ประวัติพระสงฆ์รุ่นเก่า

เมื่อพระตถาคต เจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะกระทำสังคายนา พระธรรมวินัย สงฆ์ได้เลือกท่านให้เป็นผู้วิสัชนาในส่วนพระวินัยปิฎก เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถในเรื่องนี้ดี ครั้นท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานครั้นเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติ ที่กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ไปประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมอัมพวนารามของมัลลกษัตริย์ ครั้งนั้น ศากยกุมารทั้ง ๕ พระองค์ คือ ภัททิยะ, อนุรุทธะ, อานันทะ, ภคุ, และกิมพิละ รวมทั้งเทวทัต ซึ่งเป็นเจ้าในโกลิยวงศ์ เข้าด้วยเป็น ๖ เสด็จออกจากพระนครด้วยจาตุรงคเสนา เพื่อจะออกบวชในพระพุทธศาสนา อุบาลี ผู้เป็นนายภูษามาลาได้ติดตามออกไปด้วย พากันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ทูลขออุปสมบท แต่ก่อนจะอุปสมบทพวกเจ้าศากยะเหล่านั้นทูลขอให้พระองค์บวชอุบาลีผู้เป็นนาย ภูษามาลาก่อน พระองค์ก็ได้โปรดให้อุบาลีบวชก่อน เมื่ออุบาลีอุปสมบทแล้วได้ฟังพระกรรมฐานที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอน

ต่อ มาท่านไม่ประมาทตั้งใจบำเพ็ญความเพียร ไม่ช้าไม่นานก็ได้ บรรลุพระอรหัตตผลเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา และท่านได้ศึกษาทรงจำระวินัยปิฎกแม่นยำชำนิชำนาญมาก เป็นผู้สามารถจะทำเรื่องราวอะไรซึ่งเกี่ยวด้วยพระวินัยได้เป็นอย่างดี ในข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างที่ท่านได้รับพระพุทธานุญาตให้เป็นผู้วินิจฉัน อธิกรณ์ ๓ เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ,อัชชุกวัตถุ, และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอุบาลีจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย

Traval to Wat Phra That Pha Ngao.

The Wat Phra That Pha Ngao.

Name of Wat Phra That Pha Ngao. The name of this measure is derived from the name of the Pha Ngao. Located on top of a large rock. The shadow the shadow of the rock mass (of stone) stone stupa shaped like a large and very well sheltered. The villagers named. “Phra That Pha Ngao” true measure before moving here. Formerly called “Wat Sop word” located on the banks of the Mekong River. The water has broken down. The area of the temple collapsed almost completely underwater Mekong measure of faith has moved to a new temple on the hill. , Not far from the original.

Wat Phra That Pha Ngao is located on the banks of the Mekong River on the west side. Opposite Laos. Junction in the village, Tambon Wiang, Chiang Saen, Chiang Rai.
South of Chiang Saen District, about 3 km with a total area of 743 acres, most of the small hill. Since putting down home stretch.
Ban Doi Chan and ends at the junction. But before that locals call the mountain “Doi Kham”, but later during the holidays. People called “Doi chan”.

Slopes below. The site of the Pha Ngao. Created on a large rock. Next, rising to 300 meters, a height of about five meters, the pagoda called Phra That Chom Chan. The highest part of the hill was the site of another pagoda, about 5 feet high, as the locals call it. Seven relics. The temple was built relics of Buddhist pagodas around Phra Chedi original vision. But can still see the remains of a stupa at the top seven within the new stupa. In summary, this temple is an ancient pagoda built in the past to the third episode.

Creator Phrathatphadaeng shadow. Annals of the Ionian said. Khun Khun Pha lean or lean (against him), who ruled from 494 to 512 fathoms the 23 year period is a pagoda built on a large rock at the foot of Doi Mon Which means that the Pha Ngao in this temple. Phra That Pha Ngao has deteriorated significantly. Expected to be restored to some. Relics because they are located at the lower slopes of the mountain. For easy maintenance.

Creator Phra That Chom Chan and relics are the top seven finishing up later on to occupy the city. “Wiang Sa peeled” (City of London today) 996-1007 during the year he had persuaded the people of the city are home to help build the Pagoda atop Mount term. Currently, people called nibble Monday This means that the Chedi Phra That Chom Phra Chan and seven were the pinnacle of the two disasters destroyed. Such themes sunny – rain and wind destroyed thousands of years until the remains of the base is about 5 meters and the help that the economy may be sparse until the villagers abandoned religion, lack of parental care and the countless two. drilling marks. They may be made of antique collectors antiques soils it is not.

Creating a new measure. At first it was assumed that the hillock ball was cleared, this must be the old me. I have found the remains of artifacts all over the area. In February 2519, it has embarked on forest clearing. Originally this was a cave called “Tham Pha shadow” mouth of the cave was closed for a long time. The backwoods wilderness area is filled with antique ruins scattered all over everywhere. There is one piece of the Buddha is a Buddha. Suspension lap four broad belief that the Buddha in the temple. Intends to complete the restoration of the faith intact.

York city.

The dream of Mr. Chandra carpet on February 28, 2519, Mr. Chandra rugs are one of the pioneers of the faith all forest clearing. Sleep and dream in the middle of that. A monk one. Tall – Black says that “before the remaining half of the principal body parts out. I was invited to a ceremony to pray for the removal of 8 photos first. You will find even more amazing than this “.

The liturgy following the withdrawal date is March 1, 2519, Mr. Chandra rugs to bring the dream to tell the audience all believers. And then everything is done according to the dreams. To adjust to the different areas of the stump. Roots and large rocks. Work the area was carried out with difficulty.

Buddha cliffs discovered my shadow on March 17, 2519 at 14:00 pm, when the believers have the area already. Everyone excitement and joy. When it was found that under the stump. (Principal base page) has arranged the ancient bricks. I found out on the brick mask (the solid) pose together on the mask. Buddha has found that looks very beautiful. Antiques expert analysis that the Buddha between 700 to 1,300 years, all the same, the Buddha’s name. “Pastor Cliff Shadows” and change the name of a new measure. “Wat Phra That Pha Ngao” From that time onwards.

