พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

กรรมตามทัน

เธอเล่าให้ฟังว่า ขณะที่รอให้คนมาช่วยอยู่นั้น ในจิตสำนึกก็หวนระลึกถึงนกที่ตนเองผูกประทัดไว้ จนทำให้มันขาขาด สุวิมลไม่รู้ว่าทำไมต้องนึกถึงมัน แต่จิตของเธอมันนึกขึ้นมาเอง ตอนนี้เธอได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดแล้วว่ามันเป็นอย่างไร ผลของกรรมได้สนองเธอแล้วอย่างแน่นอน เธอคิดได้อย่างเดียวว่า มันเป็นผลกรรมที่เธอทำไว้กับนกเป็นแน่ เมื่อตั้งสติได้เช่นนั้น เธอก็คิดขึ้นมาในใจว่า ขออย่าเพิ่งให้ตนเองตายตอนนี้ หากไม่ตายจะทำบุญไปให้นกตัวนั้น

เวลา ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดก็มีคนผ่านมาและช่วยนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลทันที เธอนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลายวันกว่าจะกลับบ้านได้ ทุกขณะที่อยู่โรงพยาบาล เธอก็ยังนึกถึงวันที่เธอจุดประทัดแล้วนกตัวนั้นหล่นลงมาขาขาด และตั้งใจว่าหากกลับบ้านวันใดจะต้องรีบทำบุญให้กับนกตัวนั้นทันที

หลายครั้งที่เธอชวนเพื่อนๆ ไปจับสัตว์มาทรมานเล่น บางครั้งก็ไปจับนกแล้วเอาประทัดผูกขามัน เมื่อจุดประทัดแล้วก็ปล่อยมันไป บางครั้งก็เป็นสัตว์อื่นๆ เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก สุนัข กบ คางคก เป็นต้น นับว่าสารพัดสัตว์ที่เธอหามาได้ ก็มักถูกจับมาทรมานในรูปแบบต่างๆ กัน

สัตว์ บางตัวจับมาแล้วก็เอามาผูกไว้ ให้มันอดอาหารทรมานจนตาย บางครั้งก็จับใส่ขวดแล้วก็ปิดปากขวดไว้อย่างแน่นหนา สัตว์หลายตัวต้องดิ้นรนอยู่ในขวดอย่างทุรนทุราย เพราะขาดอากาศหายใจ จนในที่สุดก็ตายด้วย ความทุกข์ทรมาน

แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นความสุขของสุวิมลทั้งสิ้น เห็นสัตว์ทีไร เธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องจับมันมาทำอะไรสักอย่าง เมื่อได้ทรมานมันแล้วก็รู้สึกว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบาปเป็นกรรมอะไรทั้งสิ้น เธอเชื่อว่า ถึงบาปกรรมจะมีจริง สัตว์พวกนั้นก็คงทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะมันตัวเล็กนิดเดียว ไม่มีแรงที่จะมาทำอย่างที่เธอทำกับมันได้

สิ่ง ที่สุวิมลคิดทั้งหมด ล้วนแต่เป็นความคิดผิด อันเกิดจากอวิชชาที่ครอบงำเธออยู่อย่างหนาทึบ จริงอยู่…สัตว์เหล่านั้นคงไม่สามารถฟื้นขึ้นมาและไม่สามารถจับสุวิมลใส่ ขวดปิดฝาทรมานอย่างที่เธอทำกับมันได้ แต่แน่นอนว่า สัตว์ทุกตัวที่ถูกเธอทรมาน จะต้องผูกความแค้นความอาฆาตกับเธอย่างแน่นอน เพราะใครๆก็ต้องรักชีวิตของตนเอง สัตว์ทุกตัวก็รักชีวิตของมัน

ด้วยบาปกรรมที่สุวิมลทำไว้จะทำให้เธอได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ในขณะที่ยังไม่ได้รับผลกรรมชั่ว เธอย่อมไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ

วัน หนึ่งสุวิมลจับนกมาได้ตัวหนึ่ง ก็เลยนึกสนุกเช่นที่เคยทำ เธอไปซื้อประทัดสามเหลี่ยมขนาดใหญ่มาหนึ่งอัน และผูกไว้ที่ขานกอย่างที่เธอเคยทำ พร้อมกับเอาเทปใสพันรอบขานกเพื่อไม่ให้ประทัดหล่น เมื่อเธอมั่นใจว่าประทัดแน่นดีแล้ว ก็หาไม้ขีดไฟมาจุดทันที!!

ไฟลุกติดอย่างรวดเร็ว เธอรีบปล่อยนกให้เป็นอิสระ มันจึงรีบบินหนีทันที เพราะกลัวความตาย แต่เมื่อบินไป ได้ไม่ไกลนัก ประทัดก็ระเบิดขึ้นตูมใหญ่!! เสียงดังสนั่น หวั่นไหว ตามมาด้วยขาทั้งสองของมันขาดปลิวร่วงลงมา!! มันเจ็บปวดทรมานมาก ก่อนที่ร่างจะค่อยๆร่วงลงสู่พื้น

สุวิมล เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกตกใจ หรือรู้สึกสงสารนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับตบมือโห่ร้องแสดงความดีใจ และสนุกสนานที่ได้แกล้งนก

หนึ่งปีผ่านไป กรรมที่สุวิมลก่อไว้กับนกก็ได้ย้อนกลับ มาหาเธอโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลย

วัน หนึ่งเธอนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อน เพื่อจะไปเที่ยวงานกลางคืน ความที่พวกเธอเป็นวัยรุ่น กำลังคึกคะนอง จึงขับรถซิ่งด้วยความสะใจ โดยไม่กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

ช่วงเวลาที่เธอกำลังสนุกสนานกับความเร็วของรถอยู่นั้น จู่ๆรถก็ตกหลุม ทำให้เสียหลักในการทรงตัว ตกลงข้างถนน คนขับก็ลอยกระเด็นไปด้านหนึ่งจนสลบไป แต่สุวิมลลอยกระเด็นติดไปกับรถ เมื่อรถกระแทกลงพื้น ก็ระเบิดขึ้นมาอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว!! และท่ามกลางความมืดนั้น ได้ยินแต่เสียงร้องของสุวิมลเรียกให้คนช่วย

เธอ นอนร้องอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง ขณะนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ขาข้างซ้ายของเธอได้ขาดไปแล้ว น้ำตาจึงไหล ออกมาไม่หยุด ด้วยความเจ็บปวดที่ขาขาด และเสียเลือดมาก สุวิมลร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

