การเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง

มได้รับ ทัวร์ ของซากปรักหักพังพ่อ Bemen หลุยส์ ที่ได้ นำ การชุมนุมที่นั่นเป็นเวลา 12 ปี

ขณะที่เขาเดิน ผ่าน ฉันเปลือก ดำคล้ำ พรม ตอนนี้อยู่ใน เถ้า และ เศษ เขา ตำหนิ การทำลายใน กลุ่มภราดรภาพมุสลิม และ อิสลาม อื่น ๆ

กองทัพมีสัญญาว่าจะ ช่วยสร้าง โบสถ์ แต่เขาบอกว่า ไม่มีใคร อยู่ที่นั่น ใน ชั่วโมง ของ ความต้องการ – ไม่ได้ ตำรวจ จาก ประตูถัดไป

” คริสตจักรจะไม่เกิน 12 เสียงฝีเท้า ห่างจาก สำนักงานใหญ่ของ ตำรวจ Minya ” เขากล่าวว่า

“เมื่อ มีคน ถาม ตำรวจ ที่ได้รับการ ปกป้อง ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ของตัวเอง ที่จะมา และช่วยให้เรา พวกเขาปฏิเสธ . พวกเขา กล่าวว่าพวกเขา ไม่ได้มี คำสั่ง ที่จะ แทรกแซงใน ปัญหานี้ . ”

คริสตชน ใน Minya กำลังเผชิญ กำลังเผชิญกับ รูปแบบอื่น ๆ ของ การลงโทษ

พวกเขา เป็นเป้าหมายที่ ปกติสำหรับ การลักพาตัว เพราะ การรับรู้ ว่าพวกเขาเป็น อยู่ที่ดี

ชาวบ้าน กล่าวว่า ประมาณ 100 คน ถูกลักพาตัวไป ในต่างจังหวัด ตั้งแต่ การปฏิวัติ 2011 ที่บังคับให้ นีมูบารัก ออกจากอำนาจ ส่วนใหญ่เป็น ชาวคริสต์
‘ ความตาย หลุม ‘

Hany Sedhom , เภสัชกร, ถูกลักพาตัวไป โดย แก๊ง เจ็ด คน ในปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาสองวัน ที่เขา ถูกทำร้าย อย่างทารุณ และ ทำร้าย
ทุกปี จะมี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใหม่ “นาย Masiha กล่าวว่า เป็น Fou Fou เล่น ที่เท้าของเขา

“ไม่มีใคร ออกมา บอกคุณ ตรงไปตรงมา ว่าเรา ได้จับกุม ผู้กระทำผิดและพวกเขาจะ ถูกยัดเยียดให้ กฎหมาย. ไม่มีอะไร เหมือน ที่เป็น . ถ้า ผิดจะถูก จับกุมและ รับผิดชอบ จะไม่มี เหตุการณ์ ใหม่ . ”

ถามว่าเขา คาดว่าจะมี ความผิด ที่จะจัดขึ้น ไปยังบัญชี ในกรณีที่ ลูกสาวของเขา เขากล่าวว่า พระคริสต์ จะ แก้แค้น ฆ่า เธอ
การโจมตี แก้แค้น

ไดรฟ์ สี่ ชั่วโมง ใต้ ในจังหวัด Minya – ซึ่ง มีประชากร ที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ใหญ่มาก – มีหลักฐาน อีกมากมาย ของความเกลียดชัง ทางศาสนา

จะได้รับการ ไหม้เกรียม เป็นซุ้ม บี้ ของอาเมียร์ Tadros โบสถ์คอปติก ซึ่ง มีอยู่ เกือบ 100 ปี

คริสตจักรได้รับการ จุดไฟเผา โดยกลุ่มในเดือนสิงหาคม ในช่วงคลื่น ประวัติการณ์ของ พรรครุนแรง

มันเป็น ภาพ ที่ผ่านมา เคย นำ ของ สาวน้อยสุภาพ อธิบายโดย พ่อแม่ของเธอ เป็น ” เทวดา เดินบนโลก ”
‘ ตก อยู่ที่เท้า ของฉัน

มาเรียม เป็นหนึ่งในสี่ คนถูกฆ่าตาย โดยมือปืน ที่ พ่น คริสเตียนคอปติก ด้วยกระสุน นอกโบสถ์ ไคโร ในเดือนตุลาคม

แม่ Nirmeen Magdy ของเธอ ถูกยิง สี่ครั้ง

สองเดือน ที่ บาดแผล ของเธอ ได้รับการ รักษา แต่ไม่ เศร้าโศก ของเธอ มาเรียม ถูกฆ่าตาย อยู่ตรงหน้า ของเธอ

” เธอเป็นคนที่ เดินไปทาง ฉันและมัน ดูเหมือนว่า เธอได้ วิงเวียน เพราะเธอ ล้มลง ที่เท้าของฉัน ” Ms Magdy กล่าวว่า

“เมื่อ การถ่ายภาพเริ่มต้น ผมไม่ได้ คิดว่ามันเป็น กระสุนอยู่ . ฉัน คิดว่ามันเป็น ดอกไม้ไฟ สำหรับงานแต่งงาน

“ผม ลงบน ลูก ๆ ของฉัน และ เก็บไว้บอก พวกเขาว่า . ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว ‘ มาเรียม ไม่ได้ ย้าย . ฉันมีความคิด ว่าเธอ ตายไปแล้ว ไม่มี . ”

พี่ชาย สามปี เก่า มาเรียม ของ Filopateer , ถูกตี สองครั้ง ในกระเพาะอาหาร เขายังคงอยู่ ในโรงพยาบาล จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

เล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้ Fou Fou ในขณะที่เขา เป็นที่รู้จักกัน หันหน้า การดำเนินงาน มากขึ้นและ ในอนาคตโดยไม่ต้อง น้องสาว สุดที่รัก ของเธอ

ทุกวัน เขาจูบ ภาพของเธอ และ เธอบอกว่าเธอ ได้ไป ถึงพระเยซู ตามที่ พ่อ ทุ่มเท ของเขา รัฟ Masiha

ประวัติพระสงฆ์รุ่นเก่า

เมื่อพระตถาคต เจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะกระทำสังคายนา พระธรรมวินัย สงฆ์ได้เลือกท่านให้เป็นผู้วิสัชนาในส่วนพระวินัยปิฎก เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถในเรื่องนี้ดี ครั้นท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานครั้นเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติ ที่กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ไปประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมอัมพวนารามของมัลลกษัตริย์ ครั้งนั้น ศากยกุมารทั้ง ๕ พระองค์ คือ ภัททิยะ, อนุรุทธะ, อานันทะ, ภคุ, และกิมพิละ รวมทั้งเทวทัต ซึ่งเป็นเจ้าในโกลิยวงศ์ เข้าด้วยเป็น ๖ เสด็จออกจากพระนครด้วยจาตุรงคเสนา เพื่อจะออกบวชในพระพุทธศาสนา อุบาลี ผู้เป็นนายภูษามาลาได้ติดตามออกไปด้วย พากันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ทูลขออุปสมบท แต่ก่อนจะอุปสมบทพวกเจ้าศากยะเหล่านั้นทูลขอให้พระองค์บวชอุบาลีผู้เป็นนาย ภูษามาลาก่อน พระองค์ก็ได้โปรดให้อุบาลีบวชก่อน เมื่ออุบาลีอุปสมบทแล้วได้ฟังพระกรรมฐานที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอน

ต่อ มาท่านไม่ประมาทตั้งใจบำเพ็ญความเพียร ไม่ช้าไม่นานก็ได้ บรรลุพระอรหัตตผลเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา และท่านได้ศึกษาทรงจำระวินัยปิฎกแม่นยำชำนิชำนาญมาก เป็นผู้สามารถจะทำเรื่องราวอะไรซึ่งเกี่ยวด้วยพระวินัยได้เป็นอย่างดี ในข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างที่ท่านได้รับพระพุทธานุญาตให้เป็นผู้วินิจฉัน อธิกรณ์ ๓ เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ,อัชชุกวัตถุ, และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอุบาลีจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย

สามธิกำเนิดพลัง

สำหรับวีรกรรมที่ไปสร้าง ปรากฎการณ์บนเวทีโลกครั้งนี้ เขาบอกว่า คงมิอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีและได้รับการฝึกฝนอย่าง หนักมาก่อนหน้านั้น ผมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นาง ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิสอวน.(มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐาน วิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) ทำให้ผมมีความรู้ทางชีววิทยามากขึ้น คุณแม่ที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุน คอยชี้แนะแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมถึง สสวท. และครูอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยประสิทธิประสาทความรู้ให้ รวมถึงเพื่อนๆที่ส่งกำลังใจให้ตลอด ผมสามารถประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ได้

ส่วน การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการรับประทานอาหารโดยจะเน้นอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและ สายตา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ขณะที่การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือ การนั่งสมาธิ ในระหว่างการแข่งขัน ช่วงที่สอบภาคปฏิบัติ วิชาชีวเคมี ซึ่งเป็นการสอบภาคปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ส่วน ด้วยกันคือ สัตว์และระบบนิเวศ, พืช, จุลชีววิทยา และชีวเคมี ผมเกือบจะทำการทดลองไม่ทัน เพราะเสียเวลาไปกับการคำนวณอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ยังดีที่ผมควบคุมสติได้ และไม่ลน ทำให้สามารถทำการทดลองได้ทัน ซึ่งเป็นผลพวงของการนั่งสมาธิเป็นประจำ

ท่านทั้งสอง (คุณสมชายและคุณกมลพร จันทรโชติชัชวาล) จะคอยสนับสนุนให้ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบอยู่ตลอด ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะหาซื้อหนังสือวิทยาศาสตร์ และสารานุกรมภาษาอังกฤษมาเก็บไว้ที่บ้าน ทำให้ผมมีความคุ้นเคยและเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ นอกจากนั้นเวลาที่ทำอะไร ท่านจะคอยช่วยเหลือไม่ทางตรงก็ทางอ้อม คอยชี้แนะและสั่งสอนสิ่งที่เหมาะสมให้ตลอด

เมื่อถามถึงกิจกรรมยามว่าง น้องบุ๊คบอกว่าก็มีชีวิตประจำวันเหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน นับตั้งแต่ดูภาพยนตร์ ฟังเพลงเกาหลี อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เลยไปถึงการลงมือวาดการ์ตูนตัวเอกที่ชื่นชอบ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ เรียกว่า ต้องทำเป็นกิจวัตร นั่นก็คือ การศึกษาหาความรู้ด้านชีววิทยาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ผมคิดว่า งานอดิเรกที่ทำอยู่ มีประโยชน์เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกภาษาต่างประเทศไปในตัว คือ ได้ทั้งภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ฝึกฝีมือในการวาดรูปซึ่งเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของผมด้วย ที่สำคัญยังสร้างความผ่อนคลายให้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเครียดในชีวิตประจำวัน

ส่วนเคล็ดลับในการ ท่องตำรับตำราเรียนให้ได้ผลการเรียนในระดับ 4.0 นั้น เขาบอกเคล็ดลับซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆก็ทำได้ให้ฟังว่า เวลาเรียนต้องตั้งใจเรียน หมั่นทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเวลาทบทวนนั้น มิใช่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ต้องทำความเข้าใจไปกับบทเรียน และคิดเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปกับบทอื่นๆ หรือวิชาอื่นก็ได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และฝึกการคิด เช่น เรื่องกลไกการทำงานของหู ก็สามารถประยุกต์กับเรื่อง moment และเสียง ในวิชาฟิสิกส์ หรือ กราฟแสดงคุณสมบัติของ enzyme เราก็นำคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยคำนวณต่อยอดเพื่อให้ได้ข้อมูลดีๆ เพิ่มเติมก็ได้ แต่หลักการเรียนที่สำคัญมาก คือ ควรแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ไม่ใช่เอาแต่เรียน จนขาดสังคม และการหาประสบการณ์ในชีวิต

ในฐานะที่เด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งให้ความ สำคัญ กับการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง? ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปไหมที่จะพูดถึง? ผมว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ หากเราติดตามและเข้าใจสถานการณ์ของการเมืองและเศรษฐกิจ ย่อมทำให้เราเป็นคนก้าวทันโลกและสังคม ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง

สุดท้ายก่อนร่ำลาจาก กัน น้องบุ๊คฝากข้อคิดให้กับเพื่อนวัยเดียวกันไว้ว่า แต่ละคนนั้นย่อมมีความชื่นชอบและความถนัดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม หากมีความพยายาม และตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ด้วยความสุจริต ทุกคนย่อมประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน..สำหรับผมในอนาคตฝันอยากเป็นนัก วิจัยทางด้าน molecular medical science ซึ่งเป็นสาขาย่อยเกี่ยวกับทางการแพทย์ (หมอวิจัยประเภทหนึ่ง) แต่ศึกษาลงลึกถึงกลไกระดับพันธุกรรม และกระบวนการทางเคมีใน cell โดยผมตั้งใจจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเรียนต่อที่ Harvard University ครับ

เล่าเรื่องธรรมยามเช้า

กรรม ของมนุษย์แต่ละคนมีแตกต่างกันไป  ตามบาปที่เคยพลาดพลั้งทำผิดมา เช่นคนที่เคยทำผิดเรื่องการเคยทำให้ทรัพย์สินคนอื่นเสื่อม  อาจจะถูกจัดฉากไปอยู่ในสถานที่ที่เจอคนขโมยของได้ง่าย ๆ คนที่มีกรรมเรื่องเคยลวนลามทางเพศคนอื่นมาก่อน กรรมจะจัดให้เจอคนลามกชอบลวนลามทางเพศ กรรมของการที่เคยทำร้ายร่างกายคนอื่นมาก่อน จะจัดฉากให้เจอคนรายที่มาทำร้ายร่างกายได้ง่าย ๆ

