สามธิกำเนิดพลัง

สำหรับวีรกรรมที่ไปสร้าง ปรากฎการณ์บนเวทีโลกครั้งนี้ เขาบอกว่า คงมิอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีและได้รับการฝึกฝนอย่าง หนักมาก่อนหน้านั้น ผมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นาง ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิสอวน.(มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐาน วิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) ทำให้ผมมีความรู้ทางชีววิทยามากขึ้น คุณแม่ที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุน คอยชี้แนะแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมถึง สสวท. และครูอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยประสิทธิประสาทความรู้ให้ รวมถึงเพื่อนๆที่ส่งกำลังใจให้ตลอด ผมสามารถประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ได้

ส่วน การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการรับประทานอาหารโดยจะเน้นอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและ สายตา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ขณะที่การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือ การนั่งสมาธิ ในระหว่างการแข่งขัน ช่วงที่สอบภาคปฏิบัติ วิชาชีวเคมี ซึ่งเป็นการสอบภาคปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ส่วน ด้วยกันคือ สัตว์และระบบนิเวศ, พืช, จุลชีววิทยา และชีวเคมี ผมเกือบจะทำการทดลองไม่ทัน เพราะเสียเวลาไปกับการคำนวณอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ยังดีที่ผมควบคุมสติได้ และไม่ลน ทำให้สามารถทำการทดลองได้ทัน ซึ่งเป็นผลพวงของการนั่งสมาธิเป็นประจำ

ท่านทั้งสอง (คุณสมชายและคุณกมลพร จันทรโชติชัชวาล) จะคอยสนับสนุนให้ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบอยู่ตลอด ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะหาซื้อหนังสือวิทยาศาสตร์ และสารานุกรมภาษาอังกฤษมาเก็บไว้ที่บ้าน ทำให้ผมมีความคุ้นเคยและเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ นอกจากนั้นเวลาที่ทำอะไร ท่านจะคอยช่วยเหลือไม่ทางตรงก็ทางอ้อม คอยชี้แนะและสั่งสอนสิ่งที่เหมาะสมให้ตลอด

เมื่อถามถึงกิจกรรมยามว่าง น้องบุ๊คบอกว่าก็มีชีวิตประจำวันเหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน นับตั้งแต่ดูภาพยนตร์ ฟังเพลงเกาหลี อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เลยไปถึงการลงมือวาดการ์ตูนตัวเอกที่ชื่นชอบ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ เรียกว่า ต้องทำเป็นกิจวัตร นั่นก็คือ การศึกษาหาความรู้ด้านชีววิทยาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ผมคิดว่า งานอดิเรกที่ทำอยู่ มีประโยชน์เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกภาษาต่างประเทศไปในตัว คือ ได้ทั้งภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ฝึกฝีมือในการวาดรูปซึ่งเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของผมด้วย ที่สำคัญยังสร้างความผ่อนคลายให้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเครียดในชีวิตประจำวัน

ส่วนเคล็ดลับในการ ท่องตำรับตำราเรียนให้ได้ผลการเรียนในระดับ 4.0 นั้น เขาบอกเคล็ดลับซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆก็ทำได้ให้ฟังว่า เวลาเรียนต้องตั้งใจเรียน หมั่นทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเวลาทบทวนนั้น มิใช่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ต้องทำความเข้าใจไปกับบทเรียน และคิดเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปกับบทอื่นๆ หรือวิชาอื่นก็ได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และฝึกการคิด เช่น เรื่องกลไกการทำงานของหู ก็สามารถประยุกต์กับเรื่อง moment และเสียง ในวิชาฟิสิกส์ หรือ กราฟแสดงคุณสมบัติของ enzyme เราก็นำคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยคำนวณต่อยอดเพื่อให้ได้ข้อมูลดีๆ เพิ่มเติมก็ได้ แต่หลักการเรียนที่สำคัญมาก คือ ควรแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ไม่ใช่เอาแต่เรียน จนขาดสังคม และการหาประสบการณ์ในชีวิต

ในฐานะที่เด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งให้ความ สำคัญ กับการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง? ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปไหมที่จะพูดถึง? ผมว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ หากเราติดตามและเข้าใจสถานการณ์ของการเมืองและเศรษฐกิจ ย่อมทำให้เราเป็นคนก้าวทันโลกและสังคม ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง

สุดท้ายก่อนร่ำลาจาก กัน น้องบุ๊คฝากข้อคิดให้กับเพื่อนวัยเดียวกันไว้ว่า แต่ละคนนั้นย่อมมีความชื่นชอบและความถนัดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม หากมีความพยายาม และตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ด้วยความสุจริต ทุกคนย่อมประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน..สำหรับผมในอนาคตฝันอยากเป็นนัก วิจัยทางด้าน molecular medical science ซึ่งเป็นสาขาย่อยเกี่ยวกับทางการแพทย์ (หมอวิจัยประเภทหนึ่ง) แต่ศึกษาลงลึกถึงกลไกระดับพันธุกรรม และกระบวนการทางเคมีใน cell โดยผมตั้งใจจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเรียนต่อที่ Harvard University ครับ

พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

กรรมฐานระดับสูง

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ :-
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในข้อที่เขา
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในข้อที่เขา
แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ ในข้อที่เขา
ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น.

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้.
คหบดี ! กามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ
ชั้นหัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกว่ากามโภคีทั้งหลาย,
เปรียบเสมือน
นมสดเกิดจากแม่โค
นมส้มเกิดจากนมสด
เนยข้นเกิดจากนมส้ม
เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส;
หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดารสอันเกิดจากโคทั้งหลายเหล่านั้น,
ข้อนี้ฉันใด;
กามโภคีจำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น
ฉันนั้น แล.