The Buddha discovered on the cliff silhouette and father. This temple was built and developed continuously. Construction of various permanent objects. Was conducted relentless as the arch, the front wall, monastic cloister, the Sala Rai and Pha Ngao. When you are the first abbot of the developers. You can build a temple which enshrines a pastor cliff shadow. Seen today.
Measure the old town. During the reign of the kingdom fathoms. The abandoned property is in the thriving extreme. Speculated that there may be a more important measure, and the old is to see that Buddha Luang Pha shadow excavated was constructed and buried under the Big Buddha (Buddha) to hide a fear of being stolen from. The popular collection.

Faber is a measure of the normal When developing continuously. The Department of Religious Affairs has announced the cancellation of the abandoned temple to temple with typical novice monk resolve since October 22, 2522.

List abbot of the monastery. Since the monks from the temple to meet with the abbot of Wat Phra That Pha Ngao is included 3.
1. The teachers are very sharp, the Vedic God is good abbot Year 2519-2529.
Two. Phra Ajarn Chai abscesses Four mosques Mano determined to be a pastor from 2530 to 2531.
3. The cognitive perception Muni. The abbot years 2531 – present.
The abbot of the 3 you are the developer and have far-reaching vision. You can follow the development of the first abbot of the temple, you have performed since the beginning.

ความทุกข์อยู่ที่ใจ

หลวงพ่อดีเนาะ เป็นเกจิอาจารย์มีชื่อที่ใครๆก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหา
และผู้เคารพนับถือ มีเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมี และการประพฤติปฏิบัติ
ตนของหลวงพ่อ และเนื่องจากหลวงพ่อดีมีคนเคารพนับถือมาก จึงมีผู้มา
ถวายจตุปัจจัยข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่าแก่ท่านมากมาย ในกุฏิของหลวงพ่อดี
จึงมีข้าวของเงินทองที่เตะตา ล่อโจรให้อยากลองของมากมาย แต่ดูเหมือน
หลวงพ่อท่านไม่ค่อยจะสนใจวัตถุรอบกายของท่านแต่อย่างใด

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อดีก็ถูกโจรที่ชอบปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์มากมาย ถือปืน
บุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมทั้งประกาศว่า ” นี่คือการปล้น อย่าได้
ขัดขืนนะหลวงพ่อ ” หลวงพ่อก็ยิ้มกับโจรด้วยอารมณ์ดี และไม่มีอาการ
สะทกสะท้าน ท่านกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า ” ปล้นก็ดีเนาะ ” โจรชัก
แปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ โจรถามว่า ” ถูกปล้น ทำไมว่าดีหละ
หลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ทำไมจะไม่ดีหละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมาน เฝ้า
ไอ้สมบัติบ้าๆนี่ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมด ข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก ”

นั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับอีก คนขับรถบอก ” รถเสียครับ ” หลวง
พ่อก็บอกว่า ” ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ ” คนขับซ่อมรถได้สักพัก ก็ออก
ปากขอให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่ ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ
แต่ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ” โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังกายเนาะ ”

แล้วก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถ จนวิ่งได้ไปถึงบ้านงาน เวลาเลยเที่ยง
หมดเวลาฉันไปแล้ว เป็นอันว่าวันนั้นหลวงพ่ออดข้าว เจ้าภาพก็ร้อนใจ อะไรๆ
ก็เลยเวลามานาน นิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที ” ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลย
เนาะ” หลวงพ่อว่าแล้วก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่
เผลอตักเกลือใส่แทนนำ้ตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปหนึ่งคำ แล้วก็บอกโยมว่า
” โอ้ดีเนาะ ดีๆ ” แล้วก็วางไว้

ธรรมเนียมของหลวงพ่อที่หลังๆเวลาท่านฉันอะไร ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง
ว่ากันว่าเป็นสิริมงคลดีนัก เรียงหน้ารอกันเป็นแถว แล้วลูกศิษย์คนแรกก็ดื่ม
กาแฟ ก็พ่นพรวดออกมา ” เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง ! ”

หลวงพ่อว่า ” ก็ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน ”

ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ลมแรง นำ้ท่วม หรือคนด่า หลวงพ่อท่านมอง
ไปในแง่ดีได้หมด

มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับไปติดคุก ท่านก็ว่า ” ก็ดีเนาะ
มันจะได้ศึกษาชีวิต ”

แต่โจรก็ขู่อีกว่า ” ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิด
ปากเจ้าทรัพย์ ” หลวงพ่อดีก็ตอบเหมือนเดิม ” ฆ่าก็ดีเนาะ ” โจรแปลกใจจึง
ถามว่า ” ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรหละหลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ข้ามันแก่
แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ” โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า
” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ฆ่าหรอก ” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคยว่า ” ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ ”
โจรก็ถามอีกว่า ” ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก ” หลวงพ่อบอกว่า ” การฆ่ามันเป็น
บาป เอ็งจะต้องชดใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจจะต้องตาม
จับเอ็งเข้าคุก เข้าตาราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก ”

โจรเลยเปลี่ยนใจ ” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว ” หลวงพ่อดีก็
ตอบอีกว่า ” ไม่ปล้นก็ดีเนาะ ”

ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาป เข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็
ขอให้หลวงพ่อดีบวชให้ และบำเพ็ญศีลภาวนาตลอดมา ส่วนหลวงพ่อมีคนให้
ฉายาท่านว่า ” หลวงพ่อดีเนาะ ”

หลวงพ่อมองโลกในแง่ดี ไม่เคยจับผิดใคร ไม่เคยว่าใคร เจอปัญหาอะไรๆ
ก็พูดว่า ” ดีเนาะ ” จนกระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวให้เป็น ” พระเทพวิสุทธาจารย์สาธุอุทานธรรมวาที ” ซึ่งแปลว่า
” ดีเนาะ “