เมื่อถึงวันที่ได้กลับบ้าน เธอจึงบอกพ่อแม่ให้เตรียมสังฆทาน อาหารคาวหวาน และให้พาเธอไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับนกตามที่เธอตั้งใจไว้ และนอกจากนี้ เธอยังได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์อื่นๆ ที่เธอเคยนำมาทรมานทุกตัว ทำให้สุขภาพจิตของเธอดีขึ้น แผลที่ขาก็ค่อยๆหาย แต่ขาที่ขาดไปแล้วนั้น หมอไม่สามารถต่อได้ เธอต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต

นี่ แหละคืออำนาจของกฎแห่งกรรม ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ให้ผลตามที่แต่ละคนได้สร้างเอาไว้ คนอื่นจะมารับแทนกันก็ไม่ได้ ผู้ที่ต้องการประสบแต่ความโชคดีก็จงรู้จักเลือกที่จะสร้างแต่กรรมดี เราสามารถทำกรรมดีได้ทุกวันทุกที่ทุกเวลา เพียงตั้งใจงดเว้นจากกรรมชั่ว รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ให้ทาน และปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ชีวิตของเราประสบแต่ความโชคดีตลอดไป

การเข้าสมาธิขั้นสูง

ถ้าพิจารณาเห็นสังขารทั้งสิ้นเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังขารเหล่านั้น ส่วนตัวความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนนั้น ก็ตัวสังขารอีกเหมือนกัน ต้องเบื่อ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาอีก จึงจะชอบ ตรงนี้แหละผู้ปฏิบัติจนมุมกันมาก มาติดกันเพียงสังขารุเปกขาญาณ หาทางออกไม่ได้ ตกลงกันว่า เห็นนามรูปเบญจขันธ์ไม่ใช่ตัวแล้ว ก็หมดเรื่องกันเท่านั้น ตกลงยกตนเป็นพระโสดาฯ เพราะละสักกายทิฏฐิได้ แต่นามรูปก็ไม่ดับ เบญจขันธ์ก็ไม่ดับ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ไม่ดับ เป็นพระโสดาฯ กันดื้อ ๆ อย่างนั้นเอง ถ้าอย่างนี้คล้ายกับเอาอนัตตาเป็นโลกุตรธรรม อนัตตาเป็นสังขารจะเป็นโลกุตรธรรมอย่างไรได้ ต้องพยายามตรวจตรองให้เห็นความดับแห่งอุปาทินนกสังขารให้แจ่มแจ้ง

อนิ จฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็อยู่ในพวกอุปาทินนกสังขารเหมือนกัน ตัวสัญญาอดีตทั้งนั้น ต้องเข้าใจว่า บรรดาอุปาทินนกสังขารเป็นชาติ สัญญาอดีตทั้งนั้น เป็นตัวสมุทัยอริยสัจทั้งสิ้น เมื่อตัวของเรายังเป็นสมุทัยอยู่ตราบใด ตัวของเราก็เป็นทุกข์อยู่ตราบนั้น ต้องตรองแก้ให้สมุทัยดับ ทางแก้ก็มีแต่อริยมรรคทางเดียว อริยมรรคเป็นข้าศึกแก่สมุทัย สมุทัยมีกำลังน้อย สู้อริยมรรคไม่ได้ อริยมรรคก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา สมุทัยละเอียดเข้าไปเพียงใด ต้องบำรุงอริยมรรคให้ละเอียดตามเข้าไป ให้ควรแก่ประหารกันได้ อย่าวิตกว่าสังขารจะดับไม่ได้ ทางดับสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยอเนกนัย ดังในคาถาสำหรับบังสุกุลกันอยู่นี้เป็นตัวอย่าง “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข” ความว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและความดับเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น จะเอาความสุขมาแต่ไหน ความสงบระงับดับไปแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสุข ดังนี้ สังขารดับในที่นี้ ท่านไม่หมายคนตาย ท่านหมายคนเป็น ๆ เรานี้แหละ สังขารเป็นตัวกิเลส เป็นสมุทัย เมื่ออริยมรรคปัญญาเกิดขึ้น สังขารก็ดับไปเท่านั้น เมื่อเห็นสังขารดับเมื่อใด ก็เห็นนิโรธเมื่อนั้น

วาระนี้ จะแสดงทางออกอีกทางหนึ่งเป็นทางวิปัสสนา เพื่อจะให้กว้างขวางเหมาะแก่อุปนิสัยของพุทธบริษัท เละเพื่อให้เป็นทางที่พุทธบริษัทจะเลือกดำเนินตามให้เหมาะแก่อุปนิสัยของตน เพราะพระธรรมที่จะแสดงต่อไปนี้ ก็เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วทั้งนั้น ทางวิปัสสนานั้นควรแก่ผู้มีสีลาจารวัตรบริบูรณ์แล้วจะพึงเจริญ เรียกว่าวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านแสดงไว้โดยอเนกนัย คือมิใช่อย่างเดียว ในที่นี้จะยกเอาใจความในธรรมนิยามสูตรมาแสดงพอเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ให้เห็น ทางแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในความในธรรมนิยามสูตรนั้นว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ครั้นเมื่อพิจารณาเห็นสังขารธรรมเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเช่นนั้น ก็เกิด นิพพิทาญาณ ความหน่ายในทุกข์ เห็นว่าความไม่เที่ยงก็เป็นตัวทุกข์ ทุกข์ความทนยากก็เป็นตัวทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวตนก็เป็นตัวทุกข์ (คือเห็นโทษของสังขาร) เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายเพราะเป็นตัวทุกข์ อันนี้เป็นวิสุทธิมรรค เป็นทางที่ให้ถึงความบริสุทธิ์ ในสุตตันตนัยตรัสเป็นการรับรองว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ, ฐิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฐิตตฺตา ธมฺมนิยามตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นในโลกหรือไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ขึ้นชื่อว่าสังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม คือตั้งอยู่เป็นธรรมดาอย่างนั้น ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น เป็นแต่เราตถาคตตรัสรู้ดีแล้ว นำมาแนะนำสั่งสอนกระทำให้ตื่นขึ้นเท่านั้น คงได้ใจความตามนัยพระสูตรดังนี้

ต่อ นี้ จะแสดงตามมติของตนโดยทางไต่สวนพุทธภาษิต เพื่อให้สะกิดใจของพุทธบริษัทผู้เห็นภัยแจ้งชัดในวัฏฏสงสาร มุ่งหาทางที่จะออกจากวัฏฏทุกข์ ทางวิปัสสนานี้เป็นทางสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องอาศัยศีลสมาธิเป็นภาคพื้นมาแล้ว จึงจะเป็นทางให้สำเร็จได้

วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้งเห็นจริง คือเห็นจริงตามสภาวะที่เป็นอยู่อย่างไรแห่งธรรมนั้น ๆ เหมือนอย่างในธรรมนิยามสูตรที่ท่านแสดงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนี้ ทางไต่สวนควรสงสัยว่า ไฉนหนอ ท่านจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ ทำไมจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นอนัตตา เหตุใดจึงแสดงว่า ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา สังขารทั้งสิ้นกับธรรมทั้งสิ้นนั้น จะมีอาการต่างกันอย่างไร

สังขารก็ชื่อว่าธรรมเหมือนกัน คือ สังขตธรรม คงได้ความว่า สังขารมีนัยเดียว ส่วนธรรมนั้นมีสองนัย คือ สังขตธรรมหนึ่ง อสังขตธรรมหนึ่ง ที่แสดงว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” หมายทั้งสังขตธรรม และ อสังขตธรรม มีอาการต่างกันคือ สังขตธรรมมี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มที่ ส่วนอสังขตะธรรม อนิจฺจํ ทุกฺขํ ไม่มี มีแต่ อนตฺตา อย่างเดียว คือไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก แสดงทางวิปัสสนาต้องแสดงในสกลกายนี้อย่างเดียว แสดงนอกออกไปไม่ได้ ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขตธรรม และ อสังขตธรรมในสกลกายนี้ ให้เห็นชัดว่าสังขตธรรมมีที่สุดเพียงไร ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขารทั้งสิ้นเสียก่อน

สังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในเบญจขันธ์ ท่านหมาย เจตสิกสังขาร คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารเหมือนกัน ถึงกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ก็เกี่ยวด้วยเจตสิกสังขารเหมือนกัน จึงรวมสังขารทั้งสิ้นเป็นสอง คือ อุปาทินนกสังขาร ๑ อนุปาทินนกสังขาร ๑ ชื่อว่าสังขารทั้งสิ้น สังขารทั้งสองนี้มีเต็มโลกด้วยกัน จึงชี้แจงไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ปฏิบัติจะเห็นเอง จะชี้พอเป็นอุทาหรณ์เพื่อเป็นทางดำริเท่านั้น

ใน สกลกายนี้เต็มไปด้วยสังขารทั้งสอง ท่านจึงตั้งชื่อว่าสังขารร่างกาย แต่เท่านี้เราไม่พอใช้จึงตั้งชื่อต่อออกไป ให้ชื่อว่าสกลกายบ้าง นามรูปบ้าง ขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง อายตนะบ้าง เป็นต้นเป็นตัวอย่าง แล้วแจกอาการของชื่อตั้งนั้น ๆ ดังสกลกายแจกอาการออกไปตามลักษณะของธาตุ ๔ ปฐวีธาตุ ๒๐ มี เกสา โลมา เป็นต้น อาโปธาตุ ๑๒ มี ปิตฺตํ เสมฺหํ เป็นต้น ถ้าแจกแต่สองธาตุนี้เป็น อาการ ๓๒ ถ้าแจกเตโชธาตุ ๖ มี สันตัปปัคคิ เป็นต้น และแจกวาโยธาตุ ๔ มี อุทธังคมาวาตา เป็นต้น ประสมเข้าเป็นอาการ ๔๒ ชื่อว่า สกลกาย รวมสกลกายให้ชื่อว่านามรูป ใจชื่อว่านาม กายทั้งสิ้นชื่อว่ารูป กายกับใจประชุมกันเข้าเป็นหมวดเป็นก้อน ชื่อว่าขันธ์ แจกอาการของขันธ์เป็น ๕ รวมอาการของกายเข้าเป็นหนึ่ง ชื่อว่ารูป ส่วนใจ แจกอาการเป็น ๔ คือเป็น เวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ ขันธ์อันเดียวนั่นแหละแต่มีอาการ ๕ อย่าง จึงชื่อว่าขันธ์ ๕

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าธาตุ แจกอาการของธาตุในที่นี้เป็น ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ แจกรูปออกเป็น ๕ ธาตุ วิญญาณนี้เป็นนาม ๑ จึงรวมกันเป็นธาตุ ๖

สกล กายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าอายตนะ แจกอาการของอายตนะเป็น ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ส่วนรูป แจกเป็น ๕ ใจนี้ส่วนนาม คงเป็น ๑ จึงรวมเป็นอายตนะ ๖

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าชาติ ความเกิด ๑ ชรา ความแก่ ๑ มรณะ ความตาย ๑

แจก อาการของชาติ เป็น ๒ คือเป็นปฏิจฉันนชาติ ความเกิดกำบัง คือ ตั้งแต่ประถมปฏิสนธิวิญญาณมา ก็ชื่อว่าชาติ ความเกิด เรื่อยไปจนถึงวันตาย ผู้ไม่พิจารณาไม่เห็น จึงชื่อว่า ความเกิดอันกำบัง ๑ อัปปฏิจฉันนชาติ ความเกิดเปิดเผยรู้ทั่วกัน คือคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ๑

แจกชรา ความแก่เป็น ๒ คือปฏิจฉันนชรา ความแก่ปกปิดกำบัง คือ ความแก่มีมาแต่วันแรกเกิดมาจนถึงวันตาย แก่ตามวันคืนเดือนปี ไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนชรา ความแก่เปิดเผย ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย เกิดวิการในร่างกาย มีผมหงอก ฟันหักเป็นต้น ๑

แจก มรณะ ความตายเป็น ๒ คือ ปฏิจฉันนมรณะ ความตายปกปิดกำบัง ได้แก่ความตายที่มีมาแต่แรกเกิด คือตายเรื่อยไปจนถึงวันตายอันเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนมรณะ ความตายเปิดเผย ได้แก่สิ้นลมหายใจต้องเข้าโลงกัน ๑

ที่ บรรยายมาพอเป็นสังเขปนี้เป็นเรื่องของอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นโลก จะตั้งชื่อว่าสังขารโลกก็ควร เพราะโลกประชุมกันตั้งขึ้น แต่พึงเข้าใจว่า อุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นต้องอาศัยอนุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นเกิดขึ้น ส่วนอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตรงตามธรรมนิยามสูตรทั้งสิ้น

