หนึ่งชีวิตคนพุทธ

ดังนั้น ตอนนี้หลังจาก กว่ายี่สิบ ปีในฐานะภิกษุณี สิ่งที่ฉันจะ หา ที่ผม พบ ในพระเยซูคริสต์เรื่องราว ของพระเยซู ?

ดีฉัน ต้องบอกว่า เขา มาใน ฐานะที่เป็น มนุษย์ มากขึ้น กว่าที่ฉัน จำ แต่ มีมากที่ จะพูดถึงเรื่อง เขาเป็น บุตรชายของ พระเจ้า อย่างใด ที่ ไม่ได้ดูเหมือน เกือบเป็น อย่างมีนัยสำคัญ ให้ฉันเป็น ความจริงที่ว่า เขาเป็น คน- คนที่มี การแสดงตน ที่ดี, พลังงาน มหาศาล และความเมตตา และความสามารถ ทางจิต อย่างมีนัยสำคัญ

นอก จากนี้เขายัง มีของขวัญที่ดี สำหรับ การถ่ายทอด ความจริง ทางจิตวิญญาณ ในรูปแบบของ ภาพที่ ใช้ ในชีวิตประจำวัน มากที่สุด สิ่งที่แสดงให้เห็นถึง จุดที่ เขาปรารถนาที่จะ ทำให้ : ต้องกรอก ขนมปัง ข้าวโพด , เกลือ , เด็ก, ต้นไม้ คนที่ ไม่เคย เข้าใจ ในครั้งเดียว แต่จะมีการ ทิ้งให้อยู่กับ ภาพที่จะ ไตร่ตรอง เขา ยัง มี ภารกิจ- เพื่อ เปิด ทาง ไปสู่ชีวิต นิรันดร์; และเขาก็ ค่อนข้าง แน่วแน่ ใน ความมุ่งมั่น ของเขาที่จะ ขณะที่เขาวาง มัน ” การดำเนินการ ของพระบิดา ของเขา จะ ”

กระทรวง ของเขาเป็น เวลาสั้น ๆ แต่ สำคัญ อ่านผ่าน บัญชี ของ Mark ผม รู้สึกเหนื่อย ในขณะที่ ฉันคิด ความต้องการ อย่างไม่หยุดยั้งในเวลาและ พลังงาน ของเขา มัน เป็น ความโล่งใจที่จะหาการอ้างอิง เป็นครั้งคราว เพื่อ ให้เขา มี เวลาอยู่คนเดียว หรือ กับเหล่าสาวก ของเขาทันที และ วิธี การอ่าน เช่นเดียวกับ เรา ในเวลาที่ เขา ต้องการที่จะ พักผ่อน

เรื่อง ที่ฉัน ชอบมาก คือ วิธีการ หลังจาก วัน ที่มีพลังของการให้ คำสอน ไปยังฝูงชน มากมาย เขาเป็น เสียง นอนหลับอยู่บน เรือ ที่ พาพวกเขา ข้ามทะเล ความ สงบ ของพระองค์ใน การตอบสนองต่อพายุ รุนแรง ที่เกิดขึ้น ในขณะที่เขา กำลังนอนหลับ ผมพบว่า เป็นประโยชน์มากที่สุด เมื่อ สิ่งที่มีความ วุ่นวาย ในชีวิต ของตัวเอง

ผมรู้สึกว่า จับได้ มาก ขึ้น ใน ละคร ของมันทั้งหมด; มีสิ่งหนึ่ง หลังจากที่อื่น คน ฟัง เขา รักในสิ่งที่ เขาจะ พูด ( หรือในบางกรณี ถูกรบกวน หรือ โกรธ ) และ จะ ได้รับการเยียวยา พวกเขาไม่สามารถ มีเพียงพอ ของสิ่งที่เขา มี ร่วมกับ พวกเขา ผม สัมผัสโดย การตอบสนอง ของเขาไป4,000 คนที่ มีการ ใช้เวลาสามวัน กับเขาใน ทะเลทราย ฟัง การสอนของเขาเป็น เหนื่อยและ หิว Realising นี้ เขาใช้ ของขวัญ ของเขาที่จะ ประจักษ์ ขนมปัง และปลา สำหรับพวกเขา ทั้งหมด ที่จะกิน

พระเยซู ตาย เป็นชายหนุ่ม กระทรวง ของเขา เริ่มต้นขึ้นเมื่อ เขาเป็น สามสิบ ( ฉันจะ สนใจที่จะ ทราบข้อมูลเพิ่มเติม ของการฝึกอบรม ทางจิตวิญญาณของเขา ไม่ต้องสงสัย ได้รับ ก่อนหน้านั้น ) และสิ้นสุด ลงอย่างกะทันหัน เมื่อเขา เป็นเพียง สามสิบสาม โชค ดีที่ ก่อนที่จะ ถูกตรึงกางเขนเขาสามารถที่จะ สั่งให้ สาวก ของเขาทันที ใน พิธีกรรม ที่เรียบง่ายโดยที่พวกเขา สามารถกลับมา ยืนยัน เชื่อมโยงกับ เขาและ ของพวกเขา แต่ละอื่น ๆ ( ผมหมาย ของหลักสูตร เพื่อมื้อสุดท้าย ) – จึงให้ความสำคัญ ของความจงรักภักดี การต่ออายุ และ ลูกน้องของเขา จนถึงปัจจุบัน

ฉันมี ความรู้สึกว่า เขาไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่สนใจ ในการแปลง คนที่จะ วิธีการของเขา คิด แต่ มันเป็น กรณีของ การเรียนการสอน ผู้ที่ มีความพร้อม; น่าสนใจ มักจะ เป็นคนที่ แสวงหา เขาออก มา จากภูมิหลังที่ ค่อนข้าง ผิดศีลธรรม หรือ ต่ำต้อย มัน ค่อนข้าง ชัดเจน ว่า พระเยซู คือคุณภาพ ความบริสุทธิ์ของหัวใจ ไม่ได้ บางสิ่งบางอย่าง ที่มาจาก การยึดมั่นใน ข้อกังขา ถึง ชุดของกฎ

