ธรรมมะจากการหลุดพ้น

เจ้าหน้าที่ ด้านบน มีพระราชเสาวนีย์ รวมทั้ง ที่ สำนักงานคณะกรรมการ ความมั่นคงแห่งชาติ นิวเคลียร์

WSI บริษัท รักษาความปลอดภัย ที่เว็บไซต์ ได้รับการยอมรับ และเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ ที่ถูก ไล่ออก ลด หรือถูกระงับ

“กรุณา มี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับฉัน ไม่มี” น้องสาว เมแกน บอกว่าศาลที่ วันอังคารที่ ได้ยิน ใน นอกซ์วิล

“ที่จะ ยังคงอยู่ใน คุก สำหรับส่วนที่เหลือ ของชีวิตของฉัน จะเป็นของขวัญที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คุณ สามารถให้ฉัน . ”

ระหว่างการพิจารณาคดี น้องสาว เมแกนจาก กรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เสียใจ คนเดียวของเธอ กำลังรอ นานมาก ที่จะดำเนินการ
‘ การแสดงผล ของ ความโง่เขลา ‘

ร้องสันติภาพ , สมาชิกของกลุ่มที่ แปลง ตอนนี้ Plowshares , ได้เผชิญหน้า ครั้งแรก ถึง 20 ปีในคุก หลังจาก ความเชื่อมั่น ของพวกเขา เมื่อเดือนพฤษภาคม

Walli และ Boertje – โอเบด ได้รับโทษ รุนแรง เพราะพวกเขามี ประวัติ ทางอาญา อีกต่อไป

ทั้งสามคนนอกจากนี้ยังพบ ความผิดในการ ก่อให้เกิด มากกว่า $ 1,000 ( £ 643 ) ของ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ของรัฐบาล

หลังจากตัด รั้ว เพื่อเข้าสู่ เว็บไซต์ที่สามเดินไปรอบ ๆ , พ่นสี กราฟฟิตี หงุดหงิดออก เทป อาชญากรรม ฉาก และ บิ่น ผนังด้วย ค้อน

พวกเขาใช้เวลา สองชั่วโมง ภายใน

ทั้งสามคนยัง พ่น ด้านนอก ของอาคาร ที่มี ขวดนม ที่มี เลือดมนุษย์

เมื่อ ยามเดินเข้ามาใกล้ พวกเขา เสนอให้เขา อาหาร และเริ่ม ร้องเพลง

ฝ่ายนิติบัญญัติ ของสหรัฐและกระทรวงพลังงาน ภายหลัง เปิดตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและ เปิด ” แสดง หนักใจ ของ ความโง่เขลา ” ที่ สิ่งอำนวยความสะดวก

การมีอยู่ของสวรรค์

อันที่จริง วิมานนั้นได้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมกับขณะที่นันทิยมาณพ ได้สร้างศาลาจัตุรมุขมี ๔ ห้อง ถวายแด่พระบรมพระศาสดาแล้ว หลั่งน้ำทักษิโณทก ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา พระเถระได้จาริกท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นอื่น ๆ ได้พบเห็นวิมานทองของเหล่าเทพบุตร
เทพธิดาทั้งหลายแล้ว ได้ไต่ถามเทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้นว่า ทำบุญอะไร ทานด้วยสิ่งใด จึงได้
เสวยผลบุญ ได้รับทิพยสมบัติวิมานแล้ว วิมานทองอันงดงามยิ่งนัก เช่นนี้

พระเถระได้ขึ้นไปยังดาวดึงส์โลกสวรรค์ ด้วยอริยฤทธิ์ ได้เห็นปราสาทหลังหนึ่ง มีแสงแวววาวด้วยแก้วนานาประการ มีขนาดใหญ่ทั้งกว้าง ทั้งสูง มีนางเทพธิดาอยู่ในปราสาทนั้นจนเนืองแน่น พระเถระจึงถามว่า
“แม่เทพธิดา วิมานนี้เป็นของใคร (เกิดขึ้นเพื่อใคร) ?”
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อนันทิยะ ผู้สร้างศาล ๔ มุข ๔ห้อง ถวายพระบรมศาสดา พวกดิฉันมาเกิดในที่นี้ก็ด้วยหวังว่าจะได้เป็นบาทจาริกาของนันทิยะนั้น แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบนันทิยะ เพราะท่านยังไม่ละอัตภาพจากโลกมนุษย์เลยขอพระคุณเจ้าได้โปรดนำข่าวสารไปบอกแก่นันทิยะให้ละอัตภาพมนุษย์อันเปรียบประดุจถาดดิน มาถือเอาอัตภาพอันเป็นทิพย์ ซึ่งเปรียบประดุจถาดทองคำล้ำค่าในโลกสวรรค์นี้ด้วยเถิด เจ้าค่ะ”

เทพบุตรและเทพธิดาเหล่านั้น ต่างก็รู้สึกละอายที่จะบอกแก่พระเถระเพราะบุญทานที่พวกตนกระทำนั้นมีประมาณเพียงเล็กน้อย คือ:-

-บางองค์บอกว่า เพียงรักษาคำสัตย์ จึงได้สมบัติคือวิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงห้ามความโกรธ จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายอ้อยลำเดียว จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายมะพลับ, ลิ้นจี่ ฯลฯ ผลเดียว จึงได้วิมานนี้

พระเถระจาริกไปยังสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พอสมควรแก่อัธยาศัยแล้วก็กลับมาสู่มนุษย์โลกนำข่าวสารที่ได้พบเห็นมาแจ้งแก่หมู่ชนทั้งหลาย ซึ่งต่างก็พากันศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำบุญสร้างกุศล เพื่อหวังผลอันเป็นสุขสมบัติในปรโลก

การให้อภัย

อีกราย หนึ่ง เป็นกรณีลูกชายวัยหนุ่มแค้นพ่อ ที่เข้มงวดกับเขาตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ลำเอียง ขณะนี้เขาเรียนจบแล้ว มีการงานทำดี แต่ยังโกรธแค้นพ่อไม่หาย ขนาดลั่นวาจาต่อหน้าพ่อว่า ถ้าตายก็ไม่ต้องเผาผีกัน

มนุษย์ พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่าย เพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมาก จนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้ หรือผิดหวัง เพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคน จะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

และ มนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย เป็นเพราะเขาคิดว่า เป็นการเสียศักดิ์ศรี หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่า จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก

คนพร้อมจะโกรธและไม่ให้อภัย

มี ผู้ทุกข์มาปรึกษาที่คลินิก เป็นจำนวนมาก ด้วยความโกรธแค้นผู้อื่น และไม่สามารถอภัยได้ ทำให้เกิดเป็นความทุกข์เรื้อรัง บางคนถึงขั้นมีอาการทางฝ่ายกาย ร่วมด้วยหลายๆ อย่าง และที่แน่ๆ ก็คือบุคคลเหล่านี้ อารมณ์ไม่ดีบ่อยๆ มักจะโกรธ และผิดหวังชีวิตได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น :

มี ผู้หญิงคนหนึ่งโกรธสามีมาก ที่สามีทำดีเฉพาะกับญาติพี่น้องของเขา แต่กับภรรยาจะเข้มงวด ขี้เหนียว และเอาเปรียบ ภรรยาไม่ยอมให้อภัย เธอพยายามขอหย่า สามีไม่ยอม ภรรยาก็หาทางแก้แค้นตลอดมา ไม่ยอมยกโทษให้

อีก ราย หนึ่ง เป็นกรณีสามีแค้นภรรยา ที่มาทราบหลังจากแต่งงานได้ไม่นานว่า ภรรยาเคยมีแฟนมาก่อน และเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนเก่า สามีแค้นมาก ไม่ยอมให้อภัย ไม่มีอารมณ์ทางเพศด้วย แต่ยังไม่ยอมหย่า

หลายๆ คนคอยเตือนความทรงจำ เกี่ยวกับความโกรธแค้น ด้วยการคิดถึงบ่อยๆ หรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่โกรธเอาไว้ ยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมได้ แถมจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถอภัยได้เลยจนตาย

คนที่ไม่อภัยคือ คนแพ้
ถ้า เราโกรธใครเพราะคิดว่า เขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกัน เราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลา และความสำคัญกับเขาบ่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทำอะไรก็ไม่ได้ ฆ่าเขาก็ผิดกฎหมาย ล้างแค้น ก็ยังทำไม่ได้ ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น

ส่วนตัวเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้

ตกลงเราคือ ผู้แพ้ เขาคือ ผู้ชนะ

แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้ว เป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที

ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย

ถ้า เขาทำโดยเราต่อสู้ไม่ได้ และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขา เอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์ เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้น โดยหวังว่าผลของการทำดีนั้น จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ

ส่วนเขาที่เขาทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต

ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม

ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่า ตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลาจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

