ธรรมะที่ถูกต้องตามหลักการ

โจ แอนนา เป็น นางระบำ รัด เพื่อความสมบูรณ์แบบธรรมะ และลดลง ในระยะสั้น เมื่อเธอ ได้พบกับ นักเต้น ที่มีชื่อเสียง ของสหภาพโซเวียต Arslan Rusakov เห็น ความกล้าหาญ ของเขา เต้น ” ไถพรวน ของเธอ . ” เธอ ช่วยให้เขา ข้อบกพร่อง ขับรถ หลบหนีและ ซ่อนตัว จากนั้น ออกมาจาก ปาปารัสซี่ กับเขาใน แมนฮัตตันพาร์ทเมนท์ เมื่อ เขาโยน เธอ ตั้งครรภ์ โจแอนนาแต่งงาน ที่ปลอดภัยและ หวาน จาค็อบ เพื่อนในวัยเด็ก ของเธอ และย้าย ไปแคลิฟอร์เนีย แต่เมื่อ ลูกชายของเธอ ความสามารถ ของแฮร์รี่ สำหรับการเต้นรำ กลายเป็นที่ชัดเจน , โจแอนนา เป็น แรงผลักดัน กลับ เข้ามาในชีวิต ไม่เต็มใจ Arslan ของ

การ เกี้ยวพาราสี แซนดี้ กับ ponytailed , ขับเหงื่อ ทิม ที่ดิสนีย์แลนด์ ไม่เกี่ยวข้องกับ เรื่องนี้ แต่ ตั้งข้อสังเกต อย่างสมบูรณ์ : “ในขณะที่ ทิม มือ โจแอนนาแซนวิช ไอศครีม ที่มี พิธี ดี แซนดี้ เสียใจ ที่เคย บอกว่า เขา ใช้เวลาทั้งวันกับพวกเขา ด้วยความรุนแรง อย่างฉับพลัน เธอเกลียด . สิ่ง ที่เธอ สวมใส่ กางเกงขาสั้นและ เสื้อไม่มีแขน ไม่มีที่ติ เสื้อ สีขาว มีปุ่ม สีฟ้า รู้สึก หดตัว , เป็นอันตราย ถ้าเธอ เป็น คนเดียวกับ โจแอนนา เธอจะ เป็นอันมาก โดย นิสัย ผู้ที่รบกวน เธอ – . . วิธีที่เธอ จะไม่ดื่ม เครื่องดื่มค็อกเทล สนุก… วิธีที่เธอ ได้ รับการ ขึ้นที่ รอยแตกของรุ่งอรุณ โดยไม่ต้อง นาฬิกาปลุกและ เหยียด และการออกกำลังกาย … แต่ ทิม มี จะมาพร้อมและ พิสูจน์ ว่า เป็นที่น่าพอใจ มากขึ้น กว่า โจแอนนา แซนดี้ แม้ว่า แซนดี้ เป็นหนึ่งใน คนที่รู้วิธี ที่จะมี ช่วงเวลาที่ดี ” จากนั้น ปลา แซนดี้ เขา ไปยังMatterhorn สำหรับ คลำ พบ ในขณะที่ โจแอนนา ขี่ ถ้วยชาและลูกสาว ของ แซนดี้ จ้องมอง จากที่นั่ง ด้านหน้าของพวกเขา

เล่า เรื่องที่กระโดด ไปรอบ ๆ ส่วนใหญ่ธรรมะ ระหว่าง นครนิวยอร์ก ระหว่าง โจแอนนา วันที่ เต้นรำและ แคลิฟอร์เนียที่ เธออาศัยอยู่กับ ครอบครัวของเธอ กับหยุด ทันทีทันใด อื่น ๆ ในชิคาโกและ ปารีส ใน ปารีส เธอพบ Arslan เป็นครั้งแรกที่ รออยู่ใน ห้องแต่งตัว ของเขาและ ลอก ถุงน่อง ของเขาออก ” อย่างรุนแรง ราวกับว่าเธอ ถูก ถลกหนัง สัตว์. ” ” m’etonnes Tu ” เธอ บอกเขา คุณ แปลกใจ ฉัน

โจ แอนนา แต่ สิ้นสุดขึ้น กับชนิด และอ่อนโยน จาค็อบ แทน Arslan และรู้สึก ความรักของเธอ สำหรับเขา เติบโต ” ช้า imperceptibly สะสมแร่ธาตุ ใน วิธี ร่องรอย หยด น้ำ สร้าง โครงสร้าง หิน ใน ถ้ำ . ” นั่นคือวิธีที่ Shipstead สร้าง หนังสือเล่มนี้ อย่างช้าๆและ artfully เช่น พ่อครัวขนม มันเป็น ทาร์ต มะนาวของ หนังสือเล่มหนึ่ง ที่น่ารักและ เรียบร้อย

โจ แอนนา ความอ่อนแอ ธรรมะและความสง่างาม และแม่เหล็ก Arslan ให้ ทุกอย่าง ที่เกิดขึ้นกับ พวกเขาดูเหมือน ฉุน เหมือนเป็นส่วนหนึ่ง ของการ แสดงบัลเล่ต์ แม้ โชคร้ายของ โจแอนนา ดูสวย โชคดีที่ ตัวละครทั้งสอง ขอบ โจแอนนา เพื่อนบ้าน น่ารัก แซนดี้และ แกรี่ Wheelock ให้ นวนิยายเรื่องนี้ เพียบ ยิ่งขึ้น ด้วย ตามธรรมดา ของพวกเขา

“อัจฉริยะ underappreciated ” แกรี่ ชอบที่จะ ประกาศ อย่างกล้าหาญ ว่า ” aced ทดสอบไอคิว” เมื่อตอนที่เขา ยังเป็นเด็ก และแซนดี้ โจน begrudges บาง และความสง่างาม ง่าย ของเธอ ผลักดัน อาหาร ของเธอ เช่น ” เธอ วางแผนที่จะ เปิด ให้เธอเข้าไปใน ตับ . ” unhappinesses สามัญของ แกรี่ และแซนดี้ ถ่วงดุลโค้ง มหากาพย์ ชีวิตของ โจแอนนา และ แสดงความสามารถ อันยิ่งใหญ่ Shipstead สำหรับ การสังเกต

บทสวดธรรมะคำจุนโลก

คุณข้อที่ 1 มีความหมายกว้างรวมทั้งปริยัติธรรม คือ คำสั่งสอนด้วย ส่วนข้อที่ 2 ถึง 6 มุ่งให้เป็นคุณของโลกุตตรธรรม จะเห็นได้ในที่อื่นๆ ว่า ข้อที่ 2 ถึง 6 ท่านแสดงไว้เป็น คุณบทของนิพพาน ก็มี
ตาม ฉบับประมวลธรรมได้ขยายความเป็นข้อหนึ่งในเรื่องพระธรรมคุณ หรือคุณของพระธรรม  virtues or attributes of the Dhamma ซึ่งมี ๖ ประการคือ