การทำวิปัสสนาภาวนา

ผลที่ต้องการจาก สมถะตามหลักพุทธศาสนา คือการสร้างสมาธิเพื่อใช้เป็นบาทฐานวิปัสสนา จุดหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนาสำเร็จด้วยวิปัสสนา  คือการฝึกอบรมปัญญาที่มีสมาธินั้นเป็นบาทฐาน   หาก บรรลุจุดหมายสูงสุดด้วยและยังได้ผลพิเศษแห่งสมถะด้วย ก็จัดว่าเป็นผู้มีคุณสมบัติพิเศษได้รับการยกย่องนับถืออย่างสูง แต่หากบรรลุจุดหมายแห่งวิปัสสนาอย่างเดียวไม่ได้ผลวิเศษแห่งสมถะ  ก็ยังเลิศกว่าได้ผลวิเศษแห่งสมถะคือได้ฌานสมาบัติและอภิญญา ๕  แต่ยังไม่พ้นจากอวิชชาและกิเลสต่าง ๆ   ไม่ต้องพูดถึงจุดหมายสูงสุด  แม้แต่เพียงขั้นสมาธิ  ท่านก็กล่าวว่า พระอนาคามีถึงแม้จะไม่ได้ฌานสมาบัติ   ไม่ได้อภิญญา   ก็ชื่อว่าเป็นผู้บำเพ็ญสมาธิบริบูรณ์[16]  เพราะสมาธิของพระอนาคามีผู้ไม่ได้ฌานสมาบัติ  ไม่ได้อภิญญานั้น แม้จะไม่ใช่สมาธิที่สูงวิเศษอะไรนักแต่ก็เป็นสมาธิที่สมบูรณ์ในตัวยั่งยืนคง ระดับ มีพื้นฐานมั่นคง[17] เพราะไม่มีกิเลสที่จะทำให้เสื่อมถอยหรือรบกวนได้ ตรงข้ามกับสมาธิของผู้เจริญสมถะอย่างเดียวจนได้ฌานสมาบัติและอภิญญา แต่ไม่ได้เจริญวิปัสสนาไม่ได้บรรลุมรรคผล  แม้สมาธิ นั้นจะเป็นสมาธิขั้นสูงมีผลพิเศษ แต่ก็ขาดหลักประกันที่จะทำให้ยั่งยืนมั่นคง ผู้ได้สมาธิอย่างนี้ถ้ายังเป็นปุถุชนก็อาจถูกกิเลสครอบงำทำให้เสื่อมถอยได้

วิปัสสนาภาวนา

วิปัสสนา   แปลว่า   เห็นประจักษ์แจ้งพระไตรลักษณ์ในรูปที่เห็น   เสียงที่ได้ยิน  อาการที่เคลื่อนไหว ใจที่คิด เป็นต้น    เป็นวิธีการปฏิบัติที่จะนำกายและใจของผู้ปฏิบัติให้เข้าถึงสภาวดับ สงบเย็น(นิพพาน)ได้[18]   ถ้าต้องการสุขแท้ สุขถาวรที่ไม่กลับมาทุกข์อีกก็ต้องดำเนินไปตามหนทางนี้เท่านั้น ไม่มีทางอื่น[19]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน    คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถกรรมฐานดีกว่า   วิปัสสนากรรมฐาน เพราะสมถะฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้ เสกคาถาอาคม ได้   ส่วนวิปัสสนาทำไม่ได้?   แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ยับต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีก   ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง      แต่เมื่อบรรลุได้เพียงขั้นโสดาบันเท่านั้น ก็จะเหลือภพชาติเพียง ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง   และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปจะไม่ตกอบายอีกเลย  ไม่ว่าในอดีตเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม  จะไม่ตกนรกอีกแล้ว..

คัมภีร์พระอภิธัมมสังคณี ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า
กตมา ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ  ยา  ตสฺมึ สมเย  ปญฺญา  ปชานานา   วิจโย   ปวิจโย  ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา   อุปลกฺขณา   ปจฺจุปลกฺขณา   ปณฺฑิจฺจํ  โกสลฺลํ   เนปุญฺญํ   เวภพฺยา  จินฺตา    อุปปริกฺขา   ภูรีเมธา ปริณายิกา  วิปสฺสนา  สมฺปชญฺญํ   ปโตโท   ปญฺญา   ปญฺญินฺทฺริยํ   ปญฺญาพลํ   ปญฺญาสตฺถํ   ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก  ปญฺญาโอภาโส   ปญฺญาปชฺโชโต  ปญฺญารตนํ  อโมโห   ธมฺมวิจโย  สมฺมาทิฏฐา   อยํ   ตสฺมึ สมเย  วิปสฺสนา  โหติ[20] ฯ
วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉน   คือ ปัญญา   กิริยาที่รู้ชัด   ความวิจัย ความเลือกสรร  ความวิจัยธรรม   ความกำหนดหมาย   ความเข้าไปกำหนด   ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้   ภาวะที่ฉลาด  ภาวะที่รู้ละเอียด  ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง  ความค้นคิด   ความใคร่ครวญ  ปัญญาเหมือนแผ่นดิน  ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส   ปัญญาเครื่องนำทาง   ความเห็นแจ้ง  ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ   ความไม่หลงงมงาย   ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ  ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา  ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น
การ เจริญภาวนา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ?กรรมฐาน? เป็นศาสตร์หนึ่งที่มีอยู่ในจักรวาลเหมือนกับศาสตร์อื่น ๆ อย่างเช่น  ฟิสิกส์  คณิตศาสตร์  ต่างกันแต่ศาสตร์นี้ต้องวิจัยในห้องแลปคือจิตล้วน ๆ และมีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ความหลุดพ้นจากทุกทั้งปวง  ศาสตร์นี้เป็นกลไกที่มีอยู่ตามธรรมชาติ แต่ยากที่มนุษย์จะเข้าถึงได้  สิ่งที่สามารถเข้าถึงและแทงตลอดกฎเกณฑ์นี้ได้มีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือจิตที่ทรงพลานุภาพมหาศาล  ซึ่งตามธรรมดาแล้วมนุษย์ล้วนมีจิตกันทุกคน แต่จิตธรรมดาจะกลายเป็นจิตที่ทรงพลานุภาพได้นั้นต้องอาศัยการบ่มเพาะเป็น เวลานาน   คัมภีร์อรรถกถาบอกว่าต้องใช้เวลาถึง ๔ อสงไขยกับแสนกัปเลยทีเดียว[2]    ด้วยเหตุนี้เอง นาน ๆ จึงจะมีดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิสักครั้งหนึ่ง โลกใบนี้อุบัติมาแล้วประมาณ ๔,๖๐๐ ล้านปีซึ่งเป็นเวลาที่ยาวนานมาก  แต่ดวงจิตที่ทรงพลานุภาพมาปฏิสนธิแค่เพียง ๔ ครั้งเท่านั้น[3]   ครั้งสุดท้ายมาปฏิสนธิ เมื่อประมาณ ๒,๖๐๐ ปีก่อนนี้เอง ผู้นั้นเราเรียกกันว่า ?พระสัมมาสัมพุทธเจ้า?

