หนึ่งชีวิตคนพุทธ

ดังนั้น ตอนนี้หลังจาก กว่ายี่สิบ ปีในฐานะภิกษุณี สิ่งที่ฉันจะ หา ที่ผม พบ ในพระเยซูคริสต์เรื่องราว ของพระเยซู ?

ดีฉัน ต้องบอกว่า เขา มาใน ฐานะที่เป็น มนุษย์ มากขึ้น กว่าที่ฉัน จำ แต่ มีมากที่ จะพูดถึงเรื่อง เขาเป็น บุตรชายของ พระเจ้า อย่างใด ที่ ไม่ได้ดูเหมือน เกือบเป็น อย่างมีนัยสำคัญ ให้ฉันเป็น ความจริงที่ว่า เขาเป็น คน- คนที่มี การแสดงตน ที่ดี, พลังงาน มหาศาล และความเมตตา และความสามารถ ทางจิต อย่างมีนัยสำคัญ

นอก จากนี้เขายัง มีของขวัญที่ดี สำหรับ การถ่ายทอด ความจริง ทางจิตวิญญาณ ในรูปแบบของ ภาพที่ ใช้ ในชีวิตประจำวัน มากที่สุด สิ่งที่แสดงให้เห็นถึง จุดที่ เขาปรารถนาที่จะ ทำให้ : ต้องกรอก ขนมปัง ข้าวโพด , เกลือ , เด็ก, ต้นไม้ คนที่ ไม่เคย เข้าใจ ในครั้งเดียว แต่จะมีการ ทิ้งให้อยู่กับ ภาพที่จะ ไตร่ตรอง เขา ยัง มี ภารกิจ- เพื่อ เปิด ทาง ไปสู่ชีวิต นิรันดร์; และเขาก็ ค่อนข้าง แน่วแน่ ใน ความมุ่งมั่น ของเขาที่จะ ขณะที่เขาวาง มัน ” การดำเนินการ ของพระบิดา ของเขา จะ ”

กระทรวง ของเขาเป็น เวลาสั้น ๆ แต่ สำคัญ อ่านผ่าน บัญชี ของ Mark ผม รู้สึกเหนื่อย ในขณะที่ ฉันคิด ความต้องการ อย่างไม่หยุดยั้งในเวลาและ พลังงาน ของเขา มัน เป็น ความโล่งใจที่จะหาการอ้างอิง เป็นครั้งคราว เพื่อ ให้เขา มี เวลาอยู่คนเดียว หรือ กับเหล่าสาวก ของเขาทันที และ วิธี การอ่าน เช่นเดียวกับ เรา ในเวลาที่ เขา ต้องการที่จะ พักผ่อน

เรื่อง ที่ฉัน ชอบมาก คือ วิธีการ หลังจาก วัน ที่มีพลังของการให้ คำสอน ไปยังฝูงชน มากมาย เขาเป็น เสียง นอนหลับอยู่บน เรือ ที่ พาพวกเขา ข้ามทะเล ความ สงบ ของพระองค์ใน การตอบสนองต่อพายุ รุนแรง ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เขา กำลังนอนหลับ ผมพบว่า เป็นประโยชน์มากที่สุด เมื่อ สิ่งที่มีความ วุ่นวาย ในชีวิต ของตัวเอง

ผมรู้สึกว่า จับได้ มาก ขึ้น ใน ละคร ของมันทั้งหมด; มีสิ่งหนึ่ง หลังจากที่อื่น คน ฟัง เขา รักในสิ่งที่ เขาจะ พูด ( หรือในบางกรณี ถูกรบกวน หรือ โกรธ ) และ จะ ได้รับการเยียวยา พวกเขาไม่สามารถ มีเพียงพอ ของสิ่งที่เขา มี ร่วมกับ พวกเขา ผม สัมผัสโดย การตอบสนอง ของเขาไป4,000 คนที่ มีการ ใช้เวลาสามวัน กับเขาใน ทะเลทราย ฟัง การสอนของเขาเป็น เหนื่อยและ หิว Realising นี้ เขาใช้ ของขวัญ ของเขาที่จะ ประจักษ์ ขนมปัง และปลา สำหรับพวกเขา ทั้งหมด ที่จะกิน

พระเยซู ตาย เป็นชายหนุ่ม กระทรวง ของเขา เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เขาเป็น สามสิบ ( ฉันจะ สนใจที่จะ ทราบข้อมูลเพิ่มเติม ของการฝึกอบรม ทางจิตวิญญาณของเขา ไม่ต้องสงสัย ได้รับ ก่อนหน้านั้น ) และสิ้นสุด ลงอย่างกะทันหัน เมื่อเขา เป็นเพียง สามสิบสาม โชค ดีที่ ก่อนที่จะ ถูกตรึงกางเขนเขาสามารถที่จะ สั่งให้ สาวก ของเขาทันที ใน พิธีกรรม ที่เรียบง่ายโดยที่พวกเขา สามารถกลับมา ยืนยัน เชื่อมโยงกับ เขาและ ของพวกเขา แต่ละอื่น ๆ ( ผมหมาย ของหลักสูตร เพื่อมื้อสุดท้าย ) – จึงให้ความสำคัญ ของความจงรักภักดี การต่ออายุ และ ลูกน้องของเขา จนถึงปัจจุบัน

ฉันมี ความรู้สึกว่า เขาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สนใจ ในการแปลง คนที่จะ วิธีการของเขา คิด แต่ มันเป็น กรณีของ การเรียนการสอน ผู้ที่ มีความพร้อม; น่าสนใจ มักจะ เป็นคนที่ แสวงหา เขาออก มา จากภูมิหลังที่ ค่อนข้าง ผิดศีลธรรม หรือ ต่ำต้อย มัน ค่อนข้าง ชัดเจน ว่า พระเยซู คือคุณภาพ ความบริสุทธิ์ของหัวใจ ไม่ได้ บางสิ่งบางอย่าง ที่มาจาก การยึดมั่นใน ข้อกังขา ถึง ชุดของกฎ

เพื่อ ตอบสนองต่อ พวกฟาริสีเมื่อ พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ สาวกของพระองค์ สำหรับความล้มเหลว ที่จะปฏิบัติตาม กฎของ ความบริสุทธิ์ รอบ การกิน ของเขา เป็นการแสดงออกถึง นี้ อย่างสมบูรณ์ : “ไม่มีอะไร จากภายนอก ที่สามารถ ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” – และพวกสาวก ของเขาที่เขา เป็น ค่อนข้างชัดเจน ใน สิ่งที่เกิดขึ้น กับอาหาร ครั้งหนึ่งเคย มีการบริโภค ” แต่ มันเป็น จากภายใน หัวใจ ว่า กิเลส เกิดขึ้น. ” แต่น่าเสียดายที่ เขาไม่ได้ มาถึงจุดนี้ ไป ในการอธิบาย สิ่งที่ต้องทำ เกี่ยวกับเหล่านี้

ใน ที่สุด ผมได้พบกับ ท่านอาจารย์ Sumedho ชาวอเมริกัน ที่เกิดใน พระสงฆ์ ที่ เพิ่งจะมาถึง ในประเทศอังกฤษ หลังการฝึกอบรม เป็นเวลาสิบ ปีในประเทศไทย ครู ของเขาคือ Ajahn Chah ,พระภิกษุสงฆ์ ของไทย ประเพณี ป่าที่ใน ทั้งๆที่มีการ ศึกษาอย่างเป็นทางการ น้อย ชนะ หัวใจของ หลายพัน คนรวมทั้งความสำคัญของ ชาวตะวันตก ฉัน เข้าร่วมการล่าถอย สิบวัน ที่ Oakenholt Buddhist Centre ใกล้กับ ฟอร์ด และ นั่งอยู่ใน ความทุกข์ทรมาน บนเสื่อบนพื้นของ ห้องโถง การทำสมาธิลมโกรกพร้อมกับ ประมาณ 40 วิเวก อื่น ๆ ของรูปทรง และขนาดแตกต่าง ในหน้าของเรา Ajahn Sumedho ที่ นำเสนอ คำสอนและแนะนำ เราใน การทำสมาธิ เป็น สาม พระสงฆ์ อื่น ๆ

