ประวัติพระสงฆ์รุ่นเก่า

เมื่อพระตถาคต เจ้าปรินิพพานแล้ว พระมหากัสสปะกระทำสังคายนา พระธรรมวินัย สงฆ์ได้เลือกท่านให้เป็นผู้วิสัชนาในส่วนพระวินัยปิฎก เพราะท่านเป็นผู้มีความสามารถในเรื่องนี้ดี ครั้นท่านดำรงชนมายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพานครั้นเมื่อพระบรมศาสดาเสด็จมาโปรดพระประยูรญาติ ที่กรุงกบิลพัสดุ์แล้ว เสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ ไปประทับอยู่ที่อนุปิยนิคมอัมพวนารามของมัลลกษัตริย์ ครั้งนั้น ศากยกุมารทั้ง ๕ พระองค์ คือ ภัททิยะ, อนุรุทธะ, อานันทะ, ภคุ, และกิมพิละ รวมทั้งเทวทัต ซึ่งเป็นเจ้าในโกลิยวงศ์ เข้าด้วยเป็น ๖ เสด็จออกจากพระนครด้วยจาตุรงคเสนา เพื่อจะออกบวชในพระพุทธศาสนา อุบาลี ผู้เป็นนายภูษามาลาได้ติดตามออกไปด้วย พากันเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา ที่อนุปิยนิคม แคว้นมัลละ ทูลขออุปสมบท แต่ก่อนจะอุปสมบทพวกเจ้าศากยะเหล่านั้นทูลขอให้พระองค์บวชอุบาลีผู้เป็นนาย ภูษามาลาก่อน พระองค์ก็ได้โปรดให้อุบาลีบวชก่อน เมื่ออุบาลีอุปสมบทแล้วได้ฟังพระกรรมฐานที่พระบรมศาสดาทรงสั่งสอน

ต่อ มาท่านไม่ประมาทตั้งใจบำเพ็ญความเพียร ไม่ช้าไม่นานก็ได้ บรรลุพระอรหัตตผลเป็นอริยบุคคลในพระพุทธศาสนา และท่านได้ศึกษาทรงจำระวินัยปิฎกแม่นยำชำนิชำนาญมาก เป็นผู้สามารถจะทำเรื่องราวอะไรซึ่งเกี่ยวด้วยพระวินัยได้เป็นอย่างดี ในข้อนี้พึงเห็นตัวอย่างที่ท่านได้รับพระพุทธานุญาตให้เป็นผู้วินิจฉัน อธิกรณ์ ๓ เรื่อง คือ ภารตัจฉกวัตถุ,อัชชุกวัตถุ, และกุมารกัสสปวัตถุ ด้วยเหตุนี้ ท่านพระอุบาลีจึงได้รับยกย่องจากพระบรมศาสดาว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลาย ผู้ทรงไว้ซึ่งพระวินัย

เที่ยวชมวัดสิงเชียงใหม่

พระอุโบสถ

เมื่อ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน

* พระมหาเถรโพธิรังสีชาวหิริภุญไชย รจนาภาษาบาลีไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ พระเจ้าสีหฬะแห่งลังกาทวีป ได้โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งเรียกว่า “พระพุทธสิหิงค์” แต่ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า”สีหฬะปฏิมา” ตามนามกษัตริย์ผู้สร้าง
* พ.ศ. ๒๒๐๕ – สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงยกทัพมารบเชียงใหม่ และทรงอัญเชิญลงไปไว้ที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่นานถึง ๑๐๕ ปี
* พ.ศ. ๒๓๑๐ – กรุงศรีอยุธยาแตก ทัพทหารเชียงใหม่ที่มาในกองทัพพม่าอัญเชิญกลับนครเชียงใหม่ทางเรือ และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
* พ.ศ. ๑๘๓๙ – กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช ได้แต่งทูตไปขอคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกา และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่ง(ศิลปะลังกา)กลับมาด้วย ภายหลังมาประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ตีกรุงสุโขทัยได้ หลายสิบปีต่อมาพญาไสลือไทยได้อัญเชิญมาไว้ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ จึงอัญเชิญมาที่กรุงศรีอยุธยา

