การทำตามคำสอน

ทารก ในครรภ์ได้รับความทุกข์ กรรม ไม่ดีเพราะ จิตวิญญาณ ของมันคือการ กีดกันจาก โอกาสที่มีอยู่ บนโลกนี้ จะมี ให้มัน จะได้รับ กรรม ที่ดีและ จะถูกส่งกลับ ทันทีที่ วงจร ของการเกิด การตาย และ การเกิดใหม่ ดังนั้น การทำแท้ง เป็นอุปสรรคต่อ ความก้าวหน้า ทางจิตวิญญาณ ของตน
ประเทศญี่ปุ่น

พุทธ ศาสนาใน ญี่ปุ่น ได้มีการ ทำให้ความพยายามที่ จะเจรจาต่อรอง อย่างมีนัยสำคัญ ทำแท้ง กับศาสนา ของพวกเขาเช่น การทำแท้ง เป็นเรื่องธรรมดาใน ญี่ปุ่นและ ถูกนำมาใช้ เป็นรูปแบบของ การควบคุมการเกิด

สาวก บางส่วนของ ญี่ปุ่น พุทธศาสนา ที่มี การทำแท้งเซ่น Jizo พระเจ้า ของนักท่องเที่ยวที่ หายไปและ เด็ก พวกเขาเชื่อว่า จะ Jizo สจ๊วต เด็กจนกว่าจะมีการ เกิดใหม่ ใน ชาติ อื่น

พวกเขา ทำเช่นนี้ในMizuko kuyō , บริการที่ระลึกสำหรับ เด็ก ที่ ทำแท้ง กลายเป็นที่นิยม ในปี 1970 ( บริการนอกจากนี้ยังสามารถ ใช้ในกรณี ของ การแท้ง หรือ การคลอดทารกที่ตายในครรภ์ . ) พิธีกรรมมีองค์ประกอบ ของศาสนา ชินโต พื้นบ้าน และ เช่นเดียวกับ พุทธศาสนา

นักเขียน วิลเลี่ยมอา ลาเฟล ได้ ชี้ให้เห็น ปัญหาบางอย่าง กับประเพณี นี้ :

ตาม คำสอนของพระพุทธเจ้า ห้า เงื่อนไข จะต้องนำเสนอ เพื่อ ก่อให้เกิด การกระทำของการ ฆ่า

สิ่งที่ ฆ่า จะต้องเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณ ฆาตกร จะต้องรู้ หรือ ทราบว่า มันเป็น สิ่งมีชีวิต
คุณต้องมี ความตั้งใจที่จะ ฆ่ามัน
จะต้องมี ความพยายามที่จะ ฆ่า
ที่ถูก ต้อง จะถูกฆ่าตาย เป็นผล

นี่คือตัวอย่าง ของวิธีการ ทำแท้งอาจจะ เป็นการ กระทำ ของการฆ่าคน :

เมื่อทารกมีการ ตั้งครรภ์ มีชีวิตถูกสร้างขึ้นและ มั่นใจว่าเงื่อนไขแรก แม้ ว่า ชาวพุทธ เชื่อว่า สิ่งมีชีวิตที่ อาศัยอยู่ใน วงจรของ การเกิดและ การตายของ วิญญาณพวกเขา เชื่อว่า เป็นช่วงเวลาแห่ง ความคิดเป็นจุดเริ่มต้น ของชีวิต ของแต่ละบุคคล เป็นตัวเป็นตน
ไม่กี่สัปดาห์ หลังจากที่ผู้หญิงคนนั้น จะกลายเป็น ตระหนักถึงการ ดำรงอยู่ของมัน และ ที่ตรงตามเงื่อนไขที่สอง
ถ้า เธอตัดสินใจที่ เธอต้องการ ทำแท้ง ที่ให้ ความตั้งใจที่จะ ฆ่า
เมื่อเธอ พยายาม ทำแท้ง ที่ตรงตามเงื่อนไข ที่สี่ของ การพยายามที่จะฆ่า
ที่จะถูกถูกฆ่าตาย เพราะ การกระทำที่

ดังนั้นศีล แรก ของพระพุทธศาสนา – ไม่ฆ่า – การละเมิด และนี่คือ เท่ากับการ ฆ่ามนุษย์
อาศัยอยู่ที่ สมดุล

ชาวพุทธ ที่ ประสบปัญหา การทำแท้งเป็น ทางการแพทย์ ที่จำเป็นในการ ช่วยชีวิต ของแม่และเพื่อ ชีวิตจะหายไป ไม่ว่าจะมี หรือ ไม่ ทำแท้ง

ในกรณีเช่นนี้สถานะ ทางศีลธรรม ของ การทำแท้งจะขึ้นอยู่กับ ความตั้งใจ ของผู้ที่ แบกมัน ออก

ถ้า ตัดสินใจที่จะนำ ความเห็นอกเห็นใจ และหลัง ยาว และรอบคอบ แล้ว คิดว่า ถึงแม้ว่า การกระทำที่ อาจจะผิดศีลธรรม ทำ อันตราย จะลดลง ตาม ความตั้งใจที่ดี ที่เกี่ยวข้อง
ทำแท้ง เพื่อประโยชน์ ของทารก

มีหลายกรณีที่ ไม่ได้มีการ ทำแท้งเป็น อาจส่งผลให้ เกิดของเด็กมีเงื่อนไข ทางการแพทย์ที่ ทำให้มัน ต้องทนทุกข์ทรมาน

ความ คิด ทางพุทธศาสนา แบบดั้งเดิม ไม่ได้จัดการกับ กรณีนี้ แต่ได้รับการ ถกเถียงกันอยู่ โดย ชาวพุทธ บางอย่างที่ ถ้าเด็กจะ พิการ รุนแรงมาก ว่ามันจะ ได้รับ ความทุกข์ การทำแท้ง เป็นที่อนุญาต

ดาไลลามะ กล่าวว่า:

ของหลักสูตร การทำแท้ง จากมุมมองของ พุทธศาสนา คือการกระทำ ของการฆ่าและ มีค่าเป็นลบ โดยทั่วไปการพูด แต่มันก็ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์

ถ้าทารกในครรภ์ จะ ปัญญาอ่อน หรือถ้า เกิดจะสร้าง ปัญหาร้ายแรง สำหรับ ผู้ปกครองเหล่านี้เป็น กรณีที่ อาจจะมี ข้อยกเว้น ผมคิดว่า การทำแท้ง ควรจะ ได้รับการอนุมัติ หรือ ไม่เห็นด้วย ตาม แต่ละ กรณี