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลัก ของสมถะ เรื่องของสมถะ หรือ สมาธิ โดยย่อ ก็คือ การทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตจับสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้นโดยไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์อื่น ตามอำนาจของกิเลสนิวรณ์ก็ใช้ได้
ส่วนการที่จะให้รู้อะไรหรือไม่นั้น ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงแต่ให้จิตใจตั้งมั่นนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นก็แล้วกัน เมื่อจิตเข้าถึงสมาธิแล้ว ในด้านความรู้นั้น อย่างดีก็จะมีความรู้สึกเพียง ว่าง ๆ เฉย ๆ หรือ สงบเยือกเย็น เท่านั้น ที่จะให้เกิดความรู้ในเหตุผลนั้น ไม่มีเลย
หลักของ สมาธิ นั้น ถ้าความรู้ใน เหตุผล ยิ่งน้อยลงไปเท่าใด สมาธิ ก็จะมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น หรือ สมธิ ยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่าใด ความรู้ในเหตุผลก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น จนเกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย นี่คือ หลักของ สมถะ หรือ สมาธิแต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพากันเสียเวลา มาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน
นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง
สมถะ ที่เกี่ยวข้องกับ วิปัสสนา นั้น หมายเอาเฉพาะ สมาธิ ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของ ปัญญา คือ ขณะเจริญสติปัฏฐาน เท่านั้นหรือที่เรียกว่า สมาธิในองค์มรรค คือ ขณะเจริญมรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา
ส่วนสมถะ หรือ สมาธิใด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา หรืออารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ นามรูป แล้ว สมถะ หรือสมาธินั้น ก็ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาซึ่งจะเรียกว่า สมาธินอกพระพุทธศาสนา ก็ว่าได้
ฉะนั้น สมถะหรือสมาธิ ที่เป็นไปในอารมณ์ของปัญญา คือ นามรูป เท่านั้น จึงจะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนา ซึ่งเรียกได้ว่า สมถะหรือสมาธิในพระพุทธศาสนา
หลักของวิปัสสนา ต้องการให้ ปัญญา รู้เหตุผลตามความจริงและสภาวธรรม ไม่ใช่ต้องการให้นิ่ง หรือ สงบ หรือ สุขสบาย แต่ต้องการให้ความจริงของธรรมชาติ ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์เท่านั้น
หลัก ของปัญญาในทางที่ถูกต้องนั้น ยิ่งเพ่งยิ่งรู้ ยิ่งเพ่งอารมณ์ที่เป็นความจริงได้มากเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งรู้เหตุผลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกิดความเห็นถูกมากยิ่งขึ้นเท่าใด ความสงสัยและความเห็นผิด ก็จะยิ่งหมดไปเท่านั้น กิเลส คือ ความเห็นผิดและความสงสัย ถูกละไปหมดเท่าใด จิตใจก็จะบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมากขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น วิปัสสนา จึงเป็นชื่อของปัญญา ที่รู้ความจริง แล้วละกิเลสให้บริสุทธิ์หมดจดได้ นี่คือหลักการของ วิปัสสนา

สมถะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนาอย่างไร ?

สม ถภาวนา เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สงบจากกิเลสนิวรณ์ มิใช่เป็นทางปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์โดยตรง ทั้งยังไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ๔ ประการ เช่น การปฏิบัติของท่านอาฬารดาบส กาลมโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ที่สำเร็จอรูปฌาน ถึงอากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และเคยสอนการทำฌานแก่พระพุทธเจ้ามาก่อน ก็ยังไม่บรรลุมรรค ผล นิพพาน เพราะสมถะไม่อาจหยั่งสู่สภาวะของรูปนามตามความเป็นจริง และไม่อาจทำลายความเห็นผิดที่คิดว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน เป็นเราได้
เมื่อไม่รู้ว่า รูปนาม ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์ เพราะไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีอยู่ที่ รูปนาม แต่พระพุทธองค์ประสงค์จะอนุเคราะห์แก่บรรดาฌานลาภีบุคคล ที่เคยเจริญสมถภาวนามาจนสำเร็จฌานชำนิชำนาญแล้ว ก็ให้ยกองค์ฌานคือ สภาวะของ นามธรรม มีวิตก วิจาร ปิติ สุข (เวทนา) เอกัคคตา (สมาธิ) ขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยต้องออกจากฌานเสียก่อน และมีความชำนิชำนาญในวสี ๕ ประการด้วย นามธรรมที่เป็นองค์ฌานเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่เป็นความจริง จึงจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ให้ปรากฏได้
อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌานหรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ปัญญารู้นามรูป ตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาจึงได้แสดงฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้ โดยหมายถึงการได้ฌานแล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป หรือหมายถึง เมื่อเจริญสมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้วจึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า สมถยานิกกะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่า หากไม่ทำสมถกรรมฐานเสียก่อนแล้ว วิปัสสนาย่อมเกิดไม่ได้ ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะวิปัสสนานั้นเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็นรูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเมื่อได้ศึกษารูปนามตามนัยปริยัติแล้ว จะยกรูปนามสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงก็ได้ เรียกผู้นั้นว่า วิปัสสนายานิกกะ

ความแตกต่างระหว่างสมถะ กับวิปัสสนา

๑. โดยปรารภผล
สมถะ เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

๒. โดยอารมณ์
สมถะ มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมากเพราะต้องการความมั่นคง
วิปัสสนา ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการเกิด – ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

๓. โดยสภาวธรรม
สมถะ มีสมาธิ คือเอกัคคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๔. โดยการละกิเลส
สมถะ ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

๔. โดยอาการที่ละกิเลส
สมถะ ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะ ๆ เป็น ตทังคปหาน

๕. โดยอานิสงส์
สมถะ ให้อยู่เป็นสุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ ถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

 

กรรมของการข่มขืน

ในสังคมที่ วุ่นวายกลางเมืองหลวงของไทย “ไกรยุทธ” ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ได้เดินทางจากต่างจังหวัดมาค้าขายอยู่ในกรุงเทพกว่า 10 ปีแล้ว นับจากวันที่เริ่มเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจนถึงวันนี้ ชีวิตเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย และจากการที่เขาเริ่มมีเงินมีทองนี่เอง ทำให้เขามักลืมตัวเอง เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อยู่เป็นประจำ

ระหว่าง ที่ใกล้จะถึงบ้าน บังเอิญได้เจอเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาเท่าไหร่นัก และจากการที่เขาเมาหนักจนขาดสติ ทำให้ความคิดชั่วเกิดขึ้นในใจของเขาทันที เขาคิดอยากจะข่มขืนเด็กคนนี้เหลือเกิน ในเวลานั้นเขาไม่เคยคิดเลยว่า ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร คิดเพียงแค่ต้องการความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อคิดแล้วเขาก็ตรงดิ่งไปที่เด็กสาวคนนั้นทันที ขณะที่เด็กหญิงไม่ทันระมัดระวังตัว เพราะคิดว่าเป็นแค่คนเมาธรรมดาๆ แต่เมื่อไกรยุทธเข้าถึงตัว เขารวบตัวเด็กสาวไว้ แล้วลากไปที่เปลี่ยวริมทาง แม้ว่าเธอจะพยายามดิ้นรนและร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ก็ถูกไกรยุทธใช้มืออุดปาก แล้วชกเข้าที่ลำตัว จนเธอไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ในที่สุดก็ถูกไกรยุทธข่มขืนจนได้
ในช่วงที่เขายากจนนั้น ไกรยุทธมีความขยันหมั่นเพียรในการสร้างตัว แต่นิสัยเสียของเขาคือ ชอบเที่ยว ชอบดื่มสุรายาเมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเขาต้องผกผันอยู่เสมอ และก็บั่นทอนความดีที่อยู่ในตัวของเขาให้น้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ไปคบกับเพื่อนที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้น