เอา แค่แคบ ๆ  ในกรุงเทพนี่นะคะ วัน ๆ  หนึ่งต้องมีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุรถชนกันเสียชีวิตหรือแค่บาดเจ็บบ้าง หรือทุกเขตในกรุงเทพในตอนนี้อาจจะมีคนกำลังโดนขโมยทรัพย์สิน หรือกำลังโดนคนอื่นรังแกข่มขู่อยู่ก็ได้

โลก ของเราในแต่ละวันก็มีคนตายวันประมาณแสนกว่าคนอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติของคนที่เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ นั้น ไม่ได้มากกว่าไปกว่าจำนวนคนที่ตายในแต่ละวัน เมื่อคิดอย่างนี้แล้วโรคนี้ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่น่ากลัวมาก แต่ก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต ป้องกันได้ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนไม่ให้ติดเชื้อได้ง่าย ๆ หลักเบื้องต้นที่ทำกันคือ ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน เวลาไม่สบายไม่ออกไปไหน เป็นไข้เกินสามวันต้องไปหาหมอ ตามที่ทางการแนะนำการป้องกันและดูแลขั้นต้นมา

พอ มองแบบนี้แล้วจะทำให้ความกลัวที่จะติดเชื้อในจิตใจน้อยลง เพราะมีบางคนกลัวมาก ๆ ที่จะตาย ความจริงความตายอยู่ใกล้ตัวเรามากพออยู่แล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีโอกาสไปทำบุญที่สวนสันติธรรม หลังจากนั้นก็ขับรถเลยไปดูฟาร์มเห็ดที่พัทยา ขณะที่ขับรถกลับ เห็นรถชนกันข้างทางมีคนตายขณะเกิดเหตุทันที เจ้าหน้าที่กำลังทำงาน กำลังเอาผ้าคลุมศพอยู่ข้างถนน ช่วงนี้จะเจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันค่ะ ทำให้เห็นว่าคนตายกันทุกวันอยู่แล้ว คนที่ตายยังไม่ทันติดไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ เลยค่ะ

มีภรรยานาย ทหารคนหนึ่งมาดูดวง เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ทหารต้องถูกส่งตัวลงภาคใต้ คนที่กลัวไม่อยากไปต้องทำเรื่องขอย้ายกันใหญ่ บางคนย้ายไม่ได้ถึงขั้นต้องลาออกจากราชการเลย มีลูกน้องของสามีถูกส่งตัวไปภาคใต้ ก่อนไปตัวเขาเองและครอบครัวร้อนใจกลัวจะเป็นอะไร พอไปทำงานจริง ๆ ไม่เป็นอะไร กลับมาที่บ้านได้สามวันสี่วันขับรถไปกินเหล้ากับเพื่อนรถเกิดอุบัติเหตุ นายทหารคนนี้ตายคาที่ ภรรยานายทหารคนนี้บอกว่าเหตุการณ์ของนายทหารคนนี้ ทำให้ที่กองทัพไม่ค่อยกลัวการไปใต้เท่าไหร่แล้วค่ะ จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคนมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ไว้แล้ว แต่เราก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต

นอกจากนี้เคยเจอเหตุการณ์ที่ กรรมจัดหน้าที่ได้ลงตัว คือมีน้อง ผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนไปสมัครงานบริษัทเดียวกัน แต่กรรมทำให้ต้องอยู่คนละแผนก คนหนึ่งมีกรรมของการที่ใช้แรงงานทาสทำให้ต้องทำงานหนัก กรรมจะจัดให้อยู่แผนกที่นายมีปัญหา งานหนักมาก ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนที่เคยมีน้ำใจชอบช่วยเพื่อน ชอบทำบุญช่วยคนอื่น บุญจัดสรรให้ไปอยู่ในแผนกที่เจ้านายน่ารักมาก งานเบา ๆ สบาย ๆ เงินเดือนดี

ธรรมชาติ ของกฎแห่ง กรรมจะทำหน้าที่คัดสรรตัวบุคคล เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้กรรม ก็ต้องใช้กรรม ส่วนคนที่ยังไม่ถึงคราวที่จะต้องเดือดร้อน ต่อให้อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวยังไม่โดนเลย จะถูกคัดออกไปอยู่คนละส่วนกัน ซึ่งน่าอัศจรรย์จริง ๆ ค่ะ อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวแต่ไม่เจอเรื่องราวที่เลวร้าย

โดย ปรกติโลกของเราทุกวันนี้ เคลื่อนไปด้วยแรงของกรรม วัฏจักรของกฎแห่งกรรมทำหน้าหมุนไปไม่มีวันหยุด ไม่มีความลำเอียง ทุกสิ่งจะถูกจัดสรรด้วยกฎแห่งกรรมทั้งนั้น
มนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าตัวเองทำกรรมเรื่องอะไรมาบ้าง ชีวิตจะต้องตกเป็นเหยื่อเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถทราบได้ เราต้องทำอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เราไม่รู้ ควรจะเตรียมตัวแบบไหน ทำอย่างไรจึงจะดีกับชีวิตของเรา ทำให้ไม่ต้องพบเจอกับความโชคร้ายมากเกินไป

พระ พุทธเจ้าท่านให้แนวทางกับ พวกเราไว้แล้ว  คือเริ่มต้นให้รักษาศีลห้า  จะทำให้ชีวิตไม่ค่อยเจอภัยเวรต่าง ๆ ส่วนใหญ่คนเราไม่สามารถทราบได้ว่าทำผิดอะไรมา ดังนั้นการรักษาศีลห้าเป็นเสมือนเกราะไม่ให้สร้างบาปเพิ่ม กรรมจะได้ตามไม่ทัน

บาง คนที่เคยรักษาศีลห้ามาจากอดีตชาติ จะมีนิสัยที่จะไม่ค่อยทำอะไรผิดศีลอยู่แล้ว จะรักษาศีลได้ง่าย แต่บางคนตอนเด็ก ๆ ศีลห้ารักษาง่ายมาก พอตอนโตเริ่มทำผิดศีลเห็นว่าการรักษาศีลห้าทำให้ใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า เริ่มทำบาปใหม่ พอจะมารักษาศีลห้า ก็ทำได้ยากมาก

พอ เริ่มรักษาศีลห้าได้สักพัก จะเริ่มรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย กรรมดีจะจัดให้อยู่ในอาณาเขตที่ดี และถึงแม้ชีวิตต้องเป็นอะไรไป หากเป็นในขณะที่รักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ ก็เป็นหลักประกันของการมีชีวิตหลังความตายที่ดีได้