* พ.ศ. ๑๙๒๗ – พระญาณดิศ เชื้อวงศ์พระร่วงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาขออัญเชิญมาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร

* พ.ศ. ๑๙๓๔ – เจ้ามหาพรหม พระปิตุลาของเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงราย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏ วัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์อีกแห่งหนึ่ง ที่เมืองเชียงรายมีชื่อว่า วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย และโปรดให้หล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองขึ้น เมื่อเจ้ามหาพรหมถึงแก่พิราลัยแล้ว พระพุทธสิหิงค์จึงได้มาประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ในนครเชียงใหม่ เช่นเดิม

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรด เกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”

* พ.ศ. ๒๐๘๔ – พระไชยเชษฐากษัตริย์ล้านช้างเชื้อ สายล้านนา ทรงนำพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปจากเชียงใหม่หลายองค์ไปไว้ที่ล้านช้าง(หลวงพระบาง) เมื่อทางเชียงใหม่ทวงถามจึงทรงคืนพระพุทธสิหิงค์มาเพียงองค์เดียว

การฝึกจิตหยั่งรู้

ถ้าเรามีญาณหยั่งรู้เราจะรู้ว่าแต่ละคนมีวิบากอย่างไร เราจะเข้าใจ ว่าทำไมคนนั้นทิ้งคนนี้ คนนี้ไม่เกื้อกูลคนนั้นฯลฯ

นั่น เราจะปล่อยวางได้ด้วยปัญญา เราจะไม่โกรธไม่อาฆาตใครเลย นั่นคือทุกสรรพสิ่งเป็นอนัตตาหนึ่ง และเราละสังโยชน์ข้อที่1ได้อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปเสียใจหรือกล่าวโทษตัวเองเลย

เมื่อไม่มีเรา มีเขา มีใคร อะไรมันจะมี นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ใต้กฏแห่งธรรมชาติ กฏไตรลักษณ์

ใครๆก็เป็นที่มีบางจังหวะ อ่อนแอ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ครับ เบื่อได้ ท้อได้ ถอยได้ เหนื่อยได้ พักได้ แต่ขอเพียงอย่าถอดใจ แล้วเดินหันหลังออกจากทางนิพพานแล้วกันครับ

ชีวิตจะเป็นอย่างไร…
ขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกเส้นทางไหน
ให้ตัวเองดำเนิน

แนวความคิดเช่นท่านนี้แนวโน้มอาจจะเป็นพวก พุทธภูมิ
กราบนมัสการครับ

” อ่อนแอ ” เคยเข้าไปอยู่สำนักในเขาอยู่กับชาวเขาในป่า ไปอยู่ในสำนักปฏิบัติเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้เข้าสังคมหมู่คณะสักเท่าไร  พอได้มีเหตุจำเป็นต้องพบปะ ต้องเข้าสังคม รู้สึกว่าผู้คนวุ่นวาย ไร้สาระ  บางทีต้องพบบะมาตุคาม เพศตรงข้าม ก็รู้สึกว่า ยังอ่อนแอ อยู่ จึงได้พยายามกลับเข้าป่า หรือ ปรีกวิเวก ฝึกฝนตนเองให้เข็มแข็งกว่านี้
” เห็นแก่ตัว ” มีสำนักอยู่สำนักหนึ่งพระรูปหนึ่งลาภรรยามาบวชแต่ท่านไม่ยอมลาสิกขา จนในที่สุดภรรยาถึงกับมายืนด่าดังไปทั้ววัด บอกว่าทอดทิ้ง ตัวเอง ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่มีความรับผิดชอบ ท่านก็หนี้ไปอยู่ที่อื่น เดียวนี้ลาสิกขาหรืออยู่ ก็ไม่รู้   หรือแม้แต่ตัวอาตมาเอง เคยหายจากบ้านไปอยู่สำนักกัมมัฏฐาน พระอาจารย์ให้เก็บอารมณ์ห้ามใช้โทรศัพย์ อยู่ 3 ปี โยมตาเสียชีวิตไม่รู้ไม่ได้ไปเผ่า โยมพ่อโยมแม่ต้องทำงาน ทิ้งโยมหลายๆคนไว้ข้างหลัง (ปลิโพธกังวล) กับมาไม่นานก็ไปอีก หรือแม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะก็ทิ้งพระนางพิมพา และพระราหุล
” เสียสละ ” (ที่เลือกใช้คำนี้ก็เพราะเป็นคำตรงกันข้ามกับเห็นแก่ตัว)  ผู้ที่เป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือตัวของพระภิกษุเองก็จะต้องเสียสละโลกียสุข เพื่อหวังประโยชน์ โลกุตระสุข   เหมื่อนเจ้าชายสิทธัตถะย่อมทิ้งลูกเมีย เพื่อหวังจะบรรลุโพธิญาณ จะได้ช่วยคนทั้งโลก
หรือจะเป็นศรัทธา ก็ถูก