หลัง จากค้าขายมาตลอดทั้งอาทิตย์ ไกรยุทธก็มักจะชดเชยความเหนื่อยล้าด้วยการออกไปเที่ยวคลับเที่ยวบาร์ กินเหล้ากับเพื่อนฝูง เพื่อผ่อนคลาย แต่ก็หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยชดเชยความเหนื่อย ตรงกันข้ามกลับเป็นการตอกย้ำความเหนื่อยยากลงไปอย่างแยบยล

วันหนึ่งเขาออกไปเที่ยวเช่นเคย และได้ดื่มเหล้าอย่างหนัก เพราะช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว เขาคิดว่าจะกินให้หนำใจ สมกับที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย เพราะการทุ่มเทแสวงหาเงินทองมา ก็เพื่อความสุขเหล่านี้แหละ เขาหารู้ไม่ว่ามันยังมีความสุขประเภทอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในความคิดของเขา ความสุขที่จับต้องได้ง่ายที่สุดคือการกินและเที่ยวนั่นเอง เมื่อเขาเมาหนักแล้วก็กลับบ้าน

หลัง จากถูกข่มขืน เด็กสาวร้องไห้ด้วยความตกใจและเสียใจ ไกรยุทธจึงกลัวว่าหากเธอไปแจ้งความ เขาก็จะถูกจับ ชายหนุ่มจึงขู่ตะคอกไปว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด หากไม่เชื่อ จะฆ่าให้ตาย ทำให้เด็กสาวเกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก แล้วเขาก็ปล่อยเด็กสาวไป เธอเดินกลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้า ในหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำเสียใจ แต่ก็ไม่ได้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร

วันเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มตั้งท้อง เมื่อพ่อแม่ญาติพี่น้องรู้เข้า จึงเค้นถามว่าใครเป็นพ่อเด็ก ในที่สุดเธอก็ยอมเปิดเผยความจริงว่าเธอโดนข่มขืน ญาติพี่น้องจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งพยายามติดตามหาตัวไกรยุทธ เพราะหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน เขาก็ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น โดยโกหกลูกเมียว่าหนีเจ้าหนี้ ที่พยายามจะตามฆ่า

ไกรยุทธยังคงประกอบอาชีพค้าขายเลี้ยงลูกเมียต่อไป เขามีลูกสาวเพียงคนเดียวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ซึ่งตอนนี้โตเป็นสาวสวยแล้ว

ในที่สุดกรรมที่เขาทำ ก็ให้ผลจนได้ วันหนึ่งตำรวจตามสืบได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และเข้าจับกุมทันที ในข้อหาพรากผู้เยาว์ จนต้องติดคุกหลายปี และเท่านั้นยังไม่พอ ระหว่างที่อยู่ในคุก เขาก็ได้รู้ข่าวเกี่ยวกับลูกสาวซึ่งทำให้เขาปวดร้าวใจอย่างแสนสาหัส

เพราะ หลังจากที่ไกรยุทธติดคุกแล้ว ภรรยาและลูกสาวแสนสวยก็อยู่กันตามลำพัง วันหนึ่งมีกลุ่มนักเลงที่อยู่แถวนั้นผ่านมาเห็นลูกสาวของเขา ก็เอ่ยปากแซวตามประสาของคนหนุ่มเห็นสาวสวย แต่เธอไม่เล่นด้วย นักเลงกลุ่มนั้นก็ไม่เลิกตอแย เพราะรู้ว่าบ้านนี้อยู่กันเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น

วันหนึ่งระหว่างที่พวกเขาตั้งวงกินเหล้าอยู่ปากซอย ก็เห็นลูกสาวของไกรยุทธเดินผ่านมา เธอกลับจากซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อพวกนี้เห็นจึงแซวทักทายเหมือนเช่นเคย แต่วันนี้เด็กสาวรู้สึกโมโห จึงด่าตอบโต้กลับไป พวกนักเลงรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินตามหาเรื่องเธอไปตลอดทาง
สาวน้อยเดินร้องไห้มาตลอดทาง สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่ ทั้งเสียใจและปวดร้าว เพราะในชีวิตของลูกผู้หญิง คงไม่มีอะไรที่จะโหดร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว

แต่ ผู้ที่ทุกข์หนักยิ่งกว่าเธอก็คือพ่อแม่ โดยเฉพาะไกรยุทธผู้เป็นพ่อ เมื่อได้ยินว่าลูกสาวสุดรักถูกรุมข่มขืนจากพวกนักเลง เขารู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจยิ่งนัก คิดอยากจะออกจากคุกไปฆ่าพวกมันให้ตายทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ!!

เมื่อเขารู้สึกตัวพร้อมกับสติที่กลับคืนมา เขาจึงหวนทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด การที่ลูกเขาโดนกระทำอย่างนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกรรมที่เขาเคยก่อไว้นั่นเอง ผลกรรมที่เขาโดนจับติดคุกอาจเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่การที่ลูกของตนถูกข่มขืนนั้น มันเป็นผลกรรมที่หนักหนาสาหัสสำหรับผู้เป็นพ่อ
ตอน แรกเธอก็ไม่คิดว่าจะมีอะไร แต่เมื่อทำอย่างไรพวกนั้นก็ไม่ยอมเลิกตอแย เธอจึงพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น นักเลงกลุ่มนี้ร่วมกันจับเธอไปรุมข่มขืนจนหนำใจ แล้วจึงปล่อยกลับบ้าน

เจ้ากรรมนายเวร

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นอีกกรณีหนึ่งของเด็กหญิงผู้ถูกความมืดครอบงำ ทำให้เธอกระทำสิ่งผิด โดยคิดว่าสิ่งนั้นเป็นความสุข ความสะใจของตนเอง แต่ที่สุดแล้วมันได้กลับกลายเป็นความทุกข์ให้กับเธออย่างยาวนาน

นาง สาวธัญญารัตน์ เป็นคนจังหวัดสมุทรสาคร บ้านของเธออยู่ริมคลอง ซึ่งมีน้ำท่าอุดมสมบูรณ์ บ้านของเธอมีอาชีพทำนากุ้ง เธอจึงอยู่กับนากุ้งมาตั้งแต่เด็กๆ เห็นกุ้งเป็นของเล่น หากต้องการจะเล่นอะไรก็เอาชีวิตของกุ้งมาเล่น โดยไม่นึกเลยว่ากุ้งเหล่านั้นจะอยากเล่นกับเธอหรือไม่

สิ่งที่ธัญญารัตน์ชอบมากที่สุดคือการทรมานกุ้ง ด้วยการจับตัวเป็นๆมาใส่ไว้ในช่องฟรีซ(Freeze) หรือช่องแช่แข็งของตู้เย็น เพื่อทรมานให้มันแข็งตาย เพราะหลังจากแช่กุ้งไว้ประมาณครึ่งชั่วโมง เธอก็จะไปเปิดตู้เย็นดู และเห็นกุ้งดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมานจากอากาศที่เย็นจัด ธัญญารัตน์จำภาพนั้นได้ติดตา วันไหนเห็นกุ้งทรมานมาก หญิงสาวก็ยิ่งชอบใจ และหลังจากทรมานแล้ว เธอก็เอาไปทิ้ง!!