ดาไลลามะ , นิวยอร์กไทม์ส 28/11/1993

กรรม

ใน ขณะที่มัน เห็นได้ชัด สวย ทำไม การทำแท้ง คือการพิจารณา ในการสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ แม่และ ทำแท้งมันอาจจะไม่ ชัดเจน ดังนั้นทำไม มันสร้าง กรรม ที่ไม่ดีสำหรับ ทารกในครรภ์

… ภายในชุมชนชาวพุทธ ญี่ปุ่น การอภิปรายของ การทำแท้ง ที่มี จำกัด ในขณะนี้ ส่วนใหญ่จะ มีการวิพากษ์วิจารณ์ ของวัด เหล่านั้นและ องค์กร วัด เหมือน ที่ ใช้ ความคิดของ ‘ กรรม ของทารกในครรภ์ ‘บีบบังคับ ” พ่อแม่ “ของทารกในครรภ์ แท้งเป็น พิธีกรรม ที่ รำลึก ทารกในครรภ์เอา ‘ อิจฉา ‘ และ อำนวยความสะดวกใน การเกิดใหม่ หรือ พุทธภาวะ ของตน

ชาว พุทธ หลายคนพบ ชนิด ดังกล่าว เป็นปฏิปักษ์ ของการจัดการ ความผิดของ ผู้ปกครอง – โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อ แสดงออกใน ความคิดที่ว่า ทารกในครรภ์ใน ปรภพ จะ ระบาย แก้แค้น ( Tatari ) เมื่อ พ่อแม่ที่ ละเลยที่จะ รำลึกถึง มัน

วิลเลี่ยมอา Lafleur , ช่วงชิง และ ฉันทามติ : คุณธรรม ของ ทำแท้งในประเทศญี่ปุ่น ปรัชญา ตะวันออกและตะวันตก ฉบับ 40, 1990

พระไตรปิฎกฉบับย่อ

ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่

ทั้งนี้ โดยศาลา อาคาร วิหาร มณฑปต่างๆได้จำแนกออกเป็นกลุ่มๆจำนวน ๑๓ กลุ่ม ดังต่อไปนี้คือ

กลุ่มที่ ๑. หอสวดมนต์-ศาลาการเปรียญเก่า

กลุ่มที่ ๒. อาคารกลุ่มชายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง
อันประกอบไปด้วย
- หอกรรมฐาน หรือ “หอขาว”
- อาคารกรมยุทธการทหารอากาศสงเคราะห์ (ปัจจุบันก่อสร้างเป็นโรงครัววัด)
- ศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์ (กำลังก่อสร้างใหม่)

กลุ่มที่ ๓. กลุ่มอาคารฝั่งพระอุโบสถหลังใหม่
อันประกอบไปด้วย
- พระอุโบสถใหม่
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- มณฑปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (เดิมเรียกหลวงพ่อใหญ่)
- มณฑปหลวงพ่อเส็ง (หลวงพ่อขนมจีน)
- มณฑปหลวงพ่อสีวลี
- ศาลานวราชบพิตร
- พลับพลาจตุรมุข
- หอระฆัง-หอกลอง
- โรงเรียนพระพินิจอักษร (ทองดี) พ.ศ. ๒๕๑๙
- อาคารรัตนพฤกษ์ (เรือนกระเหรี่ยง)
- เรือนผีเสื้อ (สร้างแทน “กุฏิเดิม” ของหลวงพ่อ)
- กุฏิ ๑๐ หลัง (ชุดแรก)
- กุฏิเจ้าอาวาส (กุฏิมุมเศรษฐี)
- อาคารธรรมสถิตย์ (ที่พักฆราวาสที่เป็นสตรี)
- ห้องพักชาย (สำหรับนาค, และฆราวาส)

กลุ่มที่ ๔. กลุ่มอาคารด้าน “ตึกอำนวยการ” และอนุสาวรีย์ต่างๆ อันประกอบไปด้วย
- พระจุฬามณี
- อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- อนุสาวรีย์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
- ศาลาท่านปู่-ท่านย่า
- ตึกอำนวยการ ด้านข้างมีห้องน้ำ – ห้องสุขา
- ศาลาพระนอน
- อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช
- เมรุ และ ห้องน้ำ – ห้องสุขา

กลุ่มที่ ๕. กลุ่มศาลา ๒ ไร่, ๓ ไร่, ๔ ไร่, ๑๒ ไร่ อันประกอบไปด้วย
- ศาลา ๒ ไร่
- ศาลา ๓ ไร่
- ศาลา ๔ ไร่
- ศาลา ๑๒ ไร่

กลุ่มที่ ๖. กลุ่มวิหารสมเด็จองค์ปฐม, ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก), วิหาร, พระชำระหนี้สงฆ์ อันประกอบไปด้วย
- วิหารสมเด็จองค์ปฐม
- ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก)
- พระชำระหนี้สงฆ์
- พระยืน ๘ ศอก
- มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย
- ศาลท่านท้าวเวหน

กลุ่มที่ ๗. กลุ่มโรงพยาบาลแม่และเด็กฯ อันประกอบไปด้วย
- โรงพยาบาลแม่และเด็กฯ
- ตึกปฐมราชานุสรณ์
- ตึกปัญจมราชานุสรณ์
- อนุสาวรีย์ในโรงพยาบาล
องค์กลาง “พระพินิจอักษร” (ทองดี)
องค์ซ้าย “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑”
องค์ขวา “สมเด็จพระปิยะมหาราช”

กลุ่มที่ ๘. กลุ่มพระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- พระประธาน (พระพุทธชินราช)
- พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ๗ องค์
- เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
- รูปปั้นหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า
- บุษบกหลวงพ่อฯ

กลุ่มที่ ๙. กลุ่มมณฑปและอนุสาวรีย์ หน้ามหาวิหาร ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- มณฑปพระปัจเจกพุทธเจ้า
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์และทรงผนวช)
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗
- ป้ายอักษรฯ รัชกาลที่ ๙
- พระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
- ศาลามิตรศรัทธา

กลุ่มที่ ๑๐. กลุ่มหอพระไตรปิฎกและพระยืน ๓๐ ศอก อันประกอบไปด้วย
- ด้านหน้าพระยืน ๓๐ ศอก (หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา) ด้านหลังเป็นหอพระไตรปิฎก
- เจดีย์พุดตาน

กลุ่มที่ ๑๑. กลุ่มโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา อันประกอบไปด้วย
- โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
- มณฑปหลวงพ่อ, พระพุทธรูป, และท่านปู่ท่านย่า