นี้ เป็นจุดเปลี่ยน สำหรับฉัน แม้ว่า ประสบการณ์ทั้ง ได้ยาก มาก – ทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ – ผมรู้สึกว่า ได้รับการสนับสนุน อย่างมหาศาล คำสอนที่มีการนำเสนอ ในรูปแบบ ที่สามารถเข้าถึงได้ อย่างน่าพิศวงและ ดูเหมือนจะเป็น เพียง สามัญสำนึก ธรรมดา มันไม่ได้ เกิดขึ้น กับผมว่า มันเป็น ‘ พุทธ ‘ นอก จากนี้พวกเขา ถูก ปฏิบัติ อย่างกว้างขวาง และ ราวกับจะ พิสูจน์ว่า เรา ได้ โดยตรง ในหน้าของเรา มืออาชีพ- คนที่เคย ทำ มุ่งมั่นที่จะ มีชีวิตอยู่ พวกเขาออกไป ยี่สิบสี่ชั่วโมง ต่อวัน ผม รู้สึกทึ่ง ทั้งหมดโดย พระสงฆ์ เหล่านั้น ได้ด้วย เสื้อคลุม และหัว โกน ของพวกเขาและ จากสิ่งที่ ผมได้ยินมา จาก วิถีการดำเนินชีวิต นักบวช ของพวกเขา ที่มี 227 กฎ ของการฝึกอบรม ผม ยังเห็น ว่าพวกเขาเป็น ที่ผ่อนคลาย และมีความสุข – บางทีนั่นอาจจะ เป็นสิ่ง ที่น่าทึ่งที่สุด และแน่นอน ทำให้งง เล็กน้อย เกี่ยวกับพวกเขา

ผม รู้สึกว่า การวาด ลึกโดย คำสอนและ ความจริง ที่พวกเขา ชี้ไปที่ : ทราบ ว่าใช่ , ชีวิตนี้ เป็นที่น่าพอใจ โดยเนื้อแท้เรา มีประสบการณ์ หรือ ความทุกข์ทรมาน นี้ ได้อย่างง่ายดาย – แต่มีวิธี ที่สามารถ นำเราไปสู่ ตอนจบ ความทุกข์ทรมาน นี้ นอกจากนี้ แม้ว่า ความคิดที่ค่อนข้าง ตกตะลึง กับฉันฉัน เห็น ภายใน ตื่น จาก ความสนใจใน การเป็นส่วนหนึ่ง ของ ชุมชนวัด
สิ่ง ที่เรา ได้ยิน จาก ชั่วโมงสุดท้าย ของเขา การพิจารณาคดี ด่าว่า, ความทุกข์ทรมาน และ ความอัปยศอดสูของการถูก ปล้น เปลือยกาย และ ตอก ข้าม จะตาย- เป็นบัญชี พิเศษของ ความอดทน ของผู้ป่วย จาก ความตั้งใจที่จะ ทน ทนไม่ได้โดยไม่ รู้สึกใด ๆ ของโทษ หรือ ความมุ้งร้าย มัน ทำให้ฉันนึกถึง คำอุปมา ที่ใช้โดย พระพุทธรูปแสดงให้เห็นถึง คุณภาพของ เมตตา หรือ ความเมตตาเขา คาดหวังของ สาวกของพระองค์ : “ถึงแม้ พวกโจร ที่กำลังจะ โจมตีคุณ และเห็น แขนขา ออก ของคุณ หนึ่งโดยหนึ่ง ที่คุณควร หลีกทางให้กับ ความโกรธ คุณ จะไม่ได้ ทำตามคำแนะนำ ของฉัน . ” การ สั่งซื้อ สูง แต่อย่างหนึ่งที่ เห็นได้ชัดว่า พระเยซู ตอบสนอง เพื่อความสมบูรณ์แบบ : “พ่อ ขอโปรดอภัยโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขา ทำ . ”

ต้อง พยายาม ด้วยความจริงใจ ที่จะเข้าใกล้ การเดินทาง คริสเตียน ของฉันในทาง ที่ มีความหมาย ในบริบทของ ชีวิตประจำวันของฉันได้ มาถึงจุด ของ ความเหนื่อยล้า ลึกและ ความสิ้นหวัง ผม เบื่อหน่าย กับความซับซ้อน ที่เห็นได้ชัดของมันทั้งหมด ; สิ้นหวัง เกิดขึ้น เพราะผม ก็ไม่สามารถ ที่จะหา ทางใดทางหนึ่ง ของการทำงานกับ รัฐ ประโยชน์ น้อยที่จะ คืบคลาน , ไม่ได้รับคำขอร้อง , เข้าไปในจิตใจ: กังวล, ความหึงหวง grumpiness และอื่น ๆ . และ แม้กระทั่ง รัฐ บวก สามารถ หันไปรอบ ๆ และการแปลง ตัวเองเป็น ความภาคภูมิใจ หรือ ความคิด ซึ่งเป็น ของหลักสูตร ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างเท่าเทียมกัน

กรรมฐานระดับสูง

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ :-
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในข้อที่เขา
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในข้อที่เขา
แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ ในข้อที่เขา
ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น.

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้.
คหบดี ! กามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ
ชั้นหัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกว่ากามโภคีทั้งหลาย,
เปรียบเสมือน
นมสดเกิดจากแม่โค
นมส้มเกิดจากนมสด
เนยข้นเกิดจากนมส้ม
เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส;
หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดารสอันเกิดจากโคทั้งหลายเหล่านั้น,
ข้อนี้ฉันใด;
กามโภคีจำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น
ฉันนั้น แล.

ประวัติ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน

ประวัติ
“หลวงปู่สาม อกิญฺจโน” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าไตรวิเวก ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ พระป่าปฏิบัติศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่ดูลย์ อตุโล และหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม หลวงปู่สาม มีนามเดิมว่า สาม เกษแก้วสี เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ตรงกับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๔๓ ณ บ้านนาสาม ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายปวม และนางถึง เกษแก้วสี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๑๑ คน ท่านเป็นบุตรคนโต (หัวปี)

ท่านไม่ยอมลลดต่อสู้กับโรคภัยนั้น ชนิดผอมหนังหุ้มกระดูก ต้องอาศัยกำลังใจ และไม้เท้ายันตัวเดิน ท่านเคยเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า
“เรานักต่อสู้ลูกพระพุทธเจ้า ถ้ามันยังไม่ตายยังหายใจอยู่ แม้ขาเดินไม่ได้เอาไม้เท่าเดินก็ต้องยอมตายกับความดีงามนะพวกเธอ”
ครั้นได้พบหลวงปู่มั่นและหลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ทั้งสองได้รับตัวท่านไว้เป็นศิษย์ ให้การอบรมสั่งสอนแล้ว
ท่านจึงกราบลาไปจำพรรษาที่จังหวัดสุรินทร์

๏ การบรรพชาและอุปสมบท
ชีวิตใน วัยเด็กนั้นสุดแสนยากลำบาก เพราะท่านต้องทำงานทุกอย่าง ลักษณะคล้ายผู้หญิงด้วยว่า น้องๆ ของท่านเป็นผู้ชายเสียหมด ไม่มีผู้หญิงเลย เมื่ออายุ ๑๙ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร สายมหานิกาย ณ วัดบ้านนาสาม อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่าน จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูวิมลศีลพรต เป็นพระอุปัชฌาย์

๏ พระป่าศิษย์ “หลวงปู่มั่น”