เรื่องการเจริญภาวนา หรือปฏิบัติกรรมฐานนี้ มนุษย์ทั่วโลกได้พยายามค้นคว้าและเข้าถึงมานานแล้ว แต่เนื่องด้วยสั่งสมบุญบารมีมาไม่เพียงพอจึงเข้าถึงได้เพียงบางส่วน   คนกลุ่มนั้นก็คือพวกฤษีและศาสดาต่าง ๆ พวกท่านสามารถเหาะเหินเดินอากาศได้  มีฤทธิ์เดชมากมาย  แต่ก็ยังไม่สามารถกำจัดกิเลสในจิตให้หมดสิ้นไปได้[4] ยังมีความโลภ โกรธ เกลียดอยู่  ท่านเหล่านี้เข้าถึงได้เพียงแค่ระดับฌานสมาบัติเท่านั้น ยังไม่สามารถเข้าถึงวิปัสสนาปัญญา บรรลุมรรค ผล นิพพานได้[5]

หลัง จากเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช พระองค์ได้ไปศึกษาศาสตร์นี้จากสำนักฤษีต่าง ๆ ที่ มีอยู่ในสมัยนั้นจนหมดความรู้อาจารย์ แต่เมื่อออกจากสมาธิกิเลสตัณหาก็ยังมีอยู่ ยังมีความกลัวความกังวลอยู่ พระองค์จึงตัดสินพระทัยศึกษาค้นคว้าหาวิธีดับทุกข์ด้วยพระองค์เองด้วยการ เจริญวิปัสสนาภาวนา[6]

การเจริญภาวนา  ๒ แบบ

การเจริญภาวนา หรือการปฏิบัติกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา มีอยู่  ๒  ประการ

๑.   สมถภาวนา(Development of Tranguility)หรือ สมถกรรมฐาน (Concentration Meditation)   คือการฝึกอบรมจิตให้เกิดความสงบ  ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสงบทางจิตใจ หรือการทำจิตใจให้เป็นสมาธิความมั่นคงนั่นเอง[7]

๒. วิปัสสนาภาวนา (Development of Insight) หรือ วิปัสสนากรรมฐาน (Insight Meditation)  คือ การฝึกอบรมปัญญาให้เกิดความรู้แจ้งตามความเป็นจริง[8] ได้แก่ หลักหรือวิธีปฏิบัติเพื่อให้เกิดปัญญาเห็นแจ้งตามความเป็นจริงในรูปนาม ขันธ์ ๕ ว่า เป็นสภาวะที่ไม่เที่ยง(อนิจจัง) เป็นทุกข์ ทนได้ยาก (ทุกขัง) เป็นสภาวะที่ไม่ใช่บุคคล ตัวตน เราเขา บังคับบัญชาไม่ได้ (อนัตตา) เรียกว่า วิปัสสนา[9]

ความเข้าใจของผู้ปฏิบัติหลายท่าน คิดว่า   ?การปฏิบัติสมถภาวนาดีกว่าวิปัสสนาภาวนา เพราะสมถฝึกแล้วทำให้เหาะได้  รู้ใจคนอื่นได้  เสกมนต์คาถาอาคมได้  ส่วนวิปัสสนาล้วน ๆ ทำไม่ได้?  แต่ถึงอย่างไรก็ตาม   ผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานก็ยังเป็นเพียงปุถุชนที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดใน ๓๑ ภูมิ หาที่สุดของภพชาติไม่ได้   ยังต้องตกอบาย ทรมานในนรกอีกนับชาติไม่ถ้วน      ส่วนผู้ปฏิบัติวิปัสสนานั้น  ถึงแม้จะเหาะไม่ได้  เสกคาถาไม่ขลัง   แต่ก็เหลือภพชาติเพียงแค่ ๗ ชาติเป็นอย่างยิ่ง และตั้งแต่ชาตินี้เป็นต้นไปก็จะไม่ตกอบายอีกเลย   ไม่ว่าในอดีตจะเคยทำบาปอกุศลไว้มากมายปานใดก็ตาม

ผลจากสมถะไม่ว่าจะ เป็นฌานสมาบัติหรืออภิญญาก็ตาม ยังเป็นเพียงโลกีย์[10] เป็นของปุถุชน เสื่อมถอยได้  เช่น ฤทธิ์ที่พระเทวทัตได้[11] เจโตวิมุตติของพระโคธิกะ[12]  และฌานสมาบัติของพระภิกษุสามเณร ฤาษีและคฤหัสถ์  บางท่านที่มีเรื่องเล่าต่อกันมาในคัมภีร์ต่างๆ เป็นของมีมาก่อนพุทธกาล   เช่น   อาฬารดาบสกาลามโคตรได้ถึงอรูปฌานที่ ๓  อุททกดาบสรามบุตร[13]ได้ถึงอรูปฌานที่ ๔เป็นต้น[14] เป็นของมีได้ในลัทธิภายนอกพระพุทธศาสนา  มิใช่จุดหมายของพระพุทธศาสนา   เพราะไม่ทำให้หลุดพ้นจากกิเลสและทุกข์ได้อย่างแท้จริง    นักบวชบางลัทธิทำสมาธิจนได้ฌาน ๔   แต่ยังมีมิจฉาทิฏฐิเกี่ยวกับเรื่องอัตตาและยึดถือในฌานนั้นว่าเป็นนิพพาน ก็มี[15]    ลัทธิเช่นนี้พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธ
คัมภีร์อรรถกถา ให้ความหมาย ว่า วิปัสสนา    คือ   การเห็นแจ้ง หรือวิธีทำให้เกิดการเห็นแจ้ง  วจนัตถะว่า   อนิจฺจาทิวเสน  วิวิเธน  อากาเรหิ  ธมฺเม  ปสฺสตีติ  วิปสฺสนา[21]

ปัญญาใด  ย่อมเห็นสังขตธรรมมีขันธ์เป็นต้น ด้วยอาการต่างๆมีความไม่เที่ยงเป็นต้น ฉะนั้น ปัญญานั้น ชื่อว่า วิปัสสนา