ขึ้นอยู่กับบุคคลและสภาวะต้อนนั้น (ความเห็นของบุถุชน)
อย่างเช่นหญิงที่สามีลาบวช ก็คิดว่า พระสามีเป็นคนที่เห็นแก่ตัวตัดช่องน้อยแต่พอตัว
พอ ดีพระสามีท่านไปอยู่ป่า  คนที่นั้นก็เห็นว่าพระที่ท่านมาอยู่ในชนบทในป่าโปรดโยมที่ไม่มีโอกาสได้ทำ บุญหากท่านไม่อยู่  เพราะในชนบทเรื่องลาภสักการะไม่มี ท่านช่างประเสริฐ เป็นผู้เสียสละจริงๆ

แต่ที่อาตมา พยายามตั้งสำนักอยู่ในเขตป่า พยายามจะปรีกวิเวก เป็นระยะๆ ก็เพราะว่า รู้สึกอ่อนแอ อยู่ บางช่วงก็ออกมาเข้าสังคม เพื่อสอบอารมณ์ตัวเองเป็นระยะ

พระสูตร

ศาสนาพระสูตรนี้มีสาระหลากหลายตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน สำหรับผู้เขียนพอจะสรุปได้จากปัญญาอันน้อยนิด ดังนี้

๑. ในห้วงนั้น พระวินัยหรือศีลของพระคงเพิ่งจะมีแค่ ๑๕๐ ข้อ แม้เพียงเท่านี้พระชาววัชชีบุตรก็แหกปากร้องลั่นว่า รักษาไม่ไหวแล้ว ศีลมันมากเหลือเกิน

๒. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดจริงๆ ทรงรวมสิกขา คือ ข้อปฏิบัติให้เหลือเพียง ๓ อย่าง แท้ที่จริง ๓ อย่างนี้ว่าไปทำไมมีกลับมากกว่าศีล ๑๕๐ ข้อเสียอีก เพราะมิได้รักษาแต่กายและวาจาเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมไปถึงจิตและปัญญาด้วย (แต่พระวัชชีบุตรกับปฏิบัติได้) พุทธอุบายนี้ต้องนับว่าเป็นจิตวิทยาชั้นยอด แม้ว่าจะยากลำบากในเชิงปฏิบัติ แต่เมื่อคนเห็นว่ามันมีน้อยความย่อท้อจึงไม่มี แต่จะเกิดขันติและวิริยะที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และท่านก็ทำจนสำเร็จได้จริง

๓. การรักษาศีลโดยมีปัญญาร่วมด้วย มีการฝึกฝนอบรมจิตร่วมด้วย เป็นการรักษา “ต้นศีล” (ไม่ใช่ต้นธรรมต้นธาตุนะ) เมื่อรักษาศีล (จิต) ได้แล้ว ปลายศีลคือการควบคุมกายและวาจา มันก็จะไปไหนเสีย  รักษาจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าย่อมรักษาทุกสิ่งไว้ได้ทั้งหมดในโลก !

ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วจะเอาอะไรไปรักษาจิตล่ะ  ก็เอา “สติ” น่ะซิไปรักษาจิต อย่างอื่นไม่มี

แล้ว สติอย่างเดียวจะใช้ดับทุกข์ได้หรือ ไม่ได้ , สติอย่างเดียวใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในที่นี้ว่าถึงการรักษาศีล ถ้ามีสติควบคุมจิตไว้ได้ทั้งกายและวาจา ก็ย่อมจะไม่ละเมิดศีล แต่กิเลสที่เกิดทางใจนั้นยังไม่ได้พูดถึง ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการรักษาศีลที่ “ครบวงจร” จริงๆ คือ การละราคะ โทสะ และโมหะด้วย จึงทรงนำเอาอธิจิตและอธิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย

ใน ปัจจุบันนี้ ถ้านักบวชรูปใดมีความเห็นว่าศีล ๒๒๗ ข้อมันมากไปรักษาไม่ได้ จะหันมารักษาเพียง ๓ ข้อ ตามแนวของพระพุทธองค์ก็ได้ หรือเห็นว่า ๓ ข้อมันยากไปอีกเพราะคลุมไปหมด จะเอาเพียงศีล ๑ ก็ยังได้ นั่นคือ การเอาสติควบคุมจิต ไว้เพียงอย่างเดียว เมื่อสามารถคุมจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็เป็นอันว่าได้ถูกรักษาไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

นิกายเซน

คำว่า เซน (禅) ในภาษาญี่ปุ่นมาจากคำว่า ฌาน (禪) ในภาษาจีนที่มาจากภาษาบาลีอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเข้าฌาน

นิกายเซน เป็นชื่อญี่ปุ่นของพุทธศาสนา นิกายมหายาน โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย และผ่านมาทาง ประเทศจีน เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าจากประเทศจีนในช่วงระหว่างที่ เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 นอกจาศาสนาพุทธนิกายเซน เซนยังได้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต และรู้จักกันทั่วโลก โดยแสดงถึงแนวทางการใช้ชีวิต การทำงาน และศิลปะ

เซน เป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8 เซน ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอก ทวีปเอเชีย ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ และได้เกิดนิกายสายย่อยออกมาที่เรียกว่าคริสเตียนเซน

คำสอนจาก พระพุทธเจ้า

พระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร “อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ”    แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา”

พระพุทธเจ้าเตือนเราตลอดและเสมอให้ตื่นขึ้น  ให้รู้ตัวได้แล้ว  เมื่อเราทำสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐานด้วย คำบริกรรมว่า “พุทโธ”   แต่เราก็ไม่เคยสนใจเลยว่า  คำบริกรรม “พุทโธ” คืออะไรกันแน่   แล้วพระพุทธเจ้ายังเตือนเราอีกด้วยในความหมายของคำว่า “สติปัฏฐาน”  แต่กิเลสตัณหาหรือมารในใจของเรา  ก็ทำให้พวกเราก็ไม่เคยใส่ใจจะหาความหมายแท้จริงของคำว่า”สติปัฏฐาน” และ “พุทโธ” เลย

- จิตปภัสสร เป็นจิตที่มหาบริสุทธิ์ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะอยู่  ดังนั้นจิตปภัสสรจึงเป็นนิพพานธาตุ และเป็นอมตะ  ดำรงอยู่ได้ในแดนนิพพาน = ตัวจริง

หลักฐาน

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความกำจัดราคะ  ความกำจัดโทสะ  ความกำจัดโมหะ  นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ
ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า อมตภาพ……”

- ส่วนจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา จะอยู่ที่ไหนล่ะครับ  เพราะนิพพานเป็นที่ๆจิตมหาบริสุทธิ์อยู่   ดังนั้นพวกเราเหล่าจิตมหาบริสุทธิ์จึงร่วมกันสร้างโลกและจักรวาล สวรรค์นรก รวม 31 ภพภูมิให้จิตเศร้าหมองอยู่ = ตัวปลอม

หลักฐาน

1. ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม  อย่ในบทปฐามกาล ปฐมกาล / Genesis  ปฐมกาล 1 การทรงสร้าง
1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก ฯลฯ

ในวันสุดท้ายของการทรงสร้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” (ปฐมกาล1:26) ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าซึ่งเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ไม่ได้มีองค์เดียว  เพราะใช้คำว่าเรา  ถ้าหลักฐานยังไม่ชัด  อ่านท่อนนี้ซิ  1:26 ปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า : … จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา ……..”  อีกท่อนหนึ่ง    “ดูเถิด มนุษย์ได้มาเป็นเหมือนหนึ่งในพวกเราแล้ว รู้จักความดีและความชั่ว”