คนที่ไม่ให้อภัยนั้นจะมีความทุกข์

เสมือนมีบาดแผลในใจ หรือมีหนามชีวิต ที่คอยทิ่มแทงจิตใจตัวเอง ให้เจ็บปวดตลอดเวลาที่นึกถึง เป็นเรื่องทรมานมาก

เวลา คิดขึ้นจะมีความเครียด รู้สึกเจ็บปวด มีการหลั่งสารของความเครียดคือ adrenaline และ cortizone ในสมอง แต่ถ้าให้อภัยแล้วจิตใจสบาย พร้อมจะรักตัวเองเป็น และรักคนอื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้ จะมีการหลั่งสารของความสุข endophine ในสมองได้

เทคนิคการให้อภัยผู้อื่น

การ ให้อภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต้องตั้งใจทำ และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัย รู้จักโทษของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ ทำ ตามคำแนะนำดังนี้ครับ

1. ต้องสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้น โดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้ว ไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก

เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณนับถือทุกคืนว่า

ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
ก) สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น
ข) สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น
ค) สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ
ง) ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น
จ) ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น
ฉ) ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น

จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และง่ายกว่า

และ เป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคน ที่คุณนับถือ มาไว้ในใจของคุณ เพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น

2. ใช้สติ ปัญญาให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า
ก) คนที่ทำให้เราโกรธนั้น เขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว ซึ่งเป็นความปกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน

จะทำให้เรามองความผิด และบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งตัวเรา ก็สามารถทำความผิด หรือมีความบกพร่องได้ด้วย

ข) คนที่มีความบกพร่องนั้น จะได้รับความทุกข์ จากความบกพร่องของเขา เช่น คนที่ปากพล่อย ชอบด่าว่าก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก เมื่อเขาโกรธง่าย ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง หรือมีภูมิต้นทานต่ำได้ง่าย

ค) เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมตามมาถึงเรา ให้ถ่อมใจรับเสีย และทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้)

แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายไป

ถ้าสู้แล้วแพ้ ก็ให้ถือว่า เป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับ และรีบทำความดีให้มากขึ้น

ง) ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมาย และความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุข และเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเรา จะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ

จ) ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัย เท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้น และจะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา

แต่ ถ้าเราแค้นและอภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบาก คือการให้อภัยได้แล้ว

ฉ) ผลของการทำความผิดของเขา ที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสิน และลงโทษตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด

3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญาและวิจารณญาณ จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีก โดยคิดได้ว่า
ก) เราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ มากไปจนเกิดความทุกข์ จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า

ข) เกิดความเข้าใจสภาพปกติของมนุษย์ว่า ต้องมีความผิด ความบกพร่อง และสามารถยอมรับความบกพร่องของคนอื่นได้ เห็นใจในความผิดบกพร่องของเขาได้ อยากช่วยเหลือเขา และจะอภัยได้ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์ จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุขจากการทำผิดต่อเรา อย่างที่เราคิดหรอก

ค) ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้น แล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปตาม กฎของปรมัตถ์สัจจะ ที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

อย่าไปคิดยึดติดว่า เราจะทุกข์มากๆ ตลอดไป

จงหาทางคลายทุกข์ ให้ผ่านไปเร็วๆ ด้วยการอภัยไม่ดีกว่าหรือ (ถ้าคิดได้อย่านี้ ถือว่ามีวิจารณญาณหรือ Insight ได้แล้ว)

4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหว และไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมา และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุข จากการให้อภัยคนอื่น และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์ จากการไม่ให้อภัยคนอื่น

จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น

5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆ เมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น

ผู้ให้อภัยคือ ผู้ชนะ
เมื่ออภัยได้แล้ว จะเกิดปรากฎการณ์ดังนี้

1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที
3. สารความสุข endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองให้มากขึ้น ว่าสามารถทำสิ่งที่ยาก แต่สร้างสรรค์ได้แล้ว หัวใจคุณจะเปิดรับการรักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้ เสน่ห์จะเกิดตรงที่ คุณรู้จักรักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ

การศึกษาพุทธศาสนา

ไปที่บ้านญาติธรรม แกเปิดตู้เห็นรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ได้ เพราะบางคนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกายๆ จนกระทั่งลืมเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจก็คือกลับมาดูใจบ้าง เราวุ่นวายกับกายมากเกินไปมีไหม บางคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับกาย เฉพาะแค่หัวถึงคอใช้เวลาวันหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ หมดเงินไปเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงกายมากเกินไปลองน้อมมาสู่ใจ หลักปฏิบัติก็คือให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไปในความเคยชิน วัน ๆ เราจะอยู่กับความเคยชินแทบทั้งวัน รู้สึกตัวจริง ๆ จะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็น คุณแม่สิริ กรินชัย พยายามที่จะย้ำให้พวกเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะรู้กายเคลื่อนไหวก็ได้ รู้ใจนึกคิดก็ได้ เวลาเดินนับเท้า นั่งนับท้อง นอนนับลม ท่านพยายามให้กับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจที่จะฝากวันนี้ก็คือน้อมกลับมาดูจิตใจ กลับมาดูเรื่องจิตเรื่องใจของตัวเองศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจใจของตัวเอง เราเรียนกันเยอะศึกษาภายนอกจนกระทั่งลืมที่จะน้อมสู่ใจ กลับมาดูภายใน เรื่องของจิตใจสำคัญ

พระพุทธองค์เดินไปเห็นสุนัขกำลังขบกัดเต่า พระองค์ชี้เลยภิกษุทั้งหลายเธอเห็นสุนัขขบกับเต่าไหม เห็นพระเจ้าค่ะ แล้วมันกัดได้ไหม ไม่ได้พระเจ้าค่ะ ทำไมถึงกัดไม่ได้ เป็นเพราะเต่ามันหด ๖ ทาง ก็คือ หัว ๑ ขา ๔ หาง ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ต้องการความทุกข์ขบกัดเธอฉันใด เธอก็จงรู้จักสำรวมอายะตะนะทั้ง ๖ อายะตะนะทั้ง ๖ มีอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสำรวมกลับมาศึกษามาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจประคับประคองจิตใจ ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจธรรมะ

พระพุทธเจ้าแบ่งคนในโลกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ อยู่ในที่ยุ่งเขาก็ไม่ยุ่ง ยิ่งอยู่ในที่ไม่ยุ่งยิ่งสบายใหญ่ กลุ่มที่ ๒ อยู่ในที่ไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งแต่พอเข้าไปอยู่ในที่ยุ่ง อดยุ่งกับเขาไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ อยู่ในที่ไม่ยุ่งมันก็หาเรื่องยุ่ง ยิ่งเข้าไปอยู่ในที่ยุ่งยิ่งยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกเราอยู่กลุ่มไหน ถ้าให้เราเลือกเราอยากจะเลือกเป็นคนกลุ่มไหน กลุ่มที่ ๑

พระ พุทธองค์ท่านเดินไปเจอหนูกำลังขุดรู ท่านก็ตรัส ภิกษุทั้งหลายเธอเห็นหนูกำลังขุดรูไหม เห็นพระเจ้าค่ะ ภิกษุทั้งหลายหนูบางตัวขุดแต่ไม่อยู่ บางตัวอยู่แต่ไม่ขุด บางตัวขุดด้วยอยู่ด้วย บางตัวไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ภิกษุทั้งหลาย คนขุดแต่ไม่อยู่คือ ศึกษาเรื่องธรรมะ มีเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธฯเมื่อไหร่ขอให้บอก มาเข้าตลอด ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่พอกลับไปบ้านเหมือนเดิมไม่ได้เอาไปใช้ ส่วนบางคน อยู่แต่ไม่ขุด เขาไม่มีโอกาสที่จะมาเข้ากรรมฐาน เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ ขันติแปลว่าอะไรเขาก็ไม่ทราบ แต่ว่าทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ลุยงานตลอด แล้วก็สามารถที่จะมีความสุขกับการทำงานได้ด้วย เขาอยู่แต่เขาไม่ได้ขุด เขามีบุญเก่าทำมาดี กลุ่มที่ ๓ ขุดด้วยอยู่ด้วย เขามาศึกษา มาเรียนรู้ มาเอาความเข้าใจกลับไปใช้ที่บ้านด้วย ส่วนกลุ่มที่ ๔ ไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ศึกษาธรรมะก็ไม่ศึกษา เปิดTVเจอพระปั๊บเปลี่ยนช่อง แล้วก็ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ขี้อึดอัด ขัดเคืองสารพัด ขี้ที่อยู่ในตัวเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เอาขี้ตัวเองลากไปประจานผู้คนเหม็นทั้งบ้านทั้งเมือง เขาก็ไม่แก้ไขตัวเอง ถ้าให้เลือกเราจะไปเลือกเป็นหนูประเภทไหนดี ที่ ๓ ก็คือขุดด้วยแล้วก็อยู่ด้วย