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัย ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๖๗ เมื่อทราบข่าวและกิตติศัพท์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ว่า ได้กลับจากธุดงค์และจำพรรษาที่วัดป่าหนองเสม็ด ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จึงได้ไปกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลวงปู่ดูลย์ เห็นถึงความตั้งใจและความพากเพียรที่จะเอาดีทางด้านประพฤติปฏิบัติของศิษย์ จึงแนะนำให้ไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่จังหวัดสกลนคร
ท่านจึงกราบลาออกเดินธุดงค์รอนแรมไปท่ามกลางป่าเขาเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะได้เข้านมัสการหลวงปู่มั่น
แล้วท่านก็ได้พักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ เดือน ภายหลังจากสามเดือนผ่านไป หลวงปู่มั่นได้แนะนำให้หลวงปู่สาม
ไปพบกับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพื่อเป็นพระผู้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนต่อไป
ในปีที่มาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สิงห์นั้น ท่านได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจอยู่กับการปฏิบัติจนต้องล้มป่วยอย่างหนักเกือบเสีย ชีวิต
แต่ด้วยจิตใจเข้มแข็งแรงกล้าในธรรมะของพระศาสดาเจ้า พร้อมกับได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นภายในใจ

๏ ญัตติเป็นธรรมยุต
หลวง ปู่สาม แต่เดิมท่านบวชพระเป็นฝ่ายมหานิกาย เพราะในจังหวัดสุรินทร์สมัยนั้นยังไม่มีพระฝ่ายธรรมยุตเลย ต่อมา หลวงปู่สามได้ย้อนกลับไปพบหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพื่อญัตติเป็นสายธรรมยุต ณ วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีพระครูจิตวิโส เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่สิงห์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์มหามึน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อกิญฺจโน”

๏ ออกเดินธุดงค์เพื่อมุ่งปฏิบัติภาวนา
หลวงปู่สาม เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านไม่ค่อยยอมอยู่กับที่ จะอยู่ก็เพียงเข้าพรรษา
หรือขออุบายธรรมจากครูบาอาจารย์ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ท่านก็จะเดินธุดงค์ต่อไปตั้งแต่เหนือจดใต้จากภาคกลางจดภาคตะวันออก
ภาคอีสานทั้งหมด ท่านเป็นพระนักธุดงค์กรรมฐานที่มีความมานะอดทนเป็นพิเศษ
ท่านถือคติที่ว่า “ท่านเป็นศิษย์ของพระตถาคต แม้ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด”
หลวงปู่สิงห์ได้ชี้แนะให้ท่านไปธุดงค์ฝึกจิตกัมมัฏฐาน
เทศนาสั่งสอนญาติโยม ร่วมกับพระอาจารย์ลี ธัมมธโร ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี

ต่อมา พระอาจารย์ลี ธัมมธโร แจ้งให้ทราบว่า หลวงปู่มั่นจำพรรษาที่จังหวัดสกลนคร
จึงพากันเดินทางไปขอคำปรึกษาข้อปฏิบัติธรรมที่ติดขัด หลวงปู่มั่นแนะให้ไปฝึกกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ที่วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมื่อทราบว่า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ได้ถึงแก่มรณภาพลงที่จังหวัดสกลนคร หลวงปู่เทสก์, หลวงปู่ดูลย์, หลวงปู่แหวน, หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่สาม, พระอาจารย์ลี,
พระอาจารย์อ่อน, พระอาจารย์วัน และพระอาจารย์จวน ไปร่วมจัดงานบุญให้หลวงปู่มั่น
ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ กตัญญูกตเวทีต่อพระบูรพาจารย์เป็นที่ตั้ง
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ท่านนอนเฝ้ารักษาศพท่านพระอาจารย์มั่นตลอด 3 เดือน จนถึงพิธีประชุมเพลิง


๏ เผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานในภาคใต้

วันหนึ่ง หลวงปู่สามได้รับจดหมายจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ส่งจากมาจากจังหวัดภูเก็ต
ให้ไปช่วยเผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานให้พระภิกษุ-สามเณร ในภาคใต้ หลวงปู่สาม ท่านจึงเป็นกำลังใน “กองทัพธรรม”
ที่สำคัญองค์หนึ่ง กล่าวคือ ท่านเดินทางร่วมไปปูพื้นฐานทางธรรมกับหลวงปู่เทสก์ และคณาจารย์อีกหลายสิบองค์ทางภาคใต้
การเผยแผ่ในครั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคงของพระธุดงค์กรรมฐาน
จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้นๆ ได้สำเร็จผลอย่างงดงาม เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวภาคใต้เป็นอันมาก

คติธรรมที่หลวงปู่เทสก์ปรารภแก่คณะผู้ออกเผยแผ่ธรรมยึดมั่นในจิตใจ คือ “เปียกได้…ไหม้เสีย” หลวงปู่สาม
ได้นำมาสอนอบรมบรรดาศิษย์ในกาลต่อมา เป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรน้อมเข้ามาพิจารณาคำนี้ให้จงหนัก
หลวงปู่สามท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนำธรรมะออกเผยแผ่สู่ ประชาชนด้วยเมตตาธรรม หลวงปู่สาม
เผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ เป็นเวลา ๕ ปี จึงเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ ก่อนย้อนกลับไปที่จังหวัดภูเก็ต และที่ภาคตะวันออก
รวมระยะเวลา ๒๐ ปี ในการแสวงบุญธุดงค์ทำให้หลวงปู่สาม บังเกิดความเพียร ลดละกิเลส
คือ ความอยาก ความรัก และความชัง หากปล่อยวางได้จนหมดสิ้นแล้ว

ภายหลังได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ได้มรณภาพลง ณ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
จึงไปช่วยงานบุญพระราชทานเพลิงศพ ก่อนเดินทางไปธุดงค์ที่จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.๒๕๑๐
ได้มีญาติโยมนิมนต์หลวงปู่สาม ไปพำนักจำพรรษาที่บ้านขนาดปริ่ง ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
แต่ได้มีหน่วยงานราชการ ชี้แจงว่า บริเวณสำนักสงฆ์เป็นพื้นที่ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์ พ.ศ.๒๕๑๒ หลวงปู่สาม
ได้ย้ายไปอยู่ในป่าละเมาะ บ้านตระงอน กิโลเมตรที่ ๑๑ ถนนสุรินทร์-ปราสาท ต.นาบัว ไม่วายโดนร้องอีก
แต่ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังถูกลอบทำร้ายจากมนุษย์ใจบาป ในเรื่องนี้ท่านกล่าวว่า
“ลูกเอ๋ย..มันเป็นกรรมนะต้องใช้กรรมเวร ยุติธรรมดีแล้ว แม้พระพุทธเจ้าของเราลูกเห็นไหม ?
พระองค์ยังต้องประสบในเรื่องเช่นนี้นะ ฉะนั้น จงปล่อยไปตามกรรมที่ทำไว้แต่หนหลัง
ปัจจุบันทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ก็พอแล้ว ทำอย่างไรหนอ จึงจะพ้นทุกข์นี้ไปได้เท่านั้น”

