กรรมของการฆ่ามดและแมลง

คุณรู้ไหมผลกรรมจากฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ คืออะไร?

1. เพราะคุณฉีดสารเคมีเข้าไปฆ่ามัน  สารเคมีเหล่านั้นมันจะสะสมไปตามผิวหนังของคุณ  แล้ววันใดวันหนึ่ง  หรือหลายวัน  หรือประจำเลย  คุณจะเกิดอาการแพ้ อาคารผื่นคัน…..นี่เป็นการมองแบบมนุษย์ธรรมดา  ที่ไม่ได้ฝึกจิตจนถอดกายทิพย์ได้ และไม่ได้ปัญญาทางศาสนา

2. แต่ถ้ามองแบบผู้ที่รู้  ถอดกายทิพย์ไปเห็นมา  และมีปัญญาเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม  จะรู้ว่าอาการแพ้ อาคารผื่นคันนั้น  เป็นผลมาจากบาปที่เบาบางมากจากการฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ      ในชาติที่คุณบรรลุธรรมชั้นสูง  หรือชาติที่คุณทำสมาธิกรรมฐาน  วิญญาณมด ปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ ที่คุณฆ่าตาย  จะรวมตัวกัน  แปลงร่างเป็นตัวใหญ่ หรือมาเป็นฝูงใหญ่ มาเข้าฝันคุณ หรือมาทำให้คุณรู้ว่า  คุณต้องแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลจากการทำสมาธิของคุณให้กับพวกมัน

ประสพการณ์จริงทางวิญญาณของผม

1. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณปลวก

3 ปีมานี้ ผมเป็นโรคผื่นคันตามผิวหนังทุกเดือน เดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-5 นาที   ทำให้รำคาญนิดหน่อย  ผมรู้ว่าโรคทุกชนิดที่เราเป็น ล้วนเกิดจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้น  ปีที่แล้วผมเลยนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร  ที่ทำให้เกิดโรคผื่นคันตามผิวหนัง  แผ่เมตตาให้ 3 ครั้ง ใน 3 วัน

คืน วันที่ 3 นั้น  ผมนอนอยู่ในภวังค์ไม่ได้หลับสนิท  ปากของกายทิพย์หรือวิญญาณผม  มันอ้าอยู่  แล้วมีวิญญาณปลวกนับเป็นหมื่นเป็นแสนตัว  คลานออกมาจากปากผมไม่ยอมหยุดกว่า 10 วินาที     ตั้งแต่นั้นมา โรคผื่นคันตามผิวหนัง ที่ผมเคยเป็นเดือนละ 2-3 ครั้ง ก็ลดลงฉับพลัน  เป็น 2 เดือน เป็นผื่นคันตามผิวหนังสักครั้งหรือ 2 ครั้ง

2. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณแมลงสาบและสัตว์เล็กต่างๆ

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน  ผมรู้ในจิตว่าน่าจะบรรลุธรรมสูงกว่าโสดาบันแล้ว  เพราะผมอ่านข้อความที่เขาเขียนมาด่าว่าผม  ผมไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด  ล้อเล่นกับผู้ด่าว่าผมได้สบาย  ช่วงนั้นผมเสียเงินไป 3 แสน ผมก็ไม่รู้สึกเสียดายะไร  รู้ว่ามันเป็นกรรมเก่าของเรา  จิตกับเคราะห์กรรมรู้สึกว่า  มันไม่ผสมรวมกัน  จึงไมทำให้เกิดทุกข์เหมือนในอดีต

ผมเลยทำสมาธิและบอกเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายว่า  ผมทั้งทำบุญหลายครั้งตามวัด และแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร ที่ส่งผลกรรมมาให้ผมในชาตินี้มาหลายเดือนแล้ว  ในจิตของผมรู้ว่า  กรรมส่วนใหญ่ไม่มีแล้ว  แต่ก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกส่วนหนึ่ง  ยังไม่มารับการแผ่เมตตาอุทิศกุศล   ขอให้เจ้ากรรมเหล่านั้นช่วยแสดงตัวด้วย

คืน นั้น ผมนอนอยู่ในภวังค์  เหมือนกับมีสัตว์ตัวใหญ่หลายตัวมาดันหลังผม  ผมเลยถอดจิตออกไปดู  พบวิญญาณแมลงสาบ+แมลงวัน+สัตว์อีกหลายชนิด  เรียกว่า  พันธ์ผสมปนกันมั่ว อยู่ 4 ตัว  แต่ละตัวตัวใหญ่ขนาดทีวี 19 นิ้วสมัยก่อน  แต่ผมเลิกกลัวสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณนานแล้ว  ผมเลยเข้าไปหาพวกมัน  แล้วบอกว่าเดี๋ยวผมจะแผ่เมตตาอุทิศกุศลไปให้

แล้วผมก็กลับเข้าร่าง กายเนื้อ  ลุกขึ้นไป “ฉี่” สักนิด  แล้วก็ “ล้างหน้า” สักหน่อย  แล้วก็นั่งสมาธิบริกรรม “รัก เมตตา กรุณา ให้อภัย” สัก 15 นาที   จนจิตสงบนิ่งเข้าสู่ฌาน 4  พอชาร์ตพลังจิตเสร็จ  ผมก็แผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร  ที่แปลงร่างมาเป็นสัตว์ประหลาดๆ  และบรรดาเจ้ากรรมนายเวรอื่นๆ ผมก็ขอให้มารับผลบุญนี้ไปด้วย