มายุวพุทธฯแล้วกลับไปต้องให้ คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการจิตใส ใจสบายเขาตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ ต้องการให้พวกเราได้ประโยชน์เต็มที่ จิตใส ใจสบาย มาแล้วกลับไปให้คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงไปยุวพุทธฯแค่วันเดียวกลับมา นี่นิสัยดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ถือว่าพวกเราช่วยกันประกาศพระศาสนา ไม่ใช่มาเข้ากรรมฐานเสร็จแล้วกลับไปถึงบ้านบางทีมาตั้ง ๕ วัน ๗ วัน พอกลับไปบ้าน ลูกก็สะกิดพ่อบอก พ่อ ๆ ดูแม่สิไปมากี่ครั้ง ๆ กลับมาก็เหมือนเดิม เสียสถาบันนะ เสียชื่อหมด ต้องกลับไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

อาตมาย้ำนะมายุวพุทธฯ สิ่งที่อาตมาอยากให้ได้ก็คือขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นทำ แค่นั้นแหละ กลับไปถึงบ้านเห็นบ้านสกปรก ดวงตาเห็นทำ หยิบไม้กวาด ๆ เลยไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เข้าไปในครัวถ้วยชามไม่ได้ล้าง ดวงตาเห็นทำ ทำไปเลย ทำทั้งนอกแล้วมันจะเกิดคุณธรรมขึ้นภายใน ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในปกติสงบเย็น

การศึกษาพุทธศาสนาที่ แท้จริงก็คือการมาศึกษาลงไปที่ความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตในแต่ละครั้งของการพบอารมณ์ นี่คือการศึกษาศาสนา การศึกษาศาสนาก็คือการมาศึกษาตนเองมาเรียนรู้ตนเองมาทำความเข้าใจตนเองแล้ว ก็ฝึกควบคุมตัวเองให้เป็น ผู้ใดควบคุมตัวเองได้มากจะมีความทุกข์น้อย ผู้ใดควบคุมตัวเองได้น้อยจะมีความทุกข์มาก ผู้ใดควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เขาจะสุก ๆ ดิบ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เวลากระทบอารมณ์เดี๋ยวก็เป๋ ๆ ท ๔ ตัวคือ ทุกข์ ทับ ท่วม ท้น นั่นก็คือเรื่องของชีวิต “กว่าจะรู้จักชีวิตว่ามีกายมีจิตผสมผสาน กว่าจะถอดถอนจิตจากอุปาทาน ก็ซมทรามดื้อตีนกายเหยียบตาเอา กว่าจะรู้ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ตาก็มัวหัวก็ขาว กว่าใจจะหายมัวเมา ฟันก็กลับบ้านเก่าเหลือแต่เหงือกแดงๆ”

ช่วงมีปัญหาบ้านเมืองเขียนบท กลอน “ตีนกะตา” เขียนแรงนิดหนึ่งเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่สามัคคีไป ไม่รอด “ตากับตีนอยู่กันมาแสนผาสุก จะนั่งลุกยืนเดินเพลินหนักหนา มาวันหนึ่งตีนทะลึ่งเอ่ยปัญญา ว่ามีคุณแก่ตาเสียจริงๆ ตีนช่วยพาตาไปที่ต่างๆ ตาจึงได้ชมนางและสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นดวงตาจงประวิง ว่าตีนนี้เป็นสิ่งควรบูชา ตาได้ฟังตีนคุยโม้ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอกออกไปด้วยโทสา ว่าที่ตีนเดินไปได้ก็เพราะตา ดูมรรคคาเสกแก้หนามไม่ตำตีน เพราะฉะนั้นตาจึงสำคัญกว่าตีน ไม่ควรที่จะมาคิดดูหมิ่น สรุปว่าตามีค่าสูงกว่าตีน ทั่วธานินตีนไปได้ก็เพราะตา ตีนได้ฟังคับแค้นแสนจะโกรธ เร่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา เพราะอวดดีคุยเบ่งเก่งกว่าตา ดวงชีวาจะดับไปไม่รู้เลย ตาเห็นตีนเก่งเร่งกระโดด ก็พิโรธแกล้งระงับหลับตาเฉย ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน”

มีเรื่องหนึ่ง คือลูกคนหนึ่งเป็นลูกขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเองจนกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่คบ พอเพื่อนหันมาเห็นหน้าเท่านั้นเพื่อนลุกหนีหมดเลยเขากลายเป็นตัวสลายม๊อบนะ อยู่กับสังคมไม่ได้ ก็ไปหาพ่อ พ่อบอกอย่างนั้นเอาเงินไปไปซื้อตะปูมาถุงหนึ่ง ทุกครั้งที่แกอารมณ์เสียแกโกรธแล้วแกแสดงออก ให้เอาตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน วันแรกตอกไป ๓๗ ตัว โอ้โหแล้วใครจะไปคบมัน พอวันต่อมาเริ่มมีสติขึ้นตอกน้อยลง ๆ จนกระทั่งนะวันหนึ่งแกมาหาพ่อ เอ..พ่อวันนี้ผมคุมได้ ผมโกรธแต่ผมไม่แสดงออกนะ ตอนนี้ผมชนะมันแล้ว พ่อบอกว่ายังไม่จบ ตอนนี้ขั้นตอนต่อไป ทุกครั้งที่แกโกรธและแกคุมตัวเองได้ ไม่ด่า ไม่กระทืบเท้า ไม่แสดงออก ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่งนะ แกก็ค่อย ๆ ถอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาหาพ่อ พ่อผมถอนตะปูหมดแล้ว ตอนนี้ที่รั้วบ้านของเราทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว พ่อบอกไม่เหมือนเดิมหรอก ไม่เชื่อตามมาดูพ่อพาไปที่รั้วบ้าน เป็นไงที่รั้วเหมือนเดิมไหมมีอะไร มีรูของตะปู ลูกก็งงแล้วจะทำไงต่อ พ่อบอกว่าถ้าไม่อยากให้รั้วมีรูตะปู ก็ต้องอย่าไปตอกมันอีก เพราะตอกแล้วต้องถอน ถ้าถอนแล้วมันก็มีรู

ใคร เคยตอกตะปูใส่คุณพ่อ คุณแม่ของพวกเราบ้าง มีเด็กคนหนึ่งเรียนจบไปสมัครงาน วันนั้นเถ้าแก่มารับสมัครเอง เด็กหนุ่มเอาแฟ้มประวัติความสามารถพิเศษเยอะแยะ เอาไปวางตั้งให้เถ้าแก่ เถ้าแก่พอเห็นเสร็จปั๊บเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอั้วสัมภาษณ์ลื้อหน่อย ลื้อเคยกราบเท้าพ่อ เท้าแม่หรือไม่ ไม่เคยครับ กลับไปได้แล้ว อะไรแฟ้มประวิติเยอะแยะยังไม่ได้อ่าน กลับไปได้แล้ว คนไม่กราบเท้าพ่อ เท้าแม่ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นพอโดนไล่กลับโกรธมาก กลับไปถึงแม่มาเปิดประตูบ้าน ให้พอเห็นหน้าแม่ แม่เห็นหน้าหมอง ๆ ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ไม่อยากคุย ขึ้นบ้านเดินตึง ๆ ขึ้นไปชั้นบน แม่เห็นลูกก็ใจแป้วเลยลูกอารมณ์เสีย แม่รีบเลย สมองสั่งการทันทีว่าทุกครั้งลูกอารมณ์เสียแม่แก้ไขอย่างไร ของอะไรที่ลูกชอบที่สุดแม่รีบไปเตรียมจัดหา หาไปหามาปีนเก้าอี้ ตกโครมลงมา พอเสียงดังโครมลูกตกใจรีบวิ่งลงมาดูเห็นลูกส้มอยู่ในมือแม่เป็นของโปรดที่ ตัวเองชอบกิน

ลูกรู้เลยทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียแม่จะต้องทำสิ่งนั้น ให้กิน เด็กหนุ่มรีบเข้าไปประคองแม่ แม่บอกไม่เป็นไร ๆ พอลุกแล้วก็ล้มปรากฏว่าเท้าแพลง แม่ก็บอกไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกจับดูมันปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว เท้าเริ่มค่อย ๆ ช้ำ บอกไปหาหมอ เด็กหนุ่มพอจับเท้าแม่ปั๊บ มันแว๊บขึ้นมาในใจว่าเท้าคู่นี้เลี้ยงเขามาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งเขาจบ มหาวิทยาลัย เขาไม่เคยจับเท้าแม่เขาเลย แต่เท้าของตัวเขาเองแม่เคยอุ้มเคยหอมเท้าเขา แต่เขาเองเท้าแม่ไม่เคยจับ ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดกับเขามาก่อนมันเกิดขึ้นเขา ก้มลงกราบเท้าแม่น้ำตาไหล เพราะว่าที่แม่เจ็บเท้าตอนนี้เป็นเพราะเขา ผมขอโทษแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่ได้ผิดอะไร ๆนะ เด็กหนุ่มเงยหน้าน้ำตาไหลแม่ไม่เป็นอะไร ๆ ลูกไม่ผิดนะลูกไม่ผิด แม่ผิดเอง

