พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

พระธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

หากถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ชาวพุทธที่ห่างวัดหลายคนอาจตอบ แตกต่าง กันไปหลายคำตอบ แต่ถ้าถามชาว

พุทธที่ใกล้วัด ก็จะตอบตรงกันโดยไม่ต้องลังเลว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “อริยสัจ ๔”  คำว่า “อริยสัจ” แปลได้ ๔ ความหมาย คือ

๑. สัจจะที่พระอริยะตรัสรู้

๒. สัจจะของพระอริยะ

๓. สัจจะที่ทำให้เป็นอริยะ

๔. สัจจะอย่างอริยะ คือ ความจริงอันถ่องแท้แน่นอน

อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มี ๔ ประการ เราจึงเรียกรวมกันว่า “อริยสัจ ๔”  ได้แก่

๑.ทุกข์ ได้แก่ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

๒.สมุทัย ได้แก่ สาเหตุของทุกข์คือตัณหาหรือความอยาก

๓.นิโรธ ได้แก่ ภาวะที่ปราศจากทุกข์หรือนิพพาน

๔.มรรค วิธีดับทุกข์หรือวิธีแก้ปัญหา ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกสั้นๆ ว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฐิ เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ   คิดชอบ (๓) สัมมาวาจา พูดชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ  กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ  (๖) สัมมาวายามะ    เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ ระลึกชอบ   (๘) สัมมาสมาธิ  ตั้งจิตมั่นชอบ

 

อริยสัจสำคัญอย่างไร ?

อริยสัจเป็นหลักธรรมระดับ “หัวใจของพุทธศาสนา” ธรรมทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงสามารถประมวลงลงในอริยสัจได้ทั้งสิ้น หากมองในแง่ทฤษฎีความรู้ อริยสัจก็เป็น องค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุด้วยผล หากมองในแง่ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน อริยสัจก็ถึงพร้อมด้วยภาคปริยัติ (ความรู้) ภาคปฏิบัติ (ประสบการณ์) ภาคปฏิเวธ (ผลของ การปฏิบัติ) หากมองในแง่ของความเป็นสัจธรรมสากล (cosmic law)  อริยสัจก็เป็นความจริง ที่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเองตลอดกาล ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องเพิ่มเติม ไม่ต้องตัดออกแม้แต่ข้อเดียว ซึ่งแตกต่างจากคำสอน หรือองค์ความรู้ของผู้รู้ทั่วไปที่เมื่อเวลาผ่านไปก็แสดงความล้าสมัยออกมา ให้ปรากฏ ต้องคอยปรับคอยแก้กันอยู่เนืองๆ หรือมีผู้ค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาล้มล้างทฤษฎีเก่า อยู่ร่ำไป  แต่สำหรับอริยสัจแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงไรก็ตาม คุณค่าของอริยสัจก็มิได้ลดน้อยถอยลงไปเลย ตรงกันข้าม กลับยังคงทันสมัยท้าทายกาลเวลา อยู่เสมอ ใครก็ตามนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะประจักษ์ผลนั้นๆ อย่างชัดเจนด้วยตนเอง ความเป็นสัจธรรมสากลที่ไม่ขึ้นต่อกาลเวลา และสถานที่ของอริยสัจดังกล่าวมานี้เอง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์เองก็ยังกล่าวยกย่องพระพุทธศาสนาเอาไว้ว่า

“ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ศาสนา ซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ศาสนานั้นคือ ศาสนาพุทธ“

 

อริยสัจต่างจากสัจจะทั่วไปตรงไหน ?