เมื่อถึงช่วงออกพรรษา หลวงปู่สาม จะเสาะหาสถานที่วิเวกตามป่าเขา เพื่อประกอบความเพียร เมื่อเดินทางกลับทุกครั้ง
หลวงปู่สามจะไปพบหลวงปู่ดูลย์ ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เพื่อช่วยบูรณะสร้างอุโบสถ และได้ไปธุดงค์ในภาคตะวันออก
เช่น จันทบุรี ระยอง เป็นต้น ตั้งแต่สมัยเป็นพระภิกษุหนุ่มจนเข้าสู่วัยชรา ท่านได้ต่อสู้ชีวิตทุ่มเทกับการปฏิบัติมาอย่างโชกโชน
ท่านเพ่งเพียรภาวนาอยู่เป็นนิจ ครั้นมาปรารภกับตนเองว่า “บัดนี้กำลังกายของเราก็อ่อนแอลงไปมากแล้ว น่าจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิม
คือในจังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้แล้วก็ยังจะได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ คือหลวงปู่ดูลย์ อีกทั้งมารดาของท่านก็ได้ชราภาพมากแล้ว
เป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำธรรมะที่ท่านได้รับมาทั้งหมดเผยแผ่แก่บรรดาสาธุชน ต่อไปอีกด้วย” หลวงปู่สาม
จึงได้เดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่บัดนั้น ท่านเคยเล่าเหตุการณ์ของพระธุดงค์สมัยก่อนนั้นว่า
“สมัยโน้นพระธุดงค์ก็ลำบาก ชาวบ้านก็ลำบาก เพราะไม่เจริญอย่างปัจจุบันนี้นะ แต่มีความเพียรแรงกล้า
มุ่งอรรถมุ่งธรรมกันจริงๆ มาสมัยนี้หละหลวมไม่เอาดีเลย สอนแล้วก็ลืม…ลืมปฏิบัติกัน” ผลแห่งความเพียรปฏิบัติธรรม
ท่านได้ฝึกจิตให้แกร่งกล้า ถึงขั้นฌานสมาบัติ อันเป็นรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔

๏ สร้างวัดป่าไตรวิเวก
เวลาไม่นาน ได้มีคณะญาติโยมมีจิตศรัทธาถวายที่ดิน กิโลเมตรที่ ๑๒ สร้างเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ เพื่อพำนักปฏิบัติธรรม
กลายเป็นที่มาของการจัดตั้งวัดป่าไตรวิเวก

๏ ปฏิปทา
“ปฏิปทาของหลวงปู่สาม อกิญฺจโน นั้น สาธุชนที่เคยเดินทางไปกราบนมัสการคงจะตระหนักดีว่า
มีความคล้ายคลึงกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มากทีเดียว ท่านมากไปด้วยขันติ โสรัจจะ อดทน สงบเงียบ เยือกเย็น
ชีวิตเพศแห่งสมณะหลวงปู่ไม่เคยว่างเว้นในการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาและใน จังหวัดต่างๆ
จิตของท่านเต็มไปด้วยเมตตา ไม่เคยขัดศรัทธาคณะศรัทธาญาติโยมใครๆ เลย”

๏ การมรณภาพ
หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย บ่อยครั้งเกิดอาการอาพาธ
ต้องเข้า-ออกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลท่านเข้าสู่นิพพานที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ เวลา ๑๙.๓๐ น.
สิริอายุได้ ๙๑ ปี ๔ เดือน ๑๙ วัน ๖๒ พรรษา

Teachings of the Buddha

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

The teachings of the Buddha. Has led to the Veneration of faith. Voluntary. Sacrifice in What should be sacrificed. In what should be cut off. When I cut something. It’s something that has to happen, but if we want to cut something. Peace was never born.

So I cut one. One left to go. Peace instead. I happen instead. We should be happy. Should be calm. We should put the burden of work down to a minimum to moderate.

Hence the term “rate” is not that I do not have anything. If it is wasted. The Buddha did not teach it. But one by one. One thrive.

One thing we see is not good. It’s so sad to see, but one thing that Buddha’s body in physical reality. The trick is to get rid of. What is not true. Existing in the mind. Ever lost before. Because the only truth. We capture it. Relied on to eliminate the threat to the environment because it is actually a fairly rare condition. With the preparations. We understand the importance and the animals that rely on the knowledge I had been suffering from a misconception for a long time. Not only this year. And not only this nation. Many of the many worlds ago. This circulation. But when we do not know already. That was nothing.

The Buddha sees him all the time. His wisdom is delicate. Mystery of life. He is also trained our minds to it. It’s not even realize what they have is not heresy, there is merit in heaven, hell, there are still doubts. It is clear in our own minds.

When we try to come as long as the perception is that we have seen up to then. We suspect it will end soon. When we do not doubt it. It in practice. Increased immediately.

The drawback is that it is very important so that you can cut it. It was converted into the boundary. I doubt it with the invocation mind. Create an artificial consciousness in meditation to happen. Appear in our minds. When it is clearly in mind. I doubt I will go out on their own.

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

Concentrate … what should I do to calm the mind. We see this as followed by calm.

Should be in the solitude. I set it to the solitude. There is joy and happiness in the wrong. Because it relies on the solitude. Emotional one. Be regarded as an emotional one. Pure consciousness and bliss.

This is a mental issue with the idea in mind that I own. It’s not about anything else. In particular, it is only the mind that this is so. If consciousness is present to keep a firm that does not wobble like a flickering candle light, no wind is blowing, it was time to switch on the แwbๆ read it out. I obviously do not know what it is so unstable that I unsteadily up and down, we know that it is essentially the same as the stone is set. Wind blows from different directions. Progesterone did not shaken.

We perform the mental training and mental focus. Give me that. Do not let it loose. Do not let it wobble around. Let it stand. The conscious mind is like the smallness. Warning mindful Brikrrm. Directing them not to release it from accidentally runs errands. Another one to replace it. The only limit to how long we keep it, even though I do. Accept do the same. To achieve a firm before. For those who are not stable. I have not seen anything yet. The security in mind before going out the door before the first of the first stage of Makka. For out of true suffering.

วิธีเดินจงกรม

พระสงฆ์
การฝึกหัดทำสมาธิภาวนานี้ ในตอนแรกๆ จะทำได้ยาก มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแข้งตามขาหรือตามเอวตามหลัง ในตอนแรกๆ นี้จะต้องอาศัยความอดทนและต้องอาศัยความฝืนอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อกระทำไปประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ ก็จะรู้สึกเคยชิน อาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป

เมื่อเรารู้สึกปวดเมื่อยแล้ว ท่านจึงแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ จากนั่งสมาธิไปเป็นการเดินจงกรม ซึ่งการกำหนดใจในขณะเดินจงกรมนั้นก็เหมือนกับเรากำหนดเวลาที่เรานั่งสมาธิ นั่นเอง เพียงแต่ต่างจากการนั่งเป็นการเดินเท่านั้น
สำหรับการทำสมาธินั้น เราจะกำหนด “พุทโธ” เป็นอารมณ์ หรือเรียกว่าเอา “พุทโธ” เป็นเป้าหมายก็ได้ หรือว่าจะ “กำหนดลมหายใจเข้า-ออก” เป็นอารมณ์หรือเป้าหมายก็ได้ เป็นต้น อันนี้แล้วแต่ว่าเราจะชอบอย่างไหนหรือถูกจริตกับสิ่งใด

เมื่อเรากำหนดสติของเราตั้งมั่นอยู่ที่ไหน จิตของเราก็ให้อยู่ที่นั่น เพราะสติเป็นเครื่องผูกเป็นเครื่องครอบงำเป็นเครื่องบังคับ

นอกจาก “สติและความรู้” แล้ว ไม่มีสิ่งไหนในโลกที่จะสามารถบังคับจิตให้สงบลงได้ เมื่อเราต้องการบำเพ็ญสมถะเราต้องเจริญสติให้มากๆ

ในบางครั้งเมื่อเราทำสมาธิได้แล้ว เมื่อจิตเริ่มรวมจะเกิดอาการต่างๆ เช่น มีความรู้สึกว่าเบามือทั้งสองข้าง ซาบซ่านตามร่างกาย ขนลุกขนพองคล้ายกับพบสิ่งที่น่ากลัว มีอาการตัวเบาหวิว เป็นต้น

บางคนเมื่อรู้ว่าจิตเริ่มจะรวม จึงคอยดูว่าจิตจะรวมอย่างไร จิตก็รวมไม่ได้ สมาธิก็ไม่เกิด อันนี้เป็นการกระทำที่ผิด

