พลังแห่งพระธรรมจักร

เธออาจ ได้รับโชคดี ที่จะ มีการเข้าถึง การสนับสนุนนี้ แต่จำนวนของ บริษัทได้ตระหนักว่า พวกเขาไม่ ได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ออกมาจาก คน ของพวกเขาหาก พวกเขามีความ กังวลเกี่ยวกับ แรงกดดันใน การทำงาน นอก ครอบครัว

นอกจากนี้คน ที่ทำงาน มาก ต่อไปในชีวิต ที่ทำให้พวกเขา มีแนวโน้มที่จะ มี การรวม การทำงานกับ การดูแล ญาติ

เป็นผลให้ เฮเลนา Herklots , ผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรการกุศล ผู้ดูแล สหราชอาณาจักร เชื่อ eldercare วันหนึ่ง อาจจะกลาย เป็น เรื่องธรรมดา ในขณะที่ การดูแลเด็ก ในที่ทำงาน แม้จะมี ขนาดใหญ่ ตัด งบประมาณ การดูแลสังคม

” มันเป็นประสบการณ์ที่ ใกล้สากล สำหรับเราทุกคน ” เธอกล่าว . ” ในบางจุด ในชีวิตของเรา ส่วนใหญ่ของเรา อาจจะ กลายเป็น ผู้ดูแล หรือ ต้องดูแล . มัน จะเริ่ม เป็นสิ่งที่ท้าทาย เป็นอย่างที่ ปัญหา การดูแลเด็กอาจจะ 15 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา . มันเป็นเรื่อง สำคัญสำหรับธุรกิจ แต่ไม่ ทุกธุรกิจ ได้ตื่น ขึ้นอยู่กับ ว่า . ”

บรรดาผู้ที่ได้ วางในสถานที่ บริการ eldercare สำหรับพนักงาน รวมถึง เซนส์ , บริติชแก๊ส และ พลุกพล่าน อังกฤษ . ประมาณ 70 องค์กรได้ เข้าร่วมกลุ่ม นายจ้าง สำหรับ ผู้ดูแล ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่า ประมาณหนึ่ง ใน เจ็ด พนักงานจะ มีความรับผิดชอบ ดูแล งาน ด้านนอก

พวก เขาอาจจะ เป็นชนกลุ่มน้อย ของนายจ้างแต่พวกเขาจะ ทำตามเหตุผล คล้ายกับ มุมมอง หลัก ตอนนี้ที่ บริษัท ต้อง ให้ความช่วยเหลือ ดูแลเด็ก เพื่อส่งเสริมให้ แม่ใหม่ กลับเข้ามาใน สถานที่ทำงานและ รักษาความสามารถ มากกว่า ไปที่ปัญหา และค่าใช้จ่าย ของการสรรหา และ การฝึกอบรม ผู้คนใหม่ ๆ

คาด หวังในชีวิต ได้เติบโตขึ้น อย่างมาก ใน ครึ่งศตวรรษ ที่ผ่านมา . โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ที่อยู่ใน ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สามารถคาดหวังว่า จะมีชีวิตอยู่ ถึง 80 มากกว่า 10 ปีอีกต่อไป กว่าในช่วง ทศวรรษที่ 1960

ความทุกข์อยู่ที่ใจ

หลวงพ่อดีเนาะ เป็นเกจิอาจารย์มีชื่อที่ใครๆก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหา
และผู้เคารพนับถือ มีเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมี และการประพฤติปฏิบัติ
ตนของหลวงพ่อ และเนื่องจากหลวงพ่อดีมีคนเคารพนับถือมาก จึงมีผู้มา
ถวายจตุปัจจัยข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่าแก่ท่านมากมาย ในกุฏิของหลวงพ่อดี
จึงมีข้าวของเงินทองที่เตะตา ล่อโจรให้อยากลองของมากมาย แต่ดูเหมือน
หลวงพ่อท่านไม่ค่อยจะสนใจวัตถุรอบกายของท่านแต่อย่างใด

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อดีก็ถูกโจรที่ชอบปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์มากมาย ถือปืน
บุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมทั้งประกาศว่า ” นี่คือการปล้น อย่าได้
ขัดขืนนะหลวงพ่อ ” หลวงพ่อก็ยิ้มกับโจรด้วยอารมณ์ดี และไม่มีอาการ
สะทกสะท้าน ท่านกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า ” ปล้นก็ดีเนาะ ” โจรชัก
แปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ โจรถามว่า ” ถูกปล้น ทำไมว่าดีหละ
หลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ทำไมจะไม่ดีหละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมาน เฝ้า
ไอ้สมบัติบ้าๆนี่ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมด ข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก ”