คัมภีร์อรรถกถาให้ความหมายไว้ดังนี้

อรรถกถาอังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต ให้ความหมายว่า ปัญญาที่กำหนดรู้สังขาร[22]

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย สัตตกนิบาต ให้ความหมายว่า การใคร่ครวญธรรม  หมายถึง การเพ่งพินิจพิจารณาเห็นธรรมโดยความเป็นสภาวะไม่เที่ยง เป็นทุกข์  เป็นอนัตตา[23]

คัมภีร์ฎีกาอธิบายอีกว่า วิปัสสนา  คือ  ความรู้ที่ทำให้เกิดความเห็นแจ้ง  เข้าใจสภาวะของสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง[24]

พระ ราชวรมุนี (ป.อ.ปยุตฺโต)ให้ความหมายว่า วิปัสสนา คือ  ข้อปฏิบัติต่างๆ ในการฝึกฝนอบรมปัญญาให้เกิดความเห็นแจ้งรู้ชัดสิ่งทั้งหลายตรงต่อสภาวะของ มัน คือให้เข้าใจตามความเป็นจริง  หรือ ตามที่สิ่งเหล่านั้นมันเป็นของมันเอง (ไม่ใช่เห็นไปตามที่เราวาดภาพให้มันเป็นด้วยความชอบความชัง ความอยากได้ หรือ ความขัดใจของเรา) รู้แจ้งชัดเข้าใจจริง จนถอนความหลงผิดรู้ผิดและยึดติดในสิ่งทั้งหลายได้ ถึงขั้นเปลี่ยนท่าทีต่อโลกและชีวิตใหม่ทั้งท่าทีแห่งการมอง การรับรู้ การวางจิตใจและความรู้สึกทั้งหลาย ความรู้ความเข้าใจถูกต้องที่เกิดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในระหว่างการปฏิบัตินั้น เรียกว่า ญาณ มีหลายระดับญาณสำคัญในขั้นสุดท้ายเรียกว่า วิชชา เป็นภาวะตรงข้ามที่กำจัดอวิชชา คือความหลงผิดไม่รู้แจ้งไม่รู้จริงให้หมดไป  ภาวะจิตที่มีญาณหรือวิชชานั้น  เป็นภาวะที่สุขสงบผ่องใสและเป็นอิสระ  เพราะลอยตัวพ้นจากอำนาจครอบงำของกิเลส  เช่น  ความชอบความชังความติดใจและความขัดใจเป็นต้นไม่ถูกบังคับหรือชักจูงโดยกิเลส เหล่า นั้น  ให้มองเห็นหรือรับรู้สิ่งต่าง ๆอย่างบิดเบือน  จนพาความคิดและการกระทำที่ติดตามมาให้หันเหเฉไปและไม่ต้องเจ็บปวดหรือเร่า ร้อนเพราะถูกบีบคั้นหรือต่อสู้กับกิเลสเหล่านั้น  ญาณและวิชชา  จึงเป็นจุดมุ่งของวิปัสสนา เพราะนำไปสู่วิมุตติ คือความหลุดพ้นเป็นอิสระที่แท้จริงซึ่งยั่งยืนถาวร     ท่านเรียกว่า  สมุจเฉทนิโรธ   หรือสมุจเฉทวิมุตติ   แปลว่า  ดับกิเลส  หรือหลุดพ้นโดยเด็ดขาด[25]

พระสูตร

ศาสนาพระสูตรนี้มีสาระหลากหลายตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน สำหรับผู้เขียนพอจะสรุปได้จากปัญญาอันน้อยนิด ดังนี้

๑. ในห้วงนั้น พระวินัยหรือศีลของพระคงเพิ่งจะมีแค่ ๑๕๐ ข้อ แม้เพียงเท่านี้พระชาววัชชีบุตรก็แหกปากร้องลั่นว่า รักษาไม่ไหวแล้ว ศีลมันมากเหลือเกิน

๒. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดจริงๆ ทรงรวมสิกขา คือ ข้อปฏิบัติให้เหลือเพียง ๓ อย่าง แท้ที่จริง ๓ อย่างนี้ว่าไปทำไมมีกลับมากกว่าศีล ๑๕๐ ข้อเสียอีก เพราะมิได้รักษาแต่กายและวาจาเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมไปถึงจิตและปัญญาด้วย (แต่พระวัชชีบุตรกับปฏิบัติได้) พุทธอุบายนี้ต้องนับว่าเป็นจิตวิทยาชั้นยอด แม้ว่าจะยากลำบากในเชิงปฏิบัติ แต่เมื่อคนเห็นว่ามันมีน้อยความย่อท้อจึงไม่มี แต่จะเกิดขันติและวิริยะที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และท่านก็ทำจนสำเร็จได้จริง

๓. การรักษาศีลโดยมีปัญญาร่วมด้วย มีการฝึกฝนอบรมจิตร่วมด้วย เป็นการรักษา “ต้นศีล” (ไม่ใช่ต้นธรรมต้นธาตุนะ) เมื่อรักษาศีล (จิต) ได้แล้ว ปลายศีลคือการควบคุมกายและวาจา มันก็จะไปไหนเสีย  รักษาจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าย่อมรักษาทุกสิ่งไว้ได้ทั้งหมดในโลก !

ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วจะเอาอะไรไปรักษาจิตล่ะ  ก็เอา “สติ” น่ะซิไปรักษาจิต อย่างอื่นไม่มี

แล้ว สติอย่างเดียวจะใช้ดับทุกข์ได้หรือ ไม่ได้ , สติอย่างเดียวใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในที่นี้ว่าถึงการรักษาศีล ถ้ามีสติควบคุมจิตไว้ได้ทั้งกายและวาจา ก็ย่อมจะไม่ละเมิดศีล แต่กิเลสที่เกิดทางใจนั้นยังไม่ได้พูดถึง ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการรักษาศีลที่ “ครบวงจร” จริงๆ คือ การละราคะ โทสะ และโมหะด้วย จึงทรงนำเอาอธิจิตและอธิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย

ใน ปัจจุบันนี้ ถ้านักบวชรูปใดมีความเห็นว่าศีล ๒๒๗ ข้อมันมากไปรักษาไม่ได้ จะหันมารักษาเพียง ๓ ข้อ ตามแนวของพระพุทธองค์ก็ได้ หรือเห็นว่า ๓ ข้อมันยากไปอีกเพราะคลุมไปหมด จะเอาเพียงศีล ๑ ก็ยังได้ นั่นคือ การเอาสติควบคุมจิต ไว้เพียงอย่างเดียว เมื่อสามารถคุมจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็เป็นอันว่าได้ถูกรักษาไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

Reverend R. wrong.