ด้วย ความเป็นเด็กของธัญญารัตน์ เธอไม่เคยนึกถึงบาปบุญคุณโทษแต่ประการใด พ่อแม่ของเธอก็ไม่ทราบว่าเธอได้กระทำกรรมแบบนั้น เธอจะเล่นอย่างนี้เป็นประจำ บางครั้งก็ชวนเพื่อนมาเล่นด้วย กุ้งที่ถูกเธอทรมาน มาหลายปีมีทุกขนาด หากรวมๆแล้ว ก็คงนับร้อยๆตัว

มีเพื่อนบางคนของเธอเตือนว่า การทรมานสัตว์เช่นนี้เป็นบาป ผลกรรมนั้นอาจจะย้อนกลับมาหาตัวเธอก็ได้ แต่ตอนนั้นธัญญารัตน์ไม่เคยสนใจและไม่กลัว เพราะว่า ที่ผ่านมาเธอไม่เคยเห็นกุ้งตัวไหนจะสามารถจับเธอขังในช่องแช่แข็งอย่างนี้ ได้ นั่นคือความคิดของธัญญารัตน์ ตอนนั้น เธอคิดว่ากรรมและผลกรรมคือการกระทำต่อกันอย่างตรงไปตรงมา หากเธอจับกุ้งแช่ช่องฟรีซ กุ้ง ก็ต้องจับเธอแช่ช่องฟรีซเช่นเดียวกัน

บาง ครั้งที่พ่อแม่เธอเห็นลูกสาวเล่นอย่างนั้น ก็ว่ากล่าวสั่งสอนไม่ให้ทำ เพราะมันไม่ดี แต่ธัญญารัตน์ก็ไม่ได้ เลิกเล่นแต่ประการใด ยังคงแอบจับกุ้งมาแช่ตู้เย็นอยู่อย่างนั้นเหมือนเดิม เธอรู้สึกว่าเห็นสัตว์ทรมานแล้วสนุกดี

กรรมที่ธัญญารัตน์กระทำไว้นั้นมันค่อยๆ คืบคลานตามหลังเธอมาอย่างไม่รู้ตัว เธอเองไม่เคยคิดด้วยซ้ำไปว่ากรรมนั้นจะตามมาให้ผล เธอคิดแต่เพียงว่า กุ้งเหล่านั้นก็ตายไปหมดแล้ว มันคงลุกมาทำอะไรเธอไม่ได้อย่างแน่นอน แต่หารู้ไม่ว่า กุ้งจำนวนหลายร้อยตัวที่เธอจับมันแช่ช่องฟรีซจนตายนั้น อาจจะมีความแค้นอาฆาตต่อเธออย่างหนักก็เป็นได้

แล้ว สิ่งที่เธอไม่เคยคิดไม่เคยคาดฝันก็เกิดขึ้นทีละเล็กละน้อย ตอนแรกๆ เธอไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับชีวิตของเธอ บ่อยครั้งที่เธอหายใจไม่โล่ง ไม่สะดวกและคัดจมูกเป็นประจำ บางครั้งอาการกำเริบหนัก กว่าจะหายใจกลับมาเป็นปกติได้ก็ทุกข์ทรมานแทบตาย!!

หญิงสาวได้ไปตรวจเช็คที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าเธอเป็นโรคภูมิแพ้ และเป็นหอบหืด ในขณะนั้นเธอคิดว่า โรคแบบนี้คงไม่หนักหนาอะไร รักษาสักพักก็หาย เพราะเป็นโรคที่ไม่น่ากลัว
แต่สิ่งที่ธัญญารัตน์คิดนั้นแทบจะตรงกันข้าม เพราะทุกครั้งที่เธอเป็นภูมิแพ้ก็ดี เป็นโรคหอบหืดก็ดี เธอรู้สึกทรมานมาก โดยเฉพาะในช่วงหน้าหนาว เธอทุกข์ทรมาน เพราะหายใจไม่ค่อยออก ลมหายใจแต่ละเฮือกนั้นมีค่าสำหรับเธอมาก หากเธอหายใจไม่ได้เพียงไม่กี่วินาที นั่นก็หมายความถึงชีวิตของเธอเลยทีเดียว

ใน บางช่วงเวลาจิตของเธอนึกไปถึงกุ้งที่เคยจับมาทรมานในช่องฟรีซ มันมีสภาพไม่ต่างจากเธอตอนที่หายใจไม่ค่อยออก มีแต่ความทุกข์ทรมานตลอดเวลา

และเมื่อเห็นภาพกุ้งเหล่านั้นมาปรากฏในใจของเธอบ่อยๆ เธอจึงคิดว่า สิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่นี้ คงจะเป็นผลแห่งกรรมที่ได้กระทำไว้ตอนเป็นเด็กนั่นเอง เธอทรมานอย่างไร กุ้งก็คงจะทรมานเช่นเดียวกัน กฎแห่งกรรมจึงค่อยๆ ประจักษ์ในใจของเธอมากขึ้นเรื่อยๆ

ธัญ ญารัตน์ประสบกับความทุกข์ทรมานมาหลายปี จนกระทั่งเธอเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัย ความทรมานจึงค่อยๆทุเลาลง แต่ก็ยังไม่หมดเสียทีเดียว และสิ่งที่เธอได้เรียนรู้ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาก็คือการทำงานของกฎแห่งกรรม ที่เกิดขึ้นกับเธออย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ สิ่งที่เธอกำลังเป็นอยู่ ก็เป็นสิ่งที่เธอเคยกระทำไว้นั่นเอง

ทุกวันนี้ธัญญารัตน์จึงพยายามทำบุญทุกวิถีทาง เพื่อจะทำให้อำนาจของกรรมไม่ดีที่เธอเคยก่อไว้นั้น ได้เบาบางลงบ้าง และทุกครั้งที่เธอทำบุญก็จะอุทิศส่วนบุญกุศล ให้กับพวกกุ้งที่เธอเคยจับมันมาทรมานจนตาย สิ่งนี้จึงทำให้เธอรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง

กรรม ชั่วไม่เคยทำให้ใครมีความสุข จงหลีกเลี่ยงกรรมชั่วเสียตั้งแต่วินาทีนี้ เดียวนี้ ก่อนที่กรรมเหล่านั้นจะย้อนกลับมาหาตัวเราเอง ผลกรรมที่ธัญญารัตน์ได้ประสบอยู่ขณะนี้เป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งเท่านั้น ยังมีคนอีกจำนวนมากที่ได้รับผลจากกรรมชั่วที่ตนเองเคยกระทำไว้ กรรมและผลแห่งกรรม จึงสามารถยืนยันได้จากประสบการณ์ของคนเหล่านั้นว่าเป็นจริงอย่างแน่นอน

ไม่ มีใครที่จะหลีกหนีกฎแห่งกรรมเหล่านี้ได้ ผู้ทำกรรมอย่างใดไว้ ก็ย่อมได้รับผลแห่งกรรมนั้น หากเราต้องการมีความสุข มีความโชคดี ก็จงหมั่นทำกรรมดีตลอดไป

ขั้นตอนการทำบุญ

รับผ้าไตรอุ้มประนมมือแล้วเดินเข้าไปในที่ประชุมสงฆ์ในพิธี (สังฆนิบาต)
แล้ว วางผ้าไตรไว้ข้างตัวด้านซ้าย
รับเครื่องสักการะถวายพระอุปัชฌาย์
กราบ ด้วยเบญจางคประดิษฐ์ ๓ ครั้ง
แล้วอุ้มผ้าไตรประนมมือยืนขึ้นเปล่งวาจาคำ มคธ
ขอบรรพชาว่า

เอสาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ทุติยัมปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
ตะติยัม ปาหัง ภันเต สุจิระปะรินิพพุตัมปิ
ตัง ภะคะวันตัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัม มัญจะ ภิกขุสังฆัญจะ
ละเภยยาหัง ภันเต
ตัสสะ ภะคะวะโต ธัมมะวินะเย ปัพพัชชัง
*ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง
อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพพาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัม ปิ อะหัง ภันเต ปัพพัชชัง ยาจามิ อิมานิ กาสายานิ วัตถานิ คะเหตะวา
ปัพ พาเชถะ มัง ภันเต อะนุกัมปัง อุปาทายะ
*หมายเหตุ ถ้าบวชเป็นสามเณรให้ละคำว่า ละเภยยัง อุปะสัมปะทัง ออก
พระอุปัชฌาย์รับ เอาผ้าไตรจากผู้บวชวางไว้ตรงหน้าตัก ให้โอวาทและบอก ตะ จะปัญจะกะ กัมมัฏฐาน
แล้ว ให้ว่าตามไปทีละบท โดยอนุโลม (ไปข้างหน้า) และปฏิโลม (ทวนกลับ) ดังนี้
เกสา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ (อนุโลม)
ตะโจ ทันตา นะขา โลมา เกสา (ปฏิโลม)
พระ อุปัชฌาย์ชักอังสะออกจากไตรมาสวมให้ผู้บวช แล้วสั่งให้ออกไปครองผ้าครบไตรจีวรตามระเบียบ
ครั้นเสร็จแล้วเข้าไปหา พระอาจารย์ รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขอสรณะและศีลดังนี้
อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ทุติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต สะระณะสีลัง ยาจามิ
(พระอาจารย์กล่าวคำนมัสการให้ผู้บรรพชาว่าตาม ดังนี้)
นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ (๓ จบ)
พระ อุปัชฌาย์จะกล่าวว่า เอวัง วะเทหิ หรือ ยะมะหัง วะทามิ ตัง วะเทหิ
ให้ รับว่า อามะ ภันเต แล้วท่านจะว่านำสรณคมน์ก็ให้ว่าตามดังนี้
พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ทุ ติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะ ติยัมปิ ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ
ตะติยัมปิ สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ
พอ จบแล้วทางพระอุปัชฌาย์จะบอกว่า ติสะระณะคะมะนัง นิฏฐิตัง ก็ให้รับว่า อามะ ภันเต
ต่อจากนั้นก็สมาทานสิกขาบท ๑๐ ประการโดยว่าตามท่านไปเรื่อยๆ ดังนี้
ปาณาติปาตา เวรมณี
อทินนาทานา เวรมณี ิ
อะพรหมจริยา เวรมณี
มุสาวาทา เวรมณี
สุราเมรยะมัชชะปมาทัฏฐานา เวรมณี
วิกา ละโภชนา เวรมณี
นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสนา เวรมณี
มาลาคันธะวิเล ปะนะธารณะมัณฑนะวิภูสะนัฏฐานา เวรมณี
อุจจาสะยะนะมะหาสะยะนา เวรมณี
ชาตะ รูปะ ระชะตะ ปฏิคคหณา เวรมณี
(และกล่าว ๓ ครั้งว่า)
อิมานิ ทะสะ สิกขาปะทานิ สมาทิยามิ (เสร็จแล้วรับบาตรอุ้ม เข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ในที่ประชุมสงฆ์
วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย รับเครื่องสักการะถวายท่านแล้วกราบ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือกล่าวดังนี้)
อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ทุติ ยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
ตะติยัมปิ อะหัง ภันเต นิสสะยัง ยาจามิ
อุปัชฌาโย เม ภันเต โหหิ (ตรงนี้ว่า ๓ ครั้ง)
พระอุปัชฌาย์ จะกล่าวว่า โอปายิกัง ปะฏิรูปัง ปาสาทิเกนะ สัมปาเทหิ ให้รับว่า สาธุ ภันเต ทุกครั้งไป
อัชชะตัคเคทานิ เถโร มัยหัง ภาโร อะหัมปิ เถรัสสะ ภาโร (กล่าวตรงนี้ ๓ ครั้ง เสร็จแล้วกราบลง ๓ ครั้ง)
พระอาจาย์จะเอาสายคล้อง ตัวผู้บวช บอกบาตรและจีวรก็ให้ผู้บวชรับว่า อามะ ภันเต ๔ ครั้งดังนี้
อะ ยันเต ปัตโต   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง สังฆาฏิ   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะ ยัง อุตตะราสังโค   (รับว่า) อามะ ภันเต
อะยัง อันตะระวาสะโก   (รับว่า) อามะ ภันเต
จากนั้นพระอาจารย์ท่านจะบอกให้ออกไปข้างนอกว่า คัจฉะ อะมุมหิ โอกาเส ติฏฐาหิ
ผู้บวชก็ถอยออกไปยืนอยู่ในที่ที่กำหนดไว้ (ส่วนใหญ่จะเป็นบริเวณทางเข้าโบสถ์)
ต่อจากนี้พระอาจารย์จะสวดถามอันตรา ยิกธรรม ให้รับ นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และต่อด้วย อามะ ภันเต อีก ๘ ครั้งดังต่อไปนี้