1. สฺวากฺขาโต ภควตา ธมฺโม (พระธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้ว คือ ตรัสไว้เป็นความจริงแท้ อีกทั้งงามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด พร้อมทั้งอรรถพร้อมทั้งพยัญชนะ ประกาศหลักการครองชีวิตอันประเสริฐ บริสุทธิ์ บริบูรณ์สิ้นเชิง Well proclaimed is the Dhamma by the Blessed One)

2. สนฺทิฏฺฐิโก (อันผู้ปฏิบัติจะพึงเห็นชัดด้วยตนเอง คือ ผู้ใดปฏิบัติ ผู้ใดบรรลุ ผู้นั้นย่อมเห็นประจักษ์ด้วยตนเองไม่ต้องเชื่อตามคำของผู้อื่น ผู้ใดไม่ปฏิบัติ ไม่บรรลุ ผู้อื่นจะบอกก็เห็นไม่ได้  to be seen for oneself)

3. อกาลิโก (ไม่ประกอบด้วยกาล คือ ไม่ขึ้นกับกาลเวลา พร้อมเมื่อใด บรรลุได้ทันที บรรลุเมื่อใด เห็นผลได้ทันที อีกอย่างว่า เป็นจริงอยู่อย่างไร ก็เป็นอย่างนั้น ไม่จำกัดด้วยกาล  not delayed; timeless)

4. เอหิปสฺสิโก (ควรเรียกให้มาดู คือ เชิญชวนให้มาชม และพิสูจน์ หรือท้าทายต่อการตรวจสอบ เพราะเป็นของจริงและดีจริง  inviting to come and see; inviting inspection)

5. โอปนยิโก (ควรน้อมเข้ามา คือ ควรเข้ามาไว้ในใจ หรือน้อมใจเข้าไปให้ถึง ด้วยการปฏิบัติให้เกิดมีขึ้นในใจ หรือให้ใจบรรลุถึงอย่างนั้น หมายความว่า เชิญชวนให้ทดลองปฏิบัติดู อีกอย่างหนึ่งว่าเป็นสิ่งที่นำผู้ปฏิบัติให้เข้าไปถึงที่หมายคือนิพพาน   worthy of inducing in and by one?s own mind; worthy of realizing; to be tried by practice; leading onward)

6. ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ (อันวิญญูชนพึงรู้เฉพาะตน คือ เป็นวิสัยของวิญญชนจะพึงรู้ได้ เป็นของจำเพาะตน ต้องทำจึงเสวยได้เฉพาะตัว ทำให้กันไม่ได้ เอาจากกันไม่ได้ และรู้ได้ประจักษ์ที่ในใจของตนนี่เอง  directly experienceable by the wise)

กรรมตามทัน

เธอเล่าให้ฟังว่า ขณะที่รอให้คนมาช่วยอยู่นั้น ในจิตสำนึกก็หวนระลึกถึงนกที่ตนเองผูกประทัดไว้ จนทำให้มันขาขาด สุวิมลไม่รู้ว่าทำไมต้องนึกถึงมัน แต่จิตของเธอมันนึกขึ้นมาเอง ตอนนี้เธอได้รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดแล้วว่ามันเป็นอย่างไร ผลของกรรมได้สนองเธอแล้วอย่างแน่นอน เธอคิดได้อย่างเดียวว่า มันเป็นผลกรรมที่เธอทำไว้กับนกเป็นแน่ เมื่อตั้งสติได้เช่นนั้น เธอก็คิดขึ้นมาในใจว่า ขออย่าเพิ่งให้ตนเองตายตอนนี้ หากไม่ตายจะทำบุญไปให้นกตัวนั้น

เวลา ผ่านไปหลายชั่วโมง ในที่สุดก็มีคนผ่านมาและช่วยนำตัวเธอส่งโรงพยาบาลทันที เธอนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลายวันกว่าจะกลับบ้านได้ ทุกขณะที่อยู่โรงพยาบาล เธอก็ยังนึกถึงวันที่เธอจุดประทัดแล้วนกตัวนั้นหล่นลงมาขาขาด และตั้งใจว่าหากกลับบ้านวันใดจะต้องรีบทำบุญให้กับนกตัวนั้นทันที

หลายครั้งที่เธอชวนเพื่อนๆ ไปจับสัตว์มาทรมานเล่น บางครั้งก็ไปจับนกแล้วเอาประทัดผูกขามัน เมื่อจุดประทัดแล้วก็ปล่อยมันไป บางครั้งก็เป็นสัตว์อื่นๆ เช่น จิ้งจก ตุ๊กแก สุนัข กบ คางคก เป็นต้น นับว่าสารพัดสัตว์ที่เธอหามาได้ ก็มักถูกจับมาทรมานในรูปแบบต่างๆ กัน

สัตว์ บางตัวจับมาแล้วก็เอามาผูกไว้ ให้มันอดอาหารทรมานจนตาย บางครั้งก็จับใส่ขวดแล้วก็ปิดปากขวดไว้อย่างแน่นหนา สัตว์หลายตัวต้องดิ้นรนอยู่ในขวดอย่างทุรนทุราย เพราะขาดอากาศหายใจ จนในที่สุดก็ตายด้วย ความทุกข์ทรมาน

แต่สิ่งเหล่านั้นล้วนเป็นความสุขของสุวิมลทั้งสิ้น เห็นสัตว์ทีไร เธอก็อดไม่ได้ที่จะต้องจับมันมาทำอะไรสักอย่าง เมื่อได้ทรมานมันแล้วก็รู้สึกว่า สนุกสนานเพลิดเพลิน ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นบาปเป็นกรรมอะไรทั้งสิ้น เธอเชื่อว่า ถึงบาปกรรมจะมีจริง สัตว์พวกนั้นก็คงทำอะไรเธอไม่ได้ เพราะมันตัวเล็กนิดเดียว ไม่มีแรงที่จะมาทำอย่างที่เธอทำกับมันได้

สิ่ง ที่สุวิมลคิดทั้งหมด ล้วนแต่เป็นความคิดผิด อันเกิดจากอวิชชาที่ครอบงำเธออยู่อย่างหนาทึบ จริงอยู่…สัตว์เหล่านั้นคงไม่สามารถฟื้นขึ้นมาและไม่สามารถจับสุวิมลใส่ ขวดปิดฝาทรมานอย่างที่เธอทำกับมันได้ แต่แน่นอนว่า สัตว์ทุกตัวที่ถูกเธอทรมาน จะต้องผูกความแค้นความอาฆาตกับเธอย่างแน่นอน เพราะใครๆก็ต้องรักชีวิตของตนเอง สัตว์ทุกตัวก็รักชีวิตของมัน

ด้วยบาปกรรมที่สุวิมลทำไว้จะทำให้เธอได้รับผลกรรมอย่างแน่นอน ไม่วันใดก็วันหนึ่ง แต่ในขณะที่ยังไม่ได้รับผลกรรมชั่ว เธอย่อมไม่รู้จักบาปบุญคุณโทษ

วัน หนึ่งสุวิมลจับนกมาได้ตัวหนึ่ง ก็เลยนึกสนุกเช่นที่เคยทำ เธอไปซื้อประทัดสามเหลี่ยมขนาดใหญ่มาหนึ่งอัน และผูกไว้ที่ขานกอย่างที่เธอเคยทำ พร้อมกับเอาเทปใสพันรอบขานกเพื่อไม่ให้ประทัดหล่น เมื่อเธอมั่นใจว่าประทัดแน่นดีแล้ว ก็หาไม้ขีดไฟมาจุดทันที!!