เพื่อ ตอบสนองต่อ พวกฟาริสีเมื่อ พวกเขาวิพากษ์วิจารณ์ สาวกของพระองค์ สำหรับความล้มเหลว ที่จะปฏิบัติตาม กฎของ ความบริสุทธิ์ รอบ การกิน ของเขา เป็นการแสดงออกถึง นี้ อย่างสมบูรณ์ : “ไม่มีอะไร จากภายนอก ที่สามารถ ทำให้มนุษย์เป็นมลทิน” – และพวกสาวก ของเขาที่เขา เป็น ค่อนข้างชัดเจน ใน สิ่งที่เกิดขึ้น กับอาหาร ครั้งหนึ่งเคย มีการบริโภค ” แต่ มันเป็น จากภายใน หัวใจ ว่า กิเลส เกิดขึ้น. ” แต่น่าเสียดายที่ เขาไม่ได้ มาถึงจุดนี้ ไป ในการอธิบาย สิ่งที่ต้องทำ เกี่ยวกับเหล่านี้

ใน ที่สุด ผมได้พบกับ ท่านอาจารย์ Sumedho ชาวอเมริกัน ที่เกิดใน พระสงฆ์ ที่ เพิ่งจะมาถึง ในประเทศอังกฤษ หลังการฝึกอบรม เป็นเวลาสิบ ปีในประเทศไทย ครู ของเขาคือ Ajahn Chah ,พระภิกษุสงฆ์ ของไทย ประเพณี ป่าที่ใน ทั้งๆที่มีการ ศึกษาอย่างเป็นทางการ น้อย ชนะ หัวใจของ หลายพัน คนรวมทั้งความสำคัญของ ชาวตะวันตก ฉัน เข้าร่วมการล่าถอย สิบวัน ที่ Oakenholt Buddhist Centre ใกล้กับ ฟอร์ด และ นั่งอยู่ใน ความทุกข์ทรมาน บนเสื่อบนพื้นของ ห้องโถง การทำสมาธิลมโกรกพร้อมกับ ประมาณ 40 วิเวก อื่น ๆ ของรูปทรง และขนาดแตกต่าง ในหน้าของเรา Ajahn Sumedho ที่ นำเสนอ คำสอนและแนะนำ เราใน การทำสมาธิ เป็น สาม พระสงฆ์ อื่น ๆ

นี้ เป็นจุดเปลี่ยน สำหรับฉัน แม้ว่า ประสบการณ์ทั้ง ได้ยาก มาก – ทั้งทางร่างกาย และอารมณ์ – ผมรู้สึกว่า ได้รับการสนับสนุน อย่างมหาศาล คำสอนที่มีการนำเสนอ ในรูปแบบ ที่สามารถเข้าถึงได้ อย่างน่าพิศวงและ ดูเหมือนจะเป็น เพียง สามัญสำนึก ธรรมดา มันไม่ได้ เกิดขึ้น กับผมว่า มันเป็น ‘ พุทธ ‘ นอก จากนี้พวกเขา ถูก ปฏิบัติ อย่างกว้างขวาง และ ราวกับจะ พิสูจน์ว่า เรา ได้ โดยตรง ในหน้าของเรา มืออาชีพ- คนที่เคย ทำ มุ่งมั่นที่จะ มีชีวิตอยู่ พวกเขาออกไป ยี่สิบสี่ชั่วโมง ต่อวัน ผม รู้สึกทึ่ง ทั้งหมดโดย พระสงฆ์ เหล่านั้น ได้ด้วย เสื้อคลุม และหัว โกน ของพวกเขาและ จากสิ่งที่ ผมได้ยินมา จาก วิถีการดำเนินชีวิต นักบวช ของพวกเขา ที่มี 227 กฎ ของการฝึกอบรม ผม ยังเห็น ว่าพวกเขาเป็น ที่ผ่อนคลาย และมีความสุข – บางทีนั่นอาจจะ เป็นสิ่ง ที่น่าทึ่งที่สุด และแน่นอน ทำให้งง เล็กน้อย เกี่ยวกับพวกเขา

ผม รู้สึกว่า การวาด ลึกโดย คำสอนและ ความจริง ที่พวกเขา ชี้ไปที่ : ทราบ ว่าใช่ , ชีวิตนี้ เป็นที่น่าพอใจ โดยเนื้อแท้เรา มีประสบการณ์ หรือ ความทุกข์ทรมาน นี้ ได้อย่างง่ายดาย – แต่มีวิธี ที่สามารถ นำเราไปสู่ ตอนจบ ความทุกข์ทรมาน นี้ นอกจากนี้ แม้ว่า ความคิดที่ค่อนข้าง ตกตะลึง กับฉันฉัน เห็น ภายใน ตื่น จาก ความสนใจใน การเป็นส่วนหนึ่ง ของ ชุมชนวัด
สิ่ง ที่เรา ได้ยิน จาก ชั่วโมงสุดท้าย ของเขา การพิจารณาคดี ด่าว่า, ความทุกข์ทรมาน และ ความอัปยศอดสูของการถูก ปล้น เปลือยกาย และ ตอก ข้าม จะตาย- เป็นบัญชี พิเศษของ ความอดทน ของผู้ป่วย จาก ความตั้งใจที่จะ ทน ทนไม่ได้โดยไม่ รู้สึกใด ๆ ของโทษ หรือ ความมุ้งร้าย มัน ทำให้ฉันนึกถึง คำอุปมา ที่ใช้โดย พระพุทธรูปแสดงให้เห็นถึง คุณภาพของ เมตตา หรือ ความเมตตาเขา คาดหวังของ สาวกของพระองค์ : “ถึงแม้ พวกโจร ที่กำลังจะ โจมตีคุณ และเห็น แขนขา ออก ของคุณ หนึ่งโดยหนึ่ง ที่คุณควร หลีกทางให้กับ ความโกรธ คุณ จะไม่ได้ ทำตามคำแนะนำ ของฉัน . ” การ สั่งซื้อ สูง แต่อย่างหนึ่งที่ เห็นได้ชัดว่า พระเยซู ตอบสนอง เพื่อความสมบูรณ์แบบ : “พ่อ ขอโปรดอภัยโทษเขา เพราะว่าเขาไม่รู้ว่า สิ่งที่พวกเขา ทำ . ”