เรื่อง สังขารดับ จะยกตัวอย่างมาแสดงไว้ในที่นี้อีกนัยหนึ่ง ดังปฏิจจสมุปบาทในสมทัยวารแสดงว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป เป็นปัจจัยต่อ ๆ กันไปจนถึงชรา มรณะ คงได้ความว่า อวิชชาความไม่รู้ตัวจริงของตัวนี้เอง จึงเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่สังขารทั้ง ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปัจจัยไม่ใช่เหตุ เป็นแต่เพียงอุดหนุนเหตุให้มีกำลังเท่านั้น ความจริงอาการทั้ง ๓๒ ประการ มีสังขารเป็นต้น มีมรณะเป็นที่สุด เป็นอาการของอวิชชา เป็นตัวเหตุทั้งสิ้น คือเป็นตัวสัญญาอดีต เป็นชาติสมุทัยด้วยกันทั้งนั้น เป็นอุปาทินนกสังขารด้วยกันทั้งนั้น มีอวิชชาเป็นตัวเหตุด้วย เป็นปัจจัยด้วย สังขารเหล่านั้นจึงตั้งอยู่ได้ ครั้นถึงวาระที่ท่านแสดงนิโรธวาร แสดงอย่างนี้ “อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สังขารดับโดยไม่เหลือ เพราะคลายความดับโดยหาเศษมิได้แห่งอวิชชานั้นสิ่งเดียว” ดังนี้

คง ได้เนื้อความว่า อวิชชาดับสิ่งเดียวเท่านั้น สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดไปถึง ชรา มรณะ ดับตามกันไปหมด ที่แสดงความดับแห่ง อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรุปเป็นต้นในปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ได้หมายคนตาย หมายดับที่คนเป็น ๆ เรานี้เอง มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นตัวอย่าง สมัยที่พระองค์จะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทเป็นทางวิปัสสนา เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดถึงชรา มรณะดับหมด แต่พระองค์หาได้นิพพานไม่ ยังอยู่โปรดเวไนยสัตว์ถึง ๔๕ พรรษา จึงเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ตนของพระองค์ก็ยังเต็มที่ แต่ส่วนที่เหลืออยู่นั้นจะเรียกว่าวิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อนุปาทินนกสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อเนญชาภิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อสังขตธรรมก็ได้ จะเรียกว่า สังขารธรรมก็ได้ จะเรียกว่า โลกุตรธรรมก็ได้ ไม่เห็นเป็นปัญหาอะไรกับชื่อนามกร ข้อสำคัญคือตัวอวิชชาดับ เกิดเป็นวิชชาขึ้นเท่านั้น ส่วนธรรมที่ยังเหลืออยู่นี้ เป็นธรรมพิเศษ ไม่มีอนิจจัง ไม่มีทุกขัง คงมีอยู่แต่อนัตตาเท่านั้น เพราะไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ดับไปตามอุปาทินนกสังขาร ถ้าไตรลักษณ์อย่างนี้ไม่ดับ ไม่รู้จักวิโมกข์ ๓ แสดง วิโมกข์ ๓ ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความ ถ้าสังขารไม่ดับ แสดงนิโรธก็ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความเหมือนกัน ถ้ายังแสดงว่าตัวของตัวยังเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตราบใด พึงรู้เถิดว่า ตัวยังจมอยู่ในกองทุกข์ตราบนั้น เพราะ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นตัวทุกข์ เพราะเป็นสังขาร เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่วิสังขาร เป็นนาถกรณธรรม คือทำตนให้เป็นแก่นสาร เกิดศรัทธาความเชื่อตนขึ้นเป็นอจลศรัทธา ไม่งมงายหลงเชื่อแต่คนอื่น คนเราโดยมากมักเชื่อแต่ตำรา เชื่อตามเขาว่า หาได้น้อมธรรมเข้ามาในตน ให้เห็นจริงที่ตน เกิดความเชื่อขึ้นในตนไม่ จึงออกจากสมมติไม่ได้ ติดสมมติตายอยู่นี้เอง สมมติกับสังขารอันเดียวกัน จะแสดงความดับแห่งสังขารหรือดับแห่งสมมติไว้เป็นตัวอย่าง

ความจริง สังขารหรือสมมติเป็นของไม่มีอยู่แต่เดิม จึงเป็นของดับได้ เปรียบเหมือนไฟฟ้าที่ติดอยู่ในศาลาหลังนี้ เมื่อดูไม่เป็น เปิดสวิตช์ไฟก็เกิด ปิดสวิตช์ไฟก็ดับ ก็รู้อยู่แต่เพียงเกิด ๆ ดับ ๆ เท่านั้น ถ้าดูเป็น สาวไปถึงวัดราชบูรณะ (ท่านหมายถึงโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ – ผู้คัดลอก) ก็จะเป็นความไม่เกิดไม่ดับกันเท่านั้น เมื่อรู้ไม่จริง ก็จักรู้อยู่ว่าไฟฟ้า คือเข้าใจว่า ไฟมาแต่ฟ้า ถ้าสาวหาเหตุตามสาย ไปจนถึงวัดราชบูรณะ ก็จักเห็นว่า ไฟแกลบเรานี้เอง (สมัยนั้นโรงผลิตไฟฟ้ายังคงใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง – ผู้คัดลอก) หาใช่ไฟฟ้าไม่ ไฟฟ้าที่ใจของเรานั้นก็ดับ รู้จริงว่าเป็นไฟธรรมดาเรานี้เอง เขาสมมติให้เป็นไฟฟ้าต่างหาก ความจริงไฟฟ้าไม่มีอยู่แต่เดิม ดับของไม่มีนั่นเอง แต่ก็คงเรียกไฟฟ้าตามเขาอย่างเดิม เป็นผู้ไม่หลงติดสมมติ คือรู้เท่าสมมติ สมมติก็ดับเป็นวิมุตติขึ้นเท่านั้น

แม้ นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหมือนกัน ที่เราเรียนเข้าไว้ จำเข้าไว้ ในชั้นแรกเป็นสมมติ ครั้นมาพบตัวจริงเข้า ก้อนนี้ไม่ใช่นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะเสียแล้ว เป็นอยู่เพียงสมมติเท่านั้น ความจริงเป็นสภาวธรรมต่างหาก เขาเคยเป็นอยู่อย่างใด ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้เห็นความจริงอย่างนี้ สมมติก็ดับ เมื่อสมมติดับไปแล้ว ก็คงเรียกนามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อยู่อย่างเดิม ส่วนนี้เป็นบัญญัติ เป็นพุทธบัญญัติเหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้ทั่วกัน ใช้จำเพาะแต่พวกท่านที่บรรลุวิมุตติแล้ว และเป็นบัญญัติไม่มีอาชญา พุทธบัญญัติอีกแผนกหนึ่งคือบัญญัติสิกขาบท ส่วนนี้มีอาชญาระวางโทษหนักเบาตามควร เหมือนกันกับพระราชบัญญัติของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้รู้ ผู้ไม่รู้ก็ตาม ถ้าล่วง ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ผู้ที่เพิกสมมติออกจากตนได้แล้ว เป็นผู้รู้คติของธรรมดา โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ตัวผลดับหมด เป็นผู้ไม่มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส เพราะเหตุภายนอก เพราะเหตุภายใน อันนี้เป็นตัวอานิสงส์ แสดงออกจากโลกโดยทางวิปัสสนานัยไว้เพียงเท่านี้ แต่ให้พึงเข้าใจว่า ไม่อื่นไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา ทางเดียวกันทั้งนั้นเอง ต่างแต่อาการเท่านั้น