นั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับอีก คนขับรถบอก ” รถเสียครับ ” หลวง
พ่อก็บอกว่า ” ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ ” คนขับซ่อมรถได้สักพัก ก็ออก
ปากขอให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่ ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ
แต่ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ” โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังกายเนาะ ”

แล้วก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถ จนวิ่งได้ไปถึงบ้านงาน เวลาเลยเที่ยง
หมดเวลาฉันไปแล้ว เป็นอันว่าวันนั้นหลวงพ่ออดข้าว เจ้าภาพก็ร้อนใจ อะไรๆ
ก็เลยเวลามานาน นิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที ” ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลย
เนาะ” หลวงพ่อว่าแล้วก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่
เผลอตักเกลือใส่แทนนำ้ตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปหนึ่งคำ แล้วก็บอกโยมว่า
” โอ้ดีเนาะ ดีๆ ” แล้วก็วางไว้

ธรรมเนียมของหลวงพ่อที่หลังๆเวลาท่านฉันอะไร ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง
ว่ากันว่าเป็นสิริมงคลดีนัก เรียงหน้ารอกันเป็นแถว แล้วลูกศิษย์คนแรกก็ดื่ม
กาแฟ ก็พ่นพรวดออกมา ” เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง ! ”

หลวงพ่อว่า ” ก็ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน ”

ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ลมแรง นำ้ท่วม หรือคนด่า หลวงพ่อท่านมอง
ไปในแง่ดีได้หมด

มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับไปติดคุก ท่านก็ว่า ” ก็ดีเนาะ
มันจะได้ศึกษาชีวิต ”

แต่โจรก็ขู่อีกว่า ” ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิด
ปากเจ้าทรัพย์ ” หลวงพ่อดีก็ตอบเหมือนเดิม ” ฆ่าก็ดีเนาะ ” โจรแปลกใจจึง
ถามว่า ” ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรหละหลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ข้ามันแก่
แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ” โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า
” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ฆ่าหรอก ” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคยว่า ” ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ ”
โจรก็ถามอีกว่า ” ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก ” หลวงพ่อบอกว่า ” การฆ่ามันเป็น
บาป เอ็งจะต้องชดใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจจะต้องตาม
จับเอ็งเข้าคุก เข้าตาราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก ”

โจรเลยเปลี่ยนใจ ” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว ” หลวงพ่อดีก็
ตอบอีกว่า ” ไม่ปล้นก็ดีเนาะ ”

ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาป เข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็
ขอให้หลวงพ่อดีบวชให้ และบำเพ็ญศีลภาวนาตลอดมา ส่วนหลวงพ่อมีคนให้
ฉายาท่านว่า ” หลวงพ่อดีเนาะ ”

หลวงพ่อมองโลกในแง่ดี ไม่เคยจับผิดใคร ไม่เคยว่าใคร เจอปัญหาอะไรๆ
ก็พูดว่า ” ดีเนาะ ” จนกระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวให้เป็น ” พระเทพวิสุทธาจารย์สาธุอุทานธรรมวาที ” ซึ่งแปลว่า
” ดีเนาะ “

ขั้นตอน การละกิเลส

พระอรหันต์ คือ บุคคลที่ดับความหลง(ดับอวิชชา)ได้หมดสิ้น จึงไม่คิดด้วยกิเลส(ไม่มีสังขารในปฏิจจสมุปบาท) และไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความคิดที่เป็นกิเลสอีกเลย คงมุ่งปฏิบัติตนตามโอวาทปาฏิโมกข์ จิตใจจึงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส เข้าถึงภาวะความดับทุกข์(นิโรธหรือนิพพาน)ได้อย่างต่อเนื่อง.
ระดับของ พระอริยบุคคลหรือความสามารถในการดับกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องของอดีตหรืออนาคต แต่เป็นเรื่องของความรู้และความสามารถด้านสติปัญญาทางธรรมที่ใช้ดับกิเลสใน ปัจจุบันขณะเท่านั้น.

ความรู้และความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรมเป็น ไตรลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง ซึ่งสมองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกาย และร่างกายนี้เป็นไตรลักษณ์. ดังนั้น ความรู้และความสามารถในการดับกิเลสของอนาคตจึงไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในอนาคต และก็เป็นไตรลักษณ์เช่นกัน.