เมื่อเรารู้ว่าจิตของเรากำลังจะรวม ให้เรากำหนดผู้รู้ นิ่งอยู่ สติกับใจอย่าให้เคลื่อนจากกัน อย่าให้สติเคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ เมื่อสติไม่เคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ แล้วจิตก็รวมเอง บางครั้งก็รวมสนิทเลย เปรียบเหมือนเอาไม้ปักลงไปในน้ำที่ไหลเชี่ยว ปักให้นิ่งไว้อย่าให้เคลื่อนไปตามน้ำ อย่าให้จิตเคลื่อนจากผู้รู้

อานิสงส์ของการเดินจงกรม ๕ อย่าง
๑. ทนต่อการเดินทาง คือเดินทางได้ไกล
๒. ทนต่อการทำความเพียร คือทำความเพียรได้มาก
๓. อาหารที่บริโภคเข้าไปแล้วย่อมจะย่อยได้ง่าย
๔. อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นเวลาเดินจงกรมจะไม่เสื่อมง่าย
๕. การเดินจงกรมนั้นจิตก็สามารถที่จะรวมได้
และเป็นการบริหารร่างกายให้แข็งแรง โรคที่จะมาเบียดเบียนก็น้อยลง

ผู้ ที่สามารถทำจิตรวมได้แล้วก็ให้กำหนดจิตตามเดิม กำหนดอย่างไรที่ให้จิตรวมกันได้ก็กำหนดอย่างนั้น ถ้าจิตรวมสนิทก็อย่าเพิ่งออกจากสมาธิเสียทีเดียว

ก่อนออกจากสมาธิก็ให้พิจารณาเสียก่อน เราจะได้ทราบว่าเราบริกรรมอย่างใด ตั้งสติอย่างใด ละวางอารมณ์ สัญญาอย่างใด จิตของเราจึงรวมได้เช่นนี้ ถ้าเราสามารถพิจารณาถึงกรรมวิธีต่างๆ ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติในครั้งต่อไป

ขอ ย้ำอีกครั้ง กำหนดให้แน่วแน่นิ่งอยู่กับผู้รู้ สติกับผู้รู้อย่าให้เคลื่อนไปตามอาการใดๆ จิตก็จะรวมได้เพราะสติอย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าขาดสติก็นั่งหลับ, เกิดอาการฟุ้งซ่าน, จิตไม่รวม เป็นต้น)

พูดตามปริยัติ “สติ” แปลว่าความระลึกได้ในกิจที่ได้กระทำ แม้คำพูดทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ใน ทางปฏิบัติ “สติ” แปลว่าระลึกอยู่ที่ใจ ไม่ให้รู้ไปตามสิ่งอื่น ถึงจะมีสัญญาอะไรก็ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามอาการนั้น กำหนดรู้นิ่งไว้อย่างนั้น ระลึกอยู่ที่ใจ

ใจก็หมายถึงผู้รู้ เมื่อสติกับใจบังคับกันแนบนิ่งดีแล้ว จิตก็จะรวมสนิท เมื่อเรานั่งกำหนดแล้ว ขณะที่เราเบาเนื้อ เบากาย ก็ให้เรานิ่งไว้อยู่กับผู้รู้ คำบริกรรมต่างๆ ก็ให้เลิกบริกรรม ให้เอาแต่สตินิ่งไว้ ให้ระลึกแต่ผู้รู้เท่านั้น

ตามธรรมดาสติมักจะส่งไปภายนอก ชอบเล่นอารมณ์ สังขารที่ปรุงแต่ง ไม่ว่าจะคิดดี คิดร้าย คิดไม่ดี ไม่ร้าย เราจะต้องพยายามฝึกหัดละวางอารมณ์เหล่านี้ อย่าให้จิตส่งออกไปภายนอก ให้สติอยู่ที่ผู้รู้เท่านั้น

เมื่อ เรานั่งสมาธิภาวนา เรากำหนดคำบริกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้าเราเผลอจากคำบริกรรมนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราเผลอไปรับรู้อารมณ์ภายนอก ก็ให้รีบกลับมาบริกรรมอย่างเดิมตามที่เราเคยปฏิบัติมา

เรื่องกรรม

พระธรรม

เรื่องกรรม

๑. กรรม ๓

๑) กายกรรม                         กรรมทำด้วยกาย

๒) วจีกรรม                          กรรมทำด้วยวาจา

๓) มโนกรรม                      กรรมทำด้วยใจ

๒. กรรม และ วิบาก ๔      ( สังคีติสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย เช่ม ๑๖ )

๑) กรรมเป็นฝ่ายดำ                            มีวิบากเป็นฝ่ายดำ

๒) กรรมเป็นฝ่ายขาว                         มีวิบากเป็นฝ่ายขาว

๓) กรรมที่เป็นทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว     มีวิบากทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว

๔) กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว                      มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

๓. กรรม ๒๙

ก. เจตนาในอกุศลจิต ๑๒ คือ อกุศลกรรม ๑๒ ได้แก่.-

โลภมูลจิต ๘  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความอยากได้  คือ.-

๑) โสมนัส สัมปยุตต อสังขาริกจิต                 จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๒) โสมนัส สัมปยุตต สสังขาริกจิต               จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิโดยมีการชักจูง

๓) โสมนัส วิปปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๔) โสมนัส วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

๕) อุเบกขา สัมปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๖) อุเบกขา สัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยมีการชักจูง

๗) อุเบกขา วิปปยุตต อสังขาริกจิต  จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๘) อุเบกขา วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

โทสมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความโกรธ  ได้แก่.-

๑) โทมนัสสัมปยุตต อสังขาริกจิต                   จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยไม่มีการชักจูง

๒) โทมนัสสัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยมีการชักจูง

โมหมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความหลง  ได้แก่.-

๑) อุปกขาสหคต วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต            จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒) อุเปกขาสหคต อุทธัจจสัมปยุตตจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

ข. เจตนาในโลกิยกุศลจิต ๑๗  ได้แก่.-

มหากุศลจิต ๘ ดวง  (หรือเรียกว่า กามกุศลจิต, โสภณจิต, มหากุศลกรรม ) ได้แก่.-

๑) โสมนัสสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๒) โสมนัสสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต         จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

มีการชักชวน

๓) โสมนัสวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๔) โสมนัสวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

๕) อุเปกขาสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๖) อุเปกขาสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มี

การชักชวน

๗) อุเปกขาวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๘) อุเปกขาวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงรูปฌาน  ได้แก่.-

๑) ปฐมฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒) ทุติยฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓) ตติยฌานกุศลจิต            จิตที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔) จตุตถฌานกุศลจิต         จิตที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕) ปัญจมฌานกุศลจิต       จิตที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

- อรูปาวจรจิต ๔ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงอรูปฌาน ๔ ประเภท ได้แก่.-

๑) อากาสานัญจายตนกุศลจิต                           ตที่มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด

๒) วิญญาณัญจายตนกุศลจิต                            ตที่มนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด

๓) อากิญจัญญายตนกุศลจิต                             ตที่มนสิการว่า น้อยหนึ่งไม่มี

๔) เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต               จิตที่มนสิการว่า สงบประณีต

๔. กรรมกิเลส     คือ กรรมเครื่องเศร้าหมองอันนักปราชญ์ไม่สรรเสริญ ๔ ประการ ได้แก่.-

๑) ปาณาติบาต                     ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป

๒) อทินนาทาน                  ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้อนุญาตไว้