วิปัสสนา นัยที่แสดงมานี้เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วและเป็น สนฺทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะเห็นด้วยตน และเป็น อกาลิโก ผู้ปฏิบัติไม่ต้องอ้างกาล เพราะตนมีอยู่ทุกเมื่อ และเป็น เอหิปสฺสิโก ผู้ปฏิบัติอาจท้าทายอวดเขาได้ เพราะเป็นของจริง และเป็น โอปนยิโก ผู้ปฏิบัติอาจน้อมเข้ามาสู่ตนได้ เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ผู้รู้ คือผู้ปฏิบัติจะพึงรู้แจ้งจำเพาะที่ตน ได้แสดงธรรมรัตนกถาโดยทางวิปัสสนานัยพอเป็นทางบำรุงสติปัญญาของพุทธบริษัท

เมื่อ ท่านทั้งหลายได้สดับแล้ว พึงโยนิโสมนสิการ แล้วอุตสาหะประพฤติปฏิบัติก็จักได้รับความงอกงามในพระพุทธศาสนา โดยนัยดังแสดงมา ด้วยประการฉะนี้

พระสูตร

ศาสนาพระสูตรนี้มีสาระหลากหลายตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน สำหรับผู้เขียนพอจะสรุปได้จากปัญญาอันน้อยนิด ดังนี้

๑. ในห้วงนั้น พระวินัยหรือศีลของพระคงเพิ่งจะมีแค่ ๑๕๐ ข้อ แม้เพียงเท่านี้พระชาววัชชีบุตรก็แหกปากร้องลั่นว่า รักษาไม่ไหวแล้ว ศีลมันมากเหลือเกิน

๒. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดจริงๆ ทรงรวมสิกขา คือ ข้อปฏิบัติให้เหลือเพียง ๓ อย่าง แท้ที่จริง ๓ อย่างนี้ว่าไปทำไมมีกลับมากกว่าศีล ๑๕๐ ข้อเสียอีก เพราะมิได้รักษาแต่กายและวาจาเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมไปถึงจิตและปัญญาด้วย (แต่พระวัชชีบุตรกับปฏิบัติได้) พุทธอุบายนี้ต้องนับว่าเป็นจิตวิทยาชั้นยอด แม้ว่าจะยากลำบากในเชิงปฏิบัติ แต่เมื่อคนเห็นว่ามันมีน้อยความย่อท้อจึงไม่มี แต่จะเกิดขันติและวิริยะที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และท่านก็ทำจนสำเร็จได้จริง

๓. การรักษาศีลโดยมีปัญญาร่วมด้วย มีการฝึกฝนอบรมจิตร่วมด้วย เป็นการรักษา “ต้นศีล” (ไม่ใช่ต้นธรรมต้นธาตุนะ) เมื่อรักษาศีล (จิต) ได้แล้ว ปลายศีลคือการควบคุมกายและวาจา มันก็จะไปไหนเสีย  รักษาจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าย่อมรักษาทุกสิ่งไว้ได้ทั้งหมดในโลก !

ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วจะเอาอะไรไปรักษาจิตล่ะ  ก็เอา “สติ” น่ะซิไปรักษาจิต อย่างอื่นไม่มี

แล้ว สติอย่างเดียวจะใช้ดับทุกข์ได้หรือ ไม่ได้ , สติอย่างเดียวใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในที่นี้ว่าถึงการรักษาศีล ถ้ามีสติควบคุมจิตไว้ได้ทั้งกายและวาจา ก็ย่อมจะไม่ละเมิดศีล แต่กิเลสที่เกิดทางใจนั้นยังไม่ได้พูดถึง ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการรักษาศีลที่ “ครบวงจร” จริงๆ คือ การละราคะ โทสะ และโมหะด้วย จึงทรงนำเอาอธิจิตและอธิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย

ใน ปัจจุบันนี้ ถ้านักบวชรูปใดมีความเห็นว่าศีล ๒๒๗ ข้อมันมากไปรักษาไม่ได้ จะหันมารักษาเพียง ๓ ข้อ ตามแนวของพระพุทธองค์ก็ได้ หรือเห็นว่า ๓ ข้อมันยากไปอีกเพราะคลุมไปหมด จะเอาเพียงศีล ๑ ก็ยังได้ นั่นคือ การเอาสติควบคุมจิต ไว้เพียงอย่างเดียว เมื่อสามารถคุมจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็เป็นอันว่าได้ถูกรักษาไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

คำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีผู้นำมาใช้โดยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส ด้วยความตั้งใจ ความเสียสละใน สิ่งที่ควรเสียสละ ตัดในสิ่งที่ควรตัด เมื่อตัดบางสิ่งบางอย่างแล้ว บางสิ่งบางอย่างมันเกิดขึ้นได้ มันมีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ตัดบางอย่างที่เราต้องการ ความสงบก็ไม่บังเกิด

เพราะฉะนั้นพอตัดอันหนึ่ง ทิ้งอันหนึ่งไปแล้ว ความสงบเกิดขึ้นแทน ความสุขเกิดขึ้นแทน เราควรเอาความสุข ควรเอาความสงบ ควรเอาการงานภาระของเราให้น้อยลง ให้เบาบางลง

เพราะฉะนั้น คำว่า “ละ” ไม่ใช่ว่าละแล้วไม่ได้อะไร ถ้าละแล้วสูญเปล่า พระพุทธเจ้าก็ไม่สอนให้ละ แต่เราละอันหนึ่งแล้ว อันหนึ่งงอกงาม

เราเห็นสิ่งหนึ่งไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งมันดีผ่องใส เช่น เห็นกายในกาย ที่พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นตามความเป็นจริง ก็เพื่อกำจัดสิ่งที่หลอกลวง สิ่งที่ไม่จริง ที่มีอยู่ในจิตใจ ที่เคยหลงมาก่อน เพราะความจริงเท่านั้น ทำให้เรายึดมั่นได้ เป็นที่พึ่งได้ กำจัดภัยได้ เพราะความรู้จริงเห็นจริงตามสภาวะธาตุสภาวะธรรม ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ที่ทำให้เราและสัตว์ทั้งหลายเข้าใจผิด สำคัญผิด ยึดถือไปผิด เลยได้รับทุกข์จากความรู้ผิด เข้าใจผิด มาเป็นเวลายาวนาน ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ หรือไม่ใช่เฉพาะแต่ชาตินี้ หลายชาติหลายภพมาแล้ว หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเราไม่รู้จักแล้ว ก็นึกว่าไม่มีอะไร