ผ่านมา 2 สัปดาห์แล้ว  ผมรู้สึกว่าโรคผื่นคันตามผิวหนังของผมหายสนิทเลย  แต่ต้องดูอีกเดือนหนึ่ง  ถ้ายังไม่เป็นโรคผื่นคันตามผิวหนัง  โรคผื่นคันนี้ก็น่าจะเกิดจากการฆ่ามด แมลง สาบ ปลวก ฯลฯ นั่นเอง  เมื่อสัตว์เล็กทุกชนิดผมใช้กรรมให้หมดแล้ว  มันจึงไม่มีโรคผื่นคันตามผิวหนังอีกเลย  ถ้ายังใช้กรรมไม่หมด ใช้เพียงบางส่วน ระยะเวลาการคันมันก็จะน้อยลง

การบรรลุพระโสดาบัน

ท่านอุปติสสะ(ชื่อเดิมของพระสารีบุตร)ได้ฟังธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ จากพระอัสสชิ(หนึ่งในปัญจวัคคีย์)เพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมตามความเป็นจริง จึงเป็นพระโสดาบัน.

ในวันเดียวกัน ท่านอุปติสสะได้ไปเล่าเรื่องอริยสัจ ๔ ที่จดจำมาได้ให้กับท่านโกลิต(ชื่อเดิมของพระโมคคัลลานะ)ฟัง เมื่อท่านโกลิตฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันในวันเดียวกันนั้นเอง.

โจรองคุลิมาล ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทันที.

พระเจ้าสุทโธทนะ(พระราชบิดาของพระพุทธเจ้า) ประทับยืนฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบนถนนเพียงครั้งเดียว เมื่อทรงฟังธรรมจบ ก็เริ่มมีความรู้ในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือเป็นผู้ที่มีพระเนตรเห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จึงเป็นพระโสดาบัน.

จะเห็นได้ว่า การเป็นพระโสดาบันนั้น ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ขอเพียงให้ท่านได้ศึกษาอริยสัจ ๔ ด้วยสติปัญญาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตามความเป็นจริง เพื่อเริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)ได้ตรงประเด็น ซึ่งมีเนื้อหาไม่มากนัก(เปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือเดียว) เพราะใช้เวลาสั้น ๆ ในการฟังธรรมเพียงครั้งเดียว.

พระโสดาบัน คืออะไร

พระโสดาบันจึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง*(เริ่มดับอวิชชา) เพราะเพิ่งเริ่มศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง. ดังนั้น พระโสดาบันจึงต้องมีกิจที่ต้องทำอีก คือ ต้องศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เพิ่มเติมอีก จนกว่าจะพ้นความทุกข์ได้อย่างต่อเนื่อง(เป็นพระอรหันต์).

เมื่อเป็น พระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องศึกษา ทบทวน และปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเสื่อมหายของข้อมูลทางธรรมในความจำ และเพิ่มความรู้และความสามารถทางธรรมให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นผลให้มีข้อมูลทางธรรมในการสั่งสอนผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ.

  ๑. ความเห็นว่าเป็นตัวของตนด้วยกิเลส(สักกายทิฏฐิหรือสังโยชน์ข้อที่ ๑) คือ การมีความเห็นหรือความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสว่า ร่างกายและจิตใจ(ขันธ์ ๕)ที่มีอยู่นี้ เป็นเรา หรือเป็นของเรา หรือต้องเป็นไปตามที่เราปรารถนา หรือคงอยู่ตลอดไป(มีอุปาทานขันธ์ ๕ หรือมีอัตตา) ทั้งที่ร่างกายและจิตใจเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง(อนิจจตา) คงสภาพอยู่อย่างเดิมไม่ได้(ทุกขตา) ต้องเสื่อมสลายหรือดับไปเป็นธรรมดา(อนัตตา) จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ เหตุปัจจัย.

ข้อความที่ว่า “ความเห็นว่าเป็นตัวของตน” เป็นความหมายของสักกายทิฏฐิในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ซึ่งเข้าใจได้ยาก น่าจะใช้ภาษายุคปัจจุบันว่า “ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕” แทน.

ตามธรรมชาติและความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรายังมีชีวิตและมีสติสัมปชัญญะอยู่ ชีวิต(ร่างกายและจิตใจ)นี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา และเราก็อยากให้เป็นไปตามที่เราปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น แต่ขอเพียงอย่างเดียวคือ อย่าคิดด้วยกิเลสเท่านั้นเอง. ถ้าไม่คิดด้วยกิเลส ความเป็นตัวของตน(สักกายทิฏฐิ)ด้วยกิเลสก็จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจ.

ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นั้น เกิดขึ้นจากการวิวัฒนาการทางจิตใจของมนุษย์เพื่อความอยู่รอดของชีวิต. ดังนั้น มนุษย์จึงมีข้อมูลของความยึดมั่นถือมั่นฝังแน่นอยู่ในความจำ(อาสวะหรือ อวิชชาสวะ) และครอบงำจิตใจให้คิดด้วยความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ อยู่เสมอ.
การมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ (สักกายทิฏฐิ) ก็เพราะมีความหลง.