กลุ่มที่ ๑๒. กลุ่มมณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒), ตึกรับแขก, ฝั่งริมแม่น้ำฯ อันประกอบไปด้วย
- มณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒)
- ตึกรับแขก (จำหน่ายวัตถุมงคล)
- หอฉัน
- หอกรรมฐานเก่า (ข้างหอฉัน ปัจจุบันทำใหม่ ๒ ชั้น)
- โรงครัวใหม่ (ด้านหลังหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- ตึกกองทุน
- แพปลา (วังมัจฉา)
- ตึกอินทราพงษ์
- หน้าตึกริมน้ำ (อยู่ข้างโรงครัวเก่าใต้ต้นโพธิ์)
- ตึกเสริมศรี-เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์

กลุ่มที่ ๑๓. กลุ่มฝั่งโบสถ์เก่าฯ
- พระอุโบสถหลังเก่า
- วิหารหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์)
- หอไตรกลางน้ำ
- วิหารพระองค์ที่ ๑๐-๑๒
- มณฑปท้าวมหาราชทั้ง ๔
- กุฏิเก่าหลวงพ่อ (เพิงหมาแหงน)
- เมรุเก่า (หน้าตึกรับแขก)
- โรงลิเกเก่า (ปัจจุบันเป็นที่เก็บของ)

กลุ่มที่ ๑๔. กลุ่มมูลนิธิฯ และศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนฯ
- ป้ายศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารฯ บริเวณหน้าพระอุโบสถใหม่
- ธนาคารข้าวฯ ตั้งเมื่อ ๑๑ เม.ย. ๒๕๒๑ (เดิมอยู่ด้านหน้าศาลา ๕ พระองค์ ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้ว เพื่อขยายสร้างศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- โรงสีข้าวพระสุธรรมยานเถระ ตั้งเมื่อ ๑๑ ม.ค. ๒๕๓๑ แห่งที่ ๒ บริเวณสวนไผ่

กรรมฐานระดับสูง

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ :-
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในข้อที่เขา
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในข้อที่เขา
แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ ในข้อที่เขา
ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น.

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้.
คหบดี ! กามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ
ชั้นหัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกว่ากามโภคีทั้งหลาย,
เปรียบเสมือน
นมสดเกิดจากแม่โค
นมส้มเกิดจากนมสด
เนยข้นเกิดจากนมส้ม
เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส;
หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดารสอันเกิดจากโคทั้งหลายเหล่านั้น,
ข้อนี้ฉันใด;
กามโภคีจำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น
ฉันนั้น แล.

ศีลอันบริสุทธิ์

ศาสนาดงบั๊ก อี่มีอาณาเขตตั้งแต่อำเภออำนาจเจริญไปถึงอำเภอมุกดาหาร เมื่อก่อนทางรถยนต์ก็ไม่มี มีแต่ทางเดินเท้า มีคนไปสร้างกรงเอาไว้ เอาไม้เป็นท่อนๆ ไปฝังๆ เรียงกัน จนสัตว์ใหญ่ๆ เข้าไม่ได้ ใครเดินทางมาจะต้องรีบเร่งให้ถึงที่ตรงนั้น มานอนอยู่ในกรงนั่น มิฉะนั้นเสือมันเอาไปกินหมด

ทีนี้หลวงตาสนแกไป แกก็ไปนอนอยู่บนก้อนหิน กลดไม่กาง เดือนหงายๆ ตกกลางคืนเสือมันออกมาเป็นฝูง ท่านก็บอกว่า “เสือเอ๊ย! … มากินมันเสีย บักอันนี้มันเป็นโจรฆ่าผู้ฆ่าคนมามากแล้ว มากินเสียให้มันหมดกรรมหมดเวรไปหน่อย” เสือมันก็ไม่กิน ท่านบอกว่า ธรรมดาเสือเมื่อมันเห็นคนเห็นสัตว์มันจะหมอบทำท่าขู่

คนมีศีลบริสุทธิ์นี่ แม้แต่เสือมันก็ไม่กัด หลวงตาสนอยู่ เมืองอุบลเมื่อก่อนนี่ เดิมทีเดียวท่านเป็นนักเลงโตขนาดจี้ปล้นชั้นเสือ ภายหลังมากลับอกกลับใจ นึกถึงบาปบุญคุณโทษ เพราะไปติดคุกอยู่ ๑๔ ปี พอออกจากตะรางไปยกมือไหว้ขอบริขารเขา บอกว่า โอ๊ย เพิ่งออกจากคุกมาเดี๋ยวนี้ อยากจะบวช ไม่มีบริขารจะบวช ขอบริขารไปบวชหน่อย คนขายบริขารก็จัดให้ ถ้าไม่ให้ก็กลัวมันจะทำร้ายเอา พอได้แล้วแกก็ไปหาอุปัชฌาย์ อุปัชฌาย์ก็บวชให้ด้วยความจำใจเหมือนกัน พอบวชแล้วท่านก็ศึกษาพระธรรมวินัยข้อวัตรปฏิบัติ พอมีความรู้ความเข้าใจพอสมควรแล้วไปธุดงค์อยู่ในดงบั๊กอี่

แต่ นี่มันมาแล้วมานั่งเฝ้าเหมือนหมาเฝ้าบ้าน นั่งยองๆ เหมือนหมานั่งเฝ้าบ้าน บางตัวเดินไปหัวมันสูงกว่าหัวเรา เวลามันนั่งอยู่ ท่านเดินเข้าไปหามัน จะเอามือไปตบหัวมัน มันก็กระโดดเข้าป่าไป แทนที่มันจะกัดท่าน มันไม่กัด ท่านจึงมาพูดเล่นๆ ตลกๆ ว่า “เออ! ไอ้ของที่เราสละทิ้งแล้วนี่ แม้แต่สัตว์เดรัจฉานมันก็ไม่เอา ของทิ้งแล้ว”

พุทธประวัติ กัยความจริงที่ปรากฏ

ความเป็นจริงในด้านประวัติศาสตร์  ในเรื่องนี้เรามีหลักฐานด้านโบราณคดี  วรรณกรรม  ภูมิศาสตร์  ที่สามารถทำลายความสงสัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งบุคคลเหล่านั้นได้ไปให้ถึงดินแดนอันเป็นพุทธภูมิด้วยแล้ว จะไม่ติดใจสงสัยเลยว่า เจ้าชายสิทธัตถะ โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ได้เสด็จออกผนวชจากราชตระกูลศากยะ บำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จนมีคนเคารพนับถือสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่  เช่นเดียวกับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา  เชื่อในความมีอยู่ของ เธเลส อันเป็นปรัชญาเมธีของกรีกในยุคก่อนและยุคใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ยอมรับถึงความมีอยู่ของ พระนางคลีโอพัตรา  ของอียิปต์ เล่าจื้อ  ขงจื้อ เม่งจื้อ อันเป็นปรัชญาเมธีของจีน ตลอดถึงคนสำคัญอื่นๆ  ในอดีตพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปในอดีตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  นั้นเอง  ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้