2. ในศาสนาพุทธ    3 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ/นิพพาน/พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง  สรุปก็คือ ผู้สร้างคือ ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล  (ธรรมธาตุ หรือ อสังขตธาตุ ตือ พระเจ้า นั่นเอง)      อ่านต่อได้ใน http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0

ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ

เรามีตัวเราอีกตัวหนึ่งหรืออีกจิตหนึ่ง ที่เป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้แล้ว  นอนรอเราอยู่ในนิพพาน  แต่เราก็ไปยอมตื่นขึ้นมาเป็นท่านสักที    ตัวจริงของเราที่เป็นอรหันต์จึงต้องรอเก้อเป็นล้านๆๆๆๆๆๆปี  เพราะเราที่เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก หลงอยู่ในความฝันไม่ยอมตื่น

กิเลสตัณหาและอวิชชาเป็นตัวทำให้เราฝันอยู่  และฝันไปเรื่อยๆในสังสารวัฏฏ์  ข้ามภพข้ามชาติไปไม่มีวันสิ้นสุด  คือ ไม่ยอมตื่นขึ้น  เพื่อกลับเข้าไปในโลกนิพพาน ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดร

ตราบใดที่เรา(จิตสังขารไม่บริสุทธิ์อยู่ในโลกนี้)  ยังคงอยุ่ในความฝันเสมือนจริงในโลกมนุษย์และใน 31 ภพภูมิ   ตราบนั้นเรา(จิตบริสุทธิ์ที่อยู่ในโลกนีพพาน)ก็ตื่นขึ้นไม่ได้

The Buddha

The Buddha has not decided whether he will preach to anyone to declare.
Religion since the Enlightenment onwards, this What has come into the presence of the 7 days.
This is seen by the third week. The residence is under the focus of the three is the list of participants.
Which lies southeast of the Prasrimahabhodi.

Mugabe and organisms is a tree that is common in India. Have appeared in the literature.
Click here both. And so many others. In Vessantara allegory is discussed.
Pool and concentrate organisms at Vessantara to stay on time, went to the forest.

Thailand is a very focus and that the organisms in a pinch. Understand how to use. I see a similar manner.
This is caused by moisture such as canals, marshes, stream was tough wood flower pendant.
Both white and red. The apple is about as thick as a normal sling trees provide good shade.

When the Buddha sat here. Rain fell lightly doped winter you uninterrupted seven days.
The author tells that the Buddha had composed. Mugabe called the serpent of organisms in the water that is in
The same area of the cobra hood spread hairy seventh round cover to protect against wind, rain Buddha.
In a blow to the body and a splash when rain is gone serpent dawn hairy slip out.
The young man transformed himself into a sexual way before the Lord Buddha standing guard.

Nacprk Buddha Buddhist built. I was referring to the incident with his vision.
Buddha in life or now. Buddha is a sacred trust that is harsh.
A picture or indirectly teach the virtue of mercy and good fruit. Even snake serpent.
In the swimming pool, it is also dedicated to the custody of the Buddha.
The clasps of graciousness.

I killed a pig

Every time you go out hunting. Fitting to carry firearms. One day, he is not one boars shot in the hip. It’s very painful. And turned to the Lord with rage. But he did not care. I went back home happily bear boar. Upon returning to the house he was prepared to kill them instantly. Looking for a wild boar with a loud cry about. To plead for his life. But he was not interested. I picked up a knife stab to the neck its full force. Soils are so suffocated her naked! He took the whole hog scald and clean. Then cut into pieces. I made some food. Remaining after drying the skin.

From the moment the boar was shot. Up to the moment it was placed over it. It has a vendetta against him for the time. It reminds me that it is doing something wrong. Why did he have to kill it. But he did not have the fear of what to do in any way. Because this action was not his first. Life, young and older. He lives to kill off a lot. Such as fish, birds, chickens, ducks, pigs and many other times had to hunt for food.