ไฟลุกติดอย่างรวดเร็ว เธอรีบปล่อยนกให้เป็นอิสระ มันจึงรีบบินหนีทันที เพราะกลัวความตาย แต่เมื่อบินไป ได้ไม่ไกลนัก ประทัดก็ระเบิดขึ้นตูมใหญ่!! เสียงดังสนั่น หวั่นไหว ตามมาด้วยขาทั้งสองของมันขาดปลิวร่วงลงมา!! มันเจ็บปวดทรมานมาก ก่อนที่ร่างจะค่อยๆร่วงลงสู่พื้น

สุวิมล เห็นเช่นนั้นก็ไม่ได้รู้สึกตกใจ หรือรู้สึกสงสารนกแม้แต่น้อย ตรงกันข้ามเธอกลับตบมือโห่ร้องแสดงความดีใจ และสนุกสนานที่ได้แกล้งนก

หนึ่งปีผ่านไป กรรมที่สุวิมลก่อไว้กับนกก็ได้ย้อนกลับ มาหาเธอโดยที่เธอไม่รู้สึกตัวเลย

วัน หนึ่งเธอนั่งรถมอเตอร์ไซค์ไปกับเพื่อน เพื่อจะไปเที่ยวงานกลางคืน ความที่พวกเธอเป็นวัยรุ่น กำลังคึกคะนอง จึงขับรถซิ่งด้วยความสะใจ โดยไม่กลัวว่าจะเกิดอุบัติเหตุ

ช่วงเวลาที่เธอกำลังสนุกสนานกับความเร็วของรถอยู่นั้น จู่ๆรถก็ตกหลุม ทำให้เสียหลักในการทรงตัว ตกลงข้างถนน คนขับก็ลอยกระเด็นไปด้านหนึ่งจนสลบไป แต่สุวิมลลอยกระเด็นติดไปกับรถ เมื่อรถกระแทกลงพื้น ก็ระเบิดขึ้นมาอย่างแรง เสียงดังสนั่นหวั่นไหว!! และท่ามกลางความมืดนั้น ได้ยินแต่เสียงร้องของสุวิมลเรียกให้คนช่วย

เธอ นอนร้องอยู่อย่างนั้นหลายชั่วโมง ขณะนั้นเธอก็รู้สึกได้ว่า ขาข้างซ้ายของเธอได้ขาดไปแล้ว น้ำตาจึงไหล ออกมาไม่หยุด ด้วยความเจ็บปวดที่ขาขาด และเสียเลือดมาก สุวิมลร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวดทรมานอย่างแสนสาหัส

เมื่อถึงวันที่ได้กลับบ้าน เธอจึงบอกพ่อแม่ให้เตรียมสังฆทาน อาหารคาวหวาน และให้พาเธอไปทำบุญที่วัด เพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับนกตามที่เธอตั้งใจไว้ และนอกจากนี้ เธอยังได้ทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้กับสัตว์อื่นๆ ที่เธอเคยนำมาทรมานทุกตัว ทำให้สุขภาพจิตของเธอดีขึ้น แผลที่ขาก็ค่อยๆหาย แต่ขาที่ขาดไปแล้วนั้น หมอไม่สามารถต่อได้ เธอต้องกลายเป็นคนพิการไปตลอดชีวิต

นี่ แหละคืออำนาจของกฎแห่งกรรม ที่ทำงานอย่างตรงไปตรงมา ให้ผลตามที่แต่ละคนได้สร้างเอาไว้ คนอื่นจะมารับแทนกันก็ไม่ได้ ผู้ที่ต้องการประสบแต่ความโชคดีก็จงรู้จักเลือกที่จะสร้างแต่กรรมดี เราสามารถทำกรรมดีได้ทุกวันทุกที่ทุกเวลา เพียงตั้งใจงดเว้นจากกรรมชั่ว รักษาศีล ๕ ให้บริสุทธิ์ ให้ทาน และปฏิบัติสมาธิภาวนา เป็นประจำ สิ่งเหล่านี้จะช่วยทำให้ชีวิตของเราประสบแต่ความโชคดีตลอดไป

การบวชนาค สำคัญอย่างไร

การบวชนาค ในประเพณีการบวชของชาวบ้านเชียงหวางเวลาบวชนาคหรือเวลาพานาคเข้าโบสถ์พ่อจะจูงมือซ้า
ย แม่จะจูงมือขวา ถ้าไม่มีพ่อแม่จะให้ญาติเป็นผู้จูงถึงภายในโบสถ์แล้วนาคจะนำดอกไม้ธุปเทียนไปบูชาพระ
พ่อ กับแม่จะยกผ้าไตรส่งให้นาค ก่อนจะรับผ้าไตรนาคต้องกราบพ่อกับแม่ก่อน แล้วเดินอุ้มผ้าไตรเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปท่ามกลางพระสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาแล้วออกมาครองผ้าแล้วเข้าไปขอศีลกับพระอาจารย์ หลังจากนั้นอุ้มบาตรเข้าหาพระอุปัชฌาย์กล่าวคำขอนิสัย เมื่อท่านเอาบาตรคล้องคอแล้วมอบบาตรจีวรให้ ตอนนี้พระอาจารย์คู่สวดมนต์จะสมมุติตนเป็นผู้สอนและซักซ้อมนาค แล้วออกไปซักซ้อมนาคพอถารมแล้วก็เรียกนาคเข้ามาถามต่อหน้าพระสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่บอกเล่าสงฆ์ พอถามเสร็จแล้วก็สวดญัตติ
การบอกอนุศาสน์ คือการบอกกิจที่ควรทำและไม่ควรทำ
การกรวดน้ำ เมื่อเสร็จสิ้นจากการบวชแล้วต่อจากนั้นพระที่บวชใหม่จะนำจตุปัจจัยไปถวายพระอุปัชฌาย์
การกรวดน้ำในพิธีนี้ถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเป็นการเสร็จพิธีของการบวช
การ ลาสิกขา ผู้ที่จะลาสิกขาจะต้องมีการเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปทำวัตรพระอุปัชฌาย์ อาจารย์เมื่อถึงวันกำหนดแล้วให้จัดสถานที่นิมนต์พระสงฆ์มาพร้อมกันพระภิกษุ จะลาสิกขาต้องแสดงอาบัติ
เสียก่อนแล้วว่านโม3 จบหลังจากนั้นพระเถระจะชักผ้าสังฆาติออกจึงออกไปเปลืองผ้าเหลืองนุ่งผ้าขาวเข้ามา
กล่าวคำขอสรณคมณ์และศีล 5 แล้วกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามะกะส่วนการลาสิกขาของสามเณรไม่มีคงอนุโลมตามอย่างพระภิกษุบวชนาค
ภาคเช้าเข้าอุโบสถนาคเครื่องอุปชายะ
- อุ้มผ้าไตรประนมมือเปล่าวาจาขอบบรรพชา
- พระอุปชายะรับผ้าไตร
- เปล่งคำขอบรรพชาต่อไป
- พระอุปัชฌายะ
- ชักอังสะออกจากผ้าไตยแล้วสวมให้ผู้บวช
- ให้ผู้ออกไปครองผ้าให้ครบไตย เสร็จก็รับเครื่องไทยทานไปถวายพระอาจารย์ กราบ3 ประนมมือเปล่าวาจาขอสรรณะและศีล
- เมื่อกล่าวขอเป็นสามเณรสำเร็จสมาทานสิกขาบท เสร็จแล้วก็รับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย กราบ 9 หนยืนประณมมือกล่าวคำขอนิสัย
- จากนั้นพระอุปัชฌายะทั้ง 6 บอกให้ออกไปข้างนอก แล้วพระอุปัชฌายะจะถาม (อันตรายิกรรม) ผู้บวชพึงรับว่าอัตถิ ภันเต 5 หน อามะภันเต 3 หน
- กลับเข้ามากราบพระอุปัชฌายะ 3 หน แล้วนั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขออุปสมบท
- ในขณะ พระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์ และสวดสมมติตนถามอันตรายิกรรม จากนั้นนั่งฟังท่านสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบพอจบท่านจะเอาบาตรออกจากตัว พึงกราบลง 3 หน แล้วนั่งพับเพียบฟังพระอุปัชฌายะบอกอนุฅศาสน์ไปจนจบ แล้วกล่าวรับจากนั้นก็ถวายไทยทานรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีทั้งหมด