ต้อง พยายาม ด้วยความจริงใจ ที่จะเข้าใกล้ การเดินทาง คริสเตียน ของฉันในทาง ที่ มีความหมาย ในบริบทของ ชีวิตประจำวันของฉันได้ มาถึงจุด ของ ความเหนื่อยล้า ลึกและ ความสิ้นหวัง ผม เบื่อหน่าย กับความซับซ้อน ที่เห็นได้ชัดของมันทั้งหมด ; สิ้นหวัง เกิดขึ้น เพราะผม ก็ไม่สามารถ ที่จะหา ทางใดทางหนึ่ง ของการทำงานกับ รัฐ ประโยชน์ น้อยที่จะ คืบคลาน , ไม่ได้รับคำขอร้อง , เข้าไปในจิตใจ: กังวล, ความหึงหวง grumpiness และอื่น ๆ . และ แม้กระทั่ง รัฐ บวก สามารถ หันไปรอบ ๆ และการแปลง ตัวเองเป็น ความภาคภูมิใจ หรือ ความคิด ซึ่งเป็น ของหลักสูตร ที่ไม่พึงประสงค์ อย่างเท่าเทียมกัน

เที่ยวชมวัดสิงเชียงใหม่

พระอุโบสถ

เมื่อ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน

* พระมหาเถรโพธิรังสีชาวหิริภุญไชย รจนาภาษาบาลีไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ พระเจ้าสีหฬะแห่งลังกาทวีป ได้โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งเรียกว่า “พระพุทธสิหิงค์” แต่ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า”สีหฬะปฏิมา” ตามนามกษัตริย์ผู้สร้าง
* พ.ศ. ๒๒๐๕ – สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงยกทัพมารบเชียงใหม่ และทรงอัญเชิญลงไปไว้ที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่นานถึง ๑๐๕ ปี
* พ.ศ. ๒๓๑๐ – กรุงศรีอยุธยาแตก ทัพทหารเชียงใหม่ที่มาในกองทัพพม่าอัญเชิญกลับนครเชียงใหม่ทางเรือ และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
* พ.ศ. ๑๘๓๙ – กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช ได้แต่งทูตไปขอคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกา และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่ง(ศิลปะลังกา)กลับมาด้วย ภายหลังมาประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ตีกรุงสุโขทัยได้ หลายสิบปีต่อมาพญาไสลือไทยได้อัญเชิญมาไว้ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ จึงอัญเชิญมาที่กรุงศรีอยุธยา

* พ.ศ. ๑๙๒๗ – พระญาณดิศ เชื้อวงศ์พระร่วงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาขออัญเชิญมาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร

* พ.ศ. ๑๙๓๔ – เจ้ามหาพรหม พระปิตุลาของเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงราย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏ วัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์อีกแห่งหนึ่ง ที่เมืองเชียงรายมีชื่อว่า วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย และโปรดให้หล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองขึ้น เมื่อเจ้ามหาพรหมถึงแก่พิราลัยแล้ว พระพุทธสิหิงค์จึงได้มาประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ในนครเชียงใหม่ เช่นเดิม

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรด เกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”

* พ.ศ. ๒๐๘๔ – พระไชยเชษฐากษัตริย์ล้านช้างเชื้อ สายล้านนา ทรงนำพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปจากเชียงใหม่หลายองค์ไปไว้ที่ล้านช้าง(หลวงพระบาง) เมื่อทางเชียงใหม่ทวงถามจึงทรงคืนพระพุทธสิหิงค์มาเพียงองค์เดียว

การฝึกจิตหยั่งรู้

ถ้าเรามีญาณหยั่งรู้เราจะรู้ว่าแต่ละคนมีวิบากอย่างไร เราจะเข้าใจ ว่าทำไมคนนั้นทิ้งคนนี้ คนนี้ไม่เกื้อกูลคนนั้นฯลฯ

นั่น เราจะปล่อยวางได้ด้วยปัญญา เราจะไม่โกรธไม่อาฆาตใครเลย นั่นคือทุกสรรพสิ่งเป็นอนัตตาหนึ่ง และเราละสังโยชน์ข้อที่1ได้อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปเสียใจหรือกล่าวโทษตัวเองเลย

เมื่อไม่มีเรา มีเขา มีใคร อะไรมันจะมี นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ใต้กฏแห่งธรรมชาติ กฏไตรลักษณ์

ใครๆก็เป็นที่มีบางจังหวะ อ่อนแอ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ครับ เบื่อได้ ท้อได้ ถอยได้ เหนื่อยได้ พักได้ แต่ขอเพียงอย่าถอดใจ แล้วเดินหันหลังออกจากทางนิพพานแล้วกันครับ

ชีวิตจะเป็นอย่างไร…
ขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกเส้นทางไหน
ให้ตัวเองดำเนิน