As long as the results are not evil people, they usually do not feel remorse. Also continue to fret evil. When evil comes to him that resulted. He will gradually realization and recognition of the suffering that had been made to the others. The shape is the same. Years ago. He never thought that. What to do then. It will affect him forever to do. Contrary to that. They are a good thing. Because he has to eat something delicious. I was out hunting. At any time on it. The idea is that those Luddite has come a long way since I was young. Until the age of 45 years resulted in a gradual action. He is creeping along. He has been known to cause pain and suffering.

He lived in the village. Relatively abundant in both rivers and mountains, the people can always be tricky. I do not buy that. Some made it to the river for fishing. Some of the birds he shot. Shooting animals for food. He is just like the others. To catch animals to eat on a regular basis. He is very tricky. I have a lot of time fishing. Time to hunt wild animals is often a big one in terms of the money he was very lucky. Because large animals for food every time. Unlike the other villagers. It does not certain. But if you look at the other hand. His good fortune. As well as what he allows Tmewr greater deeds.

Then came the next day. The day he went hunting for a more regular basis. He never thought this would happen to him. I just think that. I hunt a lot. Such as wild boar, wild fowl. He has prepared for trapping animals. And the gun is ready to fire when the animal passes. He sat for a long time. Boar was eventually passed. He felt suddenly that this lucky. Certainly not eat pork.

But the boar did not accidentally walk into the trap laid for him. He then used the gun to shoot the gun once the trigger is so bad timing. Gunfire resounded. I ran the boar. While he is defeated ผlึeg down to sleep on the floor. Because he fired the gun. Out and splinter and break the barrel steel. Ejected into him. With the blood flow throughout the body. Torture sailed capture the heart of the Lord!

But not with the wild boar. He helped compose the body stand up. I once chased a wild boar. I forget that they have to trap them. He then ran to the foot of the trap. Face trap it is running. I plugged it into his stomach so hard. I collapsed to the ground in pain for the rest!

This is followed by the results of evil deeds in this life. This is not enough. Karma will also need to satisfy the following equation to the next. The only way to reduce youth action to alleviate the weight down some. It is good to see. Make it very very much. Evil exists, it will light up only so much. A lot like the black water in the glass. If you add water to it. Black water, it gradually. Clear up. The addition of water to much. The intensity of color in the water would be diluted slowly to become. I will give a hundred percent to refute it. It is therefore not possible to keep well away from this that there is no time left to do it anymore.

But it’s fitting to . He was beaten and left to take the bloodied bodies striving. Down the mountain pathways. To return to the village that is over kb. Each step of the equation, he is full of suffering. And before that he would not tolerate the pain until fall I have had people in the village came to see him. It led him to a doctor immediately.

Painful lessons that I’ve been in this equation. Made up his mind that Action because he had made it. Action, it has come to him fully. He intended. This continues to be a wild chase that to be a shortage.

ที่มาของศาสนา

ศาสนา

เรื่องศาสนาของโลก  เป็นเรื่องของการค้นหาตัวของเราเองว่ามาจากไหน  และจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขชั่วนิจนิรันดร  แม้ว่าคำสอนในศาสนาต่างๆจะแตกต่างกันมาก   แต่ความแตกต่างนั้นก็มาจากมิจฉาทิฏฐิของมนุษย์ ที่ใช้สมองในการตีความ ไม่ใช้การปฏิบัติให้ถึงปัญญา แล้วตีความ    จึงทำให้ถูกอวิชชาหรือพญามารแทรกแซงความคิดที่ถูกต้องได้  เป็นเหตุให้เขาตีความข้อเท็จจริงผิดไป

ศาสนา ทุกศาสนาล้วนซ่อนความจริงหรือสัจธรรมสูงสุดไว้ภายใน  เช่น  ในศาสนาพราหมณ์พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก(พระพรหมโลกุตตระ)  พระเจ้าผู้รักษาโลก(พระนารายณ์)  พระเจ้าผู้ทำลายโลก(พระศิวะ)  นั่นคือหลักความจริงทั้ง 3 ในศาสนาพุทธ นั้นเอง

พรหมผู้สร้างโลก     = หลักเกิดขึ้น
นารายณ์รักษาโลก   = หลักตั้งอยู่
ศิวะผู้ทำลายโลก     = หลักดับไป