ความจริงในด้านปาฎิหาริย์  อันเป็นพระคุณสมบัติที่ทรงขจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ออกไปได้ คือ การที่ทรงขจัดกิเลสและบาปธรรมทั้งปวงได้ จนทำให้ทรงประกอบด้วยปาฏิหาริย์หรือความอัศจรรย์ ๓ ประการ  คือ

เรื่องราวที่เป็นพระประวัติของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ศึกษาหากต้องการจะพิสูจน์ว่า พระองค์เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่แล้ว เราจะต้องศึกษาใน ๓ ด้านด้วยกัน  คือ

๑. อิทธิปาฏิหาริย์  ทรงประกอบด้วยฤทธิ์  คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์  บางอย่างเกินกว่าวิสัยของสามัญชนแต่เมื่อบุคคลได้ศึกษาให้ทราบถึงความหมาย และเหตุแห่งฤทธิ์แล้ว  สามารถปรับความเข้าใจในรูปของการเปรียบเทียบกับความสำเร็จทางกายของ นักกายกรรม  ยิมนาสติก  ผู้ฝึกมาอย่างดีแล้วก็จะพบว่า คนเหล่านั้นมีความสำเร็จที่เกินวิสัยของสามัญชน เหมือนกัน เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าหรือ พระสาวก เป็นคุณสมบัติเฉพาะของท่านที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เช่นเดียวกับพวกกายกรรม ที่ฝึกมาในเรื่องนั้นๆ มาดีแล้วฉะนั้น

๒.  อาเทสนาปาฏิหาริย์  เป็นผลของ เจโตปริยญาณ อันผ่านการฝึกอบรมทางจิตมาตามลำดับ  ทำให้พระพุทธเจ้าทรงรู้ใจ  ทายใจ เข้าใจคนอื่นได้ในแง่มุมต่างๆ   อันเป็นอุปกรณ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้คนต่างๆเข้า ใจได้  ตามพื้นฐานความรู้ของเขาเหล่านั้น ที่ทรงรู้ด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์

๓.  อนุสาสนีปาฏิหาริย์  ทรงมีพระธรรมคำสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นโทษ ก็คงเป็นโทษตลอดไป  ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นคุณ ก็คงเป็นคุณตลอดไป  เมื่อคนนำมาปฏิบัติแล้วจะอำนวยผลให้ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ  พระธรรมคำสอนของพระองค์  จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ทุกเวลาทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล

แต่ข้อที่ไม่ควรลืมประการหนึ่ง คือการเรียบเรียงเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์นั้น       ? ความบันดาลใจ ประทับใจ ของผุ้เรียบเรียง มีบทบาทร่วมอยู่ด้วย ?  คือผู้เรียบเรียงมีความประทับใจ เลื่อมใส จนเกิดเป็นจินตนาการการเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ  จึงได้เรียบเรียงไว้เช่นนั้น แม้ว่าพระประวัติของพระพุทธเจ้า ผู้เรียบเรียงจะอยู่ในฐานะของ สุตกวี  คือแต่งโดยได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษามา และ อรรถกวี  แต่งโดยเนื้อหาความจริงเป็นหลักก็ตาม แต่มีบางเรื่องบางตอนที่เกิดขึ้นจากแรงบัลดาลใจ อันอาศัยศรัทธาปสาทะแต่งออกมาในฐานะของ จินตกวี และ ปฏิภาณกวี คือ แต่งโดยปฏิภาณของตนปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ผู้ศึกษาต้องยอมรับว่า นั้นเป็นความจริงตามแรงบัลดาลใจของกวี ซึ่งจะต้องยอมรับในฐานะนั้นๆ  ในกรณีของพุทธประวัติ ผลงานแบบจินตกวีมีบ้างก็ไม่มากนัก

โปรดเข้าใจ ว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะตัดเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกหมด ก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนอะไรแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช้รากฐานของพระพุทธเจ้า  แต่รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือ  พระปัญญาคุณ  พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ  อันพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  เกื้อกูลและความสุขแก่โลก จากอดีตถึงปัจจุบันและอาจพิสูจน์ตนเองได้ทุกกาลเวลา

๒.  ที่ว่าภายหลังประสูติ ทันทีที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวนั้นจริงหรือไม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

๑.  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อประสูติใหม่ ๆ พระญาติวงค์เห็นเป็น ๔ กร จึงได้ถวายพระนามว่านารายณ์ราชกุมาร เป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ แต่พระกรจริงๆ  มีเพียง ๒ กรเท่านั้น สิทธัตถราชกุมารปรากฎว่าเดินด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวเพียงขณะเดียว  ต่อแต่นั้นก็เป็นทารกที่เดินไม่ได้เช่นเดียวกับทารกทั่วไป  เพราะตอนอสิตดาบสเข้าเยี่ยม พระเจ้าสุทโธทนะทรงอุ้มพระกุมารให้อสิตดาบสดู   การเสด็จดำเนินไปได้  ๗ ก้าว    จึงเป็นเรื่องของบุญฤทธิ์       ที่ท่านเรียกว่า       ปุณณวโตอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ เป็นคุณสมบัติเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้น

๒.  เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นอัจฉริยบุคคล ที่สร้างสมอบรมบารมีมาเป็นพิเศษ การเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว จึงอาจเป็น กัมมวิปากชาอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจกรรมที่เรียกว่า กรรมโยนิ คือ กุศลกรรมอย่างสูงมาเป็นกำเนิน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้น อันเป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่เป็นอัจฉริยบุคคล ซึ่งผู้มีปัญญาอาจพิจารณาเทียบเคียงกับอัฉริยบุคคลในปัจจุบันได้เป็นอันมาก เช่น

- ด.ช. กิมอี้ชุน ชาวเกาหลี อายุ ๖ ขวบ พูดได้ ๖ ภาษา อายุ ๖ เดือน ฟันเต็มปาก

- ด.ญ. สกุลตลาเทวี ชาวอินเดีย ด.ช.เงา ชาวเกาะสมุย สามารถบวกเลขได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข เมื่ออายุได้เพียง ๖ ขวบ

- คุณสมเถา สุจริตกุล อ่านเอนไซโครปีเดียบริตานิกาจบ เมื่ออายุ ๕ ขวบ

- คุณทิพย์สุดา สุนทรเวช อ่านภาษาไทย อังกฤษ ได้คล่องเมื่ออายุ ๑๗ เดือน เรียน ป.๓ ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เมื่ออายุ ๒ ขวบ

- และเด็กแขกอีกคนหนึ่ง ที่สามารถอธิบายไตรเพทได้เมื่ออายุเพียง ๒ ขวบกว่า ๆเป็นต้น

- ตามพุทธประวัติ  คนที่เห็นเหตุการณ์ในยุคนั้นบอกว่าเป็นเช่นนั้น คนที่เกิดไม่ทันและไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มของพวกที่โดยเสด็จพระนางสิริมหา มายาไปที่ลุมพินีวัน ถ้าไม่คิดว่าตนเองเก่งจนสามารถรู้ว่าอะไรในอดีตจริงหรือไม่จริง ก็ต้องยอมรับว่า  ? ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ว่าเป็นเช่นนั้น ?   ทำไมต้องเป็นเช่นนั้นหรือ?