เด็ก หนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แม่บอกไม่เป็นไร ๆ นะ เดี่ยวเราไปสมัครงานที่อื่นก็ได้เจ้าของบริษัทเขาคงจะไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แม่ยังอุตส่าห์แก้ตัวด้วยความรักลูก เด็กหนุ่มพอวันรุ่งขึ้นออกไปหางานใหม่แต่เขากลับไปที่เก่า พอไปถึงเถ้าแก่มองลื้อมาทำไม เด็กหนุ่มบอกว่าขออภัยครับผมไม่ได้มาสมัครงาน แต่ผมมาขอบคุณเถ้าแก่ครับ ถ้าเมื่อวานเถ้าแก่ไม่พูดเรื่องกราบเท้าแม่ผมคงจะไม่มีความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ขอบคุณเถ้าแก่มากที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายความรักของแม่นะ แกก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวานหลังกลับไปให้เถ้าแก่ฟังพอเล่าเสร็จเท่า นั้น เก้าแก่ก็ยิ้มพรุ่งนี้ลื้อมาทำงานได้นะ

อาตมากลับไปโพธารามกราบ ครูท่านหนึ่ง เอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปฝาก บอกว่าตอนนี้ไปอยู่อเมริกากลับมาระลึกถึงคุณครูเอาของมาฝาก ครูประทับใจเก็บเอาไว้ ๔-๕ ปี อาตมาไปเยี่ยมอีกที ใช้สบู่ยังไงก็ไม่รู้มันไม่หมดสักที ตั้งไว้ในตู้โชว์ ไว้คุยเวลาคนมา คุณครูใช้ของเมืองนอกเลยนะ ลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสอยู่อเมริกาเขาเอามาฝากครูคุยได้ตั้ง ๔-๕ ปี ปัจจุบันยังคุยอยู่มั้ง แต่มันเป็นความสุขของท่าน อาตมาทำงานใหม่ ๆ ได้เงินเดือน ๔๐๐ บาท กลับไปเยี่ยมบ้านเอาไปให้แม่ ๒๐๐ บาท ให้อาโกว(พี่สาวหรือน้องสาวพ่อ)ไปร้อยหนึ่ง พอให้แม่น้ำตาไหลเลย แต่พอเราจะกลับไปทำงานแม่เรียกเข้าไปหาให้อาตมา ๕๐๐ บาท เห็นไหมมันน่าให้แม่นะ แม่อาตมาน้ำตาไหลเพราะข้อที่ ๑ ก็คือมันไม่ลืมกูมันเป็นความรู้สึกตื่นขึ้นมา ข้อที่ ๒ มันช่วยเหลือตัวมันเองได้แล้ว ข้อที่ ๓ เมื่อมันมีความกตัญญูไม่ต้องไปห่วงมัน มันเอาตัวเองรอดได้ นั่นคือความรู้สึกของแม่ อาโกวอาตมาให้ไปร้อยเดียวก็วางไว้ ๓ -๔ เดือนไปทำงานกลับมาสตางค์ยังอยู่บนเชี่ยนหมากของอาโกว ใครไปก็พูด สงค์หลานมันทำงานแล้วมันให้มาร้อยหนึ่งคุยมา ๔ เดือนแล้วยังไม่ได้ใช้เลย ตกลงเก็บสตางค์ไว้ เอาไว้คุย มันเป็นความสุข

ปัจจุบันพ่อแม่เราคุย ถึงตัวเราได้ไหม ลูกเอ็งเป็นยังไง คือมันคุยไม่ออกระหว่างโทรไปหาแฟนกับระหว่างโทรไปหาคุณพ่อ คุณแม่ โทรหาใครมากกว่ากัน คนส่วนมากจะผูกลงไม่ยอมผูกขึ้น ผูกลงก็คือพอมามีแฟนก็ไปผูกแฟน พอมามีลูกก็ไปผูกลูก พอมีหลานผูกลงไปที่หลาน แต่ไม่ยอมผูกกลับไปที่คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เราแกะปมเหล่านั้นออก ใครที่รักเรา เราแกะทิ้งๆ ส่วนเรารักใครเราผูกขึ้นมา มันผูกลง ปัจจุบันก็เลยมีลูกบังเกิดเกล้า

อีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนุ่มมาเรียนจบที่กรุงเทพฯ พอจบปั๊บไม่ได้กลับบ้าน ได้งานก็เลยทำงานอยู่กรุงเทพไม่ยอมกลับบ้าน แม่โทรศัพท์มาหาอาตี๋ปีนี้มาไหว้ตรุษจีนนะ กลับไม่ได้นะงานยุ่งแม่ กลับไม่ได้ แม่บอกว่าไม่เป็นไรอาตี๋ดูแลสุขภาพด้วยนะอย่าทำงานหนักเกินไป อาตี๋วางหูฉับแม่ นั่งซึมแล้วเอามือมาดึงลิ้นชักมองลงไปในลิ้นชักมีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้สาม ซองแม่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกหยิบมาอีกซองหนึ่ง แล้วก็วางลงไปในลิ้นชักแล้วก็ปิดก๊อก กี่ปีแล้วที่อาตี๋ไม่กลับบ้าน ๔ ปี ความผูกพันมันหายไป


แต่เรื่องที่สะเทือนใจมากก็คือ เด็กหนุ่มที่มาเรียนในกรุงเทพแล้วก็มีแฟน ชวนเขากินข้าวแล้วก็โทรศัพท์คุยกะเขาทุก ๆ คืน ส่วนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้เกลียดมากเบื่อมากก็คือ กลางคืนจะมีโทรศัพท์ของแม่มาหาแก แล้วพอแกรับขึ้นมาก็ “เหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านเป็นไงบ้างหนักไหม” ลูกจะเบื่อคำเหล่านี้มากแต่ทุกคืนเขาก็จะโทรไปหาผู้หญิงคนที่เขารัก เหนื่อยไหมวันนี้ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านหนักไหม แล้วมันเอาคำเน่านั่นแหละแต่มันก็ใช้ของมัน คืนนั้นขณะหนึ่งที่เขากำลังโทรขอความรักจากแฟน มีโทรศัพท์ซ้อนเข้ามาเขาเหลือบดูแม่ แม่โทรมาทำไมกำลังขอความรัก เข้ามายุ่งอะไรกันตอนนี้ไม่ยอมรับโทรศัพท์แม่ คุยจนแม่วางสายไปแล้ว คืนนั้นเขาก็นอนอย่างมีความสุขของเขาที่ได้คุยกะสาว ตอนเช้าโทรศัพท์มา รีบกลับบ้านด่วนแม่เสียชีวิต เขาตกใจเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อคืนแม่ยังโทรมา พอกลับไปถึงบ้านทราบว่าโจรขึ้นบ้านเมื่อคืนนี้ปล้นแต่พอจะไปเอาสตางค์ที่แม่ เก็บไว้เพื่อส่งลูกเรียน แม่ไม่ยอมสู้กับโจรก็เลยโดนโจรแทงจนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต แม่กดโทรศัพท์มาหาลูก ลูกไม่ยอมรับ เงินก็เอาไปหมด แต่ว่าโทรศัพท์ที่อยู่ที่มือแม่เขาไม่ได้เอาไป พอญาติมาเยี่ยมเขาไปดูเบอร์ที่โทร ไม่ได้โทรไปหาตำรวจ ไม่ได้โทรบอกญาติที่อยู่ใกล้ ๆ มีอยู่เบอร์เดียวก็คือโทรหาลูก อยากได้ยินเสียงลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่เป็นมิสคอนแน็ค(ไม่สามารถติดต่อได้) เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ถูกหลังจากนั้นเขากลับไปเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อาตมาอยากจะฝากพวกเรา ใครที่มีบุญคุณ แล้วเราไม่เคยบอกรักเขาเลย ไม่เคยขอบคุณเขาเลย ผิดพลาดเราก็ไม่เคยขอโทษเขาด้วยวันนี้เปิดโอกาสพิเศษ ขอฝาก ๔ ข้อ ๑. โทรไปบอกรักท่านถ้าพ่อ แม่เสียชีวิตไปแล้วใครที่มีบุญคุณกับเราโทรศัพท์ไปบอกรักท่าน ข้อที่ ๒. ขอบคุณที่บุคคลเหล่านั้นมีบุญคุณแก่เรา ตอนนี้มีพ่อ แม่สามีหรือภรรยาที่ดีต่อเราทำกับข้าวดูแลเราหรือหาเงิน หาทองมาให้เราขอบคุณเขา ข้อที่ ๓. ขอโทษสิ่งที่เราเคยผิดพลาดบกพร่อง ขอโทษเขา ส่วนข้อที่ ๔ สำคัญอย่าบอกว่าพระบอกให้โทร