๒. ความลังเลสงสัย(วิจิกิจฉาหรือสังโยชน์ข้อที่ ๒) คือ ความไม่รู้แจ้งชัดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ(มีความหลงหรือมีอวิชชา) จึงทำให้ยังมีความลังเลสงสัยในอริยสัจ ๔ เพราะยังรู้ไม่หมด.

ตัวอย่างเรื่องความลังเลสงสัยที่ช่วยให้เข้าใจความหมายได้ง่าย คือ เมื่อเรียนจบวิชาใดด้วยคะแนนที่ดี เป็นการแสดงว่า มีความรู้ในวิชานั้นดี. การมีความรู้ดีในวิชาใด ก็จะไม่มีความลังเลสงสัยในวิชานั้น ๆ อีกต่อไป.
การมีความลังเลสงสัยในอริยสัจ ๔ (วิจิกิจฉา) ก็เพราะมีความหลง.

 ๓. ความถือมั่นศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา(สีลัพพตปรามาสหรือสังโยชน์ข้อที่ ๓) คือ ความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นในข้อปฏิบัติ(ศีลพรต)ต่าง ๆ เพื่อการดับความทุกข์ที่ไม่ตรงกับวิธีการในมรรคมีองค์ ๘ เช่น การขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ การทรงเจ้าเข้าผี ดูหมอ บนบานศาลกล่าว ปล่อยสัตว์เพื่อแก้กรรม เป็นต้น.

ความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นในข้อปฏิบัติ(ศีลพรต)ต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจากการไม่มีความรู้แจ้งชัดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ(มีความหลงหรือมีอวิชชา) จึงทำให้ไม่สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ข้อความที่ว่า “ความถือมั่นศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา” นั้น น่าจะใช้ภาษาในยุคปัจจุบันว่า “การปฏิบัติธรรมที่ไม่ตรงกับมรรคมีองค์ ๘ “.
การมีความยึดมั่นถือมั่นในศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา(สีลัพพตปรามาส) ก็เพราะมีความหลง.

สังโยชน์ข้อที่ ๑ – ๓ เป็นเรื่องของความหลง(อวิชชา) การจะเริ่มลดหรือเริ่มละความหลง(เริ่มดับอวิชชา)ได้นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร.

บุคคลที่ดับความหลงได้หมด(เสร็จกิจทางธรรม) คือ พระอรหันต์.

 

พุทธะประวัติ พระกังขาเรวตะ

ท่านพระกังขาเรวตะ เกิดในตระกูลอันบริบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ เป็นอันมากในพระนครสาวัตถี เดิมชื่อว่า เรวตะ เป็นคนมีศรัทธา วันหนึ่งในเวลาหลังภัตตาหาร มหาชนชวนกันไปสู่พระเชตวันมหาวิหารเพื่อจะฟังพระธรรมเทศนา เรวตุนั้นก็ได้ไปกับมหาชน ครั้นถึงแล้วได้นั่งอยู่ท้ายสุดของบริษัท พระบรมศาสดาตรัสเทศนาอนุปุพพิกถา พรรณนาถึงทานการให้เป็นต้น ในเวลาจบเทศนา เรวตะบังเกิดความเลื่อมใส มีความปรารถนาจะบวชในพระธรรมวินัย ครั้นได้อุปสมบทเป็นภิกษุสมความประสงค์แล้ว ก็อุตส่าห์เรียนพระกรรมฐานในสำนักของพระบรมศาสดาเป็นผู้ไม่ประมาท บำเพ็ญเพียรในกรรมฐานจนได้สำเร็จโลกิยฌาน กระทำฌานที่ตนได้แล้วนั้นให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนากรรมฐานสืบไปกระทั่งได้สำเร็จพระอรหัตตผลในที่สุด ท่านพระเรวตะนั้น มักบังเกิดความสงสัยในกัปปิยวัตถุ คือ สิ่งของที่ถูกต้องตามพระพุทธบัญญัติ เป็นของควรแก่บรรพชิตพึงบริโภคใช้สอยอยู่เนือง ๆ เมื่อท่านได้กัปปิวัตถุอันใดมาแล้ว ก็ให้คิดสงสัยอยู่ต่อเมื่อพิจารณาเห็นว่าเป็นของควรแก่บรรพชิตโดยถ่องแท้แล้วจึงบริโภคใช้สอยกัปปิยวัตถุนั้น ด้วยเหตุนี้คำว่า กังขา ซึ่งแปลว่า ความสงสัย จึงได้นำหน้าชื่อของท่านเป็น กังขาเรวตะ พระกังขาเรวตะนี้เป็นผู้ชำนาญในฌานสมาบัติอันเป็นโลกิยะ และโลกุตตระ ท่านเข้าสู่ฌานสมาบัติ อันเป็นพุทธวิสัยได้เกือบทั้งหมด ฌานสมาบัติอันเป็นพุทธวิสัยที่ท่านละเว้นเข้าไม่ได้มีน้อยยิ่งนัก ท่านพระกังขาเรวตเถระ ได้รับยกย่องสรรเสริญจากพระบรมศาสดา ว่า เป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายผู้ยินดีในฌานสมาบัติ เมื่อท่านดำรงอายุสังขารอยู่โดยสมควรแก่กาลแล้ว ก็ดับขันธปรินิพพาน

Teachings of the Buddha

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

The teachings of the Buddha. Has led to the Veneration of faith. Voluntary. Sacrifice in What should be sacrificed. In what should be cut off. When I cut something. It’s something that has to happen, but if we want to cut something. Peace was never born.