แนวความคิดเช่นท่านนี้แนวโน้มอาจจะเป็นพวก พุทธภูมิ
กราบนมัสการครับ

” อ่อนแอ ” เคยเข้าไปอยู่สำนักในเขาอยู่กับชาวเขาในป่า ไปอยู่ในสำนักปฏิบัติเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้เข้าสังคมหมู่คณะสักเท่าไร  พอได้มีเหตุจำเป็นต้องพบปะ ต้องเข้าสังคม รู้สึกว่าผู้คนวุ่นวาย ไร้สาระ  บางทีต้องพบบะมาตุคาม เพศตรงข้าม ก็รู้สึกว่า ยังอ่อนแอ อยู่ จึงได้พยายามกลับเข้าป่า หรือ ปรีกวิเวก ฝึกฝนตนเองให้เข็มแข็งกว่านี้
” เห็นแก่ตัว ” มีสำนักอยู่สำนักหนึ่งพระรูปหนึ่งลาภรรยามาบวชแต่ท่านไม่ยอมลาสิกขา จนในที่สุดภรรยาถึงกับมายืนด่าดังไปทั้ววัด บอกว่าทอดทิ้ง ตัวเอง ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่มีความรับผิดชอบ ท่านก็หนี้ไปอยู่ที่อื่น เดียวนี้ลาสิกขาหรืออยู่ ก็ไม่รู้   หรือแม้แต่ตัวอาตมาเอง เคยหายจากบ้านไปอยู่สำนักกัมมัฏฐาน พระอาจารย์ให้เก็บอารมณ์ห้ามใช้โทรศัพย์ อยู่ 3 ปี โยมตาเสียชีวิตไม่รู้ไม่ได้ไปเผ่า โยมพ่อโยมแม่ต้องทำงาน ทิ้งโยมหลายๆคนไว้ข้างหลัง (ปลิโพธกังวล) กับมาไม่นานก็ไปอีก หรือแม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะก็ทิ้งพระนางพิมพา และพระราหุล
” เสียสละ ” (ที่เลือกใช้คำนี้ก็เพราะเป็นคำตรงกันข้ามกับเห็นแก่ตัว)  ผู้ที่เป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือตัวของพระภิกษุเองก็จะต้องเสียสละโลกียสุข เพื่อหวังประโยชน์ โลกุตระสุข   เหมื่อนเจ้าชายสิทธัตถะย่อมทิ้งลูกเมีย เพื่อหวังจะบรรลุโพธิญาณ จะได้ช่วยคนทั้งโลก
หรือจะเป็นศรัทธา ก็ถูก

ขึ้นอยู่กับบุคคลและสภาวะต้อนนั้น (ความเห็นของบุถุชน)
อย่างเช่นหญิงที่สามีลาบวช ก็คิดว่า พระสามีเป็นคนที่เห็นแก่ตัวตัดช่องน้อยแต่พอตัว
พอ ดีพระสามีท่านไปอยู่ป่า  คนที่นั้นก็เห็นว่าพระที่ท่านมาอยู่ในชนบทในป่าโปรดโยมที่ไม่มีโอกาสได้ทำ บุญหากท่านไม่อยู่  เพราะในชนบทเรื่องลาภสักการะไม่มี ท่านช่างประเสริฐ เป็นผู้เสียสละจริงๆ

แต่ที่อาตมา พยายามตั้งสำนักอยู่ในเขตป่า พยายามจะปรีกวิเวก เป็นระยะๆ ก็เพราะว่า รู้สึกอ่อนแอ อยู่ บางช่วงก็ออกมาเข้าสังคม เพื่อสอบอารมณ์ตัวเองเป็นระยะ

ความไม่หลุดพ้น

 

เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้วก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยู ความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่านดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.บอกว่า เทรวาทไม่ดี แต่ก็อ้าง หลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นสอนถูกแล้วครับ ไม่ยึดมั่นใน ตัวกุของกุ ละอุปทาน
แต่คุณ อะเอาคำสอน พระอริยะมาอ้างไม่รู้จริง เอาทำสอน ตัดเอาตรงนั้น ตรงนี้มาต่อ
หลอกลวงคนอื่น
เพี้ยน ยังไม่รู้ตัวว่า เพี้ยนครับ

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ จำผมได้ไหม
2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่าน

เหิมเกริมไปแล้วมั้งครับ เอาพระพุทธเจ้ามาเทียบกับตนเอง
คนที่ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้าคือ คุณครับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้แล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

คุณ มันก็เหมือน พราหม์พวกนั้นครับ ที่ยึดในอัตตา

แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ตถาคต ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ชัดไหมครับ ตถาคต ไม่ยึดมั่นจึงหลุดพ้น

นิพพานไม่ใช่ อัตตา

การทำบุญอันแท้จริง

บุญ ที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม จุดหมายสูงสุดอยู่ที่การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกู ของกู ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุดที่เรียกว่า “ปรมัตถะ”ซึ่ง สูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ) หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฎฐธัมมิกัตถะ) แต่หากทำบุญเพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพานหรือกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

ในทานมหัป ผลสูตร อังคุตตรนิกาย พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่ “ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย ให้ทานอย่างทีจิตผูกพัน ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ” รวมถึงทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น พิจารณาเช่นนี้ก็พบ ว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้นหาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่ นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่ เช่น เมื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหารของฉัน “ฉัน” หรือไม่ หรือหากท่านไ่ม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใยยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่ ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง

มีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ เมื่อได้เวลาพระฉันเสร็จ ญาติโยมก็พากันกลับ สายใจพาหญิงชราและเพื่อผู้พิการเดินกระย่องกระแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่ เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย

เหตุการณ์ ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย “ชอบทำบุญแต่ไ้ร้น้ำใจ” เป็น พฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก เหตุใดการนับถือพุทธศาสนาจึงไม่ช่วยให้คนไทยมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ีที่ทุกข์ยาก การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทยมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ

หาก สังเกตุจะพบว่า การทำบุญของคนไทยมักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจนหรือสัตว์น้อยใหญ่ เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น “พวกกู” หรือ “ของกู”) แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลยสามเณรและแม่ชี แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์ อะไรทำให้เราชอบทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่อยู่สูงเหล่านั้น สามารถบันดาลความสุขหรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้ เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นต้น หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้นไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้ หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ให้แก่สิ่งเหล่า
นั้น

การ ทำบุญแบบนี้มีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอารามและพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย แต่เวลาเดียวกันก็มีคนยากจนและเด็กที่ถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีิวิ ตแม้กระทั่งในเขตวัด