 

 

การประเคนนาค เมื่อบุตรหลานมีอายุครบพอที่จะบวช เป็นพระหรือเณรพ่อกับแม่จะนำไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดก่อนบวชเพื่อให้บุตร หลานของท่าน
ได้ ศึกษาเล่าเรียนและ ท่องบทขานนาค เรียนหนังสือธรรม การนำลูกหลานไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดเขาจะจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันนำตัวนาค ไป เมื่อพระท่านรับขันแล้วก็จะมีการตีโปงหรือระฆังให้ชาวบ้านได้อนุโมทนาสาธุ เรียกว่าการประเคนนาค
การปล่อยนาค เมื่อจะถึงวันบวชนาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้อง เพื่อขอขมาลาโทษผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือและไปสั่งลาชู้สาวถ้ามี หากมีหนี้สินติดตัวก็รีบชำระเพื่อที่จะได้เป็นคนบริสุทธิ์ การปล่อยนาคมีกำหนดได้ 3 วันเพื่อให้นาคได้มีโอกาสเวลาบวชจะได้ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญกุศลต่อไป

กองบวช เครื่องที่จะนำมาใช้เป็นกองบวชได้แก่บริขาร 8 มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าสังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็ม ประคตเอว ผ้ากรองน้ำ ถ้าทำพร้อมกันหลายกองให้ขนมารวมกันที่วัด ตอนค่ำสวดมนต์ เสร็จแล้วบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าบวชในบ้านของตนเอง ตอนค่ำจะนิมนต์พระไปสวดที่บ้าน ตอนเช้าเลี้ยงพระแล้วแห่กองบวชมารวมกันที่ศาลาวัดกองบวชจะใช้เตียงหามออกมา เตียงที่ใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ ก่อนจะสู่ขวัญนาคต้องบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ญาติผู้ตาย

การแห่นาค การแห่นาคทำตามศรัทธาของเจ้าภาพส่วนใหญ่ถ้าเป็นในเขตของภาคอีสาน การแห่นาคจะใช้พาหนะในการแห่คือรถ นาคทุกคนต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถ้าตั้งกองบวชที่บ้าน ให้แห่กองบวชมารวมกันที่วัดเมื่อพร้อมกันแล้วก็แห่รอบศาลาอีครั้งหนึ่ง
การ สู่ขวัญนาค เมื่อแห่รอบศาลานาคทุกคนเตรียมเข้าพาขวัญ ญาติพี่น้องนั่งห้อมล้อมพาขวัญพราหมณ์เริ่มทำพิธีสู่ขวัญเสร็จแล้วผูกแขนนาค นำเข้าพิ
ธีบวชต่อไป


 

กรรมชัวลูกชั่วหลาน

วันหนึ่งมีร้านอาหารมาเปิดแถวพุทธมณฑลสาย 5 ซึ่งไม่ไกลจากบ้านของประยงค์เท่าใดนัก และเจ้าของร้านก็รู้จักกันดีกับประยงค์ ที่ร้านนี้มีเมนูอาหารหลายอย่าง แต่ที่ขึ้นชื่อน่าจะเป็นปลาช่อนลุยสวน ซึ่งมีรสชาติอร่อยมาก เพราะใช้ปลาช่อนสดๆที่เพิ่งถูกฆ่าใหม่ๆ เมื่อร้านอาหารมีคนมาอุดหนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ปลาช่อนลุยสวนเมนูเด็ดของร้านจึงทำไม่ค่อยทัน หลายครั้งปลาก็หมดอย่างรวดเร็ว เจ้าของร้านจึงคิดสั่งปลามาเพิ่ม เพื่อจะได้ตอบสนองลูกค้าอย่างเพียงพอ

เจ้า ของร้านเห็นประยงค์ไปรับจ้างได้ค่าแรงไม่มาก จึงคิดอยากจะหาทางช่วยเหลือ วันหนึ่งเมื่อได้เจอประยงค์ เขาก็ถามว่าสนใจที่จะทำงานให้กับร้านหรือไม่ ประยงค์ก็รีบรับปากทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เจ้าของร้านบอกว่า ทำอยู่ที่บ้านก็ได้ ทำเสร็จค่อยเอาไปส่งที่ร้าน จะทำกี่คนก็ได้ ช่วยกันทำ ยิ่งทำได้มาก ก็ยิ่งจะได้ค่าตอบแทนมาก งานนั้นก็คือ เป็นเพชฌฆาตฆ่าปลาช่อน พร้อมขอดเกล็ดให้เรียบร้อย

 

กรรมและผลของกรรมนั้น เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนยากที่จะเข้าใจได้อย่างละเอียด บางครั้งพ่อเป็นคนสร้างกรรม แต่ผลของกรรมกลับไปแสดงผลกับลูก กับครอบครัว เป็นต้น อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ นอกจากทุกคนจะมีกรรมเป็นของตนเองแล้ว แต่ละคนยังมีกรรมร่วมกันด้วย เมื่ออยู่ในครอบครัวเดียวกัน ก็จะมีกรรมที่ทุกคนเคยทำร่วมกัน จึงได้รับผลร่วมกันก็มี ดังเรื่องราวของ “ประยงค์” ชายรับจ้างวัย 51 ปี เป็นคนสามพราน นครปฐม เขามีฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีรายได้แค่พอเลี้ยงครอบครัวไปวันๆเท่านั้น