So I cut one. One left to go. Peace instead. I happen instead. We should be happy. Should be calm. We should put the burden of work down to a minimum to moderate.

Hence the term “rate” is not that I do not have anything. If it is wasted. The Buddha did not teach it. But one by one. One thrive.

One thing we see is not good. It’s so sad to see, but one thing that Buddha’s body in physical reality. The trick is to get rid of. What is not true. Existing in the mind. Ever lost before. Because the only truth. We capture it. Relied on to eliminate the threat to the environment because it is actually a fairly rare condition. With the preparations. We understand the importance and the animals that rely on the knowledge I had been suffering from a misconception for a long time. Not only this year. And not only this nation. Many of the many worlds ago. This circulation. But when we do not know already. That was nothing.

The Buddha sees him all the time. His wisdom is delicate. Mystery of life. He is also trained our minds to it. It’s not even realize what they have is not heresy, there is merit in heaven, hell, there are still doubts. It is clear in our own minds.

When we try to come as long as the perception is that we have seen up to then. We suspect it will end soon. When we do not doubt it. It in practice. Increased immediately.

The drawback is that it is very important so that you can cut it. It was converted into the boundary. I doubt it with the invocation mind. Create an artificial consciousness in meditation to happen. Appear in our minds. When it is clearly in mind. I doubt I will go out on their own.

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

Concentrate … what should I do to calm the mind. We see this as followed by calm.

Should be in the solitude. I set it to the solitude. There is joy and happiness in the wrong. Because it relies on the solitude. Emotional one. Be regarded as an emotional one. Pure consciousness and bliss.

This is a mental issue with the idea in mind that I own. It’s not about anything else. In particular, it is only the mind that this is so. If consciousness is present to keep a firm that does not wobble like a flickering candle light, no wind is blowing, it was time to switch on the แwbๆ read it out. I obviously do not know what it is so unstable that I unsteadily up and down, we know that it is essentially the same as the stone is set. Wind blows from different directions. Progesterone did not shaken.

We perform the mental training and mental focus. Give me that. Do not let it loose. Do not let it wobble around. Let it stand. The conscious mind is like the smallness. Warning mindful Brikrrm. Directing them not to release it from accidentally runs errands. Another one to replace it. The only limit to how long we keep it, even though I do. Accept do the same. To achieve a firm before. For those who are not stable. I have not seen anything yet. The security in mind before going out the door before the first of the first stage of Makka. For out of true suffering.

กลับสู่ความว่างเปล่า

เราล้วนเป็นความว่าง เราต้องอยู่ในดินแดนแห่งความว่างชั่วนิรันดร แม้ว่าเราไม่เคยทุกข์ ไม่เคยเกิดแก่เจ็บตาย เมื่อเราเป็นความว่าง    แต่เราก็อยากลองใช้ชีวิตแบบอื่นที่ไม่ได้เป็นความว่างบ้าง  และใช้ชีวิตที่มี เขา กะ เรา บ้าง   ซึ่งเราอาจจะชอบก็ได้
ความว่างในจิตนั้น นำความเสมอภาคมาให้ทุกอย่าง  ชนชั้นไม่มีในความว่าง  ทุกข์สุขไม่มีในความว่าง  รวยจนไม่มีในความว่าง

หลวงตามหาบัวจึงเทศน์ว่า  ”พระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง  นั่นมันเป็นแล้วนะนั่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  มาเป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น”

ด้วย ฤทธานุภาพที่เรามีในการควบคุมเนรมิตแดนแห่งความว่างให้เป็นอะไรก็ได้ทั้ง นั้น  เราจึงเนรมิตสร้างโลกและจักรวาล เนรมิตสร้างสวรรค์นรกและภูมิอื่นๆขึ้นมา 31 ภพภูมิ  และก็เนรมิตสร้างสวรรค์นิรันดร(เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ขึ้นมาด้วย
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่ไม่มีสมมุติ(เป็นความว่างอบ่างเดียว)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่เป็นสมมุติที่ไม่มีวันทุกข์ไม่มีวันตาย (สวรรค์นิรันดร เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนไม่อมตะในโลก แดนไม่อมตะในสวรรค์ แดนไม่อมตะในพรหมโลก แดนไม่อมตะในนรก ฯลฯ  ใครชอบใครรักสิ่งไหน ก็เลือกอยู่สิ่งนั้นไป

เพราะ เราต้องอยู่ในนี้ขั่วนิจนิรันดร   การไปอยู่ที่อื่นแม้จะชั่วกัลปาวสาน  ก็ยังน้อยกว่าขั่วนิจนิรันดร   แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายของเรา  เราอาจต้องการเลือกอยู่เป็นจิตว่างเฉยๆเหมือนเดิมก็ได้  เพราะที่นั่นมีแต่สันติสุด  จิตของเราไม่นึกนำเข้าสิ่งใด  และไม่นึกส่งออกสิ่งใดออกไปจากความว่างทั้งนั้น

Way to Nirvana

Luang Pu was found in the Buddha Nirvana – It is said long years ago. That the teacher commitment. I asked for the wisdom Thera.
Have you ever been told that you practice one night while in the woods. I respectfully request Phra Somdej Buddha I kindly ask that you the teacher, you know how. That will lead to the realization of his misery. And His Royal Highness The Prophet was a mercy that the Lord Buddha, I have a way to practice is not completely unbridled.