เรื่องนี้ต้องมองกันในแง่ของหลักฐานในด้านต่างๆ  ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่งเช่น

คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ยังแสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆ  ออกมาได้ แล้วทำไมเล่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอัจฉริยะบุคคลที่ไม่มีใครเหมือนจะไม่เหมือนใครในบางเรื่องไม่ได้เชียว หรือ?

๓.เป็นพุทธวิสัยคือวิสัยของคนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าและองค์พระพุทธเจ้า เรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์หลายเรื่อง ที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยความคิด พิจารณา ใครขืนจะรู้เรื่องนี้ให้ได้ด้วยการคิดเอาเอง ทั้งๆ  ที่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานแล้ว อาจกลายเป็นคนบ้าไปได้ง่ายๆ  เพราะเป็นอจินไตย คือเรื่องที่ไม่ควรคิด ซึ่งท่านแสดงไว้ ๔ ประการ คือ

-พุทธวิสัย     เรื่องอันเป็นวิสับของพระพุทธเจ้า

-อิทธิวิสัย     วิสัยแห่งท่านที่บรรลุฤทธิ์ ในชั้นต่างๆ

-กัมมวิปากวิสัย    วิสัยแห่งวิบากกรรม

-โลกจินตา    ความคิดเรื่องกำเนิด ความเป็นมาของโลก

แต่ ข้อที่ไม่ควรลืม  คือ บัณฑิตในพระพุทธศาสนาไม่ได้ติดใจในเรื่องเหล่านี้ว่าจะเป็นจริงๆ  หรือไม่ เพราะบัณฑิตย่อมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่ทรงประกอบด้วยพระคุณดังกล่าว และ  พระพุทธคุณที่สำคัญคือการที่พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา สั่งสอนธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แก่ชาวโลก และพระธรรมนั้นสามารถรักษาคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามได้จริง ชาติกำเนิน   พระรูปกาย  ตลอดถึงจะดำเนินได้ด้วยพระบาท ๗ ก้าวเมื่อประสูติหรือไม่ ไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่นั้นเป็นข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์  ที่ท่านผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เห็นและบอกกล่าวสืบต่อกันมา ผู้ฉลาดจึงไม่บังอาจปฏิเสธในเรื่องที่ตนเกิดไม่ทัน  และเป็นพุทธวิสัย เพราะไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการเพิ่มมลทินใจ คือความสงสัยขึ้นภายในจิตใจให้มากขึ้น และเป็นการเสียเวลาในการพัฒนาจิตของตนไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์.

ในพระไตรปิฎกยังแสดงไว้ชัดเจนถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ คือพระองค์ทรงเล่าความเป็นมาของพระองค์เองนับตั้งแต่ครั้งที่เสวยชาติอยู่ใน สวรรค์ชั้น ดุสิต จนถึงวันพระประสูติว่า ”

ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

คัดจาก พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาส)

จะสังเกตได้ว่าพระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความมีสติอันสมบูรณ์ของพระโพธิสัตว์ ว่ารู้ตัวทั่วพร้อมมิใช่คนหลงสติหลงตายมาเกิดดังเช่นสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

๓.พระ พุทธเจ้าเมื่อประสูติใหม่ ๆ พราหมณ์ทำนายว่ามีคติเป็นสอง คือถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช   หากออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกในโลก   ทำไมพระองค์จึงเสด็จออกผนวชเสียเล่า ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์! โพธิสัตว์มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา  ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์ ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ! ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาเมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสามแห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง.

วิธีรักษาศีล

วิธีรักษาศีล เจริญภาวนาง่ายๆ
รุ่ง อรุณ เจ้าของงานเขียน ถึงคราวเคราะห์หรือเพราะเวรกรรม กล่าว ว่า อยากแนะนำให้เริ่มต้นที่จุดเล็กๆ แล้วค่อยพัฒนาในระดับต่อไป เช่น การรักษาศีลในวันเกิด หรืออาทิตย์หนึ่งรักษา 1 วัน วันใดก็ได้อย่างเคร่งครัด แต่วันอื่นก็ใช่ว่าไม่รักษา รักษาเหมือนกัน ซึ่งอาจจะพลาดบ้างก็ไม่ว่ากัน แต่วันที่ตั้งใจรักษาก็ไม่ควรพลาดทั้ง 5 ข้อ เช่น อยู่บ้านไม่โกหกภรรยา หรืออยู่ที่ทำงานไม่โกหกลูกค้าเพื่อให้บริษัทที่ตัวเองทำได้ประโยชน์มากจาก ลูกค้า ไม่โกหกนาย หรือไม่ดื่มของมึนเมาไม่ว่าจะกับเพื่อนหรือลูกค้า ”

เพียง บอกให้เขารู้จุดประสงค์ของเราและต้องไม่อายที่จะบอกอย่างนั้น เมื่อทำได้วันหนึ่งไม่ขาด ไม่ด่าง ไม่พร้อย วันต่อไปก็ไม่ยาก ซึ่งไม่แน่ต่อไปเราอาจจะเป็นคนที่เคร่งครัดในศีล หมั่นในการเจริญจิตตภาวนาไปโดยปริยายก็ได้ หรือจะรักษาศีลข้อใดข้อหนึ่งก็ได้ เช่น ไม่ประพฤติผิดในสามีภรรยาคนอื่น ไม่โกหก ตลอดชีวิต เป็นต้น เพียงแค่นี้ก็ถือว่าได้บุญมาก” รุ่งอรุณ กล่าว และฝากว่า การรักษาศีลที่ถูกวิธีก็คือการรักษาที่ใจของตัวเองให้เป็นปกติจะได้ไม่คิดทำ สิ่งที่ไม่ดี