Blessed is the total fair practices for the better. The people I follow are four reasons.
1. I walk the way you move it.
2. I do not burn your hand wet.
3. I have wronged in the time I was not that friendly.
4. I fell into the power of the bad girls.

I invite people who are not familiar or have never lived together, even for a day or two. Never seen before.
To sit on a seat that has been held. The rice and water consumption as well. But those who were invited to do so, the individual benefits.
I invite those who have deliberately To do so, he is known as a walk along the path and you are invited.
Reputation as a leading. Participants were invited to return as those who followed behind.
However, people such as parents, teachers or parent who has cared for children and students at large. Them.
When you know your child. Foster will return with a sense of gratitude. As you walk along the path together.
R. Blessed is wrong on that one.

In case of any individual, even a single night and the Guest House. Cooking with rice and water is fed.
Well as with his hands drenched with the operating base.
That person should not be a bad idea to do that even with my home. The idea that a person is civilly against the so called burn your hand wet.
The second canon is fairly equivalent.

Guests can sit or lie down at the shadow of any tree. Boy should not break the stem of the tree branches or shoots it. I know the benefits of trees.
The plant is known as a personal injury is a sin, because they have a shade that you care for her. I have a broken rod Frances King.
Or destruction of trees that sprout. Graduates is considered. Can be vicious. I even have a tree. That they have been living a lie.
People cut trees or branches that have been blamed for this favor. Not to mention the personal injury benefactor to help them get adopted.
Mayhem is not friendly to me and the Canon equivalent.

She praised her husband as well. Even for the big money for. But when a husband and then insulting them.
People should not be in the power of women like that. She said it was normal. I have a fond respect for their husbands. Honor her husband.
Aggressive woman scorned husband does not speak so well as a woman. The lady praised. In contrast to women who have no loyalty to the husband.
Consciousness is called the theology Asatis a woman not a woman of this type is considered mother. Praise and honor. And wealth to the people.
But when the opportunity to insult her. I do not tell her husband or expose the public to get to know. She is not good at this.
Should not associate with. STO is to associate a friendly or a wife. Inevitably degrade the honor to be a distinct depression.
Not in the power of the bad girls. The fourth canon is fairly equivalent.
It.
admin.
Administrator.
Sr. Member.
*****.
Offline.

Posts: 363.

Details.

Re: Canon equivalent fairly good practice for four reasons – like a giant button at the sermons of the Wito BA.
«Reply # 1 on: July 10, 2010, 09:59:54 AM».

[985] at the keypad that the giants. I stood on top of Kiri Kan Banphot. The idea would be.
The idea was to rise first. With the well-being of the Wito -.
This degree can have us do. We shall kill you, then keep this Wito BA.
Heart to him.
[986] As a big button at the top of his mental injury to the foot to the crown.
Animals in the mountains. Frenchie inside the mountain. I caught the animal.
Remove the lower head. Thrown down to the ground without any limitation.
[987] BA Wito eclipsed the glorious state of the simulated model. After hanging his head.
Into a steep ravine. It is horrible horrible horrible too.
I did not flinch. As I said at the Giant’s keypad. When there is such a rarity.
But what is not good. Similar to the rally but did not rally.
A vulgar action useless. The one I have in mind is even less charitable.
You will throw me into the abyss useless. With the death of
I will have to say this is like the skin of a person.
Let me tell you the man. When the angel’s name.
[988] I was a big name at the shift key. The Pacha of Dame Kuewr if you would.
Listen to the serpent called Varuna. Naga has occupant earth.
Clean the skin with beauty and strength. I would have loved her.
Naga Kanya called it a good run by the Daughters of the serpent. Please look here for a philosopher.
Because of her I had a good run at the waist, which I love. So I decided to.
Kill you.
[989] Giants look here, you do not have an obsession with it. PFC many animals.
The reason is because I hold you so dear to me, in her best run at.
The waist is pretty cute. What you have with the death of me.
I invite you all to say that I am with.
[990] I wish the auspices of the Daughters of the serpent serpent. I have a lot of power.
The subjects of her relatives called me in a good run. Those are my relatives.
I was overwhelmed by the love scene is one the auspices serpent serpent.
I said I had a lady ask me to run in Naga Kanya as well. We find the daughter.
We, the body of the hair. I have an amazing eye. Apply with Hurn.
If your heart’s desire แkenhantns Wito BA in the future of this planet.
Because this fair feat. You will be our daughter. We are United.
Moreover, the desire for more wealth. Please look here Pasha. I do not have to.
I know people will listen to this again, I did not have a phone.
What do because your heart. I have been fair.
Thao and her serpent king Varuna William MLA. I will give her a good run in the Naga Kanya.
I therefore I have tried to kill me.
Contributing to the death of you. It will push you to the abyss in this killing.
Then take it to heart.
[991] So I put him down quickly. If you have business to do with my heart.
Reverend R. I will show you this all wrong today.
[992] at the keypad that the giants. I put Wito Bachelor eclipsed the noblest of people.
Simulated the model on top of the hill. See no evil Wito Bachelor of spirituality, so I took that.
When I am lifted up from the abyss it. Today I have work to do with the heart.
R. Blessed are ye show me all of that to me today.
[993] I will raise you up out of the abyss. If you have business to do with the heart.
I will show my total canon all wrong for you today.
[994] When I look here young man walking along a path that you do not burn your hand first.
Do not have one of the bloodiest violence among friendly with me, do not fall into the other one.
The power of one woman’s sanity.
[995] He was a walk along the walk to the called party.
How to burn your hand wet. People like friendly woman named mayhem like.
I asked the name of sanity. I will give that body.
[996] Any person who shall invite people who are not familiar with. Never seen, even with the seat.
Men ought to be done by a real benefit to them. Graduates who are men.
That’s the way to go for your walk. In case of any adverse party.
Even a single night with lead white. Not a bad idea to me, even with a bad idea.
Such persons. It was moist burn pads. The mayhem was friendly.
People sitting or lying on the shade of the trees. Boy should be branches of the tree.
Because of the violence was wicked friendly. Regarded as very threatening to the woman’s husband.
This land is full of sap. I find it insulting to the husband.
People should not fall under the jurisdiction of those women. The name of the person name Faustin.
As you walk along the way, and then some. It was moist palms burned like this.
Named in the power of a woman who was very conscious of this. Mayhem was friendly.
This is what is in the wrong. I was wrong before.
(This is) a religious sermon Reverend R..