(พระอาจารย์ เริ่มสอนภาวนา) พวกเราขยันภาวนาวันนี้ตั้งใจมา แต่เวลาเหลือนิดหนึ่งภาวนากัน นั่งตั้งกายตรงนะปิดไฟได้ก็ปิดไฟสักพักหนึ่งนะ ให้สงบ ๆ เหมาะกับการภาวนา ในช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของการให้อาหารใจ หลักการให้อาหารใจเบื้องต้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอุชุกายังตั้งกายให้ตรง อาตาปีท่านให้มีความเพียร สัมปะชัญโน มีสัมปชัญญะ สติมา มีสติ วิริยะโลเก อภิชฌาโทมนัสสะ ท่านให้ถอดความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ตอนนี้ลองสลัดความคิดความวุ่นว่ายต่าง ๆ ออกไปให้หมดไม่ต้องยุ่งกับใคร อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องดึงมาขบเคี้ยว อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปกังวล ลองอยู่กับปัจจุบันขณะดูนะ หายใจเข้าทำใจให้สบาย หายใจออกทำใจให้สบาย ในช่วงแรกลองดึงลมหายใจให้ยาว ๆ ก่อน หายใจเข้ายาว หายใจออกยาวดีมาก ใจนิ่ง ๆ โปร่ง ๆ โล่ง ๆ สบาย ๆ นิ่งๆ อยู่ภายใน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตที่ ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี สุขอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ไม่มีเสียงใดที่จะมาทำร้ายใจเรา ถ้าเราไม่สนใจแส่ส่ายให้วุ่นวายเรื่องภายนอกตอนนี้ตั้งใจไว้ที่ใจ กายตั้งตรง คอตั้งตรง ใจยิ้ม ๆ เบิกบานอยู่ภายในดีมาก อย่าน้อมใจให้ลึกนะปล่อยให้โปร่ง ๆ ให้สบาย ๆ ใครรู้สึกซึม ๆ ก็ดึงลมหายใจให้แรงขึ้น อาหารของกายก็คือข้าวปลาที่เราทานกัน ส่วนอาหารของใจคือความสงบ ใจกินความสงบเป็นอาหาร ตอนนี้เราอยู่กับความสงบด้วยใจ ที่จริงใจมันสงบอยู่ก่อนนั้น แต่ที่มันฟุ้งมันวุ่นวายขึ้นมาเพราะเราไปดึงอดีตบ้าง ดึงอนาคตบ้าง เอามาแบก เอามาหอบ เอามากอดมารัดไว้ ใจก็เลยอึดอัดตอนนี้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ปล่อยไม่พอนะต้องวางด้วยเขาเรียกว่าปล่อยแล้วก็วาง

แต่ถ้าใคร รู้สึกงงจะหาจุดยืนอื่นของใจก็ได้ จะมาอยู่ที่ท้องพอง ยุบ ก็ได้ อยู่ที่ลมหายใจออก เข้าก็ได้ นั่งนับท้องไปดูใจสบาย ๆ สำคัญก็คือเวลาปฏิบัติ อย่าให้หนัก อย่าให้อึด อย่าให้ดื้อ อย่าให้ทึบ อย่าให้มึน อย่าให้งง ทำใจโปร่ง ๆ ดีมากเราจะเห็นว่าใจเริ่มมีพลังขึ้นมา เวลาเริ่มแรกเราหายใจลึก ๆ ตรงนั้นเป็นการบริหารปอด ขณะหายใจเราเอาสติตามรู้ไปด้วยเป็นการบริหารใจ ในช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น จิตใจก็สดชื่น จิตใส ใจสบาย ๆ ดีมาก เราอยู่กับความโปร่ง ความโล่ง ความเบา ความสบายใจเบิกบานแบบนี้สักครู่หนึ่งใจสงบ ตั้งใจแล้วก็ตั้งใจอีก เราค่อยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ยาว ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ น้อมความแช่มชื่นเบิกบานเกิดขึ้นภายใน น้อมความชุ่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในแล้วสร้างความรู้สึกยิ้มภายในใจ การทำความสงบเย็นภายใน เพียงแค่ไก่กระพือปีกก็เป็นกุศล


บัด นี้บุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ตั้งกายตั้งใจน้อมที่ได้บำเพ็ญบุญแล้วนี้แก่คุณพ่อ คุณแม่ ลองดึงลมหายใจยาว ๆ ดึงน้อมให้เห็นคุณพ่อ คุณแม่ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกเสร็จแล้ว ก็ลองดึงลมหายใจอีกนิดหนึ่งน้อมแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แล้วทำความรู้สึกเหมือนกับเราเอาแสงสว่างนั้นแทนบุญกุศลไปวางใส่ตักคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าท่านมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าท่านมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีโอกาสได้รู้ธรรมเห็นธรรมเข้าถึงธรรม ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ตั้งใจน้อมแผ่ส่วนกุศลไปยังครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนสรรพศัตรูหมู่มารทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ใดที่เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยอาฆาต เคยพยาบาท ก็ให้แผ่เมตตาไปให้แก่เขาเหล่านั้น ขอเขาเหล่านั้นจงได้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน จงได้รับผลบุญที่เราได้บำเพ็ญนี้โดยทั่วกันด้วยเถิด เราค่อย ๆ พนมมือขึ้นช้า ๆ จับความรู้สึกตามในขณะที่พนมมือตั้งใจกรวดน้ำด้วยน้ำจิต น้ำใจ กรวดน้ำแผ่เมตตาว่าตาม อิทังเม ญาตินังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

พระสูตร

ศาสนาพระสูตรนี้มีสาระหลากหลายตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน สำหรับผู้เขียนพอจะสรุปได้จากปัญญาอันน้อยนิด ดังนี้

๑. ในห้วงนั้น พระวินัยหรือศีลของพระคงเพิ่งจะมีแค่ ๑๕๐ ข้อ แม้เพียงเท่านี้พระชาววัชชีบุตรก็แหกปากร้องลั่นว่า รักษาไม่ไหวแล้ว ศีลมันมากเหลือเกิน

๒. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดจริงๆ ทรงรวมสิกขา คือ ข้อปฏิบัติให้เหลือเพียง ๓ อย่าง แท้ที่จริง ๓ อย่างนี้ว่าไปทำไมมีกลับมากกว่าศีล ๑๕๐ ข้อเสียอีก เพราะมิได้รักษาแต่กายและวาจาเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมไปถึงจิตและปัญญาด้วย (แต่พระวัชชีบุตรกับปฏิบัติได้) พุทธอุบายนี้ต้องนับว่าเป็นจิตวิทยาชั้นยอด แม้ว่าจะยากลำบากในเชิงปฏิบัติ แต่เมื่อคนเห็นว่ามันมีน้อยความย่อท้อจึงไม่มี แต่จะเกิดขันติและวิริยะที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และท่านก็ทำจนสำเร็จได้จริง

๓. การรักษาศีลโดยมีปัญญาร่วมด้วย มีการฝึกฝนอบรมจิตร่วมด้วย เป็นการรักษา “ต้นศีล” (ไม่ใช่ต้นธรรมต้นธาตุนะ) เมื่อรักษาศีล (จิต) ได้แล้ว ปลายศีลคือการควบคุมกายและวาจา มันก็จะไปไหนเสีย  รักษาจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าย่อมรักษาทุกสิ่งไว้ได้ทั้งหมดในโลก !

ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วจะเอาอะไรไปรักษาจิตล่ะ  ก็เอา “สติ” น่ะซิไปรักษาจิต อย่างอื่นไม่มี

แล้ว สติอย่างเดียวจะใช้ดับทุกข์ได้หรือ ไม่ได้ , สติอย่างเดียวใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในที่นี้ว่าถึงการรักษาศีล ถ้ามีสติควบคุมจิตไว้ได้ทั้งกายและวาจา ก็ย่อมจะไม่ละเมิดศีล แต่กิเลสที่เกิดทางใจนั้นยังไม่ได้พูดถึง ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการรักษาศีลที่ “ครบวงจร” จริงๆ คือ การละราคะ โทสะ และโมหะด้วย จึงทรงนำเอาอธิจิตและอธิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย

ใน ปัจจุบันนี้ ถ้านักบวชรูปใดมีความเห็นว่าศีล ๒๒๗ ข้อมันมากไปรักษาไม่ได้ จะหันมารักษาเพียง ๓ ข้อ ตามแนวของพระพุทธองค์ก็ได้ หรือเห็นว่า ๓ ข้อมันยากไปอีกเพราะคลุมไปหมด จะเอาเพียงศีล ๑ ก็ยังได้ นั่นคือ การเอาสติควบคุมจิต ไว้เพียงอย่างเดียว เมื่อสามารถคุมจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็เป็นอันว่าได้ถูกรักษาไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