นั่น แสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมายก็เพราะหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ดังนั้น ยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น ผลคือ จิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำบุญแบบนี้จะทำให้ได้บุญน้อยลงแน่ แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์มีกำลังในการศีกษาปฎิบัติธรรมได้มากขึ้น แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้น ย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐ บาท เพราะหวังจะได้เงินล้าน บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีกเพราะใช่หรือไม่ว่า นี่เป็นการ “ค้ากำไรเกินควร”

เยื่อใยในทานอีกลักษณะ หนึ่งที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย ดังนั้น ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนขอบประตู หน้าต่างในโบสถ์ วิหาร และศาลาการเปรียญ จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่ หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง

อัน ที่จริง ถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ ก็จะพบปรากฎการณ์ในทำนองเดียวกัน นั้นคือ คนไทยนิยมทำดีกับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน แต่ไม่สนใจที่จะทำดีกับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน เช่น ทำดีกับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือ คนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้ (หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้) ประโยชน์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้ เช่น คำสรรเสริญหรือการให้ความยอมรับ ประการหลัง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่าง เต็มที่ แต่กลับเมินเฉยหากคนที่เดือนร้อนนั้นเป็นพม่า มอญ ลาว เขมรหรือกระเหรี่ยง ใช่หรือไม่ว่าคำชื่นชมของพม่าหรือกระเหรี่ยง ความหมายกับเราน้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง

บุคคล จะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น หากยังยินดีที่จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตนหรืออยู่ต่ำกว่าคนอีกด้วย แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้ ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้ เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา การทำดีโดยหวังผลประโยชน์หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฎิบัติอยู่ ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

จะ ว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า เราปฎิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ตำกว่าเราหรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา หาได้วัดที่การกระทำต่อคนที่อยู่สูงกว่าเราไม่ ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ เป็นชาวพุทธหรือเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ผิดหากจะกล่าวว่านี้เป็นเครื่องวัดความเป็นศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย แม้จะปฎิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัดแต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ หรือยิ่งกว่านั้นคือกดขี่บีฑาผู้คนในนามของพระเจ้า ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้ จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ใน แง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือนร้อน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตา กรุณาและลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น สมดังพุทธพจน์ว่า “ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข” เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ แต่ยิ่งไม่อยากก็ยิ่งได้ ในทางตรงข้ามยิ่งอยากก็ยิ่งไม่ได้้

เมื่อ ใจเปิดกว้างด้วยเมตตากรุณา เราจะพบว่าไม่มีใครที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กระเหรี่ยง ลัวะ ขมุ เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์ และเป็นเพื่่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกับเรา แม้แต่สัตว์ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน จิตใจเช่นนี้ คือจิตใจของชาวพุทธ และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การทำนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้ ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้ให้เจริญงอกงามในตัวเรา ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา หาใช่การทุ่มเงินสร้างโบสถ์ วิหารราคาแพง ๆ หรือสร้างพระพุทธรูปให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อ ใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่และอย่างไร เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ ลดละอัตตาตัวตนและบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

โลกที่วุ่นวาย

สัตว์ทุกประเภทเมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะต้องขวนขวายแสวงหาแต่ความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียว การขวนขวาย หาความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียวนั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องกระทบ กระเทือนเบียดเบียนถึงคนอื่นหรือสัตว์อื่น ให้ได้รับความ ทุกข์เดือดร้อน นี่เป็นวิสัยของโลก มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล

ถ้า หากว่าเราเห็นเรื่องการเบียดเบียน หรือการเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องทำลายความสุขของคนอื่น เป็นเครื่องทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่น เราจึงหันมารักษาศีล คือหาเครื่องกรองเพื่อให้เห็นว่าการทำเช่นนั้นมันไม่ดี มันเป็นเรื่องนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อนให้แก่คนอื่นและสัตว์ตัวอื่น ตัวอย่างเช่นงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตามปกติคนเรามีนิสัยชอบกินเนื้อเขาเป็นพื้น เห็นเนื้อเขาก็น้ำลายพุ่งออกมาเลยไม่ว่าเนื้ออะไรทั้งหมด มันติดนิสัยกินเนื้อเขาเอามาเป็นอาหารเอามาบำรุงร่างกายของตัว อันนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว

ถ้า หากผู้ใดรู้เรื่องหมด เห็นโทษ เห็นภัยอย่างนี้แล้วหันมาพยายามรักษาศีล คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ ถึงแม้จิตใจมันยังชอบหรือยังอยากอยู่ก็ตาม แต่กายและวาจาไม่กระทำ คือกายไม่ไปฆ่าหรือวาจาไม่บังคับให้เขาฆ่า งดเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น ธรรมะก็ปรากฏขึ้นมาแล้วในกายในวาจาของคนคนนั้น คือไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น นี่มันกรองได้อย่างนี้

คนเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้วก็ปะปนอยู่กับโลก วุ่นวายอยู่กับโลก เห็นเรื่องของโลก ได้ผ่านได้ประสบพบเหตุการณ์มาแล้วทุกอย่างทุกประการ ผู้ที่ปฏิบัติศีลธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เบื่อเรื่องโลก เห็นโทษของเรื่องโลกของเรื่องวัฏสงสาร จึงได้พากันพยายามมาปฏิบัติทางด้านศีลธรรม เพื่อกลั่นกรองเอาธรรมะออกมาจากโลกอันนี้ ในทางพุทธศาสนาเครื่องกลั่นกรองนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เครื่องกลั่นกรองมี ๓ อย่างนี้เท่านั้น