” แต่ทานศีลยังไม่พอ จะต้องเจริญจิตตภาวนาด้วย เพราะใครก็ตามที่สามารถฟันฝ่าปัญหาและอุปสรรคต่างๆ ได้ต้องเกิดจากการฝึกฝนอบรมจิตมาเป็นอย่างดี และจิตที่ฝึกมาดีจะทำให้มีความสุขเสมอ มีบางคนเกิดมาบนกองเงินกองทองแต่ปัญญาอ่อน พิกลพิการ นั่นเพราะให้ทาน ไม่เคยรักษาศีล บางคนรักษาแต่ศีลไม่เคยให้ทาน หน้าตาหล่อเหลาสะสวยแต่โง่ ฐานะดีแต่พอเจอปัญหาก็เอาตัวเองไม่รอดต้องฆ่าตัวตาย นั่นก็เป็นเพราะไม่รู้จักการฝึกจิตภาวนา”

ฉะนั้น จะทำบุญทั้งทีต้องทำให้ครบวงจรชีวิตจึงจะมีความสุข ความราบรื่น และบริบูรณ์ด้วยสิ่งที่ปรารถนาต้องการ

ดนัย กล่าวเสริมว่า ศักดิ์ศรี ของความเป็นมนุษย์อยู่ที่ศีล ถ้าใครไม่มีศีลสักข้อศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ก็ไม่เหลือ เมื่อใดก็ตามที่ศีลพร่องความเป็นมนุษย์ของเราก็พร่องด้วย เพราะฉะนั้นไม่ควรให้ศีลขาดเลย ถ้ารู้ว่าผิดศีลข้อไหนก็ตั้งใจเริ่มใหม่ได้

ทำบุญต้องทำให้ครบวงจร
พระ มหาบวรวิทย์ กล่าวว่า การให้ทานอย่างเดียวคงไม่พอ เพราะผลแห่งทานก็แค่ส่งผลให้ผู้ทำอยู่ดีมีสุขมีทรัพย์สมบัติเท่านั้น แต่ผลของการที่ได้เกิดมาเป็นมนุษย์ มีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ ไม่พิกลพิการ ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนนั้นเป็นผลของการรักษาศีล 5 ฉะนั้น อย่าคิดแต่การให้ทานเพราะทานจะให้แค่ความอุดมสมบูรณ์เพียงแค่ทางวัตถุภายนอก เท่านั้น ต้องรักษาศีลด้วยเพื่อการมีสุขภาพที่ดี

คำสอนจาก พระพุทธเจ้า

พระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร “อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ”    แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา”

พระพุทธเจ้าเตือนเราตลอดและเสมอให้ตื่นขึ้น  ให้รู้ตัวได้แล้ว  เมื่อเราทำสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐานด้วย คำบริกรรมว่า “พุทโธ”   แต่เราก็ไม่เคยสนใจเลยว่า  คำบริกรรม “พุทโธ” คืออะไรกันแน่   แล้วพระพุทธเจ้ายังเตือนเราอีกด้วยในความหมายของคำว่า “สติปัฏฐาน”  แต่กิเลสตัณหาหรือมารในใจของเรา  ก็ทำให้พวกเราก็ไม่เคยใส่ใจจะหาความหมายแท้จริงของคำว่า”สติปัฏฐาน” และ “พุทโธ” เลย

- จิตปภัสสร เป็นจิตที่มหาบริสุทธิ์ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะอยู่  ดังนั้นจิตปภัสสรจึงเป็นนิพพานธาตุ และเป็นอมตะ  ดำรงอยู่ได้ในแดนนิพพาน = ตัวจริง

หลักฐาน

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความกำจัดราคะ  ความกำจัดโทสะ  ความกำจัดโมหะ  นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ
ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า อมตภาพ……”

- ส่วนจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา จะอยู่ที่ไหนล่ะครับ  เพราะนิพพานเป็นที่ๆจิตมหาบริสุทธิ์อยู่   ดังนั้นพวกเราเหล่าจิตมหาบริสุทธิ์จึงร่วมกันสร้างโลกและจักรวาล สวรรค์นรก รวม 31 ภพภูมิให้จิตเศร้าหมองอยู่ = ตัวปลอม

หลักฐาน

1. ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม  อย่ในบทปฐามกาล ปฐมกาล / Genesis  ปฐมกาล 1 การทรงสร้าง
1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก ฯลฯ

ในวันสุดท้ายของการทรงสร้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” (ปฐมกาล1:26) ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าซึ่งเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ไม่ได้มีองค์เดียว  เพราะใช้คำว่าเรา  ถ้าหลักฐานยังไม่ชัด  อ่านท่อนนี้ซิ  1:26 ปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า : … จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา ……..”  อีกท่อนหนึ่ง    “ดูเถิด มนุษย์ได้มาเป็นเหมือนหนึ่งในพวกเราแล้ว รู้จักความดีและความชั่ว”

2. ในศาสนาพุทธ    3 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ/นิพพาน/พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง  สรุปก็คือ ผู้สร้างคือ ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล  (ธรรมธาตุ หรือ อสังขตธาตุ ตือ พระเจ้า นั่นเอง)      อ่านต่อได้ใน http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0

ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ

เรามีตัวเราอีกตัวหนึ่งหรืออีกจิตหนึ่ง ที่เป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้แล้ว  นอนรอเราอยู่ในนิพพาน  แต่เราก็ไปยอมตื่นขึ้นมาเป็นท่านสักที    ตัวจริงของเราที่เป็นอรหันต์จึงต้องรอเก้อเป็นล้านๆๆๆๆๆๆปี  เพราะเราที่เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก หลงอยู่ในความฝันไม่ยอมตื่น

กิเลสตัณหาและอวิชชาเป็นตัวทำให้เราฝันอยู่  และฝันไปเรื่อยๆในสังสารวัฏฏ์  ข้ามภพข้ามชาติไปไม่มีวันสิ้นสุด  คือ ไม่ยอมตื่นขึ้น  เพื่อกลับเข้าไปในโลกนิพพาน ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดร

ตราบใดที่เรา(จิตสังขารไม่บริสุทธิ์อยู่ในโลกนี้)  ยังคงอยุ่ในความฝันเสมือนจริงในโลกมนุษย์และใน 31 ภพภูมิ   ตราบนั้นเรา(จิตบริสุทธิ์ที่อยู่ในโลกนีพพาน)ก็ตื่นขึ้นไม่ได้