When the teacher told her to come down for you the Buddha Buddha. As the Buddha saw Him as He really is so withering as the King.

Lord I do not know you tell me. How joyous that your joy in your fortune is unlikely to have any life but the lives of the teachers are really great, make sure to give the teachers you know how the Lord meditation. Mental practices.

Eventually you will also be like the teacher, who can follow the Lord instead Siษyanusiษis the pain away completely. The teacher is the most important one in practice today. Is known to occur in those who take every care in the practice.

This is when the teacher told you to. Not only make you a good teacher heavenly Siษyanusiษis important to many. But it has never understood that before.
Please login or register to see it’s the same God. But the people who read it and I was skeptical. Unlike the Dhammakaya father live. And the concept Father Matthew Yi GMT. They say you have to love that the city attain nirvana. But I read what my problem du Prom Nino said I understand. I like to play my stab vest is nothing to say that “the country is to attain nirvana,” Well, yes, sometimes it seems like to me I said, “God is really like. Nothing “I know my view is that I do not. I read it.

One day my (view) is described as:.

“When I go to heaven glass. A glass of heaven is like a monastery of the Buddha Gautama. The castle was preaching. Located to the right of the Buddha, there are a number of kiosk Holy Scriptures. Write a letter to the Pali. If I was asked what I grandfather. Left the castles of the clergy. There are Buddhist monks presided. The Glass Castle is a good mind to go to one of the four Buddhas of this eon site. Lap times by a wide halo. The First of the big cook’s Thomas a lap width of 20 meters the second Phra Nak on lap 15 that Ong third of the Vegas Split lap 10 that Ong fourth lap 5 that if the Sri Lori’s body. five If you wish to appear. I seem to have found the body of the first lap. I have excellence, build up to 16 with a great countless eon site made it so good “.

I looked back behind bars, but his grandfather said.

“I went to the shed to the fourth episode. There are no estimates are the therapists. The real nirvana. Nothing is out of space. But I lost it “.

OK, it is the nirvana nirvana. There nirvana country. Or is it put together.

Now let’s take a listen. The Wise King Sagwr. It tells me that it met the Buddha in nirvana. May be enough to make you understand what it is.

As already mentioned above. That when His Royal Highness the Prophet in my nirvana. I still have not heard. Buddha is supposed to have compassion. The teacher is committed there. When the principal of the firm, you should definitely go to the graciousness The practice or study of religious people would certainly agree with this fact.

: Vesak light on my 2550.
: King Sagwr perception. Patriarch. สกลมหาสังฆปริณายก.

Buddha by Buddha criticizes bishops.

Buddha Dabkants extinction is not lost. Acts to protect Buddhism in the world. People in the world have been influenced by Buddhism. Did not differ from the living God. I just need to turn out to be otherwise unacceptable. Disco acts to protect the Buddha Early treatment is difficult. Unlike most accessible rock cave mouth. I bow to the Buddha, I always thought it would have been the glory of Buddha. I have to live at peace with.

Buddha Khan goes to extinction. I was born in Vivian’s death cycles poor anymore. The Buddha also boasts acts. The teachers are told that God is one. When you perform a disengagement in the forest undergrowth, p. Gautama Buddha has come to teach you the glory always. Lord Buddha was a teacher and later as a devout Buddhists respect of many. The confidence treat you to the destination.

Buddha Khan went off to extinction. The Buddha preach the glory went to God for the teachers to achieve Mrrcผl. There is no doubt that it is very unlikely. Is impossible.

Maha Dharma Center Suyy eye or eyes, or nirvana or Buddhahood start. Presumably, as the creator and liberation.

Luang Pu Du and if you read the King’s speech perception Sagwr still do not understand it. I try to read my writings.

What has not been made. But everything else is built. As of immortality, and immortality is the great people I Suyy eyes or valve or the wrong eye or nirvana or Buddhahood original center from which there is a blank look. I would switch off the whole idea. A loss in the same space.

This is a great space. Let’s make a (world / universe) and what is salvation (God (Buddha) and attain the mental switch to open up the space. Mental switch is open space. Lord Buddha was the only one God only. Buddha called. “I like you” like Buddha has enormous power over the imagination.

The Buddha is like a self-Buddha Buddhist spiritual divide so many functions. I also find myself a saint by many. After that the Buddha and the various saint. The world and the universe. A heaven of hell. Landscape and many worlds. The law of karma is the appropriate place to address the spiritual needs.