ศีล เป็นเครื่องกลั่นกรองอย่างหยาบก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากไม่มีศีลเป็นเครื่องกรองเสียแล้ว เราก็ไม่รู้จักว่าคนเรามีเรื่องของโลกปะปนอยู่มากน้อยเท่าใด คำว่า สัตว์โลก แปลว่า ผู้ยังข้องยังติดอยู่กับโลก คนเรามันยังติดอยู่กับโลก พอใจยินดีกับโลก ท่านจึงเรียกว่าสัตว์ มนุษย์คือสัตว์ประเภทหนึ่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดขึ้นมาตามธรรมดาสามัญทั่วไปย่อมเห็นแก่ตัว เอาแต่ความสุขส่วนตัวเป็นพื้น การเห็นแก่ตนนั่นแหละเป็นวิสัยของสามัญสัตว์ทั่วไป หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นเรื่องของโลก

หากใจยังคิดนึกอยู่ท่านก็ไม่ได้ปรับโทษว่าเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อ ๑ คือฆ่าสัตว์ เพราะกายและวาจางดได้ไม่ยอมทำ เนื่องจากกลัวศีลจะขาด แต่ใจยังรักษาไม่ได้ เท่านี้ก็เป็นการกรองออกมาจากโลก ไม่เป็นโลกแล้ว มีธรรมขึ้นมาแล้ว แต่ธรรมตอนนี้ยังไม่ทันบริสุทธิ์ ธรรมยังเศร้าหมองยังไม่ทันผ่องใสเต็มที่ เปรียบเหมือนกับทองคำที่เขาหล่อหลอมแล้ว ไล่ขี้มันออกแล้วเป็นทองบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่ได้ทำรูปพรรณให้เป็นเครื่องใช้ มันยังไม่สวยสดงดงามพอจะเป็นเครื่องประตับตกแต่งได้ ศีลก็ขนาดนั้นเหมือนกัน สำหรับข้อแรกเราก็พอจะเห็นการกลั่นกรองออกมาได้แล้ว

ข้อ ที่สอง งดเว้นเสียจากการลักขโมยฉ้อโกงของของคนอื่น เอามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน คนเราเมื่อเห็นแก่ตัวแล้วก็ต้องแสวงหา ทีแรกก็นำมาค้าขายแลกเปลี่ยน หาผลกำไรเป็นธรรมดา เมื่อหาผลหากำไรได้ไม่พอใจ เพราะความโลภมันแทรกซึมอยู่มาก ก็จะมีการละโมบ ฉ้อโกง หรือเห็นของที่เขาทอดทิ้งไว้ไม่เห็นเจ้าของ ก็จะหยิบฉวยเอาไปเป็นของตน นี่เป็นโลกมันแทรกซึมอยู่กับธรรมอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรามาสมาทานศีล หรือตั้งใจงดเว้นศีลข้อที่สอง คือไม่ลักขโมยฉ้อโกงของเขา ถ้าใจมันยังอยากอยู่แต่เรากลัวศีลจะขาด เราก็พยายามไม่ฉ้อโกงไม่ขโมยของเขา อันนี้ก็เรียกว่าเรากรองจากโลกออกมาแล้ว จะปรากฏขึ้นมาแก่ใจของตนว่า ธรรมะของเราปรากฏขึ้นแล้ว

ส่วน ข้ออื่นๆ เช่นการประพฤติผิดมิจฉาจาร กล่าวมุสาวาจา ดื่มสุราเมรัย หรือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าจะไล่เป็นข้อๆ ไปแล้วก็ยืดยาว เพียง ๒ ข้อนี่ก็แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า การกลั่นกรองธรรมะออกมาจากโลกกรองได้ด้วยวิธีนี้ คือกรองด้วยการรักษาศีล

Fate of the outrage

In the middle of the busy capital of Thailand “Krai strategy”, which is one of the top hotels in Bangkok, Thailand trade more than 10 years from the date of arrival in the capital to this day. He lives better than ever. It is a joy. And that he had money and gold for it. I always forget him. Money on something that is not useful to use on a regular basis.

While closer to home. Coincidentally, I met a young girl. , Not far from his home, he does. And from his drunk and insane. The idea arose in his mind a sudden. He wanted to rape this child too. At that time, he never would have guessed that. The result will be. I just want to have fun for a time only.

When found, he goes straight to the girl immediately. As I watch the girls. I think that is just plain drunk. When done with the theater. He grabbed the girl is. Then drag it to the edge of the desert. Although she struggled and shouted for help. But the battle was done by hand gag. I punched in the body. And you can not defend himself. The battle was done I was raped.

During this period he broke it. Strategists have done diligently to create. But his bad habits like drinking drugs drunk is like. This gave his life to turn up. And it enhances the good that is in his less indefinitely. Especially when they have a friend who is not augmented.

After trading throughout the Sun Krai is often geared to compensate for fatigue by going out to clubs, bars. Drinking with friends. To relax. I did not realize that. This does not have to compensate for them. In contrast to the tired beat down carefully.

One day, he went on as usual. And was drinking heavily. It was a long weekend. He thought that it would take to satisfy. Equation is very tiring. Dedicated to the pursuit of money. These were just pleasure. He did not realize that it also had the pleasure of many more, but in his mind. Happiness is tangible, easy and cheap enough to eat. When he had returned home drunk.

After the rape of a young girl crying with shock and grief. Strategic done so afraid that if she is not. He was arrested. Young men shouting and threatening to tell me that if I did not believe the girl was killed the terror seriously. Then he let her go. She went back home tearfully. Heart filled with regret I hurt. But it does not tell a story that happened to me.

Day time she became pregnant. When parents know my relatives. It’s worth asking who the father of children. She eventually refused to disclose the fact that she was raped. Relatives went to the police report. The attempt to find a strategic Krai. Shortly after the incident occurred. He moved his family to the other. By lying to my wife that the debt payable. Trying to track down and kill.

Happy trading strategy continue to work to raise offspring. His only daughter to be like a superhero cornea. Has now grown into a beautiful young then.

Eventually I made it for him until one day the police traced him anywhere. And arrested immediately. Prakผogeyaws charges. I go to prison for many years. And it is not enough. While in prison. He knew about her daughter, which made him a very serious heartache.