พระจะถามว่า   ผู้บวชกล่าวรับว่า
กุฏฐัง   นัต ถิ ภันเต
คัณโฑ   นัตถิ ภันเต
กิลาโส   นัตถิ ภันเต
โสโส   นัตถิ ภันเต
อะปะมาโร   นัตถิ ภันเต
มะนุสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปุริโส สิ๊   อามะ ภันเต
ภุชิสโสสิ๊   อามะ ภันเต
อะนะโณสิ๊   อามะ ภันเต
นะ สิ๊ ราชะภะโฏ   อามะ ภันเต
อะนุญญาโตสิ๊ มาตาปิตูหิ   อามะ ภันเต
ปะ ริปุณณะวีสะติวัสโสสิ๊   อามะ ภันเต
ปะริปุณณันเต ปัตตะจีวะรัง   อามะ ภันเต
กินนาโมสิ   อะหัง ภันเต …*(ชื่อพระใหม่) นามะ
โก นามะ เต อุปัชฌาโย   อุปัชฌาโย เม ภันเต อายัสสะมา…
*(ชื่อพระอุปัชฌาย์) นามะ
*หมายเหตุ ผู้บวชจะต้องทราบชื่อทางพระที่พระตั้งให้ใหม่ก่อนวันบวชและต้องจำชื่อพระ อุปัชฌาย์ให้ได้ด้วย
เสร็จแล้วกลับเข้ามาข้างในที่ประชุมสงฆ์ กราบลงตรงหน้าพระอุปัชฌาย์ ๓ ครั้ง นั่งคุกเข่าประนมมือเปล่งวาจาขออุปสมบทดังนี้
สังฆัมภันเต อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ทุติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ตะติยัมปิ ภันเต สังฆัง อุปะสัมปะทัง ยาจามิ
อุ ลลุมปะตุ มัง ภันเต สังโฆ อะนุกัมปัง อุปาทายะ
ถ้ากล่าวพร้อมกันให้ เปลี่ยนคำว่า ยาจามิ เป็น ยาจามะ และเปลี่ยน มัง เป็น โน
ต่อมาพระ อาจารย์สวดสมมติตนถามอันตรายิกธรรม ผู้บวชก็รับว่า นัตถิ ภันเต ๕ ครั้ง
และ อามะ ภันเต ๘ ครั้ง บอกชื่อพระใหม่ของตัวเอง
และชื่อพระอุปัชฌาย์แบบ ที่ผ่านมาอย่างละหนึ่งครั้ง เสร็จแล้วก็นั่งฟังพระสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบ
พอ จบแล้วท่านก็จะเอาบาตรออกจากตัว ให้กราบลง ๓ ครั้ง
นั่งพับเพียบฟังพระ อุปัชฌาย์บอกอนุศาสน์ไปจนจบ แล้วก็กล่าวรับว่า อามะ ภันเต
เสร็จพิธีก็ กราบ ๓ ครั้ง ถ้ามีเครื่องไทยทานก็ให้รับไทยทานถวายพระอันดับ
เวลากรวด น้ำก็ให้ตั้งใจรำลึกถึงผู้มีพระคุณอุทิศส่วนกุศลแด่ท่าน
ขั้นตอนต่อไปก็ นั่งฟังพระท่านอนุโมทนาต่อไปจนจบเป็นอันเสร็จพิธี

……………………………………………………………………….

ธรรม ยุติ นิกาย

ธรรมยุติ เป็นนิกายหนึ่งของพระสงฆ์ในประเทศไทย
เป็น ฝ่าย วิปัสสนาธุระ ตั้งขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 3
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 )
และใน รัชกาลที่ 5 พ.ศ. 2445 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
ทรงมีพระบรมราชโองการ ให้ประกาศใช้พระราชบัญญัติ
ลักษณะการปกครองคณะสงฆ์ขึ้น
เป็นครั้ง แรกในประเทศไทย
พระราชบัญญัติฉบับนี้มีชื่อว่า ?
พระราชบัญญัติคณะ สงฆ์ รศ.121?
มีสาระสำคัญคือได้ยกสถานะคณะธรรมยุติ
ให้เป็นนิกาย อย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ผู้ก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติตั้งขึ้น โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4 ขณะดำรงพระยศเป็นเจ้าฟ้ามงกุฏ )
ขณะที่ผนวชอยู่ที่จังหวัดเพชรบุรี
ได้ ทรงศรัทธาเลื่อมใสในจริยาวัตรของพระมอญ
ชื่อ ซาย ฉายา พุทฺธวํโส
จึง ได้ทรงอุปสมบทใหม่ เมื่อ พ.ศ. 2372
ได้ตั้งคณะธรรมยุติขึ้นในปี พ.ศ. 2376
แล้วเสด็จมาประทับที่วัดบวรนิเวศวิหาร
และตั้งเป็นศูนย์กลาง ของคณะธรรมยุติ

จุดประสงค์การก่อตั้ง
นิกายธรรมยุติ ตั้งขึ้นมาเพื่อปฏิรูป
และฟื้นฟูด้านวัตรปฏิบัติของสงฆ์
ให้มีความ ถูกต้องและเข้มงวดตามพุทธบัญญัติ
ให้พระภิกษุสงฆ์มีวัตรปฏิบัติที่เคร่ง ครัดถูกต้องตามพระวินัยปฏิบัติในสิ่ง ที่ถูกต้องดีงาม
ศึกษาพระ ปริยัติธรรมอย่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
เป็นการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในส่วนที่ บกพร่อง
ของพระสงฆ์ไทยที่มีมาแต่โบราณ
ให้สมบูรณ์ทั้งพระวินัยปิฎก และพระสุตตันตปิฎก
ซึ่งเป็นการสืบต่ออายุของพระพุทธศาสนา
ให้เจริญ รุ่งเรืองอย่างบริบูรณ์ขึ้นใน ประเทศไทย

ธรรมเนียมและแบบแผนของ ธรรมยุตินิกาย
ระเบียบแบบแผนในด้านการปฏิรูป
ทางพระพุทธศาสนาของธรรม ยุตินิกาย
โดยพระวชิรญาณเถระ
( เจ้าฟ้ามงกุฏ : พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 4)