The saint is. “People Suyy eye” can be hands-on practice to achieve a “fair Suyy eyes,” he stated clearly the Mahayana. Doctrine but also confusing. Known, but the word “God” does not recognize the word “death” absolute truth “extinction” is “fair Suyy Eyes” is a state of mental space and the space as the “nirvana” or “person Suyy eye”. There exist a natural landscape in Buddhism (in Buddhism agriculture) and a pure nectar (Samopckai) in the nirvana (Buddhism agriculture).

Abstract

Nirvana is the second one.

1. The nirvana that is home to the city. The immortal lives. The living is immortal.

- Dhammakaya meditation but do not socialize the Niort. You must be a Tipp another nature. To speak to socialize, do business with the third incarnation of the Bodhisattva Arhat Samopckai a way to attain the Dhammakaya Buddhist living in the landscape. Agriculture is the Buddhist Nirvana.

- A divine vision Samopckai or Buddhist Arhat or Bodhisattva, or the Holy Spirit. Living in frontier agriculture Buddhist nirvana.

Two. Dance nirvana with no home town. The state would have lost nothing but immortality is living in a mental space that I Suyy eye condition or death.

I also understand that Luang Pu Du said. “The real nirvana. Nothing is out of space. But I lost it, “is this.

Luang Pu Du fresh enough but the pastor said the hermit. The city is home to attain the Dhammakaya and Samopckai is correct. Layer is the saint of the Lord. “People Suyy Eyes” also has a facility is located. There is a fair (reserved) and a clairvoyant (Samopckai) is. The nirvana that is home to the city. The conditions look like. But the solution is not just the loss of the saint who is “fair Suyy eyes,” but it would only make a “C” only.

Read on to Luang Pu strongly in the wisdom God in the highest enlightenment. The Buddha and his disciples came to Thanks royal saint grandfather committed. This piece here.

What is the real Ttact. Purity of heart is to see her Nagnแl. His Ttact in this body, in the form of a separate scenario. Ttact and the fact that the saint. This is not the way to go. This is just by way of example only Ttact body …. Therefore, in this scenario body to assume only

การเจริญสติ

ปฎิบัติธรรม

เจริญอานาปานสติ  เพื่อเป็นการรักษาใจให้เป็นปกติ  ให้ใจเป็นศีล

โดยเพียงแต่ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

และอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ลืม  ไม่เผลอ  แม้แต่ขณะที่เห็นรูป  ได้ยินเสียง

ได้ดมกลิ่น  ได้รู้รส  ได้สัมผัส

การกำหนดรู้ต้องอาศัยจิตใจที่สงบ

จึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง  ก่อนที่จะฝึกอานาปานสติ  ต้องพยายาม

ปล่อยวางความคิดต่าง ๆ  พยายามทำใจให้นิ่ง  ให้สงบเสียก่อน  แม้จะเป็น

ความสงบเพียงชั่วคราวก็ตาม

อานาปานสติ  ทำได้ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน  เดิน  นั่ง  นอน

ให้มีสติระลึกรู้ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกติดต่อกัน  โดยเฉพาะช่วงที่ปรารภ

ความเพียรได้ 24 ชั่วโมง  ในวันหนึ่งทีเดียว  หรือเว้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  สมถกรรมฐานให้สมบูรณ์ได้

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  วิปัสนากรรมฐาน ให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ได้
ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่  จงอยู่ด้วยอานาปานสติอย่างพระพุทธเจ้า

จะยืน  จะนอน  จะนั่ง  จะนอน  จะกิน  ดื่ม  ขับถ่าย  ทำครัว  ขับรถ

ทำความสะอาดบ้าน  ทำงานทุกชนิด  ให้อยู่กับอานาปานสติ  เดินเล่น

พักผ่อน ก็ทำอานาปานสติได้ พูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดนี้ให้อยู่ด้วย อานาปานสติ
ในอิริยาบทบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ

เช่น  ขณะที่กำลังขับรถบนถนน  บนทางด่วน  เราไม่ต้องกังวล  คือไม่ต้องระลึกถึง

ลมหายใจ  แต่ให้อยู่ในหลักอานาปานสติให้ครบถ้วนคือ

ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ปัจจุบัน  เป็นสำคัญ

เรื่องอดีต  ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องอนาคต ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องคนอื่น  ไม่สำคัญเท่าไร  โดยเฉพาะความชั่วของคนอื่นอย่าแบก  ตัวเราเองทำดี

ทำถูก  นั่นแหละ  สำคัญที่สุด

ขอให้ตั้งใจขับรถดีที่สุด  อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้

ใครจะขับรถไม่ดี  ไม่รักษากฏจราจร  แซงตัดหน้าเรา  เกือบชน

เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม  น่าโมโหอยู่  แต่ชั่งมัน

เรื่องความชั่วของเขา  อย่าให้เราเกิดโมโห  อย่าให้ใจเสีย

อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  รักษาใจเป็นปกติ  ใจดี  แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อเราเจริญอานาปานสติเป็นประจำ  เราจะมีสติตลอดเวลา

สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้

เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันที

โดยอัตโนมัติ  จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

ทีละอย่าง  และเมื่องานแ้ล้วเสร็จ  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจ

ทันทีที่ว่างจากงาน  เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจดี มีสุข