๓) กาเมสุมิจฉาจาร            ประพฤติผิดในกาม

๔) มุสาวาท                          กล่าวเท็จ

๕. กรรมให้ผลตามหน้าที่                หน้าที่ของกรรม มี ๔ อย่าง ได้แก่.-

๑) ชนกกรรม                       กรรมแต่งให้เกิด  ทำให้เกิดวิบากจิตและกรรมชรูป ทั้งในปฏิสนธิกาล

และในปวัตติกาล ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ โลกิยกุศลกรรม ๑๗

๒) อุปัตถัมภกกรรม          กรรมสนับสนุน ทำหน้าที่ส่งเสริมกุศลกรรมและอกุศลกรรมให้มีโอกาส

ส่งผล ให้มีกำลังในการให้ผลยิ่งขึ้น และให้ตั้งอยู่ได้นาน ได้แก่ อกุศล-

กรรม ๑๒ และ มหากุศล ๘

๓) อุปปีฬกกรรม                กรรมบีบคั้น  ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่น และรูปนามที่เกิดจากกรรม

อื่น ๆ ขัดขวางชนกกรรมมิให้มีโอกาสส่งผลได้เต็มที่  ถึงส่งผลแล้วก็ทำให้มีกำลังอ่อนลง หรือไม่ให้ตั้งอยู่ได้นาน  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ มหากุศลกรรม ๘

) อุปฆาตกกรรม               กรรมตัดรอน  ทำหน้าที่ตัดรอนชนกกรรม และอุปปีฬกกรรม ให้ขาดเสีย

ทีเดียว แล้วเข้าให้ผลแทนที่  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และกุศลกรรม ๒๑

๖. กรรมให้ผลตามลำดับ                  คือ โอกาสในการให้ผลของกรรม มี ๔ อย่าง คือ.-

) ครุกรรม                           กรรมหนัก คือ กรรมที่มีกำลังมาก ส่งผลก่อนกรรมอื่น ๆ  ฝ่ายกุศล ได้แก่

สมาบัติ ๘  ฝ่ายอกุศล ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕

๒) อาสันนกรรม                                กรรมเมื่อจวนเจียน  คือ กรรมที่กระทำในเวลาใกล้ตาย  ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็

ส่งไปสู่สุคติ  ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็ส่งไปสู่ทุคติ

อารมณ์ของสัตว์ที่ใกล้จะตาย มี ๓ อย่าง คือ.-

(๑) กรรมอารมณ์  คือ เคยทำกรรมอะไรมาเป็นนิตย์  มรณาสันนชวนะ ก็จะถือเอา

มาเป็นอารมณ์ แต่ไม่ถึงกับเกิดภาพ (นิมิต)

(๒) กรรมนิมิตอารมณ์  คือการปรากฏเห็นภาพ (นิมิต) เครื่องมือ หรือวัสดุที่ผู้นั้น

ใช้เป็นเครื่องทำกรรมนั้น ๆ เช่น โบสถ์ แห อาวุธ ฯ

(๓) คตินิมิตอารมณ์  คือการปรากฏภาพที่เป็นเครื่องหมายที่จะนำไปสู่สุคติ หรือ

ทุคติ เช่น วิมาน เหวลึก ฯ

ทั้ง ๓ อารมณ์นี้ เกิดทางมโนทวารทางเดียว

๓) อาจิณณกรรม                หรือ พหุลกรรม (กรรมชิน)  กรรมที่ทำเป็นนิตย์  เป็นอาเสวนปัจจัย ทั้ง

กุศลและอกุศลที่เคยสั่งสมไว้ ซึ่งจะส่งผลในชาติที่ ๒  แต่ถ้ามีครุกรรม

หรืออาสันนกรรมมาให้ผลเสียก่อน ก็จะส่งผลในชาติต่อ ๆ ไปตามลำดับ

๔) กฏัตตากรรม                 กรรมสักว่าทำ  คือ กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มีกำลังอ่อน มี ๒ ลักษณะ คือ.-

(๑) กรรมที่ทำในภพนี้ แต่ไม่ครบองค์แห่งกรรมบถ

(๒) กรรมที่ทำมาแล้วในภพก่อน ๆ ที่เรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม  อันคอยติดตามมาให้

                                       ผลเมื่อสบโอกาส

ดังนั้น  สัตว์ทั้งหลายต้องมีกฏัตตากรรมด้วยกันทั้งนั้น

๗. กรรมให้ผลตามกาล                    กำหนดเวลาให้ผลของกรรม ๔ อย่าง คือ.-

๑) ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม                คือ กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือปวัตติกาล  ได้แก่ กรรมที่

สำเร็จด้วยกุศลชวนกรรมดวงที่ ๑ มีอยู่ ๒ นัย คือ.-

ก.      ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  กรรมนี้จะให้ผลภายใน ๗ วัน โดยการประกอบกรรม

นั้น ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ อย่าง ได้แก่.-

(๑) เจตนาสัมปทา                               มีเจตนาแรงกล้ายิ่งในการทำกุศลนั้น

(๒) ปัจจัยสัมปทา                               ปัจจัยที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

(๓) วัตถุสัมปทา                                  ผู้รับทานเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี

(๔) คุณาติเรกสัมปทา                        ท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ

ข.    อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม             ให้ผลหลัง ๗ วันมาแล้ว

๒) อุปปัชชเวทนียกรรม                    คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๒ ต่อจากชาติปัจจุบัน  เป็นกรรมที่

สำเร็จด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๗

๓) อปราปรเวทนียกรรม                   คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๓ และชาติต่อไป  เป็นกรรมสำเร็จ

ด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖

๔) อโหสิกรรม                                    คือ กรรมที่ไม่สนองผลต่อไป  เพราะกรรมนั้นได้ให้ผลแล้ว

หรือไม่มีผู้จะรับผล

การตัดละซึ่งกิเลส 50ข้อ

ปฎิบัติธรรม

1. เป็นธรรมะระดับสูงซึ่งเป็นคำที่แปลยากที่สุด ซึ่งต่างกับธรรมะ 8 ตา ซึ่งจะแปลตรงตรง
2. ความไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น เช่น สิ่งทีสำเร็จนั้นย่อมมีเหตุและปัจจัยที่สำเร็จ แต่อตัมยตาอยู่นอกเหนือเหตุและปัจจัยต่างๆ
3. มีสติปัญญา ระลึกถึง ไม่ให้ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในปรุงแต่งจิตได้ทุกกรณี
4. จิตที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นผล….ของการปรุงแต่ง อยู่นอกอำนาจการปรุงแต่ง ตั้งอยู่อย่างอิสระมั่นคง
5. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจหรือคุณค่า หรือประโยชน์ใดใด
6. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของสังขาร (ผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง การปรุงแต่ง) เพราะกำลังไปสู่วิสังขาร เหนือการปรุงแต่งทั้งปวง
7. จิตที่พ้นแก่อำนาจอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) แห่งอำนาจ โลกียธรรม(ทางโลก) ทั้งปวง
8. จิตที่ไม่ผูกพันอยู่ด้วยอุปาทานใดอีกต่อไป (กาม ทิฐฐิ สีลพัตปรามาส หรือยึดมั่นตัวตน)
9. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เช่น ดีใจ-เสียใจ, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว, กำไร-ขาดทุน เป็นต้น
10. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) ใดใด แห่งยุคสมัยนี้ (ปัจจุบัน)

11. เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อาจต้องใช้ความเพียรพยายามในช่วงแรก (ฝ่ากำแพงในใจ) ในทางปฏิบัติเพื่อนำจิตเข้าสู่พระนิพพาน (ความว่าง)
12. เป็นเพชรเม็ดสุดท้ายในพระไตรปิฏก (เพื่อนำจิตหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง)
13. ธรรมนี้ในพระไตรปิฏก เป็นธรรมที่ไม่ถูกสังคายนา (การประชุมทางสงฆ์) ให้ถูกต้องหรือถี่ถ้วน เพราะเข้าใจยาก
14. เป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรมใดใด คือเป็นธรรมขั้นสูง ไม่น่าสนใจ เพราะปฏิบัติยาก เข้าใจยาก
15. เป็นคำที่หาไม่พบในอภิธรรมปิฏก หาพบในสุตตันปิฏก
16. เป็นคำที่ถูกซ่อนอยู่ในพระไตรปิฏก ซึ่งถ้าปฏิบัติได้จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งปวง
17. เป็นมนตราใช้ขับผี เพื่อต่อสู้กับกิเลสโดยสิ้นเชิง
18. มีใจความสั้นสั้นที่เข้าใจง่ายว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย (ไม่สามารถให้จิตหลงไหลได้อีกต่อไป ไม่สามารถหลอกจิตใจได้อีก)
19. เป็นมนตราที่อย่าร้างกับสิ่งที่ควรอย่าร้าง (เลิกกันเด็ดขาด) ที่ออกมาจากจิตใจจริงจริง
20. เป็นดาบเล่มสุดท้ายในบรรดาธรรมาวุธทั้งหลายเพื่อการดับทุกข์ (จิตเพชร)ตัดให้ขาดออกไป

21. ควรมีไว้อย่างอาวุธวิเศษสุดประจำตัว (ภายในจิตไม่ยึดมั่นต่อสิ่งใด)
22. เป็นอำนาจผลักดันให้จิตหลุดออกไปจากสิ่งผูกพัน (กองทุกข์ ,เหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทั้งระดับต่ำไปถึงระดับสูง)ผลักจิตไปนอกโลก (โลกุตรธรรม)
23. ละจากสิ่งที่ไม่สูงสุดไปสู่สิ่งสูงสุดด้วยอำนาจของอตัมยตา (ความศรัทธา)
24. เพื่อผลักดัน หรือดึงจิตให้อยู่เหนือโลก (เพียงเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกเท่านั้นเอง)
25. ยากแก่การเผยแพร่ จนพระศาสดาก็ทรงท้อพระทัย เพราะเข้าใจยาก และปฏิบัติยากนั่นเอง
26. คนส่วนมากไม่เชื่อ ได้ยินแค่ชื่อก็กลัวแล้ว ไม่เชื่อว่าจิตจะถอนตัวออกมาได้
27. อตัมยตา รุนแรงยิ่งกว่า ตถตา (ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง) สภาวะจิตต้องผ่านความเป็นเช่นนั้นเองได้ทั้งปวง
28. มีแต่ในพุทธศาสนา เป็นเนื้อตัว และหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ (สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น) มุ่งให้ถอนตัวตน หรืออัตตา
29. จะเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ถ้าไม่มีอตัมยตา กล่าวคือถ้าจิตก้าวเข้าสู่ระดับอตัมยตา จะเป็นสภาวธรรมที่เข้าสู่ธรรมทั้งปวง
30. สามารถเป็นรากฐานของลัทธิการเมืองที่พึงปรารถนา (เป็นพื้นฐานศีลธรรมของคนในสังคม)

31. อตัมยตาช่วยให้พัฒนาแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง (แผ่นดินที่มีศีลธรรม ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) คือจิตที่ปราศจากความเห็นแก่ตน
32. จำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในโลก ยุคเจริญด้วยวัตถุ /ยุคอุตสาหกรรม (วัตถุนิยม) กล่าวคือถ้าจิตยึดมั่นในวัตถุ (เหยื่อของกิเลส) ก็จะทำให้มีความอยากมากขึ้นและเพิ่มขึ้น ถ้าจิตปราศจากอตัมยตา
33. ในโลก (โลกียธรรม) ก็ต้องใช้อตัมยตาและรวมถึง นอกโลก (โลกุตรธรรม) การตั้งจิตไว้ในโลก
กล่าวคือจิตที่ยึดติดในวัตถุทั้งปวงตามแบบกาย (โลกีย) หรือ การทำสมาธิจิต กล่าวคือ จิตที่ไม่ยึดติดในสิ่งทั้งปวง (โลกุตร)
34. ต้องมีอตัมยตาเพื่อให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทุกชนิด กล่าวคือ จิตใจไม่ถูกหลอก/จิตปรุงแต่งด้วยอารมณ์ของกิเลสทั้งปัญหาในโลก และเหนือโลก
35. อตัมยตามีธรรมะในเครือ ประกอบด้วย ธรรมะ 8 ตา ตั้งแต่อนิจตา จนถึง ตถตา (เพิ่มเติม)
ธรรมะ ตาที่ 1 อนิจตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
ธรรมะ ตาที่ 2 ทุกขตา ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความทุกข์ซ่อนอยู่ทุกการกระทำ เมื่อจิตไปยึดติดหรือยึดถือ
ธรรมะ ตาที่ 3 อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัส เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาชั่วครั้งหรือชั่วคราวเท่านั้น
ธรรมะ ตาที่ 4 ธัมมัฐฐิตตา ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงไว้ตามขอบเขตของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 5 ธัมนิยามตา ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตามกฎของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 6 อิทัปปัจยตา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุ และส่งผลต่อการกระทำทุกการกระทำ
ธรรมะ ตาที่ 7 สุญญตา ทุกสิ่งที่เห็น สัมผัส ลิ้มรส เป็นของว่างเปล่า
ธรรมะ ตาที่ 8 ตถตา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง หรือเป็นของมันอย่างนั้น
กล่าวคือ สภาวะของจิตที่เข้าถึงอตัมยตาจะต้องผ่านระดับธรรมะ 8 ตา จิตจะรับรู้สภาวะธรรมของอตัมยตา ซึ่งเป็นตาสุดท้าย เพื่อเข้าสู่สภาวะของนิพพานอย่างแท้จริง
* ธรรมะ 9 ตา เป็นการเลื่อนชั้นของระดับจิตในการปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตให้สูงขึ้น
36. มีอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) เป็นสมุหทัย (มูลเหตุให้เกิดขึ้น) จึงทำให้เกิดความอยากสลัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป
37. จัดเป็นสัมมาญานะ (รู้อย่างถูกต้องในสิ่งทั้งปวง/การกระทำทั้งปวง) แห่งสัมมัตตะ 10 (เข้าถึงเหตุและผลของธรรม)
38. เริ่มแต่ธัมมัฐฐิตยา (สิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา) จนถึง ธัมนิยามตา (สิ่งที่ตั้งขึ้นตามกฎของธรรมชาติ) จนล่วงพ้น นิพพานญาณ
39. อตัมยตาเป็นโคตรภูญาณ (สภาวจิตที่เข้าถึงญาณระหว่างโลกีย (ทางโลก) ไปสู่ โลกุตร (ความว่าง)
40. รัตตัญญูตา (ความเป็นผู้รู้ราตรีนาน) จิตของผู้ล่วงกาลเวลา (ผู้สูงอายุ) จะเข้าถึงสภาวะธรรมนี้ได้ง่ายกว่าวัยอื่นๆ