 

ประยงค์ไม่ได้นึกอะไรไปมากกว่าได้รับค่าตอบแทนที่ดี มีเงินเพิ่มเพื่อเลี้ยงครอบครัว เพราะตอนนี้เขาก็มีลูกสาวอยู่คนเดียว อายุเพิ่ง 7 ขวบ ความหวังของประยงค์ นั้นอยากจะให้ลูกได้มีโอกาสเรียนสูงๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่ เขาจึงตกปากรับคำกับเจ้าของร้าน

วัน รุ่งขึ้นก็มีรถขนปลาช่อนตัวเป็นๆ มาที่บ้านเขาจำนวนมาก ตอนแรกที่เห็นปลาทั้งหมดดิ้นในถัง ทำเอาประยงค์รู้สึกกลัวเหมือนกันที่ต้องฆ่าปลาเหล่านี้ เพราะขนาดของปลามีแต่ตัวใหญ่ๆ หากเป็นปลาตัวเล็กๆ เขาก็คงไม่หวาดเสียวเท่าใดนัก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะได้รับปากไว้แล้ว

ประยงค์จึงเริ่มทำงานโดยทุบหัวปลาช่อนให้ตายทีละตัวๆ บางตัวก็ต้องทุบหลายครั้งกว่าจะตาย เนื่องจากตัวใหญ่หัวแข็ง ในแต่ละวันกว่าจะทุบหัวปลาและขอดเกล็ดหมดก็ใช้เวลานานพอสมควร และตามแขนขาหน้าตาของเขาเต็มไปด้วยเลือดปลาที่กระเด็นใส่!!

เมื่อ วันแรกของการเป็นเพชฌฆาตปลาช่อนผ่านไปและมีรายได้ดี ประยงค์ก็ไม่รู้สึกอะไรอีก นอกจากทุบหัวปลาให้ได้มากขึ้น หลายครั้งเขาก็เรียกลูกเมียมาช่วย ซึ่งตอนแรกๆทุกคนรู้สึกกลัว ไม่กล้าทำ แต่เมื่อเห็นจนเป็นความเคยชิน จึงได้เริ่มลองทำดูบ้าง จนทำให้งานของเขาเสร็จเร็ว ได้เงินมากขึ้น และเหลือเวลาไปรับจ้างทำอย่างอื่นได้อีก

บ้านของประยงค์อยู่ริมคลอง ทุกเช้าเขาจะมานั่งทุบหัวปลาอยู่ริมคลองพร้อมกับครอบครัว หลังจากทุบเสร็จ ขอดเกล็ดแล้ว ก็จะตักน้ำคลองมาล้างปลาจนสะอาด และทุกเช้าจะมีพระเดินบิณฑบาตรผ่านบ้านเขาทุกวัน บางครั้งพระที่เดินผ่านมาก็ตกใจ เพราะเห็นปลาที่ประยงค์กำลังทุบอยู่นั้นดิ้นอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ทุกข์ทรมานกับการถูกทุบหัวเป็นยิ่งนัก บางครั้งดิ้นแรงมากจนถึงกับกระเด็นมาใกล้เท้าพระ หลายครั้งที่พระได้เตือนประยงค์ไปว่า หากเลี่ยงอาชีพนี้ได้ก็ให้เลี่ยงซะ อย่าทำเลย เพราะมันเป็น บาปเป็นกรรม ประยงค์ก็รับฟังสิ่งที่หลวงพ่อสอน แต่ว่าจะให้เขาทำอย่างไร จะเปลี่ยนอาชีพก็ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงคิดว่าทำอาชีพนี้ต่อไปก่อน หากหาอาชีพใหม่ที่ดีกว่านี้ได้แล้ว ค่อยเปลี่ยนไปทำ

เวลาผ่านไป ครอบครัวของประยงค์เริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากคนที่กลัวการฆ่า แต่วันนี้ทุกคนไม่กลัว และเห็นการฆ่าปลาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นความเคยชิน เพราะอาชีพนี้ช่วยให้ครอบครัวเขาดีขึ้น

ประยงค์ และครอบครัวไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ ผลกรรมมันจะตามมาทันอย่างรวดเร็วในชาตินี้… แล้วกฎแห่งกรรมก็เดินทางมาถึงในช่วงเย็นของวันหนึ่ง ลูกสาวของประยงค์ได้ลงไปเล่นน้ำในคลองหน้าบ้านตามลำพัง ซึ่งตามปกติเธอก็มักจะโดดน้ำคลองเล่นเป็นประจำมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เธอจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับการเล่นน้ำในคลอง พ่อแม่ก็ปล่อยให้เล่นตามสบาย เพราะเห็นลูกเล่นอย่างนี้มานานแล้ว

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆ น้องเจนจิราได้ปีนขึ้นต้นไม้ริมคลองแล้วกระโดดลงน้ำ เหมือนอย่างที่เคยเห็น เด็กแถวบ้านทำกัน เธอกระโดดพุ่งหัวลงไปในคลองอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นหัวของเธอก็ไปกระทบเข้ากับตอไม้ท่อนใหญ่ที่อยู่ในน้ำอย่างแรง จนหัวแตก คอหัก ทำให้เธอจมดิ่งลงใต้น้ำ!! กว่าที่พ่อแม่จะรู้ว่าลูกจมหายไปในน้ำ แล้วลงไปช่วยกันงมหา น้องเจนจิราก็ได้กลายเป็นศพไปเสียแล้ว…

ประยงค์ และภรรยาต่างร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะมีลูกสาวเพียงคนเดียว แถมยังมาตายอย่างน่าอนาถ ความฝันของประยงค์ ที่จะทำให้ลูกสาวได้เรียนสูงๆนั้นจึงหายวับไปกับตา เมื่อเขาได้สติก็ระลึกถึงคำเตือนของพระ ว่าสิ่งที่เขากับครอบครัวช่วยกันทำนั้นเป็นบาปกรรม พวกปลาที่ถูกเขาฆ่าคงอาฆาตแค้นอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ลูกสาวต้องตายในสภาพเช่นเดียวกับปลาช่อนที่ถูกทุบหัวนั้น!!