อานาปานสติ

อานะ (อัสสาสะ)  คือลมหายใจเข้า

อาปานะ (ปัสสาสะ)  คือลมหายใจออก

อานะ + อาปานะ  คืออานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติ   คือความระลึกรู้  การกำหนดรู้ในปัจจุบัน ไม่ใช่การคิด จำเอา

อานาปานสติ  คือ  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  ในปัจจุบัน  แต่ละขณะ

เอาละครับ สำหรับวันพระนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ไว้อ่านต่อใหม่ในวันพระหน้าครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยจะถนัดในเรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง

พร้อมทั้งใช้ปัญญาไปด้วยในขณะที่อ่าน และในช่วงที่รออยู่ 5-6 วันนี้ ท่านอาจ

ย้อนกลับมาดูอีกครั้งฟังเสียงเพลงให้จิตใจสบายขึ้น  จะว่าไปแล้วจิตของเรานั้น

เหมือนกับลิง คือ คิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อยไม่อยู่สุขเรียกว่า ซนเหมือนลิง แต่ถ้าหาก

เราเอาลิงมาผูกกับไม้ ลิงก็จะดิ้นกระโดดไปกระโดดมาในตอนแรก แต่เมื่อเหนื่อย

ก็จะมานอนหลับที่ไม้นั่นแหละ  จิตเราก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกนานเข้า ๆ

จิตก็จะสงบ ทีนี่แหละ ท่านจะทำอะไรก็ได้สามารถที่จะทำในเรื่องสูง ๆ ได้ไม่ยาก

ลองดูน๊ะครับ ขอให้ท่านได้รับความสุข ขออนุโมทนาที่ท่านอ่านมาจนจบในวันพระนี้ครับ

อย่ากลัวความตาย

นิทานชาดก  อสุภนิมิตนี้ไม่ใช่เป็นของร้าย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราอดกลัวไม่ได้ ก็ให้เราลืมตาเสียตั้งสติให้มั่น ขออย่างเดียวอย่าลุกขึ้นวิ่งหนี

ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ขอห้ามโดยเด็ดขาด

การ ที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น ว่าร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีความเจริญในเบื้องต้น มีความชราในเบื้องกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาเกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นนิมิตในตัวเรา แต่บางครั้งก็เป็นนิมิตภายนอก เช่น บางครั้งเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

เรื่องของ นิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมาก ก็อย่าได้ไปเกิดความกลัวจนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไปโดยให้สติตั้งมั่นกำหนดรู้ อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือถ้าเป็นคนนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบเมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่องเข้าใจ ในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก

ขณะ ที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร”

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้ พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นไม่เป็นไร

การ เรียนบำเพ็ญสมถะจึงจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ เราจึงต้องรู้ไว้ว่าที่แห่งไหนมีครูบาอาจารย์อยู่บ้าง เพื่อว่าในอนาคตเราจะออกปฏิบัติ จะได้รู้ไว้ ถ้าเป็นวิปลาสแล้วจะไม่ยอมแก้ไขอะไรง่ายๆ กลับมาหาครูบาอาจารย์ที่เคยทรมานกันนั่นแหละ ถึงว่าจะอยู่ห่างไกลก็จำเป็นต้องไป เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เมื่อจิตใจเป็นอย่างใดมีข้อสงสัยอย่างใด จะได้ไปศึกษากับท่านเสียก่อนที่จะผิด

เมื่อทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานแล้ว บางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญาซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่ปฏิบัติเกิดนิมิตมากๆ มักจะได้อภิญญา เมื่อเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่นจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น

อภิญญา เกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาส จะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ได้อภิญญาแล้วไม่รู้ทันก็จะเกิดความหลงได้

หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่ (เพื่อน)ไปธุดงค์องค์เดียว หรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะ หรือผู้ปฏิบัติเกิดความรู้ต่างๆ หรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียนถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย

บุคคล ที่ปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌาน หรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลมีปัญญาขนาดกลางไตรลักษณ์ จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน ๔ แล้ว บุคคลใดที่สำเร็จฌาน ๔ ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัด หรือที่เรียกว่า “จิตตกกระแสธรรม” มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด ไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

เมื่อ พิจารณาขันธ์ ๕ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ธาตุ ๔ (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสนูปกิเลสหรือวิปลาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา)เป็นเครื่องตัดสิน

การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสำคัญ

ขอ ให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น

 

ความสุขจากพระธรรม

ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐) ได้จำแนกความสุขออกไปทั้งโดยประเภทและโดยระดับเป็นคู่ๆ มากมายหลายคู่ เช่น สุขของคฤหัสถ์กับสุขของบรรพชิต กามสุขกับเนกขัมมสุข โลกิยสุขและโลกุตตรสุข สุขของพระอริยะกับสุขของปุถุชน เป็นต้น ความสุขที่ท่านแบ่งไว้ชัดเจน ละเอียด ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่ วิธีแบ่งระดับความสุขเป็น ๑๐ ขั้น คือ

• ระดับความสุข ๑๐ ขั้น

๑. กามสุข ความสุขเนื่องด้วยกาม ซึ่งเกิดจากความกำหนัดยินดีในรูปที่สวย เสียงที่ไพเราะ กลิ่นที่หอม รสที่อร่อย และสัมผัสอันอ่อนนุ่มสุขสบาย หรือเรียกว่าความสุขที่เกิดจากกามคุณ ๕