เจ้ากรรมนายเวร

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งของเด็กหญิงผู้ถูกความมืดครอบงำ ทำให้เธอกระทำสิ่งผิด โดยคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความสุข ความสะใจของตนเอง แต่ที่สุดแล้วมันได้กลับกลายเป็นความทุกข์ให้กับเธออย่างยาวนาน

นาง สาวธัญญารัตน์ เป็นคนจังหวัดสมุทรสาคร บ้านของเธออยู่ริมคลอง ซึ่งมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านของเธอมีอาชีพทำนากุ้ง เธอจึงอยู่กับนากุ้งมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นกุ้งเป็นของเล่น หากต้องการจะเล่นอะไรก็เอาชีวิตของกุ้งมาเล่น โดยไม่นึกเลยว่ากุ้งเหล่านั้นจะอยากเล่นกับเธอหรือไม่

สิ่งที่ธัญญารัตน์ชอบมากที่สุดคือการทรมานกุ้ง ด้วยการจับตัวเป็นๆมาใส่ไว้ในช่องฟรีซ(Freeze) หรือช่องแช่แข็งของตู้เย็น เพื่อทรมานให้มันแข็งตาย เพราะหลังจากแช่กุ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็จะไปเปิดตู้เย็นดู และเห็นกุ้งดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานจากอากาศที่เย็นจัด ธัญญารัตน์จำภาพนั้นได้ติดตา วันไหนเห็นกุ้งทรมานมาก หญิงสาวก็ยิ่งชอบใจ และหลังจากทรมานแล้ว เธอก็เอาไปทิ้ง!!

ด้วย ความเป็นเด็กของธัญญารัตน์ เธอไม่เคยนึกถึงบาปบุญคุณโทษแต่ประการใด พ่อแม่ของเธอก็ไม่ทราบว่าเธอได้กระทำกรรมแบบนั้น เธอจะเล่นอย่างนี้เป็นประจำ บางครั้งก็ชวนเพื่อนมาเล่นด้วย กุ้งที่ถูกเธอทรมาน มาหลายปีมีทุกขนาด หากรวมๆแล้ว ก็คงนับร้อยๆตัว

มีเพื่อนบางคนของเธอเตือนว่า การทรมานสัตว์เช่นนี้เป็นบาป ผลกรรมนั้นอาจจะย้อนกลับมาหาตัวเธอก็ได้ แต่ตอนนั้นธัญญารัตน์ไม่เคยสนใจและไม่กลัว เพราะว่า ที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นกุ้งตัวไหนจะสามารถจับเธอขังในช่องแช่แข็งอย่างนี้ ได้ นั่นคือความคิดของธัญญารัตน์ ตอนนั้น เธอคิดว่ากรรมและผลกรรมคือการกระทำต่อกันอย่างตรงไปตรงมา หากเธอจับกุ้งแช่ช่องฟรีซ กุ้ง ก็ต้องจับเธอแช่ช่องฟรีซเช่นเดียวกัน

บาง ครั้งที่พ่อแม่เธอเห็นลูกสาวเล่นอย่างนั้น ก็ว่ากล่าวสั่งสอนไม่ให้ทำ เพราะมันไม่ดี แต่ธัญญารัตน์ก็ไม่ได้ เลิกเล่นแต่ประการใด ยังคงแอบจับกุ้งมาแช่ตู้เย็นอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม เธอรู้สึกว่าเห็นสัตว์ทรมานแล้วสนุกดี

กรรมที่ธัญญารัตน์กระทำไว้นั้นมันค่อยๆ คืบคลานตามหลังเธอมาอย่างไม่รู้ตัว เธอเองไม่เคยคิดด้วยซ้ำไปว่ากรรมนั้นจะตามมาให้ผล เธอคิดแต่เพียงว่า กุ้งเหล่านั้นก็ตายไปหมดแล้ว มันคงลุกมาทำอะไรเธอไม่ได้อย่างแน่นอน แต่หารู้ไม่ว่า กุ้งจำนวนหลายร้อยตัวที่เธอจับมันแช่ช่องฟรีซจนตายนั้น อาจจะมีความแค้นอาฆาตต่อเธออย่างหนักก็เป็นได้

แล้ว สิ่งที่เธอไม่เคยคิดไม่เคยคาดฝันก็เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย ตอนแรกๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ บ่อยครั้งที่เธอหายใจไม่โล่ง ไม่สะดวกและคัดจมูกเป็นประจำ บางครั้งอาการกำเริบหนัก กว่าจะหายใจกลับมาเป็นปกติได้ก็ทุกข์ทรมานแทบตาย!!

หญิงสาวได้ไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเธอเป็นโรคภูมิแพ้ และเป็นหอบหืด ในขณะนั้นเธอคิดว่า โรคแบบนี้คงไม่หนักหนาอะไร รักษาสักพักก็หาย เพราะเป็นโรคที่ไม่น่ากลัว
แต่สิ่งที่ธัญญารัตน์คิดนั้นแทบจะตรงกันข้าม เพราะทุกครั้งที่เธอเป็นภูมิแพ้ก็ดี เป็นโรคหอบหืดก็ดี เธอรู้สึกทรมานมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เธอทุกข์ทรมาน เพราะหายใจไม่ค่อยออก ลมหายใจแต่ละเฮือกนั้นมีค่าสำหรับเธอมาก หากเธอหายใจไม่ได้เพียงไม่กี่วินาที นั่นก็หมายความถึงชีวิตของเธอเลยทีเดียว

ใน บางช่วงเวลาจิตของเธอนึกไปถึงกุ้งที่เคยจับมาทรมานในช่องฟรีซ มันมีสภาพไม่ต่างจากเธอตอนที่หายใจไม่ค่อยออก มีแต่ความทุกข์ทรมานตลอดเวลา

และเมื่อเห็นภาพกุ้งเหล่านั้นมาปรากฏในใจของเธอบ่อยๆ เธอจึงคิดว่า สิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้ คงจะเป็นผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ตอนเป็นเด็กนั่นเอง เธอทรมานอย่างไร กุ้งก็คงจะทรมานเช่นเดียวกัน กฎแห่งกรรมจึงค่อยๆ ประจักษ์ในใจของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

ธัญ ญารัตน์ประสบกับความทุกข์ทรมานมาหลายปี จนกระทั่งเธอเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ความทรมานจึงค่อยๆทุเลาลง แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือการทำงานของกฎแห่งกรรม ที่เกิดขึ้นกับเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่ ก็เป็นสิ่งที่เธอเคยกระทำไว้นั่นเอง