นี่คือผลของกรรมที่เห็นได้ทันทีในชาตินี้ ถึงแม้ว่ากรรมที่ทำจะไม่ได้แสดงผลกับประยงค์โดยตรง แต่การที่มันให้ผลกับลูกของเขา ก็ยิ่งเป็นเหมือนกับมีดโกนที่บาดลงกลางใจของผู้เป็นพ่อ เพราะลูกเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ เขายอมทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อลูก แต่เมื่อเห็นลูกมาตายเช่นนี้ ชีวิตเขาก็เหมือนกับตายทั้งเป็น

การฆ่าสัตว์ใดๆ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นบาป ผิดศีล และผลกรรมจากการฆ่าสัตว์จะทำให้อายุสั้นลงด้วย

โลกที่วุ่นวาย

สัตว์ทุกประเภทเมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะต้องขวนขวายแสวงหาแต่ความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียว การขวนขวาย หาความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียวนั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องกระทบ กระเทือนเบียดเบียนถึงคนอื่นหรือสัตว์อื่น ให้ได้รับความ ทุกข์เดือดร้อน นี่เป็นวิสัยของโลก มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล

ถ้า หากว่าเราเห็นเรื่องการเบียดเบียน หรือการเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องทำลายความสุขของคนอื่น เป็นเครื่องทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่น เราจึงหันมารักษาศีล คือหาเครื่องกรองเพื่อให้เห็นว่าการทำเช่นนั้นมันไม่ดี มันเป็นเรื่องนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อนให้แก่คนอื่นและสัตว์ตัวอื่น ตัวอย่างเช่นงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตามปกติคนเรามีนิสัยชอบกินเนื้อเขาเป็นพื้น เห็นเนื้อเขาก็น้ำลายพุ่งออกมาเลยไม่ว่าเนื้ออะไรทั้งหมด มันติดนิสัยกินเนื้อเขาเอามาเป็นอาหารเอามาบำรุงร่างกายของตัว อันนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว

ถ้า หากผู้ใดรู้เรื่องหมด เห็นโทษ เห็นภัยอย่างนี้แล้วหันมาพยายามรักษาศีล คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ ถึงแม้จิตใจมันยังชอบหรือยังอยากอยู่ก็ตาม แต่กายและวาจาไม่กระทำ คือกายไม่ไปฆ่าหรือวาจาไม่บังคับให้เขาฆ่า งดเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น ธรรมะก็ปรากฏขึ้นมาแล้วในกายในวาจาของคนคนนั้น คือไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น นี่มันกรองได้อย่างนี้

คนเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้วก็ปะปนอยู่กับโลก วุ่นวายอยู่กับโลก เห็นเรื่องของโลก ได้ผ่านได้ประสบพบเหตุการณ์มาแล้วทุกอย่างทุกประการ ผู้ที่ปฏิบัติศีลธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เบื่อเรื่องโลก เห็นโทษของเรื่องโลกของเรื่องวัฏสงสาร จึงได้พากันพยายามมาปฏิบัติทางด้านศีลธรรม เพื่อกลั่นกรองเอาธรรมะออกมาจากโลกอันนี้ ในทางพุทธศาสนาเครื่องกลั่นกรองนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เครื่องกลั่นกรองมี ๓ อย่างนี้เท่านั้น

ศีล เป็นเครื่องกลั่นกรองอย่างหยาบก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากไม่มีศีลเป็นเครื่องกรองเสียแล้ว เราก็ไม่รู้จักว่าคนเรามีเรื่องของโลกปะปนอยู่มากน้อยเท่าใด คำว่า สัตว์โลก แปลว่า ผู้ยังข้องยังติดอยู่กับโลก คนเรามันยังติดอยู่กับโลก พอใจยินดีกับโลก ท่านจึงเรียกว่าสัตว์ มนุษย์คือสัตว์ประเภทหนึ่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดขึ้นมาตามธรรมดาสามัญทั่วไปย่อมเห็นแก่ตัว เอาแต่ความสุขส่วนตัวเป็นพื้น การเห็นแก่ตนนั่นแหละเป็นวิสัยของสามัญสัตว์ทั่วไป หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นเรื่องของโลก

หากใจยังคิดนึกอยู่ท่านก็ไม่ได้ปรับโทษว่าเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อ ๑ คือฆ่าสัตว์ เพราะกายและวาจางดได้ไม่ยอมทำ เนื่องจากกลัวศีลจะขาด แต่ใจยังรักษาไม่ได้ เท่านี้ก็เป็นการกรองออกมาจากโลก ไม่เป็นโลกแล้ว มีธรรมขึ้นมาแล้ว แต่ธรรมตอนนี้ยังไม่ทันบริสุทธิ์ ธรรมยังเศร้าหมองยังไม่ทันผ่องใสเต็มที่ เปรียบเหมือนกับทองคำที่เขาหล่อหลอมแล้ว ไล่ขี้มันออกแล้วเป็นทองบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่ได้ทำรูปพรรณให้เป็นเครื่องใช้ มันยังไม่สวยสดงดงามพอจะเป็นเครื่องประตับตกแต่งได้ ศีลก็ขนาดนั้นเหมือนกัน สำหรับข้อแรกเราก็พอจะเห็นการกลั่นกรองออกมาได้แล้ว

ข้อ ที่สอง งดเว้นเสียจากการลักขโมยฉ้อโกงของของคนอื่น เอามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน คนเราเมื่อเห็นแก่ตัวแล้วก็ต้องแสวงหา ทีแรกก็นำมาค้าขายแลกเปลี่ยน หาผลกำไรเป็นธรรมดา เมื่อหาผลหากำไรได้ไม่พอใจ เพราะความโลภมันแทรกซึมอยู่มาก ก็จะมีการละโมบ ฉ้อโกง หรือเห็นของที่เขาทอดทิ้งไว้ไม่เห็นเจ้าของ ก็จะหยิบฉวยเอาไปเป็นของตน นี่เป็นโลกมันแทรกซึมอยู่กับธรรมอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรามาสมาทานศีล หรือตั้งใจงดเว้นศีลข้อที่สอง คือไม่ลักขโมยฉ้อโกงของเขา ถ้าใจมันยังอยากอยู่แต่เรากลัวศีลจะขาด เราก็พยายามไม่ฉ้อโกงไม่ขโมยของเขา อันนี้ก็เรียกว่าเรากรองจากโลกออกมาแล้ว จะปรากฏขึ้นมาแก่ใจของตนว่า ธรรมะของเราปรากฏขึ้นแล้ว

ส่วน ข้ออื่นๆ เช่นการประพฤติผิดมิจฉาจาร กล่าวมุสาวาจา ดื่มสุราเมรัย หรือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าจะไล่เป็นข้อๆ ไปแล้วก็ยืดยาว เพียง ๒ ข้อนี่ก็แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า การกลั่นกรองธรรมะออกมาจากโลกกรองได้ด้วยวิธีนี้ คือกรองด้วยการรักษาศีล

กรรมของการข่มขืน

ในสังคมที่ วุ่นวายกลางเมืองหลวงของไทย “ไกรยุทธ” ซึ่งเป็นคนหนึ่งที่ได้เดินทางจากต่างจังหวัดมาค้าขายอยู่ในกรุงเทพกว่า 10 ปีแล้ว นับจากวันที่เริ่มเข้ามาอยู่ในเมืองหลวงจนถึงวันนี้ ชีวิตเขาดีขึ้นกว่าเดิมมาก มีความเป็นอยู่ที่สุขสบาย และจากการที่เขาเริ่มมีเงินมีทองนี่เอง ทำให้เขามักลืมตัวเอง เอาเงินไปใช้ในสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์อยู่เป็นประจำ