ธรรมะใกล้ตัว

พุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสามารถเป็นที่พึ่งให้บุคคลผู้ปรารถนาความสำเร็จ ในชีวิต สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต พระธรรมย่อมเป็นที่พึ่งที่ช่วยทำจิตใจให้เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต พระสงฆ์ย่อม เป็นที่พึงได้ในยามที่ปรารถนาความสุขสำราญใจ

พระ พุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยกาลเวลาในการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในโลก เหมือนดังดินที่แปรสภาพกลายเป็นเพชร ก็เพราะกาลเวลา เพชรแม้มีค่ามาก ก็ต้องการคนคอยระวังรักษา ไม่ใช่รักษาคน แต่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นดุจแก้วที่มีแสงสว่างชี้นำการดำเนินชีวิตของบุคคล

ดังนั้นด้วยความประเสริฐกว่าเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงขนามนามพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระรัตนตรัย แก้วอันประเสริฐ ๓ ประการ รัฐบาลได้ประกาศ ให้วันที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยหรือวันอาสาฬหบูช เป็นวันสำคัญแห่งชาติ เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา

โยมส่วนมากไม่ระลึกถึงพระรัตนตรัย จึงทำให้ชีวิตเป็นดุจแก้วแตก ถ้ามาศึกษาในคุณพระรัตนตรัยแล้ว ก็จักเป็นผู้มีแก้วอันประเสริฐประจำตน

“โยม.. แก้วน้ำเป็นเพียงวัตถุที่ทำหน้าที่ใส่น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้เท่านั้น แก้วน้ำแตกก็เป็นธรรมดาของแก้วน้ำ แก้วน้ำที่ทำมาจากแก้ว มีความแตกมาตั้งแต่เริ่มถูกสร้างเสร็จแล้ว มันไม่แตกวันนี้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไป ก็ต้องแตก ถึงไม่มีใครทำแตก เมื่อเก่าคร่ำคร่า เจ้าของก็โยนทิ้งให้แตกสลายไปในที่สุด มันเป็นธรรมชาติของแก้วน้ำนะโยม”

“นี่แสดงว่า ถ้าแก้วน้ำเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความแตกดับสลายตายจาก เป็นที่สุดเหมือนกันซิครับ”

“ใช่แล้วโยม โยมเคยพิจารณาไหมว่าแก้วน้ำที่ใช้กันอยู่นั้น มีราคาคุณภาพที่แตกต่างกัน พวกแก้วพลาสติกนี่ก็ถูกที่สุด แก้วแสตนเลส แก้วไม้ แก้วน้ำใสๆ ธรรมดา ก็มีราคาแพงขึ้น แก้วเจียรนัยอย่างดีก็แพงที่สุด โยมเห็นถึงความแตกต่างไหม?”

“ผมคิดว่ามันแพงตามมูลค่าวัสดุและขบวนการผลิตนะหลวงพ่อ แก้วเจียรนัยที่แพงกว่าเพื่อนก็เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพและศิลปะ มากกว่าเพื่อนนะครับ”

“ชีวิตของพวกโยมล่ะ เป็นแก้วอย่างไหน ?”

“พูดยากครับ บางทีก็เป็นแก้วพลาสติก บางทีก็เป็นแก้วเจียรนัย บางทีก็เป็นแก้วน้ำธรรมดา แล้วแต่โอกาสเวลาครับ คนอื่นล่ะว่าไง”

“ผม/ดิฉัน ก็เหมือนกันละครับ/ค่ะ”

“ทำไมชีวิตของโยมจึงเป็นแก้วหลากชนิดเช่นนี้ล่ะ ?”

“พวก ผมยังมีความอยากได้อยู่มากละครับ บ่อยครั้งที่ผมปล่อยอารมณ์ตนเองให้มีความอยากได้ ครั้นไม่สมหวัง ก็แสดงอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตอนนี้ชีวิตของผมก็เป็นแก้วพลาสติกที่มีคุณค่าน้อยๆในสังคม บางครั้งก็มีความตั้งใจจะทำตนเป็นคนดีของสังคม ก็พยายามทำตนเป็นคนดี ซึ่งมันรู้สึกว่าทำยากเหมือนกันนะครับ ตอนนี้ก็เป็นเหมือนแก้วเจียรนัย บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทำดีบ้างทำไม่ดีบ้าง ผมมันก็คนธรรมดานี่ครับ ตอนนี้ก็เป็นแก้วน้ำธรรมดานะครับ”

“โยมรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนแก้วแตกบ้างไหมในชีวิต?”

“โอ.. บ่อยครั้งครับ ที่ผมมีชีวิตเหมือนแก้วน้ำที่แตก มันเกิดจากความไม่ดีในตัวของผมเองครับ ผมบอกแล้วว่าความอยากในบุคคล วัสดุสิ่งของ ของผม ทำให้ผมไม่ค่อยคิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อผมได้ทำร้ายความรู้สึกของเขาด้วยเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี จะเป็นทำร้ายด้วยกำลังหรือวาจา ความแตกร้าวในความคิดของผู้ที่ถูกผมทำร้ายก็เกิดขึ้น นี่เป็นชีวิตแก้วแตกของผมแม้จะรู้ว่าแก้วแตกแล้วยากที่จะประสานให้เหมือน เดิม นอกจากนำไปหลอมใหม่ ผมก็ลืมตัวอยู่เสมอครับ เพื่อนที่อยู่นี้ก็คงเหมือนกันนะครับ วันนี้จึงพากันมาหาหลวงพ่อที่ธรรมสถานหลังนี้”

“ดิฉันก็เป็นเหมือนพี่คนนี้เจ้าค่ะ บ้านช่องที่อยู่นี้ เหมือนนรกเลย ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน บางทีตื่นมาก็รีบออกจากบ้านโดยเร็ว ชีวิตของดิฉันก็เป็นแก้วแตกเจ้าค่ะ”

“คงเหมือนกันหลายคนนะ เห็นหัวคิ้วขมวดเป็นโบว์เลย แก้วแตกก็ทิ้งไปเลย จะไปนั่งคิดทำไมล่ะ มันเป็นของเสียหายไปแล้ว เก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นธรรมชาติของแก้วที่ต้องแตก โยมว่าไหม?”

“หลวงพ่อพูดง่ายจริงนะครับ บริษัทส่งพวกเรามาหาหลวงพ่อก็เพราะความรู้สึกแก้วแตกนะครับ”

“โยม ทั้งหลายรู้ตัวว่าเป็นแก้วแตก ก็นับว่าเป็นการดี เพราะโยมแต่ละคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุแห่งแก้วแตกของชีวิต เอาล่ะตอนนี้ทุกคนนั่งให้สบายๆ นั่งท่าไหนสบาย ก็นั่งท่านั้น ทำตนให้มีอิสระในการนั่ง ทำตนให้สัมผัสกับความสุขในการนั่ง เมื่อคิดว่าสุขสบายที่พึงพอใจแล้ว ก็หลับตาลง นั่งคิดถึงเหตุการณ์แก้วแตกในชีวิตของตน ถ้าคิดไม่ออก ก็คิดถึงแก้วน้ำที่เจียรนัยอย่างดี ราคาแพงๆ ว่าถ้าแก้วใบนี้แตก เรารู้สึกอย่างไร? เมื่อรู้สึก แล้ว ก็คิดต่อไปว่า ทำอย่างไรแก้วใบนี้จะไม่แตก วิธีที่คิด นี้เราจะทำได้ไหม หลวงพ่อจะให้เวลาคิดไปก่อนนะ อย่าลืมตาเด็ดขาด ให้มีความคิดจดจ่อเรื่องแก้วแตกอย่างเดียว เริ่มเลย”

………

“คงมีคำตอบในใจกันทุกคนแล้วนะ ต่อไปนี้ลืมเรื่องแก้วแตกที่คิดได้ไปให้หมด อย่าให้มีความคิดใดในหัว กำหนดความรู้สึกมาที่หู ฟังเสียงหลวงพ่ออย่างเดียว ฟังให้จบ แล้วค่อยคิดตามไป ถ้าเกิดความรู้สึกว่าเสียงหลวงพ่อหายไป ก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ถ้ารู้สึกว่าง่วงนอน ก็หลับไปเลย ไม่เป็นไร เอ้า..ทำหัวให้ว่าง อย่าให้มีความคิดสักอย่างเลยนะ

แก้ว น้ำจะเป็นชนิดใดก็ตาม ราคาถูกแพงก็ตาม แก้วน้ำนั้นก็เป็นเพียงวัสดุสำหรับใช้สอยในชีวิต การคงอยู่ของแก้วน้ำ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของ ตราบใดที่เจ้าของมีความพึงพอใจอยู่ แก้วน้ำใบนั้นก็ยังมีคุณค่าอยู่ ความพึงพอใจในแก้วน้ำ เราเป็นคนกำหนด เราเป็นคนรู้คุณค่า แต่ชีวิตของเรา ใครเป็นผู้กำหนด? ใครเป็นผู้รู้คุณค่า?