ขั้นตอนการทำบุญ

รับผ้าไตรอุ้มประนมมือแล้วเดินเข้าไปในที่ประชุมสงฆ์ในพิธี (สังฆนิบาต)
แล้ว วางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย
รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌาย์
กราบ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
แล้วอุ้มผ้าไตรประนมมือยืนขึ้นเปล่งวาจาคำ มคธ
ขอบรรพชาว่า

เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ทุติยัมปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ตะติยัม ปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัม มัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
*ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัม ปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพ พาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
*หมายเหตุ ถ้าบวชเป็นสามเณรให้ละคำว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออก
พระอุปัชฌาย์รับ เอาผ้าไตรจากผู้บวชวางไว้ตรงหน้าตัก ให้โอวาทและบอก ตะ จะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน
แล้ว ให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
พระ อุปัชฌาย์ชักอังสะออกจากไตรมาสวมให้ผู้บวช แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ
ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปหา พระอาจารย์ รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขอสรณะและศีลดังนี้
อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
(พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการให้ผู้บรรพชาว่าตาม ดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
พระ อุปัชฌาย์จะกล่าวว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้ รับว่า อามะ ภันเต แล้วท่านจะว่านำสรณคมน์ก็ให้ว่าตามดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะ ติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พอ จบแล้วทางพระอุปัชฌาย์จะบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต
ต่อจากนั้นก็สมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการโดยว่าตามท่านไปเรื่อยๆ ดังนี้
ปาณาติปาตา เวรมณี
อทินนาทานา เวรมณี ิ
อะพรหมจริยา เวรมณี
มุสาวาทา เวรมณี
สุราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี
วิกา ละโภชนา เวรมณี
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนา เวรมณี
มาลาคันธะวิเล ปะนะธารณะมัณฑนะวิภูสะนัฏฐานา เวรมณี
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี
ชาตะ รูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวรมณี
(และกล่าว ๓ ครั้งว่า)
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ (เสร็จแล้วรับบาตรอุ้ม เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ในที่ประชุมสงฆ์
วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวดังนี้)
อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติ ยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ (ตรงนี้ว่า ๓ ครั้ง)
พระอุปัชฌาย์ จะกล่าวว่า โอปายิกัง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ ให้รับว่า สาธุ ภันเต ทุกครั้งไป
อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (กล่าวตรงนี้ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วกราบลง ๓ ครั้ง)
พระอาจาย์จะเอาสายคล้อง ตัวผู้บวช บอกบาตรและจีวรก็ให้ผู้บวชรับว่า อามะ ภันเต ๔ ครั้งดังนี้
อะ ยันเต ปัตโต   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะ ยัง อุตตะราสังโค   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก   (รับว่า) อามะ ภันเต
จากนั้นพระอาจารย์ท่านจะบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ
ผู้บวชก็ถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณทางเข้าโบสถ์)
ต่อจากนี้พระอาจารย์จะสวดถามอันตรา ยิกธรรม ให้รับ นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และต่อด้วย อามะ ภันเต อีก ๘ ครั้งดังต่อไปนี้

พระจะถามว่า   ผู้บวชกล่าวรับว่า
กุฏฐัง   นัต ถิ ภันเต
คัณโฑ   นัตถิ ภันเต
กิลาโส   นัตถิ ภันเต
โสโส   นัตถิ ภันเต
อะปะมาโร   นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปุริโส สิ๊   อามะ ภันเต
ภุชิสโสสิ๊   อามะ ภันเต
อะนะโณสิ๊   อามะ ภันเต
นะ สิ๊ ราชะภะโฏ   อามะ ภันเต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ   อามะ ภันเต
ปะ ริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง   อามะ ภันเต
กินนาโมสิ   อะหัง ภันเต …*(ชื่อพระใหม่) นามะ
โก นามะ เต อุปัชฌาโย   อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา…
*(ชื่อพระอุปัชฌาย์) นามะ
*หมายเหตุ ผู้บวชจะต้องทราบชื่อทางพระที่พระตั้งให้ใหม่ก่อนวันบวชและต้องจำชื่อพระ อุปัชฌาย์ให้ได้ด้วย
เสร็จแล้วกลับเข้ามาข้างในที่ประชุมสงฆ์ กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทดังนี้
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุ ลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ถ้ากล่าวพร้อมกันให้ เปลี่ยนคำว่า ยาจามิ เป็น ยาจามะ และเปลี่ยน มัง เป็น โน
ต่อมาพระ อาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม ผู้บวชก็รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง บอกชื่อพระใหม่ของตัวเอง
และชื่อพระอุปัชฌาย์แบบ ที่ผ่านมาอย่างละหนึ่งครั้ง เสร็จแล้วก็นั่งฟังพระสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ
พอ จบแล้วท่านก็จะเอาบาตรออกจากตัว ให้กราบลง ๓ ครั้ง
นั่งพับเพียบฟังพระ อุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วก็กล่าวรับว่า อามะ ภันเต
เสร็จพิธีก็ กราบ ๓ ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ
เวลากรวด น้ำก็ให้ตั้งใจรำลึกถึงผู้มีพระคุณอุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน
ขั้นตอนต่อไปก็ นั่งฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี

……………………………………………………………………….