แล้ว โลกแท้จริงก็คือตัวเรา(จิตสังขาร)เอง ซึ่งคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  และทำอกุศล(บาป)ลงไป   ทำให้พวกเราต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องดับไป คือ ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายไปเรื่อยๆ   หลีกหนีไม่ได้สักคนเดียว

เนื่องจากศาสนาพราหมณ์และโซโรอัสเตอร์  รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ผู้สอนและเผยแพร่ศาสนาล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงปรมาตมัน   ปรมาตมัน หรือพระนิพพาน หรือพระธรรม หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระบิดาของทุกสรรพสิ่ง จึงได้อวตารลงมาเป็นโคตมพุทธเจ้า  ผู้สอนธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนให้มนุษย์เอง  เพียงพอที่จะนำพวกเราเหล่ามนุษย์สามารถดับทุกได้สมบูรณ์  เนื่องจากพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลก  ที่สะสมบุญบารมีและปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์  ตามหลักการที่พวกเราทั้งหมดสมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน(องค์พระผู้ เป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา)กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

ศาสนาพุทธซึ่งแต่เดิมนิกายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ) รวมอยู่ด้วยกันได้จนถึงยุคหลังปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกเท่านั้น  เนื่องจากในปฐมสังคายนา  มีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 เท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้  ซึ่งมีพระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบ  500 รูป ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ)ล้วนรับรองทุกพระสูตรของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่าง ไรก็ดี  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  สาวกฝ่ายเถรวาทมีผู้ปฏิบัติไม่ถึงขั้นเยอะ  ทำให้พวกนี้ใช้กฎหมู่  เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก   โดยระบุว่าพระภิกษุธรรมดา ก็เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎกได้  นอกจากนี้ก็ยังไม่เชิญฝ่ายมหายาน(มหาสังฆิกะ)เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วย   เอาเฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาทเท่านั้น  ปิฎกมหายานไม่เอาทั้งสิ้น  เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเขาล้วนไม่เข้าใจในส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานในเรื่องที่เกิน อวิชชา และจิตปภัสสร  เช่น  เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า พุทธเกษตรค่างๆ  ฯลฯ

ที่สำคัญ ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งต่อๆมา  มารก็สิงใจพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  แต่มีอำนาจการปกครองสงฆ์  ให้ค่อยๆเขี่ยทิ้งพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกินอวิชชา และจิตประภัสสร  ออกไป คือ เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ  แม้แต่เรื่อง 49 วันหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับ พระอมิตา และพระไวโรจนพุทธเจ้า และท่านก็แสดงธรรมในฐานะพระไวโรจนพุทธเจ้า(องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระ บิดา)   ตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นในพระไตรปิฎกปัจจุบันแล้ว

แม้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามปัญจวัคคีย์ถึงเรื่อง  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก(พระปฐมพุทธเจ้า) ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่า “พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า”  ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่แบ่งแยกพระองค์ออกเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า เรื่องนี้ก็หายสาบสูญไปจากพระไตรปิฎกของไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังพอมีหลักฐานอยู่บ้างในคัมภีร์ปฐมมูล

โชคยังดีที่…แม้ว่าพระ ไตรปิฎกที่หายสาบสูญไปนั้น  ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ของไทย  ท่านสามารถติดต่อกับเหล่าพระพุทธเจ้าได้  ท่านก็ยังเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่ให้คนไทยฟังอยู่เสมอ   เช่น  เรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล  ไปเจอพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งที่หน้าคาเหมือนพระพุทธเจ้าของเราเลย คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่อยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร(แดนนิพพานของพวกสัมโภคกาย หรือพวกกายทิพย์อมตะ หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์)”   ที่ศาสนาคริสต์เรียกว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

เสียดายที่ชาวพุทธเถรวาทไม่ รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ   รู้จักแค่เพียงผิวเผิน  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเทวนิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  แต่ชาวพุทธเถรวาทโดยเฉพาะพระปริยัติ  กลับไปบอกว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นปรมาตมัน(องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระ บิดา)อุตส่าห์ลงมาเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธแท้ๆ