ในคราที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสแห่งพระเจ้า สุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระสวามีแห่งพระนางยโสธรา ความสมบูรณ์พูนสุขในสรรพสิ่งที่ปุถุชนปรารถนา พระองค์ทรงมีครบทุกประการ ชีวิตของเจ้าชาย สิทธัตถะเป็นเหมือนแก้วเจียรนัยที่งดงามและสูงค่า ที่ถูกตั้งประดับโชว์ความงดงามในสถานที่อันอลังการ แต่ความผกผันของชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะได้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเห็นสภาพของ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงตริตรองถึงสภาพของคนเหล่านั้น พร้อมกับย้อนมาพิจารณาพระองค์เอง ในที่สุดทรงพบว่าชีวิตของพระองค์ก็จักเป็นเช่นนั้น ไม่ต่างกันเลย พระองค์ทรงคิดต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นไปจากสภาพเช่นนี้ได้ ทรงเห็นว่าการออกบวชศึกษาปรัชญาในเรื่องนี้จากสำนักคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง จักเป็นการช่วยพระองค์ได้ พระองค์เสด็จออกบรรพชาด้วยความอาจหาญ ไม่เสียพระทัยต่อสรรพสุขที่ทรงมี นี่จึงเป็นภาวการณ์แก้วแตกของพระพุทธองค์

ภาวการณ์ แก้วแตกแม้จะทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ไม่ดีได้มากมาย แต่ถ้าเรารู้จักคิดถึงสภาวะของท่านผู้ผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาบ้าง เราก็สามารถสรรสร้างสิ่งที่ก่อประโยชน์จากภาวการณ์ที่สูญเสียได้ พึงศึกษาดูเถิดว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เกิดภาวการณ์แก้วแตก พุทธศาสนาก็คงไม่มีในโลกนี้ คุณประโยชน์อันมหาศาลที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบ จนนำให้พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือพระธรรมอันเป็นธรรมชาติปกติของโลก พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมชาติเหล่านี้ดำรงอยู่คู่กับโลกเสมอมา เพราะเหตุที่คนไม่เข้าใจในธรรมชาติ ของปกติโลก ชีวิตคนจึงหมุนเวียนไปตามกระแสโลกที่มีวิวัฒนาการไปตลอดเวลา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ไม่มีใครเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ การรู้จักธรรมชาติของความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างถ่องแท้ ย่อมนำให้รู้จักการดำเนินชีวิตที่เป็นนิรันดร์ สิ่งนี้ก็คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา

ถ้าคิดอย่างพุทธศาสนิกชน ก็ตอบว่า กรรมของเราเป็นผู้กำหนด เราเป็นผู้รู้คุณค่าของชีวิต กรรมคือการกระทำในสิ่งต่างๆ ที่เราเป็นคนกระทำ ก่อนทำกรรมเราอาจจะคิดหรือไม่คิดก็ตาม แต่เมื่อเราทำกรรมนั้นไปแล้ว เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น แม้ผลของกรรมอาจจะไม่ปรากฏในทันที แต่ผลของกรรมนั้นก็จะปรากฏในอนาคตที่ไม่มีใครรู้กำหนดเวลาที่จริงแท้ได้

พึง พิจารณาดูคนที่ขโมยของชาวบ้าน ก่อนจะขโมยอาจจะคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ได้มีความคิดจะขโมย แต่พอได้พบเห็นโอกาสจะขโมยของที่พึงใจ ก็ขโมย เมื่อเขาได้ขโมยสิ่งของนั้นแล้ว เขาก็ได้รับผลของการขโมยเป็นความสุขใจ แต่ผลของการขโมยยังไม่สิ้นสุด ทันทีที่เจ้าทรัพย์สามารถจับตัวเขาได้ เขาก็ต้องได้รับโทษ ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผลที่ไม่พึงใจนี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะทันทีหรือต้องใช้เวลานานเท่าใด แต่เป็นที่แน่นอนว่าเขาต้องได้รับผลที่ไม่พึงใจแน่นอน

เมื่อเราได้ทราบว่ากรรมหรือการกระทำล้วนเกิดจากตัวเรา ทำไมเราไม่พัฒนาคุณค่าของตัวเราให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ด้วยคุณธรรมที่บุรพชนยกย่อง อันได้แก่คำสอนในพระพุทธศาสนาที่แฝงเป็นคติธรรมในขนบธรรมเนียมประเพณีของ ชาติไทย ด้วยอายุของคำสอนที่มีมานานกว่า ๒,๕๕๓ ปี เราอาจจะคิดไปว่าเป็นคำสอนที่คร่ำครึ ไม่ทันสมัย ผลที่ติดตามมาก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยามขนบ ธรรมเนียมประเพณีของชาติไทย นำให้เกิดความล่มสลายในสังคมไทยเป็นที่สุด สภาพแก้วแตกที่โยมทั้งหลายกำลังประสบอยู่ก็เป็นผลมาจากเหตุนี้เหมือนกัน

ทุก ชีวิตในโลกนี้ต้องประสบกับสภาพแก้วแตกทุกคน ลักษณะของแก้วที่ปรากฏในแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกัน คนที่มัวแต่หวนรำลึกถึงความพึงพอใจในสภาพของแก้วที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความพลัดพรากจากของรัก คนที่ไม่สนใจในแก้วที่แตก แต่มุ่งแสวงหาแก้วใบใหม่แทน ก็ต้องแสวงหาไปไม่มีที่สิ้นสุด คนที่รู้จักพิจารณาความเป็นแก้วตั้งแต่แก้วยังมีสภาพสมบูรณ์จนแก้วแตก และวิเคราะห์หาเหตุและผลของแก้วนั้นจนมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของแก้ว ย่อมจะพบกับแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ก่อสุขประโยชน์แก่ตนและสังคม เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมาแล้ว

เพราะเหตุที่ทรงค้นพบพระธรรม นำให้พระองค์ปรารถนาจะสอนบุคคลอื่นให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมด้วย ปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากพระองค์ ล้วนมีใจมุ่งหวังจะได้ผลแห่งการค้นคว้าของพระองค์ เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาเพื่อแสดงสิ่งที่ทรงค้นพบ เมื่อผ่านการสนทนาที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของชีวิต ธัมมจักกัปวัตตนสูตรก็ได้ถูกพระพุทธองค์นำมาสั่งสอนปัญจวัคคีย์ นำผลให้อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่าธรรมชาติของโลกย่อมมีความเกิดขึ้น เป็นเบื้องต้น และมีความตายเป็นเบื้องปลาย ท่านจึงขอบรรพชากับพระพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชให้ พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก

เรา ทั้งหลายเป็นแก้วที่แตกแล้วในความคิดของตนเอง ความรู้สึกนี้ทำให้เราเกิดความแปลกแยกแตกต่างกับคนอื่น รู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของสังคมที่เราอาศัย นี่เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่มีที่พึ่งของจิตใจ ยามเกิดภัยอันตรายก็ย่อมมีความหวาดกลัวเป็นปกติ เหมือนดังคนที่ถือแก้วเจียรนัยด้วยความกลัวว่าแก้วจะหลุดมือ เพราะความเข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงได้สรรหาแก้วที่ทรงคุณค่ายิ่งในโลก มาเป็นที่พึ่งของบุตรหลาน ท่านพิจารณาดูไปในโลกแล้วพบว่า ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐ เลิศยิ่งเท่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

พรรณนาธรรมมานี้ พอจะได้แนวทางบ้างไหมล่ะโยม”

“ผมว่าจะหลับไปแล้วนะครับ แต่เมื่อได้ฟังไป..ฟังไป ก็พบว่าผมยังไม่มีแก้วอันประเสริฐในตนเอง จึงทำให้ผมเป็นแก้วแตกอยู่เสมอ คงจะต้องกลับไปทบทวนคำสอนของบรรพชนบ้างแล้วครับ”

“ขณะ นี้เวลาก็พอสมควรแก่กาลแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงกลับบ้านไป ทำบ้านของตนให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งแก้วอันประเสริฐนี้ และลืมเลือนชีวิตที่มีสภาพดุจแก้วแตกเสีย แล้วตั้งต้นชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม ก็ขอยุติการสนทนา ธรรมแต่เพียงนี้ ขออนุโมทนาให้ทุกคนจงมีความสุขในธรรมเทอญ”

การจำศีล

สมัย พุทธกาล เวลาที่พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเสียงติฉินนินทาจากชาวบ้านถึงฤดูฝน ชาวบ้านทำนา พระสงฆ์ก็ยังไม่ยอมหยุดจาริก เหยียบย่ำข้าวกล้าเสียหาย

“ฝูงนกยังหยุดพัก นักบวชศาสนาอื่นก็ไม่ออกนอกที่พำนัก มีแต่พระของสมณโคดม พวกเดียว”