คน ที่เริ่มต้นรักษาศีลได้ยาก ให้เริ่มรักษากันทีละวัน เช่นวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี จะไม่ดื่มเหล้าหรือชวนเพื่อนดื่มเหล้า ถือว่ารักษาศีลข้อห้าได้ตั้งห้าวัน พอทำได้ให้อธิษฐานต่อว่า ขอให้อานิสงส์ของศีลที่ลูกได้รักษาเป็นผลใจจิตเข้มแข็ง มีสิทธิรักษาศีลห้าได้ตลอดไป ทำแบบนี้ต่อไปจิตใจจะเข้มแข็งได้เอง

ผล ของการรักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ จะช่วยบรรเท่าไม่ให้เราโชคร้ายทางร่างกาย เหลือแต่ความทุกข์ทางจิตใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องทุกข์ หลายคนที่มีทุกข์ทางใจอยู่ ความจริงต้องขอบคุณความทุกข์นั้น เพราะเราโชคดีว่าคนอื่นตั้งเยอะ ที่ยังไม่ต้องถึงขั้นใช้กรรมที่ทำให้ร่างกายเป็นอะไรไป

ความ ทุกข์ทางจิตนั้น เพียงรักษาศีลห้าไม่พอที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ หลังจากรักษาศีลแล้ว ต้องใช้หลักของการภาวนาเข้ามาช่วย ถึงจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง ๆ

ดัง นั้นศีลห้านี่แหละค่ะ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชีวิตถูกจัดอาณาเขตใหม่ให้อยู่ในอาณาเขตที่ดีขึ้น เริ่มต้นให้รักษาศีลไว้ก่อน อย่ามัวแต่ปล่อยให้ใจให้กลัวแต่ความโชคร้าย กลัวตาย กลัวไม่ดีกว่านี้ โดยเปล่าประโยชน์ ต้องเริ่มทำดีจึงจะถูกต้องค่ะ

การทำวิปัสสนาภาวนา

ผลที่ต้องการจาก สมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสร้างสมาธิเพื่อใช้เป็นบาทฐานวิปัสสนา จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสำเร็จด้วยวิปัสสนา  คือการฝึกอบรมปัญญาที่มีสมาธินั้นเป็นบาทฐาน   หาก บรรลุจุดหมายสูงสุดด้วยและยังได้ผลพิเศษแห่งสมถะด้วย ก็จัดว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูง แต่หากบรรลุจุดหมายแห่งวิปัสสนาอย่างเดียวไม่ได้ผลวิเศษแห่งสมถะ  ก็ยังเลิศกว่าได้ผลวิเศษแห่งสมถะคือได้ฌานสมาบัติและอภิญญา ๕  แต่ยังไม่พ้นจากอวิชชาและกิเลสต่าง ๆ   ไม่ต้องพูดถึงจุดหมายสูงสุด  แม้แต่เพียงขั้นสมาธิ  ท่านก็กล่าวว่า พระอนาคามีถึงแม้จะไม่ได้ฌานสมาบัติ   ไม่ได้อภิญญา   ก็ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญสมาธิบริบูรณ์[16]  เพราะสมาธิของพระอนาคามีผู้ไม่ได้ฌานสมาบัติ  ไม่ได้อภิญญานั้น แม้จะไม่ใช่สมาธิที่สูงวิเศษอะไรนักแต่ก็เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ในตัวยั่งยืนคง ระดับ มีพื้นฐานมั่นคง[17] เพราะไม่มีกิเลสที่จะทำให้เสื่อมถอยหรือรบกวนได้ ตรงข้ามกับสมาธิของผู้เจริญสมถะอย่างเดียวจนได้ฌานสมาบัติและอภิญญา แต่ไม่ได้เจริญวิปัสสนาไม่ได้บรรลุมรรคผล  แม้สมาธิ นั้นจะเป็นสมาธิขั้นสูงมีผลพิเศษ แต่ก็ขาดหลักประกันที่จะทำให้ยั่งยืนมั่นคง ผู้ได้สมาธิอย่างนี้ถ้ายังเป็นปุถุชนก็อาจถูกกิเลสครอบงำทำให้เสื่อมถอยได้

วิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนา   แปลว่า   เห็นประจักษ์แจ้งพระไตรลักษณ์ในรูปที่เห็น   เสียงที่ได้ยิน  อาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้น    เป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบเย็น(นิพพาน)ได้[18]   ถ้าต้องการสุขแท้ สุขถาวรที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น[19]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน    คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถกรรมฐานดีกว่า   วิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถะฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคม ได้   ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้?   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ยับต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีก   ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง      แต่เมื่อบรรลุได้เพียงขั้นโสดาบันเท่านั้น ก็จะเหลือภพชาติเพียง ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง   และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปจะไม่ตกอบายอีกเลย  ไม่ว่าในอดีตเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม  จะไม่ตกนรกอีกแล้ว..

คัมภีร์พระอภิธัมมสังคณี ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า
กตมา ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ  ยา  ตสฺมึ สมเย  ปญฺญา  ปชานานา   วิจโย   ปวิจโย  ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา   อุปลกฺขณา   ปจฺจุปลกฺขณา   ปณฺฑิจฺจํ  โกสลฺลํ   เนปุญฺญํ   เวภพฺยา  จินฺตา    อุปปริกฺขา   ภูรีเมธา ปริณายิกา  วิปสฺสนา  สมฺปชญฺญํ   ปโตโท   ปญฺญา   ปญฺญินฺทฺริยํ   ปญฺญาพลํ   ปญฺญาสตฺถํ   ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก  ปญฺญาโอภาโส   ปญฺญาปชฺโชโต  ปญฺญารตนํ  อโมโห   ธมฺมวิจโย  สมฺมาทิฏฐา   อยํ   ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ[20] ฯ
วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน   คือ ปัญญา   กิริยาที่รู้ชัด   ความวิจัย ความเลือกสรร  ความวิจัยธรรม   ความกำหนดหมาย   ความเข้าไปกำหนด   ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้   ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด  ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง  ความค้นคิด   ความใคร่ครวญ  ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส   ปัญญาเครื่องนำทาง   ความเห็นแจ้ง  ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ   ความไม่หลงงมงาย   ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ  ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา  ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
การ เจริญภาวนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?กรรมฐาน? เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่น ๆ อย่างเช่น  ฟิสิกส์  คณิตศาสตร์  ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องวิจัยในห้องแลปคือจิตล้วน ๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง  ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้  สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฎเกณฑ์นี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล  ซึ่งตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็น เวลานาน   คัมภีร์อรรถกถาบอกว่าต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว[2]    ด้วยเหตุนี้เอง นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติมาแล้วประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น[3]   ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า ?พระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

เรื่องการเจริญภาวนา หรือปฏิบัติกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยสั่งสมบุญบารมีมาไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงบางส่วน   คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตให้หมดสิ้นไปได้[4] ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้[5]

หลัง จากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิกิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่ ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระองค์เองด้วยการ เจริญวิปัสสนาภาวนา[6]