พระ พุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้เห็นตลอดเวลา เพราะพระปัญญาของพระองค์ละเอียดอ่อน ของลึกลับขนาดไหน พระองค์ก็เห็นได้ จิตใจของเรา ฝึกฝนยังไม่พอ จึงรับยังไม่ได้ รู้ไม่ได้ แม้สิ่งเหล่านั้นมีอยู่ บาปมีอยู่ บุญมีอยู่ นรกมีอยู่ สวรรค์มีอยู่ แต่ก็ยังสงสัย เพราะไม่ประจักษ์ในใจของเราเอง

เมื่อตราบใด เราพยายามทำใจของเราให้มีญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นขึ้นมาแล้ว เราก็จะสิ้นสงสัยทันที เมื่อเราไม่สงสัยแล้ว กำลังใจในการปฏิบัติ ก็เพิ่มขึ้นทันที

ความสงสัย เป็นตัวอุปสรรคอย่างสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตัดความสงสัยเสียได้ จึงเป็นผู้ที่เข้าเขตแดนอริยะ แก้ความสงสัยก็ด้วยการปฏิบัติจิตภาวนา สร้างสติสร้างปัญญาในสมาธิให้เกิดขึ้น ปรากฏในจิตใจของเรา เมื่อมันชัดในจิตใจแล้ว ความสงสัยก็เลิกไปเอง หมดไปเอง

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

สมาธิ…ควรทำจิตให้สงบ เราก็เห็นตามชอบตามสงบตาม

ควรอยู่ในความวิเวก เราก็กำหนดจิตให้เกิดความวิเวก มีความปีติมีความสุขในธรรม เพราะอาศัยความวิเวก มีอารมณ์อันเดียว ที่ท่านยกย่องว่าผู้มีอารมณ์อันเดียว มีสติบริสุทธิ์ มีความสุข

อัน นี้เป็นเรื่องจิตกับความคิดดำริอันชอบภายในเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นเลย โดยเฉพาะจิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เรื่องเฉพาะจิตอันนี้แหละ ถ้าสติเข้าไปรักษาให้เป็นปัจจุบัน รู้อันมั่นคง ไม่วอกแวก ไม่ริบหรี่ เหมือนกับไฟเทียนที่ไม่มีลมพัด มันก็เที่ยง ถ้ามีลมพัดมา วิบๆแวบๆ อ่านหนังสือก็ไม่ออก รู้อะไรก็ไม่ชัด จิตที่มัน ไม่เที่ยงนี้แหละ ที่ขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ความรู้ที่เรารู้ ให้มันตั้ง เหมือนกับหลักหินที่มันตั้ง ลมพัดจากทิศต่างๆ ไม่กระเทือนไม่หวั่นไหว

เราปฏิบัติจิตอบรมจิตให้มีสมาธิ ให้ตั้งอย่างนั้นแหละ อย่าให้มันหลวม อย่าให้มันโยกเยกๆ ให้มันตั้งมั่น โดยสติเป็นผู้ระลึกสัมปชัญญะเป็นผู้รู้ สติระลึกเตือนคำบริกรรม กำกับให้มันทำงาน ไม่ให้เผลอ ไม่ให้ปล่อยทอดธุระ ละไปเอาอันอื่นมาแทน เอาเฉพาะจำกัดที่เรา มอบงานให้ทำ แม้นานเท่าไรเราก็ทำ ยอมรับทำอยู่อันเดียว เพื่อให้เกิดฐานอันมั่นคงก่อน สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นคง ยังไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ให้เห็นความมั่นคงเกิดขึ้น ในจิตใจก่อน ให้เห็นอันนี้ก่อน เป็นประตูแรก เป็นขั้นแรก ของมรรคของการปฏิบัติ เพื่อออกจากทุกข์อย่างแท้จริง

Teachings of the Buddha

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

The teachings of the Buddha. Has led to the Veneration of faith. Voluntary. Sacrifice in What should be sacrificed. In what should be cut off. When I cut something. It’s something that has to happen, but if we want to cut something. Peace was never born.

So I cut one. One left to go. Peace instead. I happen instead. We should be happy. Should be calm. We should put the burden of work down to a minimum to moderate.

Hence the term “rate” is not that I do not have anything. If it is wasted. The Buddha did not teach it. But one by one. One thrive.

One thing we see is not good. It’s so sad to see, but one thing that Buddha’s body in physical reality. The trick is to get rid of. What is not true. Existing in the mind. Ever lost before. Because the only truth. We capture it. Relied on to eliminate the threat to the environment because it is actually a fairly rare condition. With the preparations. We understand the importance and the animals that rely on the knowledge I had been suffering from a misconception for a long time. Not only this year. And not only this nation. Many of the many worlds ago. This circulation. But when we do not know already. That was nothing.

The Buddha sees him all the time. His wisdom is delicate. Mystery of life. He is also trained our minds to it. It’s not even realize what they have is not heresy, there is merit in heaven, hell, there are still doubts. It is clear in our own minds.

When we try to come as long as the perception is that we have seen up to then. We suspect it will end soon. When we do not doubt it. It in practice. Increased immediately.

The drawback is that it is very important so that you can cut it. It was converted into the boundary. I doubt it with the invocation mind. Create an artificial consciousness in meditation to happen. Appear in our minds. When it is clearly in mind. I doubt I will go out on their own.

What’s the difficulty. If you give it to. I know we want to see when looking at it at practice. It is our practice, so we have to train our mind this. A detailed knowledge of philosophy, respectively. That can not be seen by ordinary eyes. I can feel it in mind. I feel that training in mental concentration profile in the Lord. They feel they know.

Therefore our spiritual trying. An emotional one. It is a mental one. A fair one. The mind at peace resolution, respectively. Cut the chaos. External load perturbation. I have in mind is not to let them take the time to spend with your conscious mind is like. Waived with the approval. No need to take in mind that the party is not required to do anything related to the exterior. Because the external object. He was not happy and the unhappy, the value of the information that I was suffering. It is a matter of the mind.

Thus we do not need to cut anything outside. To go to something external. With a verbal. But it is our minds. I like the wisdom of the Buddha as taking the correct action to take. Followed him. I followed him. Where we know it’s not good. The Buddha gave up. We also train our minds to see the carefully according to the release.

Concentrate … what should I do to calm the mind. We see this as followed by calm.