เมื่อมีการคิดด้วยกิเลส(คิดด้วยความโลภหรือโกรธ)ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความทะยานอยาก(เกิดตัณหา)ที่จะให้ได้มาตามความคิดที่เป็น กิเลส.
เมื่อคิดด้วยความทะยานอยากซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น(เกิดอุปาทาน)ที่จะต้องให้ได้มาตามความคิด ที่เป็นกิเลส ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์.

เนื่องจากหัวหน้าใหญ่ของกิเลส คือ ความหลง(อวิชชา) ดังนั้น การดับความหลงได้หมด(มีวิชชา) จะทำให้สามารถควบคุมความคิดไม่ให้คิดด้วยกิเลสได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วย.

ในสมัยพุทธกาล พระโสดาบัน คือ บุคคลที่มาฟังธรรม(ศึกษาธรรม)แล้วเริ่มมีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เรียกว่า ผู้มีดวงตาเห็นธรรม แต่เนื่องจากพระโสดาบันยังมีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)เหลืออยู่มาก ดังนั้น พระโสดาบัน จึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)

พระสกิทาคามี คือ บุคคลที่มีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)ลดน้อยลงตามลำดับ.

พระอนาคามี คือ บุคคลที่ละกิเลสที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมด.

 

พระโสดาบัน คืออะไร

พระโสดาบันจึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง*(เริ่มดับอวิชชา) เพราะเพิ่งเริ่มศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ อย่างถูกต้อง. ดังนั้น พระโสดาบันจึงต้องมีกิจที่ต้องทำอีก คือ ต้องศึกษาอริยสัจ ๔ และฝึกปฏิบัติธรรมตามมรรคมีองค์ ๘ เพิ่มเติมอีก จนกว่าจะพ้นความทุกข์ได้อย่างต่อเนื่อง(เป็นพระอรหันต์).

เมื่อเป็น พระอรหันต์แล้ว ก็ยังต้องศึกษา ทบทวน และปฏิบัติธรรมอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเสื่อมหายของข้อมูลทางธรรมในความจำ และเพิ่มความรู้และความสามารถทางธรรมให้กว้างขวางและลึกซึ้งยิ่งขึ้น เป็นผลให้มีข้อมูลทางธรรมในการสั่งสอนผู้อื่นอย่างมีประสิทธิภาพ.

  ๑. ความเห็นว่าเป็นตัวของตนด้วยกิเลส(สักกายทิฏฐิหรือสังโยชน์ข้อที่ ๑) คือ การมีความเห็นหรือความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นด้วยกิเลสว่า ร่างกายและจิตใจ(ขันธ์ ๕)ที่มีอยู่นี้ เป็นเรา หรือเป็นของเรา หรือต้องเป็นไปตามที่เราปรารถนา หรือคงอยู่ตลอดไป(มีอุปาทานขันธ์ ๕ หรือมีอัตตา) ทั้งที่ร่างกายและจิตใจเป็นไตรลักษณ์ คือ เป็นของไม่เที่ยง(อนิจจตา) คงสภาพอยู่อย่างเดิมไม่ได้(ทุกขตา) ต้องเสื่อมสลายหรือดับไปเป็นธรรมดา(อนัตตา) จะช้าหรือเร็วก็แล้วแต่ เหตุปัจจัย.

ข้อความที่ว่า “ความเห็นว่าเป็นตัวของตน” เป็นความหมายของสักกายทิฏฐิในพจนานุกรมพุทธศาสน์ ซึ่งเข้าใจได้ยาก น่าจะใช้ภาษายุคปัจจุบันว่า “ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕” แทน.

ตามธรรมชาติและความเป็นจริงแล้ว เมื่อเรายังมีชีวิตและมีสติสัมปชัญญะอยู่ ชีวิต(ร่างกายและจิตใจ)นี้เป็นเรา หรือเป็นของเรา และเราก็อยากให้เป็นไปตามที่เราปรารถนาด้วยกันทั้งนั้น แต่ขอเพียงอย่างเดียวคือ อย่าคิดด้วยกิเลสเท่านั้นเอง. ถ้าไม่คิดด้วยกิเลส ความเป็นตัวของตน(สักกายทิฏฐิ)ด้วยกิเลสก็จะไม่เกิดขึ้นในจิตใจ.

ความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ นั้น เกิดขึ้นจากการวิวัฒนาการทางจิตใจของมนุษย์เพื่อความอยู่รอดของชีวิต. ดังนั้น มนุษย์จึงมีข้อมูลของความยึดมั่นถือมั่นฝังแน่นอยู่ในความจำ(อาสวะหรือ อวิชชาสวะ) และครอบงำจิตใจให้คิดด้วยความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ อยู่เสมอ.
การมีความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕ (สักกายทิฏฐิ) ก็เพราะมีความหลง.

๒. ความลังเลสงสัย(วิจิกิจฉาหรือสังโยชน์ข้อที่ ๒) คือ ความไม่รู้แจ้งชัดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ(มีความหลงหรือมีอวิชชา) จึงทำให้ยังมีความลังเลสงสัยในอริยสัจ ๔ เพราะยังรู้ไม่หมด.

ตัวอย่างเรื่องความลังเลสงสัยที่ช่วยให้เข้าใจความหมายได้ง่าย คือ เมื่อเรียนจบวิชาใดด้วยคะแนนที่ดี เป็นการแสดงว่า มีความรู้ในวิชานั้นดี. การมีความรู้ดีในวิชาใด ก็จะไม่มีความลังเลสงสัยในวิชานั้น ๆ อีกต่อไป.
การมีความลังเลสงสัยในอริยสัจ ๔ (วิจิกิจฉา) ก็เพราะมีความหลง.

 ๓. ความถือมั่นศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา(สีลัพพตปรามาสหรือสังโยชน์ข้อที่ ๓) คือ ความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นในข้อปฏิบัติ(ศีลพรต)ต่าง ๆ เพื่อการดับความทุกข์ที่ไม่ตรงกับวิธีการในมรรคมีองค์ ๘ เช่น การขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยเหลือ การทรงเจ้าเข้าผี ดูหมอ บนบานศาลกล่าว ปล่อยสัตว์เพื่อแก้กรรม เป็นต้น.

ความคิดที่ยึดมั่นถือมั่นในข้อปฏิบัติ(ศีลพรต)ต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา เกิดขึ้นจากการไม่มีความรู้แจ้งชัดในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ(มีความหลงหรือมีอวิชชา) จึงทำให้ไม่สามารถดับกิเลสและกองทุกข์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ.

ข้อความที่ว่า “ความถือมั่นศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา” นั้น น่าจะใช้ภาษาในยุคปัจจุบันว่า “การปฏิบัติธรรมที่ไม่ตรงกับมรรคมีองค์ ๘ “.
การมีความยึดมั่นถือมั่นในศีลพรตต่าง ๆ นอกพระพุทธศาสนา(สีลัพพตปรามาส) ก็เพราะมีความหลง.

สังโยชน์ข้อที่ ๑ – ๓ เป็นเรื่องของความหลง(อวิชชา) การจะเริ่มลดหรือเริ่มละความหลง(เริ่มดับอวิชชา)ได้นั้น จำเป็นจะต้องศึกษาอริยสัจ ๔ ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร.

บุคคลที่ดับความหลงได้หมด(เสร็จกิจทางธรรม) คือ พระอรหันต์.

 

เรื่องเล่าของคนไม่จองเวร

กรรมจะ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งปวง แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้รับการยกเว้น เศษของกรรมเพียงเล็กน้อยที่ชักดึงโคไปดื่มน้ำต้นลำธารเพราะไม่อยากให้โคที่ หิวกระหายต้องดื่มน้ำที่ขุ่น ทำให้โคได้รับความลำบาก ผลของกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านี้ก็ยังทำให้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าต้อง ดื่มน้ำที่โคพึ่งย่ำผ่าน พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับผลของกรรมนั้น แม้พระโมคคัลลานะ ก็เช่นกัน ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว
ผลของกรรมที่ ได้กระทำไว้นั้น แก้กรรม ละลายกรรม สลายกรรม(ชั่ว) ใดๆนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นเรื่องขัดต่อหลักของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น หากจะมีก็คือการระงับการก่อกรรมชั่ว สร้างแต่กรรมดีมากๆ ดังที่ท่าน เหลียวฝาน ได้ให้โอวาท 4 ประการและทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างแล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นการทำกรรมดีหนีกรรมชั่ว ส่วนเมื่อใดที่ผลของกรรมให้ผลก็ต้องก้มหน้าก้มตารับผลของกรรมนั้น โดยมิต้องหวั่นไหว เพียงมุ่งมั่นทำความดีต่อไป

กลางดึกของคืนหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2531 คืนนั้นข้าพเจ้ายังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ดึก มีอาการปวดท้องแบบแน่นท้องมาก เจ็บข้างในมาก ทำให้นึกถึงหลวงพ่อฤษีว่าท่านก็มีอาการปวดแน่นท้องแบบนี้เหมือนกันเลยนะ เราลูกศิษย์นี้จะไปเลียนแบบครูบาอาจารย์ เวลานั้นยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ เนื่องด้วยการไปเรียนในคณะวิศวะฯของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งนี้ มันก็ยากมากสำหรับคนที่มีสติปัญญาปานกลางอย่างข้าพเจ้า แต่ก็ด้วยอาศัยการฝึกสมาธิมาช่วยทำให้พอจะมีความสำเร็จกับเขาบ้าง คืนนั้นเมื่อปวดท้องมากๆ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางอยู่ข้างหลัง หันไปดูก็ไม่มีใคร พออ่านหนังสือต่อก็ได้ยินอีก เสียงนั้นชัดเจนมาก สักครู่หนึ่งก็มี ผู้หญิงอายุราว 20 ปี ปรากฎให้เห็น ในเครื่องแต่งกายหญิงชาวบ้านของจีน ถามว่าจำได้ไหม ข้าพเจ้าจำไม่ได้ เธอจึงทำภาพให้เห็นว่า ในอดีตนั้น เธอเป็นพี่สะใภ้ของข้าพเจ้า ในห้องนั้นมีโต๊ะสี่เหลี่ยม ม้านั่งยาวทั้งสี่ด้าน ข้าพเจ้ายังเด็กคงสัก8-9ขวบเห็นจะได้ รู้สึกได้ว่าเป็นที่ประเทศจีน ข้าพเจ้ามีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งรักข้าพเจ้ามากอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ครั้งนั้นข้าพเจ้าคิดว่าหญิงคนนี้เข้ามาอยู่กับพี่ชายข้าพเจ้า มายื้อแย่งความรักที่พี่ชายเคยมีต่อข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าเกลียดแค้นหญิงคนนี้มาก ทั้งที่ความจริงพี่สะใภ้คนนี้ก็รักและเอ็นดูข้าพเจ้า ไม่เคยทำร้ายข้าพเจ้าเลย แต่ด้วยโมหะ โทสะของข้าพเจ้าเอง จึงเอายาพิษใส่น้ำชา ใส่ชามให้พี่สะใภ้ดื่ม หลังจากดื่มเข้าไป เธอลงไปนอนตัวงอร้องครวญครางเจ็บปวดทรมาน มีอาการน้ำลายฟูมปาก พี่ชายข้าพเจ้าเข้ามาเห็นเข้าจะช่วยก็ไม่ทันแล้ว เธอตายในอ้อมอกพี่ชาย พี่ชายข้าพเจ้าร้องไห้เสียใจอย่างหนัก แต่ด้วยความรักน้องจึงไม่ได้ทำอะไรข้าพเจ้า นี่เป็นภาพทั้งหมดที่เธอทำให้ข้าพเจ้าเห็น ความรู้สึกตอนนี้คือ เรานี่เลวมาก แม้ว่ายังเด็กอยู่ก็ทำเลวได้ถึงเพียงนี้ แต่อดีตที่ทำไปแล้วมันจะย้อนกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เราเองสำนึกผิดถึงความชั่วที่ได้กระทำลงไป ก็จะขอให้อดีตพี่สะใภ้อโหสิกรรมให้ จึงตั้งจิตอธิษฐาน ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำมาแล้วนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะมีมากแต่เพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้กับดวงวิญญาณที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้านี้ ขอให้เธออนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลนี้ และจะพึงได้รับความสุขเฉกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะพึงได้รับทุกประการ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด และขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า นับจากบัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน…เสียงเธอกล่าวคำ โมทนา…สาธุ..แล้วพูดต่อว่า “การจองเวรระหว่างเรานี้จะไม่มีอีกต่อไป แต่ผลของกรรมนั้นเธอยังคงต้องรับ” เธอว่า เรื่องการจะเกิดมาเพื่อจองเวรฆ่ากันระหว่างเราในชาติต่อๆไปนั้น ไม่มีอีกต่อไป เพราะเราอโหสิกรรมให้ แต่ผลของกรรมที่เธอกระทำไว้ เธอยังคงต้องรับผลของกรรมนั้นต่อไปจนกว่าจะหมด เมื่อเธอเห็นว่าข้าพเจ้าเข้าใจดีแล้วก็หายไป อาการปวดท้องของข้าพเจ้าขณะนั้น บรรเทาลง อยู่ในเกณฑ์ที่ปวดแต่พอทนได้ เมื่อมานั่งพิจารณาต่อไปแล้วจึงเห็นว่า เหมือนเราไปฆ่าลูกเขาตาย แต่ครอบครัวผู้ตายก็อโหสิกรรมให้แล้ว ไม่ผูกพยาบาทจองเวรต่อกัน แต่ตำรวจยังต้องมาจับเราไปเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตาย

 

อุโบสถศีล คืออะไร

บรรดา คนร่ำรวยที่สุดในโลก มหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ความร่ำรวยเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้ว ย่อมเป็นของเล็กน้อย ทรัพย์สมบัติของเศรษฐีทุกคนในโลกรวมกัน ก็ไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์

ทรัพย์สมบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ์ เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการรักษาอุโบสถศีล ย่อมเป็นของเล็กน้อย คือ ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของผลบุญที่เกิดจากการรักษาอุโบสถศีล

เพราะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นสมบัติมนุษย์ เป็นสมบัติหยาบ เป็นความสุขหยาบ ใช้เวลาเสวยอย่างมากไม่เกินร้อยปี แต่ผลของอุโบสถศีล เป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์ด้วย การเสวยสมบัติทิพย์ กินเวลายาวนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ บางทีเป็นนิรันดร์(นิพพานสมบัติ)

ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล
นาง เอกุโปสติกาภิกษุณี ออกบวชเมื่ออายุได้ 7 ปี บวชแล้วไม่ทันถึงครึ่งเดือน นางก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

.. หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนางจึงได้บรรลุธรรมรวดเร็วอย่างนั้น
นาง จึงเล่าประวัติ การเวียนว่ายตายเกิดของนางว่า เมื่อ 91กัปป์ที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกมาแล้ว 7 พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมะพุทธเจ้า ของเราในสมัยนี้
ในสมัยพระเจ้าวิ ปัสสีพุทธเจ้า นางเอกุโปสติกาภิกษุณี เกิดเป็นหญิงรับใช้ของพระเจ้าพันธุมมะ ผู้ครองนครพันธุมดี นางได้เห็นพระเจ้าพันธุมมะ พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ทรงสละราชกิจมาสมาทานรักษาอุโบสถศีลในวันพระ นางคิดว่า อุโบสถศีลนี้ น่าจะเป็นของดีวิเศษ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงสนใจสมาทานรักษาเป็นประจำ นางคิดได้ดังนี้ จึงศึกษา และทำใจร่าเริงสมาทานรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ

ผลของการรักษาอุโบสถศีล

ทำ ให้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีวิมานอันสวยงาม มีนางฟ้าแสนนางเป็นบริวาร มีผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าอื่นๆ ระหว่างที่นาง ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด นางจะเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถานทุกภพทุกชาติ ได้ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนยอดปราสาทมณฑป ได้ดอกไม้เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ของกินของใช้ไม่เคยอดอยาก ภาชนะเครื่องใช้ทำด้วยเงินทองแก้วผลึกแก้วปทุมราช ผ้าไหมผ้าฝ้ายผ้าเปลือกไม้ล้วนแต่งามวิจิตรมีราคาสูง พาหนะ ช้าง ม้า รถ มีครบบริบูรณ์ ทุกอย่างเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นจากการรักษาอุโบสถศีลในวันพระของนาง ตลอดเวลา 91กัปป์ นางมิได้ไปเกิดในทุคติภูมิเลย

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์แปดที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มหาศาล มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก มีผลอานิสงส์แผ่ไพศาลมาก “

อุโบสถศีล เลิศกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์

 

ดัง นั้น ชาย หญิงทั้งหลาย ผู้ได้สมาทานรักษาอุโบสถศีลย่อมได้ชื่อว่า ทำความดีอันมีความสุข เป็นกำไร ไม่มีคนดีที่ไหนจะติเตียนได้ เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงสวรรค์หกชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง

วิธีการรักษาอุโบสถศีล
เมื่อ วันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล

โดย ปกติ วันพระ อุบาสก อุบาสิกา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วัด พักอาศัยอยู่ที่วัดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทำสมาทานวิรัติ หรือเจตนาวิรัติอุโบสถศีลเอาเอง

สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วัน กำหนดเอง เว้นจากข้อห้ามของศีลเสียเอง

เจตนาวิรัติ คือ เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้

สมาทานวิรัติ ดังนี้
เจต นาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิ สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึง… ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ

1. ปานาติปาตา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อทินนาทานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น

3. อพรหมจริยา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง (ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)

4. มุสาวาทา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา

6. วิกาลโภชนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน

7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ

8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ

ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้ จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ

เมื่อ วิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้..