ทุกวันนี้ธัญญารัตน์จึงพยายามทำบุญทุกวิถีทาง เพื่อจะทำให้อำนาจของกรรมไม่ดีที่เธอเคยก่อไว้นั้น ได้เบาบางลงบ้าง และทุกครั้งที่เธอทำบุญก็จะอุทิศส่วนบุญกุศล ให้กับพวกกุ้งที่เธอเคยจับมันมาทรมานจนตาย สิ่งนี้จึงทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

กรรม ชั่วไม่เคยทำให้ใครมีความสุข จงหลีกเลี่ยงกรรมชั่วเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เดียวนี้ ก่อนที่กรรมเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง ผลกรรมที่ธัญญารัตน์ได้ประสบอยู่ขณะนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลจากกรรมชั่วที่ตนเองเคยกระทำไว้ กรรมและผลแห่งกรรม จึงสามารถยืนยันได้จากประสบการณ์ของคนเหล่านั้นว่าเป็นจริงอย่างแน่นอน

ไม่ มีใครที่จะหลีกหนีกฎแห่งกรรมเหล่านี้ได้ ผู้ทำกรรมอย่างใดไว้ ก็ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น หากเราต้องการมีความสุข มีความโชคดี ก็จงหมั่นทำกรรมดีตลอดไป

ที่มาของศาสนา

ศาสนา

เรื่องศาสนาของโลก  เป็นเรื่องของการค้นหาตัวของเราเองว่ามาจากไหน  และจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขชั่วนิจนิรันดร  แม้ว่าคำสอนในศาสนาต่างๆจะแตกต่างกันมาก   แต่ความแตกต่างนั้นก็มาจากมิจฉาทิฏฐิของมนุษย์ ที่ใช้สมองในการตีความ ไม่ใช้การปฏิบัติให้ถึงปัญญา แล้วตีความ    จึงทำให้ถูกอวิชชาหรือพญามารแทรกแซงความคิดที่ถูกต้องได้  เป็นเหตุให้เขาตีความข้อเท็จจริงผิดไป

ศาสนา ทุกศาสนาล้วนซ่อนความจริงหรือสัจธรรมสูงสุดไว้ภายใน  เช่น  ในศาสนาพราหมณ์พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก(พระพรหมโลกุตตระ)  พระเจ้าผู้รักษาโลก(พระนารายณ์)  พระเจ้าผู้ทำลายโลก(พระศิวะ)  นั่นคือหลักความจริงทั้ง 3 ในศาสนาพุทธ นั้นเอง

พรหมผู้สร้างโลก     = หลักเกิดขึ้น
นารายณ์รักษาโลก   = หลักตั้งอยู่
ศิวะผู้ทำลายโลก     = หลักดับไป

แล้ว โลกแท้จริงก็คือตัวเรา(จิตสังขาร)เอง ซึ่งคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  และทำอกุศล(บาป)ลงไป   ทำให้พวกเราต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องดับไป คือ ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายไปเรื่อยๆ   หลีกหนีไม่ได้สักคนเดียว

เนื่องจากศาสนาพราหมณ์และโซโรอัสเตอร์  รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ผู้สอนและเผยแพร่ศาสนาล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงปรมาตมัน   ปรมาตมัน หรือพระนิพพาน หรือพระธรรม หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระบิดาของทุกสรรพสิ่ง จึงได้อวตารลงมาเป็นโคตมพุทธเจ้า  ผู้สอนธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนให้มนุษย์เอง  เพียงพอที่จะนำพวกเราเหล่ามนุษย์สามารถดับทุกได้สมบูรณ์  เนื่องจากพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลก  ที่สะสมบุญบารมีและปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์  ตามหลักการที่พวกเราทั้งหมดสมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน(องค์พระผู้ เป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา)กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

ศาสนาพุทธซึ่งแต่เดิมนิกายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ) รวมอยู่ด้วยกันได้จนถึงยุคหลังปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกเท่านั้น  เนื่องจากในปฐมสังคายนา  มีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 เท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้  ซึ่งมีพระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบ  500 รูป ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ)ล้วนรับรองทุกพระสูตรของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่าง ไรก็ดี  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  สาวกฝ่ายเถรวาทมีผู้ปฏิบัติไม่ถึงขั้นเยอะ  ทำให้พวกนี้ใช้กฎหมู่  เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก   โดยระบุว่าพระภิกษุธรรมดา ก็เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎกได้  นอกจากนี้ก็ยังไม่เชิญฝ่ายมหายาน(มหาสังฆิกะ)เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วย   เอาเฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาทเท่านั้น  ปิฎกมหายานไม่เอาทั้งสิ้น  เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเขาล้วนไม่เข้าใจในส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานในเรื่องที่เกิน อวิชชา และจิตปภัสสร  เช่น  เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า พุทธเกษตรค่างๆ  ฯลฯ

ที่สำคัญ ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งต่อๆมา  มารก็สิงใจพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  แต่มีอำนาจการปกครองสงฆ์  ให้ค่อยๆเขี่ยทิ้งพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกินอวิชชา และจิตประภัสสร  ออกไป คือ เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ  แม้แต่เรื่อง 49 วันหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับ พระอมิตา และพระไวโรจนพุทธเจ้า และท่านก็แสดงธรรมในฐานะพระไวโรจนพุทธเจ้า(องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระ บิดา)   ตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นในพระไตรปิฎกปัจจุบันแล้ว

แม้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามปัญจวัคคีย์ถึงเรื่อง  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก(พระปฐมพุทธเจ้า) ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่า “พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า”  ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่แบ่งแยกพระองค์ออกเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า เรื่องนี้ก็หายสาบสูญไปจากพระไตรปิฎกของไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังพอมีหลักฐานอยู่บ้างในคัมภีร์ปฐมมูล

โชคยังดีที่…แม้ว่าพระ ไตรปิฎกที่หายสาบสูญไปนั้น  ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ของไทย  ท่านสามารถติดต่อกับเหล่าพระพุทธเจ้าได้  ท่านก็ยังเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่ให้คนไทยฟังอยู่เสมอ   เช่น  เรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล  ไปเจอพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งที่หน้าคาเหมือนพระพุทธเจ้าของเราเลย คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่อยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร(แดนนิพพานของพวกสัมโภคกาย หรือพวกกายทิพย์อมตะ หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์)”   ที่ศาสนาคริสต์เรียกว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

เสียดายที่ชาวพุทธเถรวาทไม่ รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ   รู้จักแค่เพียงผิวเผิน  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเทวนิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  แต่ชาวพุทธเถรวาทโดยเฉพาะพระปริยัติ  กลับไปบอกว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นปรมาตมัน(องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระ บิดา)อุตส่าห์ลงมาเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธแท้ๆ