การเจริญภาวนา  ๒ แบบ

การเจริญภาวนา หรือการปฏิบัติกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา มีอยู่  ๒  ประการ

๑.   สมถภาวนา(Development of Tranguility)หรือ สมถกรรมฐาน (Concentration Meditation)   คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ  ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เป็นสมาธิความมั่นคงนั่นเอง[7]

๒. วิปัสสนาภาวนา (Development of Insight) หรือ วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation)  คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง[8] ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในรูปนาม ขันธ์ ๕ ว่า เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) เป็นทุกข์ ทนได้ยาก (ทุกขัง) เป็นสภาวะที่ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) เรียกว่า วิปัสสนา[9]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถภาวนาดีกว่าวิปัสสนาภาวนา เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้  เสกมนต์คาถาอาคมได้  ส่วนวิปัสสนาล้วน ๆ ทำไม่ได้?  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม   ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีกนับชาติไม่ถ้วน      ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น  ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง   แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกเลย   ไม่ว่าในอดีตจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม

ผลจากสมถะไม่ว่าจะ เป็นฌานสมาบัติหรืออภิญญาก็ตาม ยังเป็นเพียงโลกีย์[10] เป็นของปุถุชน เสื่อมถอยได้  เช่น ฤทธิ์ที่พระเทวทัตได้[11] เจโตวิมุตติของพระโคธิกะ[12]  และฌานสมาบัติของพระภิกษุสามเณร ฤาษีและคฤหัสถ์  บางท่านที่มีเรื่องเล่าต่อกันมาในคัมภีร์ต่างๆ เป็นของมีมาก่อนพุทธกาล   เช่น   อาฬารดาบสกาลามโคตรได้ถึงอรูปฌานที่ ๓  อุททกดาบสรามบุตร[13]ได้ถึงอรูปฌานที่ ๔เป็นต้น[14] เป็นของมีได้ในลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา  มิใช่จุดหมายของพระพุทธศาสนา   เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ได้อย่างแท้จริง    นักบวชบางลัทธิทำสมาธิจนได้ฌาน ๔   แต่ยังมีมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเรื่องอัตตาและยึดถือในฌานนั้นว่าเป็นนิพพาน ก็มี[15]    ลัทธิเช่นนี้พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ
คัมภีร์อรรถกถา ให้ความหมาย ว่า วิปัสสนา    คือ   การเห็นแจ้ง หรือวิธีทำให้เกิดการเห็นแจ้ง  วจนัตถะว่า   อนิจฺจาทิวเสน  วิวิเธน  อากาเรหิ  ธมฺเม  ปสฺสตีติ  วิปสฺสนา[21]

ปัญญาใด  ย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่างๆมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่อว่า วิปัสสนา

คัมภีร์อรรถกถาให้ความหมายไว้ดังนี้

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ให้ความหมายว่า ปัญญาที่กำหนดรู้สังขาร[22]

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ให้ความหมายว่า การใคร่ครวญธรรม  หมายถึง การเพ่งพินิจพิจารณาเห็นธรรมโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา[23]

คัมภีร์ฎีกาอธิบายอีกว่า วิปัสสนา  คือ  ความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง[24]

พระ ราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)ให้ความหมายว่า วิปัสสนา คือ  ข้อปฏิบัติต่างๆ ในการฝึกฝนอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของ มัน คือให้เข้าใจตามความเป็นจริง  หรือ ตามที่สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของมันเอง (ไม่ใช่เห็นไปตามที่เราวาดภาพให้มันเป็นด้วยความชอบความชัง ความอยากได้ หรือ ความขัดใจของเรา) รู้แจ้งชัดเข้าใจจริง จนถอนความหลงผิดรู้ผิดและยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ ถึงขั้นเปลี่ยนท่าทีต่อโลกและชีวิตใหม่ทั้งท่าทีแห่งการมอง การรับรู้ การวางจิตใจและความรู้สึกทั้งหลาย ความรู้ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการปฏิบัตินั้น เรียกว่า ญาณ มีหลายระดับญาณสำคัญในขั้นสุดท้ายเรียกว่า วิชชา เป็นภาวะตรงข้ามที่กำจัดอวิชชา คือความหลงผิดไม่รู้แจ้งไม่รู้จริงให้หมดไป  ภาวะจิตที่มีญาณหรือวิชชานั้น  เป็นภาวะที่สุขสงบผ่องใสและเป็นอิสระ  เพราะลอยตัวพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส  เช่น  ความชอบความชังความติดใจและความขัดใจเป็นต้นไม่ถูกบังคับหรือชักจูงโดยกิเลส เหล่า นั้น  ให้มองเห็นหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆอย่างบิดเบือน  จนพาความคิดและการกระทำที่ติดตามมาให้หันเหเฉไปและไม่ต้องเจ็บปวดหรือเร่า ร้อนเพราะถูกบีบคั้นหรือต่อสู้กับกิเลสเหล่านั้น  ญาณและวิชชา  จึงเป็นจุดมุ่งของวิปัสสนา เพราะนำไปสู่วิมุตติ คือความหลุดพ้นเป็นอิสระที่แท้จริงซึ่งยั่งยืนถาวร     ท่านเรียกว่า  สมุจเฉทนิโรธ   หรือสมุจเฉทวิมุตติ   แปลว่า  ดับกิเลส  หรือหลุดพ้นโดยเด็ดขาด[25]

การทำบุญ

มีทัศนคติที่ดีต่อการทำบุญ
มี หลายคนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อการทำบุญ เช่น คิดว่าทำความดีไม่ได้ดี หรือทำความชั่วได้ดี เป็นต้น ซึ่งท่าทีถือเป็นอุปสรรคต่อการทำบุญ เพราะว่ายังไม่มีความเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาที่สอนว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่ใช่ได้ดี

ปัญหานี้ ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต วัดรวกบางบำหรุ กรุงเทพฯ อธิบายไว้น่าฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัส พระเหมือนกับนาข้าว สมมติเรามีข้าวเปลือกอยู่ในกำมือก็ต้องพิจารณานาที่จะหว่านว่าพร้อมที่จะทำ ให้ข้าวของเรานั้นเจริญงอกงามแค่ไหน ถ้าต้องการผลที่ดีอันเกิดจากข้าวก็ต้องเลือกนาที่มีคุณภาพ หากถ้าไม่มีนาที่มีคุณภาพจริงๆ ยังไงก็ต้องเลือกหว่านดีกว่าที่จะปล่อยให้ข้าวเปลือกต้องเน่าในมือ “แต่พอหว่านเสร็จแล้วตอนหลังจึงค่อยไปถอนหญ้าหรือวัชพืช หรือไปให้น้ำ ดูว่านาแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยปรับให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่ทำเลย คือไม่หว่าน ไม่ดี เพราะถ้าไม่หว่านข้าวก็เน่าในมือ”