Should be in the solitude. I set it to the solitude. There is joy and happiness in the wrong. Because it relies on the solitude. Emotional one. Be regarded as an emotional one. Pure consciousness and bliss.

This is a mental issue with the idea in mind that I own. It’s not about anything else. In particular, it is only the mind that this is so. If consciousness is present to keep a firm that does not wobble like a flickering candle light, no wind is blowing, it was time to switch on the แwbๆ read it out. I obviously do not know what it is so unstable that I unsteadily up and down, we know that it is essentially the same as the stone is set. Wind blows from different directions. Progesterone did not shaken.

We perform the mental training and mental focus. Give me that. Do not let it loose. Do not let it wobble around. Let it stand. The conscious mind is like the smallness. Warning mindful Brikrrm. Directing them not to release it from accidentally runs errands. Another one to replace it. The only limit to how long we keep it, even though I do. Accept do the same. To achieve a firm before. For those who are not stable. I have not seen anything yet. The security in mind before going out the door before the first of the first stage of Makka. For out of true suffering.

การหุลดพ้นมีจริงหรือไม่

กรรม
คนไทยเรานี้ เวลาเกิดสถานการณ์ต่างๆที่เป็นเหตุร้าย ก็จะมีคนหลายระดับ เราจะต้องเห็นใจกัน คนที่ยังมีจิตใจอ่อนแอ เราก็ให้โอกาสเขาบ้าง การโอดโอยโวยวายคร่ำครวญจะมีบ้าง เราก็เห็นใจและรู้ทัน อย่าไปนึกอะไรมาก ฟังเขาไป เขาอาจจะด่าจะว่า ก็ฟังได้ ยิ่งถ้าเป็นผู้นำผู้บริหาร ก็ยิ่งต้องอดทน ต้องให้เขา ระบาย ไม่ไปต่อล้อต่อเถียง แล้วก็ปลอบโยนให้สติ เขาดีๆ ตามเหตุตามผล แม้แต่เทวดาก็ยังต้องยอมให้โอกาสคน อย่างที่ว่าฝนตกก็แช่ง ฝนแล้งก็ด่า

ฉะนั้น อย่าไปหมดกำลังใจ พระพุทธศาสนาไม่ สอนให้เราท้อแท้ ไม่สอนให้เราท้อถอยอ่อนแอ เมื่อเจอปัญหา เจอเคราะห์กรรม เจอภัยอันตรายแล้ว ให้เข้มแข็ง แล้วใช้มันให้เป็นประโยชน์ในการฝึกปรือตัวเองให้เจริญก้าวหน้ายิ่งขึ้นไป

แล้วเราจะมีความชำนิชำนาญยิ่งขึ้นในการที่จะแก้ปัญหา ในการที่จะผจญเคราะห์กรรมภัยอันตรายให้ผ่่านก้าวไปสู่ความสำเร็จในการสร้าง สรรค์พัฒนาได้ต่อไป..

ขอแต่ว่า เมื่อโอดครวญกันแล้วก็อย่าไปจบไปหยุด อยู่แค่นั้น ต้องผ่านขั้นนี้ไป

พอระบายอารมณ์แล้ว ก็ตั้งสติ สงบ แล้วรีบหันมา ทำการแก้ไขด้วยปัญญา แล้วเอาเหตุการณ์ร้ายหรือปัญหามาใช้ให้เป็นประโยชน์

ปัญหาจะต้องเป็นเวทีพัฒนาปัญญา คือปัญหาเกิดขึ้นแล้ว ถ้าเราใช้ความคิดพิจารณาค้นหาเหตุปัจจัยและหาทางแก้ไข เราจะพลิกปัญหาให้เป็นปัญญา เปลี่ยนอักษรตัวเดียวจาก “ปัญหา” ก็เป็น “ปัญญา” ไป

คนที่เก่งนั้นเขาเปลี่ยนปัญหาให้เป็นปัญญา และใช้ปัญหาเป็นเวทีพัฒนาปัญญา แล้วก็เปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นโอกาส

เวลาทุกข์ยากนี่เป็นประโยชน์มาก เวลาสุขสำราญ ต่างหากที่มักทำให้มัวเมาประมาท

พระพุทธศาสนาสอนว่า ถ้าความรุ่งเรืองความสำเร็จเกิดขึ้น อย่ามัวเมา ต้องใช้มันให้เป็นประโยชน์ เอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

คตินี้ถ้าเป็นคนไม่ประมาทและเป็นคนฉลาดก็สามารถทำได้ อย่างน้อยก็ถือเป็นโอกาสที่จะกระตุ้นเตือนให้คนของเราได้สติ แล้วก็มีความเข้มแข็ง แต่ถ้ามัวคร่ำครวญโอดโอยตีโพยตีพายกันอยู่ ก็เสียเวลาเปล่าๆ และเป็นการซ้ำเติมตัวเองด้วย…

คราวเคราะห์มัวครวญ ยามโชคก็เหลิง เอาแต่หนีเคราะห์และคอยโชค คนอย่างนี้เคราะห์เรียกหา แต่คนเป็นมหาบุรุษได้ ด้วยการผันเคราะห์ให้เป็นโชค และผันโชคให้แผ่ประโยชน์สุข

ในด้านนี้ สังคมไทยเราอาจจะพลาดไปแล้ว เมื่อตอนเราฟุ้งเฟื่อง สบาย มีพรั่งพร้อม แทนที่เราจะเอามันเป็นปัจจัยในการสร้างสรรค์ เรากลับไปหลงระเริง มัวเมา ประมาท นี่ท่านเรียกว่า ทำโอกาสให้เป็นเคราะห์ แทนที่จะใช้โอกาสนั้นในการสร้างสรรค์ยิ่งขึ้นไป

ทีนี้ถึงเวลานี้เราแย่ลงไปเป็นเคราะห์แล้ว ถ้ามัวไป ตีอกชกหัว เศร้าโศก โอดครวญ ก็กลายเป็นซ้ำเติมตัวเอง เคราะห์หนักเข้าไปอีก

ถ้ามีสติปัญญา ตอนนี้ได้สติ แล้วใช้ปัญญา ก็ทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส เพราะคราวทุกข์ยากเดือดร้อนนี่แหละ มักเป็นเวลาที่ดีที่สุด คนที่จะเจริญก้าวหน้าได้โดยมากต้องเจอปัญหา จะได้ฝึกตัวเองให้เข้มแข็ง แล้วเคราะห์นี่ก็ช่วยให้ทั้งสังคมทั้งชีวิตคนประสบความสำเร็จมามากมาย