ระหว่าง ที่ใกล้จะถึงบ้าน บังเอิญได้เจอเด็กสาวคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบ้านเขาเท่าไหร่นัก และจากการที่เขาเมาหนักจนขาดสติ ทำให้ความคิดชั่วเกิดขึ้นในใจของเขาทันที เขาคิดอยากจะข่มขืนเด็กคนนี้เหลือเกิน ในเวลานั้นเขาไม่เคยคิดเลยว่า ผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร คิดเพียงแค่ต้องการความสนุกชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อคิดแล้วเขาก็ตรงดิ่งไปที่เด็กสาวคนนั้นทันที ขณะที่เด็กหญิงไม่ทันระมัดระวังตัว เพราะคิดว่าเป็นแค่คนเมาธรรมดาๆ แต่เมื่อไกรยุทธเข้าถึงตัว เขารวบตัวเด็กสาวไว้ แล้วลากไปที่เปลี่ยวริมทาง แม้ว่าเธอจะพยายามดิ้นรนและร้องตะโกนให้คนช่วย แต่ก็ถูกไกรยุทธใช้มืออุดปาก แล้วชกเข้าที่ลำตัว จนเธอไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ ในที่สุดก็ถูกไกรยุทธข่มขืนจนได้
ในช่วงที่เขายากจนนั้น ไกรยุทธมีความขยันหมั่นเพียรในการสร้างตัว แต่นิสัยเสียของเขาคือ ชอบเที่ยว ชอบดื่มสุรายาเมา สิ่งเหล่านี้ทำให้ชีวิตของเขาต้องผกผันอยู่เสมอ และก็บั่นทอนความดีที่อยู่ในตัวของเขาให้น้อยลงไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะเมื่อได้ไปคบกับเพื่อนที่ไม่ดีเพิ่มมากขึ้น

หลัง จากค้าขายมาตลอดทั้งอาทิตย์ ไกรยุทธก็มักจะชดเชยความเหนื่อยล้าด้วยการออกไปเที่ยวคลับเที่ยวบาร์ กินเหล้ากับเพื่อนฝูง เพื่อผ่อนคลาย แต่ก็หารู้ไม่ว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ได้ช่วยชดเชยความเหนื่อย ตรงกันข้ามกลับเป็นการตอกย้ำความเหนื่อยยากลงไปอย่างแยบยล

วันหนึ่งเขาออกไปเที่ยวเช่นเคย และได้ดื่มเหล้าอย่างหนัก เพราะช่วงนั้นเป็นวันหยุดยาว เขาคิดว่าจะกินให้หนำใจ สมกับที่แสนจะเหน็ดเหนื่อย เพราะการทุ่มเทแสวงหาเงินทองมา ก็เพื่อความสุขเหล่านี้แหละ เขาหารู้ไม่ว่ามันยังมีความสุขประเภทอื่นๆ อีกมากมาย แต่ในความคิดของเขา ความสุขที่จับต้องได้ง่ายที่สุดคือการกินและเที่ยวนั่นเอง เมื่อเขาเมาหนักแล้วก็กลับบ้าน

หลัง จากถูกข่มขืน เด็กสาวร้องไห้ด้วยความตกใจและเสียใจ ไกรยุทธจึงกลัวว่าหากเธอไปแจ้งความ เขาก็จะถูกจับ ชายหนุ่มจึงขู่ตะคอกไปว่าห้ามบอกใครเด็ดขาด หากไม่เชื่อ จะฆ่าให้ตาย ทำให้เด็กสาวเกิดความหวาดกลัวอย่างหนัก แล้วเขาก็ปล่อยเด็กสาวไป เธอเดินกลับบ้านด้วยน้ำตานองหน้า ในหัวใจเต็มไปด้วยความรู้สึกเจ็บช้ำเสียใจ แต่ก็ไม่ได้บอกเรื่องที่เกิดขึ้นกับใคร

วันเวลาผ่านไปเธอก็เริ่มตั้งท้อง เมื่อพ่อแม่ญาติพี่น้องรู้เข้า จึงเค้นถามว่าใครเป็นพ่อเด็ก ในที่สุดเธอก็ยอมเปิดเผยความจริงว่าเธอโดนข่มขืน ญาติพี่น้องจึงเข้าแจ้งความกับตำรวจ ซึ่งพยายามติดตามหาตัวไกรยุทธ เพราะหลังจากเหตุการณ์เกิดขึ้นไม่นาน เขาก็ได้ย้ายครอบครัวไปอยู่ที่อื่น โดยโกหกลูกเมียว่าหนีเจ้าหนี้ ที่พยายามจะตามฆ่า

ไกรยุทธยังคงประกอบอาชีพค้าขายเลี้ยงลูกเมียต่อไป เขามีลูกสาวเพียงคนเดียวที่เป็นดั่งแก้วตาดวงใจ ซึ่งตอนนี้โตเป็นสาวสวยแล้ว

ในที่สุดกรรมที่เขาทำ ก็ให้ผลจนได้ วันหนึ่งตำรวจตามสืบได้ว่าเขาอยู่ที่ไหน และเข้าจับกุมทันที ในข้อหาพรากผู้เยาว์ จนต้องติดคุกหลายปี และเท่านั้นยังไม่พอ ระหว่างที่อยู่ในคุก เขาก็ได้รู้ข่าวเกี่ยวกับลูกสาวซึ่งทำให้เขาปวดร้าวใจอย่างแสนสาหัส

เพราะ หลังจากที่ไกรยุทธติดคุกแล้ว ภรรยาและลูกสาวแสนสวยก็อยู่กันตามลำพัง วันหนึ่งมีกลุ่มนักเลงที่อยู่แถวนั้นผ่านมาเห็นลูกสาวของเขา ก็เอ่ยปากแซวตามประสาของคนหนุ่มเห็นสาวสวย แต่เธอไม่เล่นด้วย นักเลงกลุ่มนั้นก็ไม่เลิกตอแย เพราะรู้ว่าบ้านนี้อยู่กันเพียงสองแม่ลูกเท่านั้น

วันหนึ่งระหว่างที่พวกเขาตั้งวงกินเหล้าอยู่ปากซอย ก็เห็นลูกสาวของไกรยุทธเดินผ่านมา เธอกลับจากซื้อของที่ห้างสรรพสินค้า เมื่อพวกนี้เห็นจึงแซวทักทายเหมือนเช่นเคย แต่วันนี้เด็กสาวรู้สึกโมโห จึงด่าตอบโต้กลับไป พวกนักเลงรู้สึกไม่พอใจ จึงเดินตามหาเรื่องเธอไปตลอดทาง
สาวน้อยเดินร้องไห้มาตลอดทาง สภาพจิตใจของเธอย่ำแย่ ทั้งเสียใจและปวดร้าว เพราะในชีวิตของลูกผู้หญิง คงไม่มีอะไรที่จะโหดร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว

แต่ ผู้ที่ทุกข์หนักยิ่งกว่าเธอก็คือพ่อแม่ โดยเฉพาะไกรยุทธผู้เป็นพ่อ เมื่อได้ยินว่าลูกสาวสุดรักถูกรุมข่มขืนจากพวกนักเลง เขารู้สึกเจ็บปวดและคับแค้นใจยิ่งนัก คิดอยากจะออกจากคุกไปฆ่าพวกมันให้ตายทั้งหมด แต่ก็ทำไม่ได้ ทำได้เพียงนั่งร้องไห้คร่ำครวญราวกับคนเสียสติ!!