พระพุทธองค์สั่งประชุมสงฆ์ สอบถามได้ความจริง

“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา”

รับ สั่งนี้จึงเป็นข้อบัญญัติของการเข้า พรรษา เริ่มแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปสิ้นสุด ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ครบ 3 เดือน ตลอดฤดูฝน

ใน ประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร พอเข้าพรรษา ก็เสร็จงานในไร่นามีเวลาว่าง ชาวบ้านก็ถือเป็นโอกาสเข้าวัดถวายทานรักษาศีลและฟังธรรม ที่มีลูกชายอายุได้ 20 ปี ก็ให้บวชเป็นพระ

ผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปทั้งไตร หรือผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ แม้ผ้าขาวก็ได้ บางทีมีไทยธรรมอย่างอื่นเป็นบริวารด้วย เมื่อถึงกำหนดทายก และชาวบ้านนำผ้าและไทยธรรม ไปพร้อมยังสถานที่นัดภายในวันมีโรงอุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ เมื่อได้เวลาพระสงฆ์ลงประชุม ถ้าเจ้าภาพคนเดียวมีไทยธรรมเหมือน ๆ กัน ก็กล่าวคำถวายแล้วประเคนเรียงไปโดยลำดับ แต่ถ้าทำร่วมกัน ผ้าและของไม่เหมือนกัน ก็ต้องติดเลขหมายแล้วถวายให้พระสงฆ์ไปจับสลาก ก่อนจับสลากทายกกล่าวคำถวาย ดังนี้
อิมานิ มยํ ภนฺเต วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมานิ , วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ปฏิคณฺหาตุ ,
อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
ระหว่างทายกกล่าวคำถวายพระสงฆ์ควรประนมมือ พอจบคำถวายก็รับ “สาธุ” พร้อมกัน ทายกถวายของแล้วอนุโมทนา
บทวิเสสอนุโมทนาในทานนี้นิยมใช้บท กาเล ททนฺติ… ทายกกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี

สมัยสุโขทัย บรรยากาศการเข้าพรรษา มีบันทึกไว้ในศิลาจารึก

“พ่อ ขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้า ลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

เมื่อพระเข้า พรรษา…ก็ต้องมีกิจวัตร ทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่ำ รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม จำเป็นต้องการใช้ แสงสว่าง จึงมีประเพณีหล่อเทียนต้นใหญ่ ใหญ่ ขนาดที่จะใช้ได้ตลอดเวลา 3 เดือน ถือกันว่า เป็นพุทธบูชา…

เรียกกันว่า เทียนจำนำพรรษา

ในพรรษา วัดสมัยโบราณ จึงมีแสงเทียนสว่างไสว ทั้งในอุโบสถ หอพระธรรม วิหาร ศาลาการเปรียญ

ถึง วันนี้ ทุกวัดมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังถือเป็นงานบุญ ที่ทำกันเป็นประเพณี ที่อุบลราชธานี งานประกวดเทียนจำนำพรรษา งานแห่เทียนจำนำพรรษา เป็นประเพณีเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว

ประเพณีถวายเทียนจำนำพรรษา เชื่อว่าเกิดภายหลังประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน

สมัย พุทธกาล นางวิสาขา มหาอุบา-สิกา เดินเข้าไปในวัดในเวลาฝนตก พบพระเปลือยกายอาบน้ำเป็นที่อุจาด ก็เข้าไปกราบทูลขอพระบรมพุทธานุญาต ถวายผ้าอาบน้ำฝน ไว้ผลัดเปลี่ยนแทนจีวร

ถวายกันสืบเนื่องมาถึงวันนี้ พระมีห้องน้ำสรงน้ำเป็นสัดส่วนแล้ว แต่ผ้าอาบน้ำก็ยัง เป็นของจำเป็น จึงเกิดเป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน หลายวัดถือเป็นโอกาสบอกญาติโยม แจกฎีกา ถวายผ้าอาบน้ำฝน

ชาวบ้านก็มีศรัทธา ถวายผ้าอาบแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสถวายของกินของใช้ที่จำเป็น รวมทั้งปัจจัยให้พระ ไว้ใช้ตลอดเวลาเข้า พรรษาด้วย

ผ้าอาบน้ำฝน ภาษาบาลีเรียกว่าผ้าวัสสิกสาฎก ภาษาชาววัดนิยมเรียกว่าผ้าจำนำพรรษา.

บารมี คืออะไร?

คำว่า บารมี นี่แปลว่า เต็ม เมื่อเต็มแล้วก็ต้องเต็มจริงๆ เป็นอันว่าถ้าบารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้เต็มครบถ้วนบริบูรณ์
ที่เรียกว่า ปรมัตถบารมี สำหรับพระสาวกนะ ไม่ใช่อันดับขั้นพระพุทธเจ้า
สำหรับขั้นพระสาวกนี้ใช้อารมณ์ต่ำ อารมณ์ไม่สูงนัก ไม่ใช่ขั้นพระพุทธเจ้า

1.บารมีต้น เรามีทานมีศีลเหมือนกัน แต่ว่าทาน ศีลมันบกพร่อง มันไม่ครบถ้วนบริบูรณ์
ถ้าหากว่าบารมีอันดับที่ ๒ ที่เรียกว่า 2. อุปบารมี ทาน ศีล ของเราดีครบถ้วนแต่จิตใจยังไม่สะอาดพอ ยังไม่รักพระนิพพาน
ถ้าหากว่าเป็น 3.ปรมัตถบารมี แล้ว ไม่มีการหวังผลใดๆ ในโลกีย์วิสัย จะเป็นชาตินี้หรือว่าชาติหน้าก็ตามที กำลังใจของเราไม่มีการเกาะ การกระทำทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อพระนิพพานโดยเฉพาะ ทำด้วยจิตบริสุทธิ์

ถ้าทุกสิ่งทุกอย่างนี้ครบถ้วนบริบูรณ์ ทุกท่านก็เป็นพระอริยเจ้าขั้นพระอรหันตผล
นี่เดิมทีเดียวเราก็สอนกันมา แนะนำกันมาในหลักการทั่วๆ ไป แต่จะเห็นว่ากว้างเกินไปในการปฏิบัติ
และเวลานี้บรรดาท่านพุทธบริษัท มีทั้งภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา
ที่มีกำลังใจคือ บารมีแก่กล้านี้มีอยู่ หรือว่าบางท่านที่ยังอ่อนยังย่อหย่อน
ก็จะได้มีความเข้าใจในการปฏิบัติ เพราะการปฏิบัติจริงๆ เพื่อมรรคเพื่อผล

ถ้าขาดบารมีทั้ง ๑๐ ประการแล้ว ทำอย่างไรมันก็ไม่มีผล
ถ้าผลที่จะมีกับกำลังใจก็ได้แค่ผลหลอกๆ คือ อุปาทาน
คำว่าหลอกลวงนี่ไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาไปโกหกมดเท็จใคร แต่ว่ากำลังใจมันไม่จริง
ที่เรียกว่าหยุดได้จากความโลภ ความโกรธ ความหลง อาจจะหยุดไปเพราะอารมณ์สบายชั่วคราว
แต่ทว่าข้างหน้าต่อไปคลายไปก็มีทุกข์ มีความโลภ ความโกรธ ความหลง
หรืออาจจะหยุดได้ด้วยกำลังของฌาน เช่น ฌานโลกีย์ กำลังใจยังดีไม่พอ
ก็เอากำลังเข้าไปกดความโลภ ความโกรธ ความหลง นี่ถ้าหากว่าจะตัดกันตรงๆ
ก็ต้องมาพิจารณาขันธ์ ๕ ว่ามันเป็นทุกข์ (ขันธ์ ๕ ได้แก่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

ถ้าหากว่าบารมีทั้ง ๑๐ ประการนี้เป็น ปรมัตถบารมี
(คำว่า ปรมัตถบารมี หมายความว่า มีอารมณ์ทรงสูงอย่างยิ่ง คำว่า อย่างยิ่งก็หมายความว่าไม่เคลื่อนไป
อารมณ์ที่มีอาการตรงกันข้ามไม่เกิดขึ้นกับจิตใจของเรา)

นี่ขันธ์ ๕ เป็นทุกข์เพราะอะไร เพราะว่าเราขาด ทานบารมี ขาดศีลบารมี
ขาดเนกขัมมะบารมี ขาดปัญญาบารมี ขาดวิริยะบารมี ขาดขันติบารมี
ขาดสัจจะบารมี ขาดอธิษฐานบารมี ขาดเมตตาบารมี ขาดอุเบกขาบารมี
และที่พูดวันนี้อาจจะมีหลายท่านจะตอบว่า บารมีทั้งหลายเหล่านี้มีครบถ้วนแล้ว

แต่ก็อย่าลืมว่าบารมีนี้จัดเป็น ๓ ชั้น คือ