จากการเจอเคราะห์เจอปัญหาแล้ว ถ้าเราตั้งตัวดี มีท่าทีถูกต้อง เราก็จะมีความเข้มแข็ง พยายามต่อสู้ดิ้นรนขวนขวาย แล้วเราจะได้พัฒนาความสามารถ เราจะได้การฝึกฝนตน ฝึกปรือตัวเอง แล้วได้ปัญญาความสามารถมากขึ้นๆ แล้วชีวิตและสังคมก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป

ขอย้ำคติที่ว่าไว้ข้างต้นอีกครั้งหนึ่งว่า

“คนฉลาดทำเคราะห์ให้เป็นโอกาส แต่คนประมาท ทำโอกาสให้เป็นเคราะห์”

เป็นอันว่า ตอนนี้มีเคราะห์แล้ว ยอมให้มีความเศร้าโศกเสียใจโอดครวญกันชั่วระยะสั้นๆ พอระบาย เสร็จแล้วก็ให้รีบตั้งสติ
ต่อไปนี้ก็รีบมาดีใจว่าเจอเคราะห์แล้ว ทำมันให้เป็นโอกาส ผันเคราะห์ให้เป็นโอกาส แล้วเราก็จะเจริญก้าวหน้าต่อไป ไม่ต้องกลัว

การบวชชี ต้องใช้อะไรบ้าง

ปฎิบัติธรรม

พอดีว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีโอกาศได้ไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล8 ที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีมาค่ะ แต่กว่าจะหาสถาณที่ในการบวชได้ ก็ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการหาข้อมูลนาน เนื่องจากว่าตัวเองทำงานเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดไม่ตายตัว วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเป็นวัดที่สามารถตอบโจทย์ คนที่ต้องการปฎิบัติธรรม ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทั่วไปในการสมัครบวช
-เปิดรับสมัครบวชทุกวัน ไม่มีวันหยุด
-เจ้าหน้าที่พักเที่ยงเวลา 12.00-13.30 น.ควรมาเร็วกว่าเวลาที่เจ้าหน้าที่จะพัก หรือมาหลังเวลา 13.30 น. จะได้ไม่ต้องมานั่งรอนานมากค่ะ
-รับศีล 8 ได้ทุกวันเวลา 17.00 น. บนศาลา (ไม่ใช่ที่ลานปฎิบัติธรรม)
-สามารถบวชได้นานสุงสุดไม่เกิน 7 วัน
-สิ่งที่ต้องเตรียม ของใช้ส่วนตัว (ไม่ควรมีของหอม ครีม/โรลออน น้ำหอมต่างๆ ควรงดใช้ เนื่องจากผิดศีล8) มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
-ชุดบวชสามารถจัดหามาเองได้ ต้องเป็นชุดสีขาวทั้งหมด
1.1ผู้หญิงต้องนุ่งเป็นผ้าถุงเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม (ควรหากางเกงขาสั้นมาใส่ด้านในด้วยค่ะ) ห้ามใส่กางเกงขายาวแทนผ้าถุงเด็ดขาด / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเลยข้อศอกลงมาเท่านั้น / ควรใส่เสื้อทับข้างในด้วยค่ะ / มีผ้าสไบ 1 ผืน
1.2ผู้ชายเป็นกางเกงขายาวเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเท่าข้อศอก
-หรือถ้าไม่สะดวกจัดหามาเอง ให้มาเช่าที่วัดได้ (ควรเช่า 2 ชุด) ชุดล่ะ 40 บาทพร้อมค่าซัก 20 บาท ถ้านำชุดมาเปลี่ยนคิดค่าบริการแค่ 10 บาทค่ะ (ไม่สามารถเลือกชุดเ่ก่า-ใหม่ได้ค่ะ) ถ้าจะซื้อชุดใหม่ที่วัดก็มีจำหน่ายนะค่ะ เข้าไปด้านในจะเป็นร้านลักษณะคล้ายร้านสหกรณ์ มีของจำหน่ายมากมาย ตั้งแต่เสื้อใน กางเกงในก็มีจำหน่ายนะค่ะ
-ควรมีกระบอกน้ำส่วนตัว 1 กระบอกติดตัวไว้ใส่น้ำปานะ (ทางวัดมีจัดไว้ให้พิจรณาได้ตลอดค่ะ) คำว่าพิจรณา ส่วนมากทางวัดใช้แทนคำว่า กิน หรือ ฉัน
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการสมัคร มีดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประชาชน
1.2 รูปถ่ายหน้าตรงประมาณ 1 นิ้ว 1 ใบ
-แต่ถ้าเราไม่สะดวกเตรียมไปเอง ให้เตรียมแค่บัตรประชาชน 1 ใบ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะดำเนินการทั้งหมด (ถ่ายเอกสาร และถ่ายรูป) ให้เองโดยเราหยอดตู้เป็นค่าบริการประมาณ 21 บาทค่ะ(แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทำให้น่าจะสะดวกว่าเตรียมมาเองค่ะ)
-เมื่อสมัครบวชแล้วให้นำกระเป๋ามาเก็บที่สถาณที่พักซึ่งจะเปิด-ปิดเป็น เวลา (ไม่แน่ใจว่ามีเวลาอะไรบ้าง แต่สามารถตรวจสอบได้จาก หน้าประตูศาลาที่เราจะพักได้ เค้าจะเขียนแจ้งไว้ค่ะ )มี 2 ที่ให้เลือกพักได้
1.1 ที่พักแรกเรียกว่าเรือนแพ จะอยู่กลางน้ำ มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยุ่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
1.2 เรียกว่าศาลาสว่างใจ (ถ้าจำชื่อศาลามาผิดต้องขออภัยค่ะ) มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยู่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้เช่นกันค่ะ
-ที่นี่พิจรณาอาหารทุกวัน วันล่ะ 1 มื้อนะค่ะ
หวังว่าข้อมูลที่แจ้งเบื้องต้นจะมีประโยชน์กับท่านที่ต้องการหาสถาณที่ ในการปฎิบัติธรรม ถ้าหากมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปปฎิบัติธรรมที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ลองสอบถามเข้ามานะค่ะ ถ้ารู้จะแจ้งข้อมูลให้ทราบนะค่ะ

ศีล 8
ข้อ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน)
ข้อ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลักทรัพย์)
ข้อ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแห่งพหรมจรรย์)
ข้อ 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ และฉ้อฉลหลอกลวง)
ข้อ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย)
ข้อ 6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่หลังเที่ยงจนรุ่งอรุณ)
ข้อ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดจนถึงการดู การฟังสิ่งเหล่านั้น และเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ การใช้ของหอมเครื่องประทินผิวหรือเครื่องสำอางค์ทุกชนิด)
ข้อ 8. อุจจาสะยะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ และยัดนุ่นสำลีหรือของนุ่มอันมีลายวิจิตร)