ปัญหา ในการรักษาศีล 8
คือ กลัวไม่ได้กินอาหารเย็น กลัวหิว กลัวเป็นโรคกระเพาะ กลัวรักษาศีลไม่ได้แล้วจะยิ่งบาป

ที่จริงแล้ว ผู้รักษาศีล 8 สามารถรับประทาน

น้ำปานะ คือ น้ำที่ทำจากผลไม้ ขนาดเล็กเท่าเล็บเหยี่ยว ขนาดใหญ่ไม่เกินส้มโอตำ หรือ คั้นผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวบางให้ดี 8 ครั้ง ผสมเกลือและน้ำตาล พอได้รส หรือ รับประทาน

เภสัช 5 อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(น้ำตาล)
นอกจากนี้ยังรับประทานสิ่งที่เป็นยาวชีวิก ได้โดยไม่จำกัดกาล คือ รับประทานเป็น

ยาได้แก่ รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะใคร้ ว่านน้ำ แฝก แห้วหมู
น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม
ผลไม้ เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ รวมยางไม้จากต้นหิงค์และเกลือต่างๆ

โลกที่วุ่นวาย

สัตว์ทุกประเภทเมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะต้องขวนขวายแสวงหาแต่ความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียว การขวนขวาย หาความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียวนั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องกระทบ กระเทือนเบียดเบียนถึงคนอื่นหรือสัตว์อื่น ให้ได้รับความ ทุกข์เดือดร้อน นี่เป็นวิสัยของโลก มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล

ถ้า หากว่าเราเห็นเรื่องการเบียดเบียน หรือการเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องทำลายความสุขของคนอื่น เป็นเครื่องทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่น เราจึงหันมารักษาศีล คือหาเครื่องกรองเพื่อให้เห็นว่าการทำเช่นนั้นมันไม่ดี มันเป็นเรื่องนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อนให้แก่คนอื่นและสัตว์ตัวอื่น ตัวอย่างเช่นงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตามปกติคนเรามีนิสัยชอบกินเนื้อเขาเป็นพื้น เห็นเนื้อเขาก็น้ำลายพุ่งออกมาเลยไม่ว่าเนื้ออะไรทั้งหมด มันติดนิสัยกินเนื้อเขาเอามาเป็นอาหารเอามาบำรุงร่างกายของตัว อันนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว

ถ้า หากผู้ใดรู้เรื่องหมด เห็นโทษ เห็นภัยอย่างนี้แล้วหันมาพยายามรักษาศีล คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ ถึงแม้จิตใจมันยังชอบหรือยังอยากอยู่ก็ตาม แต่กายและวาจาไม่กระทำ คือกายไม่ไปฆ่าหรือวาจาไม่บังคับให้เขาฆ่า งดเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น ธรรมะก็ปรากฏขึ้นมาแล้วในกายในวาจาของคนคนนั้น คือไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น นี่มันกรองได้อย่างนี้

คนเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้วก็ปะปนอยู่กับโลก วุ่นวายอยู่กับโลก เห็นเรื่องของโลก ได้ผ่านได้ประสบพบเหตุการณ์มาแล้วทุกอย่างทุกประการ ผู้ที่ปฏิบัติศีลธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เบื่อเรื่องโลก เห็นโทษของเรื่องโลกของเรื่องวัฏสงสาร จึงได้พากันพยายามมาปฏิบัติทางด้านศีลธรรม เพื่อกลั่นกรองเอาธรรมะออกมาจากโลกอันนี้ ในทางพุทธศาสนาเครื่องกลั่นกรองนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เครื่องกลั่นกรองมี ๓ อย่างนี้เท่านั้น

ศีล เป็นเครื่องกลั่นกรองอย่างหยาบก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากไม่มีศีลเป็นเครื่องกรองเสียแล้ว เราก็ไม่รู้จักว่าคนเรามีเรื่องของโลกปะปนอยู่มากน้อยเท่าใด คำว่า สัตว์โลก แปลว่า ผู้ยังข้องยังติดอยู่กับโลก คนเรามันยังติดอยู่กับโลก พอใจยินดีกับโลก ท่านจึงเรียกว่าสัตว์ มนุษย์คือสัตว์ประเภทหนึ่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดขึ้นมาตามธรรมดาสามัญทั่วไปย่อมเห็นแก่ตัว เอาแต่ความสุขส่วนตัวเป็นพื้น การเห็นแก่ตนนั่นแหละเป็นวิสัยของสามัญสัตว์ทั่วไป หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นเรื่องของโลก