Happy because the battle is in prison. Beautiful wife and daughter were alone. One day, a group of thugs in a row that saw his daughter. I might talk in the manner of a young girl’s. But she did not play. Hooligan groups that will not irritate I know, this is just a mother of two only.

One day, during which they consumed alcohol in the mouth of the alley. Happy to see her daughter walk past strategy. She returned from shopping at the mall. When I saw the tease as ever. But today, she was furious. So I responded back. Jokers are not satisfied. She turned to walk all the way.
A little girl went crying all the way. Her mental state was deteriorating. The sorrow and anguish. Because the life of a woman. There is nothing more cruel than this is it.

But the more distressed over her parents. Happy geared especially the father. Upon hearing that my daughter was raped by gangsters. He felt pain and greatly troubled. I wanted to get out of prison to kill them all to death. But they do not. I could only groan as if I was mad!

When he regained consciousness, and consciousness. He retrospective review of the whole story. He hit the ball to do it. Part may be due to the action that he did that. Retribution he may be arrested in prison are just a few. But that their children are being raped. It is a serious retribution for his father.

At first she did not think there would be nothing. But do not give up, they provoke She is trying to speed up the pace as fast as possible. But it is inevitable. These thugs raped her and held together satisfactorily. Then released to go home.

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร

พระธรรม

พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ?

หากถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อะไร ชาวพุทธที่ห่างวัดหลายคนอาจตอบ แตกต่าง กันไปหลายคำตอบ แต่ถ้าถามชาว

พุทธที่ใกล้วัด ก็จะตอบตรงกันโดยไม่ต้องลังเลว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้ “อริยสัจ ๔”  คำว่า “อริยสัจ” แปลได้ ๔ ความหมาย คือ

๑. สัจจะที่พระอริยะตรัสรู้

๒. สัจจะของพระอริยะ

๓. สัจจะที่ทำให้เป็นอริยะ

๔. สัจจะอย่างอริยะ คือ ความจริงอันถ่องแท้แน่นอน

อริยสัจที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มี ๔ ประการ เราจึงเรียกรวมกันว่า “อริยสัจ ๔”  ได้แก่

๑.ทุกข์ ได้แก่ ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ

๒.สมุทัย ได้แก่ สาเหตุของทุกข์คือตัณหาหรือความอยาก

๓.นิโรธ ได้แก่ ภาวะที่ปราศจากทุกข์หรือนิพพาน

๔.มรรค วิธีดับทุกข์หรือวิธีแก้ปัญหา ได้แก่อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเรียกสั้นๆ ว่า มรรคมีองค์ ๘ คือ (๑) สัมมาทิฐิ เห็นชอบ (๒) สัมมาสังกัปปะ   คิดชอบ (๓) สัมมาวาจา พูดชอบ (๔) สัมมากัมมันตะ  กระทำชอบ (๕) สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตชอบ  (๖) สัมมาวายามะ    เพียรชอบ (๗) สัมมาสติ ระลึกชอบ   (๘) สัมมาสมาธิ  ตั้งจิตมั่นชอบ

 

อริยสัจสำคัญอย่างไร ?

อริยสัจเป็นหลักธรรมระดับ “หัวใจของพุทธศาสนา” ธรรมทั้งปวงที่พระพุทธเจ้าทรง แสดงสามารถประมวลงลงในอริยสัจได้ทั้งสิ้น หากมองในแง่ทฤษฎีความรู้ อริยสัจก็เป็น องค์ความรู้ที่สมบูรณ์แบบด้วยเหตุด้วยผล หากมองในแง่ของการปฏิบัติเพื่อบรรลุมรรคผลนิพพาน อริยสัจก็ถึงพร้อมด้วยภาคปริยัติ (ความรู้) ภาคปฏิบัติ (ประสบการณ์) ภาคปฏิเวธ (ผลของ การปฏิบัติ) หากมองในแง่ของความเป็นสัจธรรมสากล (cosmic law)  อริยสัจก็เป็นความจริง ที่สมบูรณ์แบบอยู่ในตัวเองตลอดกาล ไม่ต้องแก้ไข ไม่ต้องเพิ่มเติม ไม่ต้องตัดออกแม้แต่ข้อเดียว ซึ่งแตกต่างจากคำสอน หรือองค์ความรู้ของผู้รู้ทั่วไปที่เมื่อเวลาผ่านไปก็แสดงความล้าสมัยออกมา ให้ปรากฏ ต้องคอยปรับคอยแก้กันอยู่เนืองๆ หรือมีผู้ค้นพบทฤษฎีใหม่ๆ ขึ้นมาล้มล้างทฤษฎีเก่า อยู่ร่ำไป  แต่สำหรับอริยสัจแล้ว หาเป็นเช่นนั้นไม่ ไม่ว่ากาลเวลาจะผ่านไปนานเพียงไรก็ตาม คุณค่าของอริยสัจก็มิได้ลดน้อยถอยลงไปเลย ตรงกันข้าม กลับยังคงทันสมัยท้าทายกาลเวลา อยู่เสมอ ใครก็ตามนำไปประพฤติปฏิบัติ ก็จะประจักษ์ผลนั้นๆ อย่างชัดเจนด้วยตนเอง ความเป็นสัจธรรมสากลที่ไม่ขึ้นต่อกาลเวลา และสถานที่ของอริยสัจดังกล่าวมานี้เอง ทำให้ นักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่อย่างไอน์สไตน์เองก็ยังกล่าวยกย่องพระพุทธศาสนาเอาไว้ว่า

“ศาสนาแห่งอนาคตจะเป็นศาสนาแห่งจักรวาล (cosmic religion) ศาสนา ซึ่งตั้งอยู่บนประสบการณ์ ซึ่งปฏิเสธความเชื่อที่ไร้ข้อพิสูจน์ หากจะมีศาสนาใดศาสนาหนึ่ง ที่พอจะรับมือกับความต้องการทางวิทยาศาสตร์ได้ละก็ศาสนานั้นคือ ศาสนาพุทธ“

 

อริยสัจต่างจากสัจจะทั่วไปตรงไหน ?