ถ้า เราได้ผู้รับทานของเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะบุญที่ทำจะได้มีความบริบูรณ์ครบถ้วน แต่ถึงแม้จะได้ทำกับพระที่ไม่ได้อย่างที่ใจคิดก็ยังได้บุญอยู่หากเรามีเจตนา และศรัทธาที่มั่นคง อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ผู้ทำบุญไม่ควรคิดในเรื่องนี้ เพราะการคิดอย่างนี้เท่ากับว่าตัวเรายังสละความตระหนี่ออกไปจากใจของตัวเอง ไม่ได้ อีกทั้งถ้าเลือกมากวันนั้นอาจไม่ได้ใส่บาตรเพราะพระกลับเข้าวัดหมด

การทำบุญเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานและคนไทยก็ชอบการทำบุญไม่ว่าเด็ก และผู้ใหญ่ ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจในเรื่องของการทำบุญอยู่มากเช่น บางคนอาจคิดว่าการทำบุญต้องเป็นเรื่องของทานคือ การให้อย่างเดียว หรือต้องนึกถึงพระที่วัดเท่านั้น บางคนก็มีความสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำว่าถูกวิธีหรือไม่ เป็นบุญหรือเป็นบาป แต่บางคนก็อยากรู้ว่าทำบุญอย่างไรจึงจะได้บุญมาก เป็นต้น ซึ่งสองกรณีหลังคนไทยจะเป็นกันมาก ทั้งนี้ ไม่รวมพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแต่ก็ถูกนำเข้ามาให้บริการทั้งในวัดและนอกวัด เช่น การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เป็นต้น

เพื่อ แก้ความสงสัยและความอยากรู้ของผู้ที่รักในการทำบุญทั้งหลาย วันนี้จึงนำเคล็ดลับดีๆ จากผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาบอกเพื่อการทำบุญที่ถูกต้อง ต่อไป

มารู้จักบุญในพระพุทธศาสนาก่อน
อย่าง ที่กล่าวว่าคนไทยชอบทำบุญในเรื่องทาน การให้ การบริจาคเป็นส่วนใหญ่ จนกลายเป็นว่า คิดจะทำบุญทั้งทีก็ต้องทานมาเป็นที่หนึ่งจึงไม่ค่อยเห็นใครให้ความสนใจ ปฏิบัติในบุญอีกสองประการ ทั้งที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน นั่นก็คือการรักษาศีลและการเจริญจิตตภาวนา

บุญ คือ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 3 หมายความว่า ถ้าประสงค์จะทำบุญสามารถทำได้โดยการให้ทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ เจริญภาวนาก็ได้ แต่เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ปฏิบัติก็มีการจำแนกบุญออกไปอีก 10 ประการ เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่ง 3 ข้อแรกเหมือนกัน ส่วนอีก 7 ข้อประกอบด้วย การช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาส่วนบุญ การฟังธรรม การแสดงธรรม และการทำความเห็นให้ตรงคือการมีความคิดดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของบุญทั้งนั้น ถ้าใครทำบุญหรือความดีอะไรก็ตามหากเข้าหลักแห่งบุญทั้ง 10 ประการ ก็ถือว่าได้ทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เช่น การช่วยงานสังคมโดยไม่หวังชื่อเสียงและสิ่งตอบแทน ก็จัดว่าได้ทำบุญข้อประกอบขวนขวายในกิจที่ชอบ เป็นต้น

คิดทำบุญต้องกำจัดตระหนี่ก่อน
มี ปัญหายอดฮิตข้อหนึ่งที่หลายคนสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าใส่บาตรให้พระภิกษุสมมติเป็นพระภิกษุที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ผู้ทำจะได้บุญไหม

 

” คนที่มีความตระหนี่ไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั้น เปรียบเหมือนน้ำที่ขังซึ่งจะเน่าเร็ว แต่น้ำที่ไม่ขัง มีการไหลเวียนตลอด เช่น แม่น้ำคงคา มีการทิ้งซากศพลง เป็นต้น ก็ไม่เคยปรากฏข่าวว่าแม่น้ำคงคาเป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรค ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนใจคนถ้าไม่รู้จักการให้เลย ใจจะเน่าเร็ว แต่ถ้าใจค่อยๆ ขยายออก รู้จักแบ่งปัน ก็จะสดใสตลอด มีอารมณ์อะไรมากระทบก็ผ่องใส เพราะว่ามีการถ่ายเทตลอด”


พระมหา บวรวิทย์ กล่าวว่า การที่จะทำบุญอะไรก็ตามไม่มีอะไรบอกเหตุว่าผลที่ได้จะปรากฏเมื่อใดเหมือนคน ปลูกมะม่วงในวันนี้แล้วหวังที่จะกินผลในวันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พระ พุทธเจ้าสอนว่าปลูกมะม่วงผลในวันนี้ที่ที่ได้ชัดเจนก็คือมะม่วงแน่นอน แต่จะได้กินผลของมันหรือไม่ไม่แน่ อาจได้กิน หรือไม่ได้กินก็ได้เพราะมันอาจเน่าก่อนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

เริ่มที่ศรัทธาแต่ต้องคู่ปัญญา
สิ่ง หนึ่งที่การทำบุญจะไม่บริสุทธิ์ก็คือการทำบุญที่ใช้แต่ศรัทธาเป็นตัวนำแต่ ปราศจากปัญญากำกับ ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็มีปรากฏในสังคมไทย เช่น บางคนทำบุญจนหมดตัว บางคนทำบุญแล้วมีปากเสียงกับคนในครอบครัว นี้คือลักษณะของคนทำบุญที่ใช้ศรัทธาแต่ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งก็ทำให้มองได้ว่าเป็นการกระทำที่ลุ่มหลง ซึ่งพอลุ่มหลงก็มักจะไปผิดทางเสมอ กล่าวคือเห็นเขาทำอะไรก็เอาด้วยหมด

มีโอกาสต้องรีบทำ
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีซี คอนซัลแทนส์ฯ มีความเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาโดยพื้นฐานแล้วอยากทำบุญทั้งนั้น แต่ปัญหาที่หลายคนประสบอยู่คือ เจ้ากรรมนายเวรไม่เปิดทางให้ เช่น บางคนวางแผนที่จะทำบุญด้วยการจะไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนั้นวัดนี้ เคลียร์งานเรียบร้อย แต่พอถึงวันก็ไม่โอกาสได้ทำ เพราะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้มีหลายคนที่ประสบ

เพราะ ฉะนั้น หากคิดจะทำบุญถ้ามีโอกาสต้องรีบทำทันที ไม่ควรปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไป เพราะถ้าโอกาสหลุดลอยไปก็อาจไม่มีวันได้ทำความดีอะไรเลย

” สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือเมื่ออยากทำบุญอะไรจะตั้งจิตเอาไว้ตลอดและบอกว่าในบุญ กุศลที่ได้ทำขอให้ได้มีโอกาสเปิดกองบุญที่ทำมาทั้งสังสารวัฏ ต่อไปนี้ถ้าจะทำบุญอะไรก็ตามที่ไม่เคยทำมาก่อนในสังสารวัฏก็ขอให้พระ พุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรได้มาอนุโมทนาและเปิดทางให้ ซึ่งเมื่อตั้งปรารถนาอย่างนี้เวลาที่ตั้งใจจะทำอะไรพอคิดปุ๊บสำเร็จทันที”

ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันได้บุญมาก
พระ มหาบวรวิทย์ กล่าวว่า การ ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันคือ เช่น เมื่อให้อะไรใครแล้วก็ไม่ปรารถนาที่จะได้คืน หรือให้เขาได้ชื่นชมยกย่องว่าเราให้เขา แต่เป็นการสละแบบขาดตัว เหมือนกับน้ำอยู่ในขันที่คว่ำลงไปที่ไม่มีใครอยากได้คืน แต่ ว่าก็มีหลายคนที่ยังอยากได้คืน เช่น เคยนำสิ่งของไปให้เพื่อนบ้าน คิดว่าวันหลังเพื่อนบ้านอาจจะมีสิ่งของมาให้บ้าง หรือแม้ให้อะไรใครก็หวังว่าอย่างน้อยที่สุดเขาจะชื่นชมยกย่องตัวเอง สำหรับพระพุทธเจ้าไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

” พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแบบน้ำคว่ำขัน เช่น ทานบารมี ก็สามารถให้ได้ทั้งวัตถุ ร่างกาย ชีวิตของตัวเองได้ทันที อย่างเราถ้ามีคนตาบอดมาขอลูกตาข้างเดียวหรือสองข้างจะกล้าควักให้ไหม เชื่อว่าไม่มีใครกล้าหรอก แต่พระโพธิสัตว์ควักให้ทันที” สำหรับเราถ้าทำไม่ได้อย่างพระโพธิสัตว์ก็ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเริ่มที่ สเต็ปง่ายๆ คือพยายามสละสิ่งภายนอกให้ได้ก่อน สุดท้ายก็มาสละอารมณ์ที่เป็นเรืองของจิตใจ เช่น ใครด่าก็เฉยไม่แสดงอาการขุ่นเคือง เป็นต้น

The recitals

กรรม

I did the same thing. If the girl I love. If you do not like to disagree with this objection was not resumed. He would love for him to be satisfied until. Until that happens, it will damage it .. I know it’s wrong to. But it’s wrong to do it to the position it was not. This is a simple example. What is the diagnosis. Be diagnosed by carrying out a large I usually can. Bias arises in the mind. This is called ฉantacti. I hate the place. We do not like it. Do not like it when people do not have a resolution that is not bad is it altogether.

The resolution in the case. It has a base that is like. I do not like that it is. The sake of the example as well. I love that it is selfish like that. It’s a pleasure to enjoy the best. I want to get involved in another one that I do not like I do not appreciate what he was doing was not my mood. I hate it. The bias that occurs immediately. That does not apply. Action is not valid. Although it was not to be. But if you did not go ahead. Adgtikieแpaale ever called. I have the same. I hate to call it biased.

Biased because of fear. Some fear that this decision is influenced him. He feared henchmen. I was afraid of the big powers. The diagnosis is usually built into the fear. To provide a safe Selfishness is the same. Put into use again. What is the diagnosis was wrong and it was not exactly the truth. This is called biased because of the fear.

This selfishness. I’m saying it. What they often turn to the subject. Because it is important. The base of both the good and the bad people. If it’s in the bad. That’s a selfish element. To make people think it’s wrong to commit to anything. In ways that are damaged. Because of the selfishness that has happened before. If not selfish. Is seen in the fact that Dharma. It would not be wrong. Because the Dharma. I think it will be like. Target. I have to get involved. Thought to be caused by it.

For a simple example, that the “A.” This is the one. Then that person to act for him as one. Most of the people he saw that it was not any different, but not with the “J” did not think so. Did not see in it. To say that he was so good as well as the “Republic” was organized under the patronage of the then hold up in a variety of ailments. He helps his mother died. Funeral for his help. That has suffered distress, ran to assist. Help and support are a bunch of his mind, “a” for the love and respect that person. But do not think that what we have, it is a matter of individual Or the public. The only think that I was good at it. What is he doing to the damage that was wrong. Back out of sight. I can not see. Because it overcomes prejudice.

Bias is bias when it happens. Because it is biased. Called ฉantacti, I hate bias. Call it hate, fear and prejudice. Called prejudice, bias due to ignorance. Called intolerance.

4 The objective of this one. If it happens in the mind of any person. The person must continue to decline. Why the Great Depression. I think it’s wrong to say that the criminal association, they are pebble stones go wrong with. This is the base for the four bias in mind. Otherwise, it will happen, it will tilt the bias that exists as we have love, we have to look at the positive. Useful to them. Anyone that does not agree.

Suppose that a young girl has a crush on each other. The young girl in love. I looked down and saw that my parents did not have it. But the young people are the ones finical A rancher. I do not have bad habits. Then I told her that. I consider this to be the young man she had a fan here. It does not matter what. Daughter to believe. I like it … do not believe. That you find offensive or otherwise objectionable in this. I do not like to say that this different manner. He did not see any of the people he loves. I love him so much. He has very little bias. Called partial sides were very little. Who says it is not for this that I do not like it. I usually take the environment as an excuse to claim that he is not just the poor. He does not miss the USSR. I accept the fact that others see. Because of the eye, it is translucent. What a blur to me. Not clear as to the actual situation.

The bias is due to the fall. I do not know what is. I do not understand. There is no reason not affect intelligence. He heard that it was said to him. This is called intolerance. If these people are so prejudiced. It also distracted by it.

Now he is one. Is often used to bias the thing. To do this and that next. Damage to various reasons. What’s the diagnosis that was. That evil is not evil. Will not be prejudiced. Widgets will be fairly diagnostic. With fairness, it must be attributed to many things, such as taking the Five Precepts before the diagnosis. The action is good or evil. It is an offense to pay or not. What are the five precepts, we are very well known. Is to not kill each other. Do not plug the well. The Act does not encroach love to entertain, not to speak lie. Not consume alcohol as the site of negligence. This is the primary We will take a decision as to what is wrong.

I killed a pig

Every time you go out hunting. Fitting to carry firearms. One day, he is not one boars shot in the hip. It’s very painful. And turned to the Lord with rage. But he did not care. I went back home happily bear boar. Upon returning to the house he was prepared to kill them instantly. Looking for a wild boar with a loud cry about. To plead for his life. But he was not interested. I picked up a knife stab to the neck its full force. Soils are so suffocated her naked! He took the whole hog scald and clean. Then cut into pieces. I made some food. Remaining after drying the skin.

From the moment the boar was shot. Up to the moment it was placed over it. It has a vendetta against him for the time. It reminds me that it is doing something wrong. Why did he have to kill it. But he did not have the fear of what to do in any way. Because this action was not his first. Life, young and older. He lives to kill off a lot. Such as fish, birds, chickens, ducks, pigs and many other times had to hunt for food.