ธรรม ยุติ นิกาย

ธรรมยุติ เป็นนิกายหนึ่งของพระสงฆ์ในประเทศไทย
เป็น ฝ่าย วิปัสสนาธุระ ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 )
และใน รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น
เป็นครั้ง แรกในประเทศไทย
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า ?
พระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ รศ.121?
มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ
ให้เป็นนิกาย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้ก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติตั้งขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ )
ขณะที่ผนวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
ได้ ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ
ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส
จึง ได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2372
ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. 2376
แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
และตั้งเป็นศูนย์กลาง ของคณะธรรมยุติ

จุดประสงค์การก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติ ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูป
และฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์
ให้มีความ ถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ
ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่ง ครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่ง ที่ถูกต้องดีงาม
ศึกษาพระ ปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่ บกพร่อง
ของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ
ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก
ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนา
ให้เจริญ รุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นใน ประเทศไทย

ธรรมเนียมและแบบแผนของ ธรรมยุตินิกาย
ระเบียบแบบแผนในด้านการปฏิรูป
ทางพระพุทธศาสนาของธรรม ยุตินิกาย
โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)

ทรงตั้งธรรมเนียม นมัสการพระเช้าค่ำ
ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ
และ ทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา
เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้
มีการรักษาศีลอุโบสถ
และแสดงพระ ธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น
ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ 4 ครั้ง
ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรม
ทรงเริ่มการเทศนา ด้วยฝีพระโอษฐ์
ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา
ไม่โปรดเขียน หนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม
ทรงอธิบาย เพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม
เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร
อธิบาย หลักอันยุ่งยากซับซ้อน
คณะสงฆ์ธรรมยุติได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป
ทำ ให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก
ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา
เพิ่ม ขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา
และวางระเบียบให้เดินเวียน เทียน
และสดับพระธรรมเทศนา
ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น
ถวายสลากภัตร ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา
ทรงแก้ไขการรับ ผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน
ทรงแก้ไขการขอบรรพชา
และการสวดกรรมวาจาใน อุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
เช่น ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ
ซึ่ง เป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา การออกเสียง
อักษรบาลี ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์
ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์
ทรง วางระเบียบการครองผ้า
คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร
ให้ปฏิบัติไปตาม หลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย
(เดิมพระธรรมยุติครอง จีวรห่มแหวก
แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ เปลี่ยนมาห่มคลุม (ห่มหนีบ)
ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย
ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสวยราชย์ จึงได้กลับมาห่มแหวกตามเดิม)
ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของพระภิกษุ สามเณร
และระเบียบอาจารยะมารยาท
ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา
สังวร ในกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม
ทรงให้พระสงฆ์ธรรมยุติ ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน
สามารถแสดงธรรมเทศนา สั่งสอน
สามารถ แยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล
และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบาย ได้
การศึกษาในด้านวิปัสสนาธุระ
ไม่ใช่รับรู้เฉพาะสมถะวิธีอันเป็น เบื้องต้น
แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน
การปฏิบัติตามพระ วินัย ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัย
และน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ด ขาด
พึงเคารพพระวินัยอย่างเคร่งครัด
ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหา ความรู้สาขาอื่น ๆ
ของพระสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์
เข้าศึกษาภาษา อังกฤษกับ
หมอแคสเวล (Reverend Jesse Caswell) ตามความสนใจ
ทำให้มี การสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
ของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

ธรรมะจาก เกจิอาจารย์

กินเจ…กินเนื้อ – “กบ” กับ “คางคก”
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชา
เกี่ยวกับเรื่องการกินเจ
กับการกินอาหารเนื้ออาหารปลาต่างกันอย่างไร
อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด

เพราะปัจจุบัน
มีสำนักปฏิบัติที่ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างกันมากมายหลายแห่ง

บางแห่งถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเป็นกรรมร่วม
เพราะเท่ากับเป็นการยุให้เขาฆ่าสัคว์
ที่นั้นจะต้องถือมังสวิรัติ
เว้นการฉันเนื้อฉันปลาอย่างเด็ดขาด

บางแห่งว่าการกินเจเป็นข้อวัตรของเทวทัตที่เคร่งครัดเกินไป
จนพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต
เขาจึงสงสัยว่าอย่างไรจะถูกอย่างไรจะผิด
ในระหว่างข้อวัตรปฏิบัติทั้งสองแบบนี้

ท่านตอบว่า

“เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ
โยมว่ากบกับคางคกอย่างไหนมันดีกว่ากัน

ความจริงแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร
ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว

การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่า
เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้
ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร
ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

ให้รู้จักประมาณในการบริโภค
ไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา
นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร
ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว

ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา

ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อ
ก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา
เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง
นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา
ทำไปตามอำนาจของตัณหาเหมือนกัน

การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น
มันก็คือผีที่สิงอยูในใจเรา

เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา
เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน

มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่เป็นธรรมะ
อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก”

“แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ

คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง
อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน

ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง
เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้
อย่าให้ติดอยูในการกระทำภายนอก

พระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน
องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป
องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป
แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในแง่ร้าย
อาตมาสอนอย่างนี้
ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร

ให้เข้าใจว่า

ธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา
ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ในวันหนึ่ง ๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ ขี้เกียจก็ทำขยันก็ทำ เราปฏิบัติธรรมะ ไม่ปฏิบัติตามตัวเรา
ถ้าปฏิบัติตามตัวเราไม่เป็นธรรมะ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ

เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก มันหัวยาว ๆ ขายาว ๆ
เขียนไปตามเรื่องของเด็ก นานไปก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน การประพฤติธรรมก็เหมือนกัน
ทีแรกก็เกะ ๆ กะ ๆ สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ไม่รู้เรื่องมันเป็นไป บางคนก็ขี้เกียจ
อย่าขี้เกียจซิ ต้องพยายามทำ อยู่ด้วยความพยายาม

เหมือนกับเราเป็นเด็กนักเรียน โตมาก็เขียนหนังสือได้ดี จากไม่สวยมาเขียนได้สวย
เพราะการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น พยายามให้มีสติอยู่ทุกเวลา
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน พยายามทำให้มันสม่ำเสมอ เมื่อเราทำกิจวัติ
อะไรมันคล่องดีแล้ว เป็นต้น เราก็สบายใจ นั่งก็สบาย นอนก็สบายเมื่อความสบายเกิดขึ้นจากกิจวัตร
การนั่งสมาธิก็สงบง่าย เป็นเรื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันดังนี้

ฉะนั้น จงพากันพยายาม สิ่งที่ครูบาอาจารย์พาทำนี้ ให้พยายามทำเถอะ
ตามความสามารถของเรา นี่เรียกว่า “การฝึก”..

หลวงพ่อชา สุภัทโท