ในโลกนี้มีความจริงอยู่มากมายหลายแบบ อริยสัจจะก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ในบรรดาความจริงที่มีอยู่มากมายนั้น แต่ที่อริยสัจจะ แตกต่างจากสัจจะ (ความจริง) ทั่วๆ ไปก็คือ ความจริงทั่วไปนั้น เมื่อใคร “รู้จัก” เข้าแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ดับทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็ดเด็ดขาด ตรงกันข้าม บางทีเมื่อรู้จักแล้ว อาจทำให้มีความทุกข์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ความจริงคืออริยสัจนั้น เมื่อใครก็ตาม “รู้จัก” (ด้วยการศึกษา)  และ “รู้แจ้ง” (ด้วยการลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน) แล้ว ก็จะทำให้คนคนนั้น “สามารถดับทุกข์ในชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง” ความแตกต่างในข้อนี้มีตัวอย่างของ นักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง กล่าวกันว่า นักวิทยาศาสตร์ทางด้าน ฟิสิกส์คนหนึ่ง ค้นพบความจริงอันลึกซึ้งทางฟิสิกส์ว่า ปฏิสสารมีการสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาใน หนึ่งนาทีการสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นนับล้านๆ ครั้ง (=ในมุมมองทางธรรมเท่ากับเขากำลังค้นพบ ภาวะอนิจจัง ทุกขัง  และอนัตตา) เขาค้นพบความจริงนี้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ครั้น ค้นพบแล้ว เขาก็ยังคงมีชีวิตที่มีความทุกข์ท่วมท้นมากมาย ต่างกันกับผู้เจริญวิปัสสนาคนหนึ่งซึ่ง ค้นพบความจริงเดียวกันด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น การณ์กลับปรากฏว่า ผู้เจริญวิปัสสนาเกิดการตื่นรู้ คลายความยึดติดถือมั่นในกายและจิต เกิดความสว่างไสว ในทางปัญญา และจิตหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีชีวิตที่มีความสุข สดชื่น รื่นเย็น กลายเป็นบุคคลคนใหม่ขึ้นมาในทันที

 

ชาวพุทธจะได้ประโยชน์จากอริยสัจได้อย่างไร ?

อริยสัจ ๔ มีประโยชน์นับอนันต์ ประโยชน์ในทางโลก อริยสัจสามารถใช้เป็นวิธีคิด วิธีมอง วิธีแก้ปัญหาได้ทุกกรณี เช่น เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็ลองพิจารณาด้วยวิธีคิด แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)  คนที่มองปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบอริยสัจ จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิชิตได้ทุกปัญหา โดยไม่ต้องพึ่งพาการบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องทรงเจ้าเข้าผี ไม่ต้องทำพิธีตัดเวรตัดกรรม ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์  แต่จะสามารถแก้ปัญหาทุกชนิด ด้วยสติปัญญาสามัญของมนุษย์ธรรมดาๆ นี่เอง ส่วน ประโยชน์ในทางธรรม ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ เขาย่อมมีสิทธิ์บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องรอนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเข้าใจ กันมาแต่อย่างใด

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นดั่งเพชรบนยอดมงกุฏที่ชื่อว่า พระพุทธศาสนา เป็นมณีแห่งปัญญาที่สามารถพิชิตปัญหานานาประดามีได้ทั้งหมดทั้งสิ้น (ถ้าใช้เป็น) เป็นสัจธรรมที่หนักแน่นเป็นแก่นสารดั่งภูผาไศลที่ไม่หวั่นไหวเพราะกาลเวลา และการถูกท้าทายโดยปวงปราชญ์ราชบัณฑิตทั่วโลก เราชาวพุทธและชาวโลกมีของดี วิเศษอยู่ถึงเพียงนี้แล้ว เราน่าจะหันมาศึกษาและปฏิบัติอริยสัจกันอย่างจริงจังในชีวิต ประจำวัน จนผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นๆ สามารถทำให้เราดับทุกข์ส่วนตัวและ ทุกขสัจของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตนี้และในยุคสมัยอันยุ่งเหยิงของเรานี้  หาก เราเอาแต่ชื่นชมนึกนิยมในพุทธศาสนา แต่ทว่าไม่เคยสนใจนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เราท่านทั้งหลายก็คงไม่ต่างอะไรกับ “กบเฒ่า” ที่ “นั่งเฝ้ากอบัว” ไปวันๆ

credit http://www.dhammatoday.com