ในโลกนี้มีความจริงอยู่มากมายหลายแบบ อริยสัจจะก็เป็นความจริงอย่างหนึ่ง ในบรรดาความจริงที่มีอยู่มากมายนั้น แต่ที่อริยสัจจะ แตกต่างจากสัจจะ (ความจริง) ทั่วๆ ไปก็คือ ความจริงทั่วไปนั้น เมื่อใคร “รู้จัก” เข้าแล้ว ก็ไม่อาจทำให้ดับทุกข์ได้อย่างเบ็ดเสร็ดเด็ดขาด ตรงกันข้าม บางทีเมื่อรู้จักแล้ว อาจทำให้มีความทุกข์เพิ่มขึ้นด้วยซ้ำไป แต่ความจริงคืออริยสัจนั้น เมื่อใครก็ตาม “รู้จัก” (ด้วยการศึกษา)  และ “รู้แจ้ง” (ด้วยการลงมือเจริญวิปัสสนากรรมฐาน) แล้ว ก็จะทำให้คนคนนั้น “สามารถดับทุกข์ในชีวิตได้อย่างสิ้นเชิง” ความแตกต่างในข้อนี้มีตัวอย่างของ นักวิทยาศาสตร์ระดับรางวัลโนเบลคนหนึ่งเป็นตัวอย่าง กล่าวกันว่า นักวิทยาศาสตร์ทางด้าน ฟิสิกส์คนหนึ่ง ค้นพบความจริงอันลึกซึ้งทางฟิสิกส์ว่า ปฏิสสารมีการสั่นสะเทือนอยู่ตลอดเวลาใน หนึ่งนาทีการสั่นสะเทือนนี้เกิดขึ้นนับล้านๆ ครั้ง (=ในมุมมองทางธรรมเท่ากับเขากำลังค้นพบ ภาวะอนิจจัง ทุกขัง  และอนัตตา) เขาค้นพบความจริงนี้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ แต่ครั้น ค้นพบแล้ว เขาก็ยังคงมีชีวิตที่มีความทุกข์ท่วมท้นมากมาย ต่างกันกับผู้เจริญวิปัสสนาคนหนึ่งซึ่ง ค้นพบความจริงเดียวกันด้วยการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานอย่างเข้มข้น การณ์กลับปรากฏว่า ผู้เจริญวิปัสสนาเกิดการตื่นรู้ คลายความยึดติดถือมั่นในกายและจิต เกิดความสว่างไสว ในทางปัญญา และจิตหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างสิ้นเชิง มีชีวิตที่มีความสุข สดชื่น รื่นเย็น กลายเป็นบุคคลคนใหม่ขึ้นมาในทันที

 

ชาวพุทธจะได้ประโยชน์จากอริยสัจได้อย่างไร ?

อริยสัจ ๔ มีประโยชน์นับอนันต์ ประโยชน์ในทางโลก อริยสัจสามารถใช้เป็นวิธีคิด วิธีมอง วิธีแก้ปัญหาได้ทุกกรณี เช่น เมื่อเกิดปัญหาอะไรขึ้นมา ก็ลองพิจารณาด้วยวิธีคิด แบบอริยสัจว่า ๑.นี่คืออะไร (ทุกข์) ๒.มาจากสาเหตุใด (สมุทัย) ๓.ทางออกคืออย่างไร (นิโรธ) ๔.จะลงมือแก้ปัญหาต้องทำอย่างไร (มรรค)  คนที่มองปัญหาต่างๆ ด้วยวิธีคิดแบบอริยสัจ จะกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถพิชิตได้ทุกปัญหา โดยไม่ต้องพึ่งพาการบนบานศาลกล่าว ไม่ต้องทรงเจ้าเข้าผี ไม่ต้องทำพิธีตัดเวรตัดกรรม ไม่ต้องอ้างสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทวฤทธิ์ปาฏิหาริย์  แต่จะสามารถแก้ปัญหาทุกชนิด ด้วยสติปัญญาสามัญของมนุษย์ธรรมดาๆ นี่เอง ส่วน ประโยชน์ในทางธรรม ใครก็ตามที่ปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ สมบูรณ์ เขาย่อมมีสิทธิ์บรรลุมรรค ผล นิพพานได้ ในชาตินี้ ในชีวิตนี้ โดยไม่ต้องรอนับแสนล้านชาติภพอย่างที่เคยเข้าใจ กันมาแต่อย่างใด

อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐที่เป็นดั่งเพชรบนยอดมงกุฏที่ชื่อว่า พระพุทธศาสนา เป็นมณีแห่งปัญญาที่สามารถพิชิตปัญหานานาประดามีได้ทั้งหมดทั้งสิ้น (ถ้าใช้เป็น) เป็นสัจธรรมที่หนักแน่นเป็นแก่นสารดั่งภูผาไศลที่ไม่หวั่นไหวเพราะกาลเวลา และการถูกท้าทายโดยปวงปราชญ์ราชบัณฑิตทั่วโลก เราชาวพุทธและชาวโลกมีของดี วิเศษอยู่ถึงเพียงนี้แล้ว เราน่าจะหันมาศึกษาและปฏิบัติอริยสัจกันอย่างจริงจังในชีวิต ประจำวัน จนผลแห่งการปฏิบัติธรรมนั้นๆ สามารถทำให้เราดับทุกข์ส่วนตัวและ ทุกขสัจของสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมในชีวิตนี้และในยุคสมัยอันยุ่งเหยิงของเรานี้  หาก เราเอาแต่ชื่นชมนึกนิยมในพุทธศาสนา แต่ทว่าไม่เคยสนใจนำมาใช้ประโยชน์ในชีวิตจริง เราท่านทั้งหลายก็คงไม่ต่างอะไรกับ “กบเฒ่า” ที่ “นั่งเฝ้ากอบัว” ไปวันๆ

credit http://www.dhammatoday.com