เมื่อเขารู้สึกตัวพร้อมกับสติที่กลับคืนมา เขาจึงหวนทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมด การที่ลูกเขาโดนกระทำอย่างนั้น ส่วนหนึ่งอาจจะเป็นเพราะกรรมที่เขาเคยก่อไว้นั่นเอง ผลกรรมที่เขาโดนจับติดคุกอาจเป็นเพียงสิ่งเล็กน้อย แต่การที่ลูกของตนถูกข่มขืนนั้น มันเป็นผลกรรมที่หนักหนาสาหัสสำหรับผู้เป็นพ่อ
ตอน แรกเธอก็ไม่คิดว่าจะมีอะไร แต่เมื่อทำอย่างไรพวกนั้นก็ไม่ยอมเลิกตอแย เธอจึงพยายามเร่งฝีเท้าให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่สุดท้ายก็หนีไม่พ้น นักเลงกลุ่มนี้ร่วมกันจับเธอไปรุมข่มขืนจนหนำใจ แล้วจึงปล่อยกลับบ้าน

การบวชชี ต้องใช้อะไรบ้าง

ปฎิบัติธรรม

พอดีว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีโอกาศได้ไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล8 ที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีมาค่ะ แต่กว่าจะหาสถาณที่ในการบวชได้ ก็ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการหาข้อมูลนาน เนื่องจากว่าตัวเองทำงานเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดไม่ตายตัว วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเป็นวัดที่สามารถตอบโจทย์ คนที่ต้องการปฎิบัติธรรม ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทั่วไปในการสมัครบวช
-เปิดรับสมัครบวชทุกวัน ไม่มีวันหยุด
-เจ้าหน้าที่พักเที่ยงเวลา 12.00-13.30 น.ควรมาเร็วกว่าเวลาที่เจ้าหน้าที่จะพัก หรือมาหลังเวลา 13.30 น. จะได้ไม่ต้องมานั่งรอนานมากค่ะ
-รับศีล 8 ได้ทุกวันเวลา 17.00 น. บนศาลา (ไม่ใช่ที่ลานปฎิบัติธรรม)
-สามารถบวชได้นานสุงสุดไม่เกิน 7 วัน
-สิ่งที่ต้องเตรียม ของใช้ส่วนตัว (ไม่ควรมีของหอม ครีม/โรลออน น้ำหอมต่างๆ ควรงดใช้ เนื่องจากผิดศีล8) มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
-ชุดบวชสามารถจัดหามาเองได้ ต้องเป็นชุดสีขาวทั้งหมด
1.1ผู้หญิงต้องนุ่งเป็นผ้าถุงเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม (ควรหากางเกงขาสั้นมาใส่ด้านในด้วยค่ะ) ห้ามใส่กางเกงขายาวแทนผ้าถุงเด็ดขาด / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเลยข้อศอกลงมาเท่านั้น / ควรใส่เสื้อทับข้างในด้วยค่ะ / มีผ้าสไบ 1 ผืน
1.2ผู้ชายเป็นกางเกงขายาวเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเท่าข้อศอก
-หรือถ้าไม่สะดวกจัดหามาเอง ให้มาเช่าที่วัดได้ (ควรเช่า 2 ชุด) ชุดล่ะ 40 บาทพร้อมค่าซัก 20 บาท ถ้านำชุดมาเปลี่ยนคิดค่าบริการแค่ 10 บาทค่ะ (ไม่สามารถเลือกชุดเ่ก่า-ใหม่ได้ค่ะ) ถ้าจะซื้อชุดใหม่ที่วัดก็มีจำหน่ายนะค่ะ เข้าไปด้านในจะเป็นร้านลักษณะคล้ายร้านสหกรณ์ มีของจำหน่ายมากมาย ตั้งแต่เสื้อใน กางเกงในก็มีจำหน่ายนะค่ะ
-ควรมีกระบอกน้ำส่วนตัว 1 กระบอกติดตัวไว้ใส่น้ำปานะ (ทางวัดมีจัดไว้ให้พิจรณาได้ตลอดค่ะ) คำว่าพิจรณา ส่วนมากทางวัดใช้แทนคำว่า กิน หรือ ฉัน
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการสมัคร มีดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประชาชน
1.2 รูปถ่ายหน้าตรงประมาณ 1 นิ้ว 1 ใบ
-แต่ถ้าเราไม่สะดวกเตรียมไปเอง ให้เตรียมแค่บัตรประชาชน 1 ใบ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะดำเนินการทั้งหมด (ถ่ายเอกสาร และถ่ายรูป) ให้เองโดยเราหยอดตู้เป็นค่าบริการประมาณ 21 บาทค่ะ(แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทำให้น่าจะสะดวกว่าเตรียมมาเองค่ะ)
-เมื่อสมัครบวชแล้วให้นำกระเป๋ามาเก็บที่สถาณที่พักซึ่งจะเปิด-ปิดเป็น เวลา (ไม่แน่ใจว่ามีเวลาอะไรบ้าง แต่สามารถตรวจสอบได้จาก หน้าประตูศาลาที่เราจะพักได้ เค้าจะเขียนแจ้งไว้ค่ะ )มี 2 ที่ให้เลือกพักได้
1.1 ที่พักแรกเรียกว่าเรือนแพ จะอยู่กลางน้ำ มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยุ่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
1.2 เรียกว่าศาลาสว่างใจ (ถ้าจำชื่อศาลามาผิดต้องขออภัยค่ะ) มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยู่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้เช่นกันค่ะ
-ที่นี่พิจรณาอาหารทุกวัน วันล่ะ 1 มื้อนะค่ะ
หวังว่าข้อมูลที่แจ้งเบื้องต้นจะมีประโยชน์กับท่านที่ต้องการหาสถาณที่ ในการปฎิบัติธรรม ถ้าหากมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปปฎิบัติธรรมที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ลองสอบถามเข้ามานะค่ะ ถ้ารู้จะแจ้งข้อมูลให้ทราบนะค่ะ

ศีล 8
ข้อ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน)
ข้อ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลักทรัพย์)
ข้อ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแห่งพหรมจรรย์)
ข้อ 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ และฉ้อฉลหลอกลวง)
ข้อ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย)
ข้อ 6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่หลังเที่ยงจนรุ่งอรุณ)
ข้อ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดจนถึงการดู การฟังสิ่งเหล่านั้น และเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ การใช้ของหอมเครื่องประทินผิวหรือเครื่องสำอางค์ทุกชนิด)
ข้อ 8. อุจจาสะยะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ และยัดนุ่นสำลีหรือของนุ่มอันมีลายวิจิตร)