ทรงตั้งธรรมเนียม นมัสการพระเช้าค่ำ
ที่เรียกว่าทำวัตรเช้า ทำวัตรค่ำ เป็นประจำ
และ ทรงพระราชนิพนธ์บทสวดเป็นภาษาบาลี เป็นคาถา
เป็น จุณณิยบท ซึ่งใช้แพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้
มีการรักษาศีลอุโบสถ
และแสดงพระ ธรรมเทศนาเวลาเก้าโมงเช้าและบ่ายสามโมงเย็น
ในวันธรรมสวนะและวันอุโบสถ เดือนละ 4 ครั้ง
ทรงปฏิรูปการเทศน์และการอธิบายธรรม
ทรงเริ่มการเทศนา ด้วยฝีพระโอษฐ์
ชวนให้ผู้ฟังเข้าใจง่ายและเกิดศรัทธา
ไม่โปรดเขียน หนังสือไว้เทศน์นอกจากนี้ยังทรงฝึกหัดศิษย์ให้ปฏิบัติตาม
ทรงอธิบาย เพื่อให้คนเข้าใจในเนื้อหาของหลักธรรม
เผยแพร่หลักธรรมสู่ราษฎร
อธิบาย หลักอันยุ่งยากซับซ้อน
คณะสงฆ์ธรรมยุติได้เพิ่มบทสวดมนต์ภาษาไทยลงไป
ทำ ให้คนนิยมฟังเป็นอันมาก
ทรงกำหนดวันมาฆบูชาเป็นวันสำคัญทางศาสนา
เพิ่ม ขึ้นจากวันวิสาขบูชา ทรงพระราชนิพนธ์คำบูชา
และวางระเบียบให้เดินเวียน เทียน
และสดับพระธรรมเทศนา
ทรงชักนำให้บำเพ็ญกุศลตามเทศกาลต่าง ๆ เช่น
ถวายสลากภัตร ตักบาตรน้ำผึ้ง ถวายผ้าจำนำพรรษา
ทรงแก้ไขการรับ ผ้ากฐินให้ถูกต้องตามพุทธบัญญัติ
คือเริ่มแต่การซัก ตัด เย็บ ย้อม ให้เสร็จภายในวันเดียวกัน
ทรงแก้ไขการขอบรรพชา
และการสวดกรรมวาจาใน อุปสมบทกรรมให้ถูกต้องยิ่งขึ้น
เช่น ระบุนามอุปสัมปทา และนามอุปัชฌายะ
ซึ่ง เป็นภาษาบาลีในกรรมวาจา การออกเสียง
อักษรบาลี ทรงให้ถือหลักการออกเสียงให้ถูกฐานกรณ์
ของอักขระตามหลักบาลีไวยากรณ์
ทรง วางระเบียบการครองผ้า
คือการนุ่งห่มของภิกษุสามเณร
ให้ปฏิบัติไปตาม หลักเสริยวัตรในพระวินัยเพื่อให้สุภาพเรียบร้อย
(เดิมพระธรรมยุติครอง จีวรห่มแหวก
แต่ตอนปลายรัชกาลพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ เปลี่ยนมาห่มคลุม (ห่มหนีบ)
ตามแบบพระสงฆ์มหานิกาย
ครั้นถึงรัชกาล พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
เสวยราชย์ จึงได้กลับมาห่มแหวกตามเดิม)
ทรงวางระเบียบการกราบไหว้ของพระภิกษุ สามเณร
และระเบียบอาจารยะมารยาท
ต้องวางตัวให้น่าเลื่อมใสศรัทธา
สังวร ในกิริยามารยาทและขนบธรรมเนียม
ทรงให้พระสงฆ์ธรรมยุติ ศึกษาพระปริยัติธรรมให้แตกฉาน
สามารถแสดงธรรมเทศนา สั่งสอน
สามารถ แยกระหว่างความเชื่อที่มีเหตุผล
และความเชื่อในสิ่งที่ไม่สามารถอธิบาย ได้
การศึกษาในด้านวิปัสสนาธุระ
ไม่ใช่รับรู้เฉพาะสมถะวิธีอันเป็น เบื้องต้น
แต่ให้รับรู้ไปถึงขั้นวิปัสสนากรรมฐาน
การปฏิบัติตามพระ วินัย ทรงให้ถือหลักว่าสิ่งใดที่สงสัย
และน่ารังเกียจไม่ควรกระทำโดยเด็ด ขาด
พึงเคารพพระวินัยอย่างเคร่งครัด
ทรงเห็นความสำคัญในการศึกษาหา ความรู้สาขาอื่น ๆ
ของพระสงฆ์ จึงทรงอนุญาตให้พระสงฆ์
เข้าศึกษาภาษา อังกฤษกับ
หมอแคสเวล (Reverend Jesse Caswell) ตามความสนใจ
ทำให้มี การสืบสานการเข้าศึกษาหาความรู้เพิ่มเติม
ของพระสงฆ์มาจนถึงปัจจุบัน

กรรมมาเร็วกว่าที่คุณคิด

ปฎิบัติธรรม

การที่เขาเป็นคนขยัน นับว่าเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่ออย่างมาก พ่อจึงพยายามสอนบุญนาให้รู้จักทำงานต่างๆ เช่น การไถนา ซึ่งในสมัยก่อนนั้น การไถนาจะต้องใช้ควายเทียมคันไถจริงๆ ไม่ได้ใช้รถอย่างปัจจุบัน บุญนาได้ฝึกฝนวิชาชีพนี้กับพ่อตั้งแต่เขายังไม่จบชั้นป.6 ด้วยซ้ำไป
เมื่อ อาการปวดตาเป็นอยู่บ่อยครั้ง ในใจของบุญนาก็ค่อยๆคิดถึงควายตัวนั้น หวนนึกถึงภาพที่เขาเคยทำกับมันไว้ ทุกครั้งที่เขาปวดตามาก อยากจะเกา อยากจะบีบนวด เหมือนปวดที่อื่นก็ทำไม่ได้ ต้องนอนปิดหน้า น้ำตาไหลอยู่ตลอด ด้วยความเจ็บปวดทรมาน จนกระทั่งตาของเขาค่อยๆ มืดมัวลงเรื่อยๆ จนแทบมองอะไรไม่ค่อยเห็น

นี่คือผลแห่งกรรมที่ให้ผลทันทีในชาตินี้ เราทั้งหลายพึงระวังอย่างยิ่งในการกระทำกรรมต่างๆ อย่าปล่อยให้กรรมชั่วมาทำให้ตนเองต้องทุกข์ทรมานอย่างบุญนา

ปัจจุบัน บุญนาพอมองเห็นบ้าง แต่ก็มักจะเป็นภาพลางๆ เขาพยายามทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับควายตัวนั้น ซึ่งมันได้ตายจากไปแล้ว เขาคิดว่ากรรมดีน่าจะช่วยทำให้เขามีความสุขได้บ้าง และไม่หลงผิดไปทำชั่วอย่างที่เขาได้เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว
ใน ช่วงเวลานั้นบุญนาบอกว่า การทำนาแบบนั้นก็สนุกดี ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความยากลำบากแต่ประการใด เพราะคนอื่นๆ ในละแวกนั้นก็ทำกันอย่างนั้นทุกคน