As long as the results are not evil people, they usually do not feel remorse. Also continue to fret evil. When evil comes to him that resulted. He will gradually realization and recognition of the suffering that had been made to the others. The shape is the same. Years ago. He never thought that. What to do then. It will affect him forever to do. Contrary to that. They are a good thing. Because he has to eat something delicious. I was out hunting. At any time on it. The idea is that those Luddite has come a long way since I was young. Until the age of 45 years resulted in a gradual action. He is creeping along. He has been known to cause pain and suffering.

He lived in the village. Relatively abundant in both rivers and mountains, the people can always be tricky. I do not buy that. Some made it to the river for fishing. Some of the birds he shot. Shooting animals for food. He is just like the others. To catch animals to eat on a regular basis. He is very tricky. I have a lot of time fishing. Time to hunt wild animals is often a big one in terms of the money he was very lucky. Because large animals for food every time. Unlike the other villagers. It does not certain. But if you look at the other hand. His good fortune. As well as what he allows Tmewr greater deeds.

Then came the next day. The day he went hunting for a more regular basis. He never thought this would happen to him. I just think that. I hunt a lot. Such as wild boar, wild fowl. He has prepared for trapping animals. And the gun is ready to fire when the animal passes. He sat for a long time. Boar was eventually passed. He felt suddenly that this lucky. Certainly not eat pork.

But the boar did not accidentally walk into the trap laid for him. He then used the gun to shoot the gun once the trigger is so bad timing. Gunfire resounded. I ran the boar. While he is defeated ผlึeg down to sleep on the floor. Because he fired the gun. Out and splinter and break the barrel steel. Ejected into him. With the blood flow throughout the body. Torture sailed capture the heart of the Lord!

But not with the wild boar. He helped compose the body stand up. I once chased a wild boar. I forget that they have to trap them. He then ran to the foot of the trap. Face trap it is running. I plugged it into his stomach so hard. I collapsed to the ground in pain for the rest!

This is followed by the results of evil deeds in this life. This is not enough. Karma will also need to satisfy the following equation to the next. The only way to reduce youth action to alleviate the weight down some. It is good to see. Make it very very much. Evil exists, it will light up only so much. A lot like the black water in the glass. If you add water to it. Black water, it gradually. Clear up. The addition of water to much. The intensity of color in the water would be diluted slowly to become. I will give a hundred percent to refute it. It is therefore not possible to keep well away from this that there is no time left to do it anymore.

But it’s fitting to . He was beaten and left to take the bloodied bodies striving. Down the mountain pathways. To return to the village that is over kb. Each step of the equation, he is full of suffering. And before that he would not tolerate the pain until fall I have had people in the village came to see him. It led him to a doctor immediately.

Painful lessons that I’ve been in this equation. Made up his mind that Action because he had made it. Action, it has come to him fully. He intended. This continues to be a wild chase that to be a shortage.

นิทานชาดก

นิทานชาดก

ในสมัยหนึ่ง พระเจ้าพุทธเจ้าประทับอยู่วัดเชตวัน เมืองสาวัตถี ทรงปรารถภิกษุรูปหนึ่ง ผู้กระสันอยากสึกเพราะเห็นหญิงงามคนหนึ่ง ตรัสให้โอวาทว่า “ภิกษุ..ธรรมดามาตุคาม ใครๆ ก็รักษาไว้ไม่ได้ แม้เมื่อก่อนเขาวางยามประตูรักษาไว้ ก็ยังรักษาไว้ไม่ได้ เธอจะต้องการมาตุคามไปทำอะไร แม้ได้แล้วก็ไม่อาจจะรักษาเอาไว้ได้” แล้วได้ตรัสอดีตนิทานมาสาธก ว่า…

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว พระโพธิสัตว์เกิดเป็นนกแขกเต้าชื่อ ราธะ มีน้องตัวหนึ่งชื่อ โปฏฐปาทะ อยู่ภายใต้การเลี้ยงดูของพราหมณ์ครอบครัวหนึ่ง ในเมืองพาราณสี พราหมณ์และนางพราหมณีไม่มีลูกด้วยกัน จึงเลี้ยงดูนกแขกเต้าทั้งสองตัวเป็นเสมือนลูกชาย พราหมณ์มีอาชีพค้าขายจะเดินทางออกจากบ้านไปค้าขายยังต่างแดน เป็นเวลาหลายวันค่อยกลับมา ช่วงที่พราหมณ์ไม่อยู่บ้าน นางพราหมณีมักจะคบชู้สู่ชายอยู่เป็นประจำ

วันหนึ่งก่อนออกเดินทางไปค้าขาย พราหมณ์ซึ่งพอจะทราบพฤติกรรมของภรรยาอยู่บ้างแต่ยังจับไม่ได้ จึงสั่งนกแขกเต้าสองพี่น้องว่า
“ลูกรัก พ่อจะไปค้าขาย เจ้าทั้งสองคอยดูแลแม่ของเจ้านะ ว่าช่วงพ่อไม่อยู่นี้มีชายคนใดมาหาหรือไม่ ทั้งเวลากลางวันและกลางคืน”

ว่าแล้วกก็ออกเดินทางไป นับตั้งแต่วันที่พราหมณ์ออกจากบ้านไป นางพราหมณีก็คบชายชู้ไม่ซ้ำหน้ากันทั้งกลางวันกลางคืน นกโปฏฐปาทะ เห็นดังนั้นจึงถามพี่ชายว่า
“แม่เราเป็นเช่นนี้ เราจะว่าแกดีไหมพี่”
นกราธะตอบว่า “อย่าเลยน้องมันจะเป็นอันตรายแก่ชีวิตเราเสียเปล่า ๆ” แต่นกโกฎปาทะไม่เชื่อฟังคำพี่ชายได้พูดต่อว่านางพราหมณี เป็นเหตุให้นางพราหมณีโกรธมาก จับมาบิดคอขาดตายแล้วโยนใส่เตาไฟเผาทิ้งไป

หลายวันต่อมา พราหมณ์กลับมาถึงบ้านแล้วได้ถามนกราธะว่า
“ลูกรัก พ่อเพิ่งกลับมาจากที่ค้างแรมเดี๋ยวนี้เอง น้องเจ้าไปไหนเสียแล้วละ ในช่วงที่พ่อไม่อยู่บ้านนี้แม่ของเจ้าไม่ไปคบหาชายอื่นดอกหรือ

นกราธะตอบเป็นคาถาว่า
“ธรรมดาบัณฑิตไม่พูดคำที่เป็นจริงแต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะพึงหมกไหม้ เหมือนนกแขกเต้าชื่อโปฏฐปาทะ หมกไหม้อยู่ในเตาไฟ”
กล่าวจบก็นิ่งเสียไม่เล่าอะไรให้พราหมณ์ฟัง