41. ความรู้สึกของสภาวะที่ทำให้ละอะไรได้เด็ดขาดด้วยการเข้าถึงธรรมนี้
42. การพัฒนาต้องใช้อตัมยตากับสิ่งที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ สภาวะจิตจะรับรู้ในสิ่งที่ตรงข้ามกับการเป็นทาสพัฒนาทางวัตถุ (ทางกาย) เพื่อป้องกันการปรุงแต่งจากสิ่งที่หลอกจิตทุกกรณี
43. ใช้อตัมยตากับเรื่องโลกโลกทุกระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด เช่น นอนตื่นสาย หรือขี้เกียจทำงาน
44. กรณีที่จิตไม่หลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือสังโยชน์ 10 แสดงว่ายังไม่เข้าถึงสภาวะของอตัมยตา
45. การนำมาใช้ทางโลกต้องเข้าถึงอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) อย่างแท้จริง แม้แต่เรื่องเล็กน้อย
46. เป็นผลแห่งไตรสิกขา อย่างโลกโลก (ความสำเร็จทางโลก) กลายเป็นเหตุไตรสิกขาอย่างโลกุตร (ความสำเร็จทางธรรม)
47. เป็นจุดเปลี่ยนหัวเงื่อนในกระแสแห่งวิวัฒนาการของระยะเวลา (การปรับชั้นภูมิของจิตจากระดับต่ำไประดับสูงขึ้นของแต่ละสภาวธรรมทางจิต)
48. ใช้สำหรับเปลี่ยนนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา (โดยเข้าใจเหตุ และรับรู้ถึงผลของการกระทำ)
49. เป็นผลลัพธ์แห่งการละสังโยชน์ตัวสุดท้าย คือ อวิชชา (ความไม่รู้/ความหลงผิดในทุกกรณี)
50. การล่วงกาลผ่านวัย (อายุมาก) ก็จะเป็นอตัมยตาทางกาย (ทางวัตถุ)

ธรรมะจากท่านพุทธทาสภิกขุ

พระธรรม

ท่านพุทธทาสเป็นคนช่างคิดช่างประดิษฐ์ ทั้งประดิษฐ์คำและประดิษฐ์ธรรม ประดิษฐ์คำ คำที่ท่านใช้เวลาอธิบายปีละคำนั้นเรียกว่า ”ธรรมะ 9 ตา” มีดังนี้

  1. 1.  อนิจจตา คือความไม่เที่ยงไม่ยั่งยืน ความเปลี่ยนแปลงที่ปรากฏภายนอก (อัชฌัตตา ธัมมา)

2. ทุกขตา คู่กับอนิจจตา คือทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ ย่อมแปรเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นเสมอ เป็นความไม่สมบูรณ์บกพร่องอันเป็นเนื้อใน (พหิทธา ธัมมาป โดยอธิบายว่า ความบกพร่องความไม่สมบูรณ์ในตัวนั้นแหละ คือทุกขตา เมื่อบกพร่องไม่สมบูรณ์มันก็ย่อมเปลี่ยนในที่สุด (อนิจจตา) )
3.
อนัตตต คือ ความไม่มีตัวตน ความมิใช่ตัวตน อนัตตตา มีสองความหมายคือ

(1) ความไม่มีตัวตนถาวร (อาตมันถาวร) ดังที่ลัทธิฮินดูเชื่อกัน ว่าอาตมันเป็นสิ่งสัมบูรณ์ในตัวเอง ไม่มีการเปลี่ยนแปลง อยู่เป็นนิรันดร ส่วนที่เปลี่ยนคือร่างกาย ทฤษฎีตายแล้วไปเกิดใหม่เปรียบเสมือนคนที่ออกจากบ้านเก่าที่ถูกไฟไหม้ไปหาที่อยู่ใหม่ บ้านเป็นบ้านใหม่แต่คนยังคงเป็นคนเดิม ดังที่กฤษณะได้สอนอรชุนผู้ไม่อยากรบกับญาติพี่น้องของตนเพราะเกรงจะมีการฆ่าอีกฝ่ายหนึ่งเป็นบาป กฤษณะสอนว่า “ไม่มีผู้ฆ่าไม่มีผู้ถูกฆ่า” ดุจเอามีดฟันหยวกกล้วย เพราะอาตมันไม่มีใครฆ่าได้ พระพุทธศาสนาปฏิเสธแนวคิดอาตมันถาวรนี้ จึงเรียกว่าอนัตตตา
(2) ความมิใช่ตัวตน ในความหมายนี้ทรงแสดงไว้ในอนัตตลักขณสูตร ว่ารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ อันประกอบเข้าเป็นสัตว์บุคคลตัวตนเราเขานี้ มิใช่ตัวตนของใคร มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับไปตามธรรมดาของสังขาร เพราะถ้ามันเป็นของใครคนใดคนหนึ่ง เราสามารถบังคับหรือขอร้องให้มันเป็นอย่างนั้น อย่าไม่เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้ แต่นี่หาเป็นเช่นนั้นไม่ จึงเชื่อว่า เป็นอนัตตตา
4.
อิทัปปัจจยตา เป็นชื่อหนึ่งปฏิจจสมุปบาท หลักแห่งการเกิดขึ้นอาศัยกันของปัจจัยทั้งหลาย เมื่อเกิดสิ่งนั้น จึงมีสิ่งนี้ (Dependent Origination)
5.
สุญญตา คือ ความว่างเปล่า ความศูนย์ คือสูญจากความมีตัวตน เวลาพระท่านพิจารณาสังขารโดยความเป็นสภาพศูนย์ หมายถึงพิจารณาเห็นความเป็นจริงว่า สิ่งที่เรียกว่าตัวตนเราเขา นั้นที่แท้ไม่มี มีเพียงการประกอบเข้าแห่งธาตุสี่ดินน้ำลมไฟเท่านั้นเอง เมื่อเห็นว่าว่างอย่างนี้แล้ว ท่านก็ไม่ยึดมั่นถือมั่น ดังที่หลวงพ่อพุทธทาสกล่าวว่าว่างจากตัวกูของกู
6. ธัมมัฏฐิตตา 7. ธัมมนิยามตา  คือ การที่สิ่งทั้งหลายเกิดขึ้น ตั้งอยู่และดับสลายไปเป็นกฎธรรมชาติหรือภาวะที่ยืนตัวเป็นหลักแน่นอนอยู่โดยธรรมดา เป็นกฎธรรมดาหรือกำหนดแห่งธรรมดา ไม่ขึ้นอยู่กับผู้สร้างผู้บันดาล ไม่ขึ้นอยู่กับการเกิดขึ้นของศาสดาหรือศาสนาใดๆ
ดังพุทธวจนะว่า “ไม่ว่าตถคตทั้งหลาย (พระพุทธเจ้าทั้งหลาย) จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม กฎธรรมชาติ กฎธรรมดานั้นก็ยังอยู่”
8. ตถตา ความเป็นเช่นนั้นเอง ตถตา เป็นการอธิบายความที่สิ่งทั้งหลายเป็นเหตุปัจจัยแห่งกันและกัน เมื่อมีเหตุปัจจัยมันก็เกิดขึ้นดำรงอยู่และเป็นไปตามกฎธรรมดา เมื่อหมดเหตุปัจจัยมันก็ดับ การที่มันจะเกิด จะคงอยู่หรือจะดับไม่ได้ขึ้นอยู่กับการดลบันดาลของใคร ไม่ขึ้นอยู่กับการขอร้องอ้อนวอน หรือความต้องการของใคร เมื่อเหตุปัจจัยมันสุกงอมแล้ว ไม่อยากไปก็จำต้องไป เพราะทุกอย่างเป็นตถตา
9. อตัมมยตา เป็นสภาวของระดับจิตสุดท้ายสูงสุด กล่าวคือ เป็นระดับที่ไม่ยึดถือหรือยึดติดต่อสิ่งทั้งปวง เพราะทุกสิ่งเป็นผ่านพ้นความเป็นธรรมดา และเป็นเช่นนั้นเองแล้ว สภาวจิตที่เข้าถึงระดับนี้ คือ ระดับจิตของบุคคลที่ปฏิบัติโดยไม่ยึดติดต่อสิ่งใดใด เพราะเข้าใจด้วยหลักเหตุ และผลที่เกิดขึ้นของสิ่งทั้งปวง
สำหรับ การปฏิบัติ อตัมยตา คือการเก็บรายละเอียดปลีกย่อยที่จิตเข้าไปยึดถือไว้มาตั้งแต่เกิด จนสามารถปฏิบัติให้จิตสามารถหลุดพ้นได้อย่างสิ้นเชิง