
ต่อมาพระ อาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม ผู้บวชก็รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง บอกชื่อพระใหม่ของตัวเอง
และชื่อพระอุปัชฌาย์แบบ ที่ผ่านมาอย่างละหนึ่งครั้ง เสร็จแล้วก็นั่งฟังพระสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ
พอ จบแล้วท่านก็จะเอาบาตรออกจากตัว ให้กราบลง ๓ ครั้ง
นั่งพับเพียบฟังพระ อุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วก็กล่าวรับว่า อามะ ภันเต
เสร็จพิธีก็ กราบ ๓ ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ
เวลากรวด น้ำก็ให้ตั้งใจรำลึกถึงผู้มีพระคุณอุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน
ขั้นตอนต่อไปก็ นั่งฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี

……………………………………………………………………….

ธรรม ยุติ นิกาย

ธรรมยุติ เป็นนิกายหนึ่งของพระสงฆ์ในประเทศไทย
เป็น ฝ่าย วิปัสสนาธุระ ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 )
และใน รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น
เป็นครั้ง แรกในประเทศไทย
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า ?
พระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ รศ.121?
มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ
ให้เป็นนิกาย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้ก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติตั้งขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ )
ขณะที่ผนวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
ได้ ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ
ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส
จึง ได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2372
ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. 2376
แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
และตั้งเป็นศูนย์กลาง ของคณะธรรมยุติ

จุดประสงค์การก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติ ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูป
และฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์
ให้มีความ ถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ
ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่ง ครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่ง ที่ถูกต้องดีงาม
ศึกษาพระ ปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่ บกพร่อง
ของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ
ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก
ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนา
ให้เจริญ รุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นใน ประเทศไทย

ธรรมเนียมและแบบแผนของ ธรรมยุตินิกาย
ระเบียบแบบแผนในด้านการปฏิรูป
ทางพระพุทธศาสนาของธรรม ยุตินิกาย
โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)

ทรงตั้งธรรมเนียม นมัสการพระเช้าค่ำ
ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ
และ ทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา
เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้
มีการรักษาศีลอุโบสถ
และแสดงพระ ธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น
ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ 4 ครั้ง
ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรม
ทรงเริ่มการเทศนา ด้วยฝีพระโอษฐ์
ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา
ไม่โปรดเขียน หนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม
ทรงอธิบาย เพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม
เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร
อธิบาย หลักอันยุ่งยากซับซ้อน
คณะสงฆ์ธรรมยุติได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป
ทำ ให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก
ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา
เพิ่ม ขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา
และวางระเบียบให้เดินเวียน เทียน
และสดับพระธรรมเทศนา
ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น
ถวายสลากภัตร ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา
ทรงแก้ไขการรับ ผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน
ทรงแก้ไขการขอบรรพชา
และการสวดกรรมวาจาใน อุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
เช่น ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ
ซึ่ง เป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา การออกเสียง
อักษรบาลี ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์
ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์
ทรง วางระเบียบการครองผ้า
คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร
ให้ปฏิบัติไปตาม หลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย
(เดิมพระธรรมยุติครอง จีวรห่มแหวก
แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ เปลี่ยนมาห่มคลุม (ห่มหนีบ)
ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย
ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสวยราชย์ จึงได้กลับมาห่มแหวกตามเดิม)
ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของพระภิกษุ สามเณร
และระเบียบอาจารยะมารยาท
ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา
สังวร ในกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม
ทรงให้พระสงฆ์ธรรมยุติ ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน
สามารถแสดงธรรมเทศนา สั่งสอน
สามารถ แยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล
และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบาย ได้
การศึกษาในด้านวิปัสสนาธุระ
ไม่ใช่รับรู้เฉพาะสมถะวิธีอันเป็น เบื้องต้น
แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน
การปฏิบัติตามพระ วินัย ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัย
และน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ด ขาด
พึงเคารพพระวินัยอย่างเคร่งครัด
ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหา ความรู้สาขาอื่น ๆ
ของพระสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์
เข้าศึกษาภาษา อังกฤษกับ
หมอแคสเวล (Reverend Jesse Caswell) ตามความสนใจ
ทำให้มี การสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
ของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

ปฏิบัติธรรมแล้วเห็นมโนภาพ?