๒. ปฐมฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งเป็นภาวะจิตที่สามารถสลัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยองค์ธรรมะ ๕ ประการ คือ วิตก (ภาวะจิตที่ตรึกนึกอารมณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก) วิจาร (ภาวะจิตที่เฟ้นพิจารณาอารมณ์นั้น) ปีติ (ภาวะจิตที่กำซาบอิ่มเอิบในอารมณ์) สุข (ภาวะจิตที่สุขสบายในอารมณ์) และเอกัคคตา (ภาวะจิตที่เป็นสมาธิหรือมีอารมณ์เดียว)

๓. ทุติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๓ ประการ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา

๔. ตติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ ประการ คือ สุข และเอกัคคตา

๕. จตุตถฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๔ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ คือ อุเบกขา (ภาวะจิตที่วางเฉยในอารมณ์) และเอกัคคตา

๖. อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งมีอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งกสิณ แล้วมากำหนดอากาศคือที่ว่างช่องว่าง เป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าอากาศไม่มีที่สุด

๗. วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งยึดเอาวิญญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ หมายถึงความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งอากาศหรือที่ว่างนั้น แล้วมากำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่างเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าวิญญาณไม่มีที่สุด

๘. อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๓ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกกำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่าง แล้วมากำหนดภาวะที่ไม่มีอยู่แห่งวิญญาณเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าสักหน่อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๔ อันถึงภาวะที่สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์ หมายถึงฌานที่เลิกกำหนดภาวะที่ไม่มีแห่งวิญญาณนั้น แล้วเข้าถึงภาวะที่มีสัญญา (ภาวะที่จิตกำหนดหมาย) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ที่ละเอียดประณีตกว่าความสุขในขั้นอรูปฌานที่ ๓ นั้น

๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเกิดจากภาวะ จิตสงบประณีต เข้าถึงนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด เป็นภาวะจิตที่ละเอียดมีความประณีตลึกซึ้งกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติ สุขขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยผู้เข้าสมาบัตินี้จะไม่มีสัญญาและไม่มีเวทนา

ถ้าย่อทั้ง ๑๐ นี้ลงอีก ก็เหลือ ๓ ข้อ คือ กามสุข ความสุขของคนทั่วไป ฌานสุข ความสุขของผู้ได้สมาธิจิต ขั้นฌาน นิโรธสมาปัตติสุข ความสุขเกิดจากการเข้านิโรธสมาบัติของพระอรหันต์

ความสุขทั้งหมดนี้ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น แต่เป็นความสุขที่ดีกว่าประเสริฐกว่ายิ่งไปตามลำดับ ประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ยังขอให้มองความสุขเหล่านี้เป็น ๓ ส่วน คือ แง่ที่เป็นสุข แง่ที่มีทุกข์ และให้รู้จักทางออก เรียกว่ามองเป็น ๓ มิติ ในขั้นสุดท้ายก็เกิดมรรคสุข ผลสุข และนิพพานสุข ซึ่งไม่ กลับกลายอีก มีแต่ความปลอดโปร่งถ่ายเดียว นี่คือประโยชน์สุขที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มนุษย์เข้าถึงให้ได้

• ความเจริญที่ประเสริฐ
สำหรับคฤหัสถ์ ๑๐ ระดับ

ในวัฑฒิสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๗๔) พระพุทธองค์ทรงแสดงความเจริญในขั้นตอนต่างๆ ของชีวิตคฤหัสถ์ไว้ ๑๐ ระดับ คือ

๑. เจริญด้วยอสังหาริมทรัพย์ มีเรือกสวน ไร่นา เป็นต้น
๒. เจริญด้วยสังหาริมทรัพย์ มีเงินทอง ข้าวเปลือก เป็นต้น
๓. เจริญด้วยบุตรธิดาและภรรยา
๔. เจริญด้วยข้าทาสบริวาร ลูกน้อง กรรมกร คนใช้
๕. เจริญด้วยสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในกรณีที่มีอาชีพทางเลี้ยงสัตว์
๖. เจริญด้วยศรัทธา คือ ความเชื่ออันมั่นคง
๗. เจริญด้วยศีล คือ การควบคุมกายและวาจาตนเอง ให้ปกติ
๘. เจริญด้วยสุตะ คือ การศึกษา การสดับรังฟัง ความรู้ในวิทยาการต่างๆ
๙. เจริญด้วยจาคะ คือ การเสียสละเพื่อเกื้อกูลแก่คน อื่น
๑๐. เจริญด้วยปัญญา คือ มีความรอบรู้ในเหตุผลต่างๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี

พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า หากบุคคลเจริญด้วยความเจริญในระดับต่างๆ ดังกล่าว ชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ เพราะสามารถถือเอาสิ่งที่เป็นสาระ คือสิ่งที่ประเสริฐแห่งชีวิตได้ และตรัสสรุปความเป็นพระพุทธคาถาว่า

“ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา (ทาสกรรมกร) และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีโชค มียศ เป็นผู้อันญาติมิตร และพระราชาบูชาแล้ว

ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลเช่นนั้นจัดเป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญสองส่วน”