เมื่อบุญนาได้ฝึกวิชาชีพจนชำนาญแล้ว พ่อก็ปล่อยให้บุญนาไปไถนาเองคนเดียว ซึ่งนับว่าเบาแรงพ่อไปได้เยอะ วันหนึ่งพ่อใช้ให้บุญนาไปไถนาตามปกติ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ

วัน นั้นอากาศร้อนจัดมาก บุญนาไถนาตั้งแต่รุ่งเช้าจนสาย หิวข้าวก็หิว ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก เท่านั้นยังไม่พอ ควายก็พลอยสร้างเหตุให้เขาต้องอารมณ์เสียด้วย

เพราะระหว่างนั้นเอง ควายที่ต้องลากไถอยู่หลายชั่วโมง มันคงหมดแรง และเหนื่อยจากอากาศที่ร้อนจัด จึงทิ้งตัวลงนอนเอาดื้อๆทั้งๆที่ยังเทียมคันไถอยู่ บุญนาเห็นสภาพเช่นนั้นก็พยายามใช้เชือกตีให้มันลุกขึ้นลากไถต่อไป แต่ตีอย่างไรมันก็ไม่ยอมลุก เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเริ่มโกรธหนักขึ้นเรื่อยๆ หาก้อนดินขว้างปาใส่มัน แต่มันก็ยังนอนเฉย ทั้งๆที่ก็คงเจ็บไม่เบา เพราะทุกครั้งที่บุญนาตีมันด้วยเชือกนั้น เขาฟาดมันอย่างเต็มแรง แต่มันคงจะไปต่อไม่ไหวจริงๆ

สภาพ ของควายที่หมดแรงเช่นนี้ แทนที่บุญนาจะรู้สึกสงสารมัน เห็นอกเห็นใจมัน แต่ไม่เลย เขากลับคิดว่า มันยั่วโมโห ไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการ จนเขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะทำให้มันลุกขึ้นได้ พยายามลากมันจนสุดแรงก็แล้ว พยายามตีมันก็แล้ว แต่มันก็ยังนอนเฉยไม่ยอมลุกขึ้น

บังเอิญบุญนาเหลือบมองไปเห็นค้อนขนาดใหญ่วางอยู่แถวนั้น เขาจึงไปหยิบมาและฟาดมันอย่างเต็มแรง คราวนี้มันคงทนเจ็บไม่ไหวจริงๆ จึงลุกขึ้นยืน บุญนาจึงปลดไถที่เทียมตัวของมันออก แล้วก็จูงมันไปที่หลัก

เมื่อ มาถึงหลักที่เคยล่ามมันไว้ประจำ เขาจับมันผูกกับหลัก แต่ไม่ได้ทิ้งให้เชือกยาวเพื่อปล่อยให้มันกินหญ้าได้สะดวกเหมือนเดิม เขากลับผูกมันให้เหลือเชือกสั้นไม่ถึงศอก จนจมูกมันแทบติดอยู่กับหลัก

หลังจากที่ผูกมันไว้แน่นหนาและรู้ว่ามันไปไหนไม่รอดแล้ว บุญนาก็ใช้กำปั้นของตนเองชกไปที่ตาของควายตัวนั้นเต็มแรง เขาชกไปสี่ห้าครั้ง ด้วยไฟโทสะที่ลุกโพลงอยู่ในใจ

เจ้า ทุยมันคงเจ็บมาก จึงพยายามส่ายหัวหลบ ขณะที่น้ำตาของมันก็ไหลพรากๆ ด้วยความเจ็บปวด น้ำตาควาย กลายเป็นความสะใจของบุญนาซึ่งคิดว่าตนคือผู้ชนะ แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าตอนนั้นอะไรมาดลใจให้เขาเป็นเช่นนั้น เขากำหมัดแน่นแล้วชกเปรี้ยงลงไปที่ตาของ มันอีกหลายครั้ง กะว่าจะทุบให้ตามันแตกคามือไปเลย!!

กว่าที่ความโกรธของบุญนาจะเบาบางลงไป ควายก็แทบเอาชีวิตไม่รอด พอเขาชกจนหมดแรงและรู้สึกเจ็บมือแล้ว ความโกรธเกลียดที่มีอยู่ในใจจึงค่อยๆ ลดลง เขาเดินหนีเข้าบ้านไป โดยไม่สนใจมันเลย ปล่อยให้จมูกของมันติดอยู่กับหลักอย่างนั้นครึ่งค่อนวันเต็มๆ โดยที่มันไม่สามารถเดินไปกินหญ้าได้เลย ช่างเป็นการลงโทษที่โหดร้ายทารุณมาก

จน กระทั่งถึงเวลาเย็น บุญนาซึ่งนอนพักอยู่ในบ้าน จึงนึกถึงควายตัวนั้นขึ้นมาได้ ความเมตตาสงสารค่อยคืน สู่หัวใจของบุญนา เขาเริ่มรู้สึกว่า ที่ตนเองทำไปนั้นมันเกินกว่าเหตุ จึงรีบออกไปที่ทุ่งนาและปล่อยควายให้มันกินหญ้าตามปกติ

วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งบุญนาเรียนจบมัธยม และได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี จนกระทั่งจบสมตามที่พ่อปรารถนา บุญนาได้สอบบรรจุเป็นครู และได้ไปสอนที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งไกลจากบ้านเกิดของเขามากทีเดียว

ระหว่าง ที่เขามาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้วนี้เอง ผลกรรมที่เคยทำไว้ก็ตามมาทันโดยที่เขาไม่รู้ตัว โดยจู่ๆวันหนึ่งบุญนาก็รู้สึกว่าปวดตาขึ้นมาอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทั้งๆที่ไม่ได้ไปโดนอะไรแม้แต่น้อย และอาการปวดนั้นก็หนักหนาสาหัสมาก แทบจะเรียกได้ว่า อยากจะควักลูกตาออกมาเลย

บุญนารีบไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อหมอตรวจเช็คแล้ว ก็บอกว่าปกติดี ไม่ได้เป็นอะไร แต่พอตกกลางคืนก็รู้สึกปวดขึ้นมาอีกโดยไม่มีสาเหตุ เป็นอยู่แบบนี้หลายครั้ง ทั้งๆที่เขาก็ไปหาหมอตลอด แต่หมอก็ไม่เคยเจอโรคอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว และบอกว่าปกติดีทุกครั้ง