พระธรรม

ถือว่าเป็นเป็นคำถามที่ตอบยากพอสมควรนะครับ…เพราะท่านจะเอาคำตอบจากผู้ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง…

เรื่องการได้บรรลุธรรมในชั้นต่างๆนั้น…การเกิดมรรคผลตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์นั้น

จะ บังเกิดมรรคผลเป็นลำดับไป…บางท่านเกิดมรรคผลทั้งสี่ ในระยะเวลาอันมาก หรือบางท่านอาจเกิดมรรคผลทั้งสี่จนเป็นพระอรหันต์ในชั่วอึดใจ…(อาจจะช้าไป ด้วยซ้ำ)
ถ้าเป็นพระด้วย แล้วการจะพูดเรื่องนี้โดยที่ตนเองนั้นยังไม่บรรลุนั้นเป็นปารชิกข้อที่๑ เลยทีเดียว คือ อวดอุตริมนุสสธรรม ต้องขาดจากความเป็นบรรชิตทันที พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ ด้วยมีเหตุหลายอย่างครับ อันไม่เป็นผลดี…บาง ท่านขณะจิตตัดสังโยชน์ได้ โลกธาตุ อาจสั่นไหว(ภายในจิตตนเอง) บางท่านอาจน้ำตาร่วงออกมาเอง โดยไม่รู้ตัว บางท่านอาจสะอื้นไห้ ในปัญญาที่รู้ความจริงของธรรม มีแต่ความสลดสังเวชในตนเอง  แต่สังเกตจากเท่าที่ได้ทราบมายังไม่มีแม้ผู้ใดเมื่อถึงจังหวะนี้จะหัวเราะ ออกมาดังๆ
เก่งที่สุดต่อมาคงเป็นแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้นเอง…เมื่อรู้ ทันกิเลสทั้งปวงบ้างแล้ว…ไม่ใช่มาหลอกกันตลอดกัป ให้วนเวียนอยู่แต่ในวัฏฏสงสารนี้ และเห็นทางแห่งการหลุดพ้นแล้วอย่างแจ่มแจ้ง…แต่ต้องดำเนินต่อไปอีกครับ… นี่แค่ก้าวแรก
เรื่องการบรรลุมรรคผลในชั้นต่างๆนั้น…ต้องเข้าใจก่อน ว่า…เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นแล้วกับตนเอง…บางท่านอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้ แม้แต่พระอริยะบางองค์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น พระปัจเจกพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวเองแล้ว…แต่ไม่ถ่ายทอดต่อ หรือไม่อธิบายให้ใครฟัง…นั้นเนื่องด้วยหลายปัจจัย
ที นี้ที่คนจะตอบคำถามนั้นจึงยากและอาจไม่มีผู้ที่จะตอบ…เพราะถ้าท่านใดที่ ผ่านมาแล้วจะทราบดีด้วยตนเองและเห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องรับรองใครแต่ประการใด

ถ้า ท่านสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ทางที่ดีให้ท่านสอบถามหลวงพ่อปราโมทย์โดยตรงจะ ดีกว่า…เพราะผมเชื่อว่าท่านจะเชื่อในคำพูดของท่าน…คนอื่นๆว่าไปคงเท่า นั้นแหละนะครับ

แต่ถ้าให้ผมตอบตามแนวทางนี้ ผมคงตอบได้บ้าง…ผิดหรือถูกประการใดโปรดพิจารณาด้วยตนเองครับ

——อาการชั่วขณะจิตเดียวคืออาการอย่างไร…?

อาการ นี้คือลักษณะในการที่มีสติตั้งมั่น และ มีวิสัมมาสมาธิ(ปัสสนาญาณ) เมื่อนั้นมรรคทุกองค์จะรวมประชุมลงเป็นหนึ่งเดียว ตัดสังโยชน์(๓ ตัวแรก)ให้ขาดสะบั้นลงไป ในขณะจิตนั้นนั่นเองคือโสดาปฏิมรรค และจะรู้ได้ด้วยตนเอง เมื่อถอยออกมาทบทวนสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อรู้แจ้งในมรรคขั้นต้น (หรือแหวกกิเลสออกมาครั้งแรกพอจะเห็นนิพพานบ้างแล้ว) เมื่อรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว ก็คือโสดาปฏิผล ที่ติดตามมาทันทีนั่นเอง

พอเข้าใจไหมครับผมคงตอบได้แค่นี้ก่อน…แต่ไม่เป็นไร ครับ…บางเรื่องยังไม่รู้แจ้งด้วยตนเอง ใครอธิบายให้ตายก็ยังไม่เข้าใจหรอกครับ…ต้องผ่านและทราบด้วยตนเองครับ ตอนนั้นแค่สบตากันก็รู้แล้วครับ ไม่ต้องพูดมาก

มีคำตอบของท่านพระอาจารย์ปราโมทย์อยู่ด้วยนะครับในเว็บ นี้แหละครับ…เรื่องปัญหาในการตรวจสอบตนเอง
ท่านเขียนไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วตอนที่ท่านเป็นฆราวาสอยู่ น่าจะอธิบายได้ดีกว่าผมครับ