หากใจยังคิดนึกอยู่ท่านก็ไม่ได้ปรับโทษว่าเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อ ๑ คือฆ่าสัตว์ เพราะกายและวาจางดได้ไม่ยอมทำ เนื่องจากกลัวศีลจะขาด แต่ใจยังรักษาไม่ได้ เท่านี้ก็เป็นการกรองออกมาจากโลก ไม่เป็นโลกแล้ว มีธรรมขึ้นมาแล้ว แต่ธรรมตอนนี้ยังไม่ทันบริสุทธิ์ ธรรมยังเศร้าหมองยังไม่ทันผ่องใสเต็มที่ เปรียบเหมือนกับทองคำที่เขาหล่อหลอมแล้ว ไล่ขี้มันออกแล้วเป็นทองบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่ได้ทำรูปพรรณให้เป็นเครื่องใช้ มันยังไม่สวยสดงดงามพอจะเป็นเครื่องประตับตกแต่งได้ ศีลก็ขนาดนั้นเหมือนกัน สำหรับข้อแรกเราก็พอจะเห็นการกลั่นกรองออกมาได้แล้ว

ข้อ ที่สอง งดเว้นเสียจากการลักขโมยฉ้อโกงของของคนอื่น เอามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน คนเราเมื่อเห็นแก่ตัวแล้วก็ต้องแสวงหา ทีแรกก็นำมาค้าขายแลกเปลี่ยน หาผลกำไรเป็นธรรมดา เมื่อหาผลหากำไรได้ไม่พอใจ เพราะความโลภมันแทรกซึมอยู่มาก ก็จะมีการละโมบ ฉ้อโกง หรือเห็นของที่เขาทอดทิ้งไว้ไม่เห็นเจ้าของ ก็จะหยิบฉวยเอาไปเป็นของตน นี่เป็นโลกมันแทรกซึมอยู่กับธรรมอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรามาสมาทานศีล หรือตั้งใจงดเว้นศีลข้อที่สอง คือไม่ลักขโมยฉ้อโกงของเขา ถ้าใจมันยังอยากอยู่แต่เรากลัวศีลจะขาด เราก็พยายามไม่ฉ้อโกงไม่ขโมยของเขา อันนี้ก็เรียกว่าเรากรองจากโลกออกมาแล้ว จะปรากฏขึ้นมาแก่ใจของตนว่า ธรรมะของเราปรากฏขึ้นแล้ว

ส่วน ข้ออื่นๆ เช่นการประพฤติผิดมิจฉาจาร กล่าวมุสาวาจา ดื่มสุราเมรัย หรือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าจะไล่เป็นข้อๆ ไปแล้วก็ยืดยาว เพียง ๒ ข้อนี่ก็แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า การกลั่นกรองธรรมะออกมาจากโลกกรองได้ด้วยวิธีนี้ คือกรองด้วยการรักษาศีล

กรรมของนักพนัน

กรรม
คนที่เล่นการพนันส่วนใหญ่จึงมักจะเสียมากกว่าได้ ซ้ำร้ายบางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนต้องกลายเป็นคนลักขโมย เป็นคนขี้โกหกหลอกลวงตามมา ในที่สุดชีวิตก็จมอยู่กับวังวนแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรณีต่อไปนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นอำนาจของกฎแห่งกรรมที่ทำ งานอย่างตรงไปตรงมา เรื่องมีอยู่ว่า

มี ชายคนหนึ่งชื่อ “สิทธิกร” เป็นคนกรุงเทพฯ ฐานะครอบครัวนับว่าดีพอสมควร มีกินมีใช้ไม่เคยอดอยาก แต่ก็เป็นธรรมดาของคนทั่วไป ที่มักจะไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เป็นอยู่ จึงดิ้นรนขวานขวายหาสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา สิทธิกรก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนของสิทธิกร ชื่อ “สมหมาย” บังเอิญได้มาเจอกัน สมหมายนั้นเป็นนักพนันตัวยงอยู่แล้ว เมื่อได้พบเจอกับสิทธิกร จึงชักชวนให้สิทธิกรไปเล่นการพนันกับเขา โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่จะได้กำไรมากที่สุด เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญใน การพนัน และการพนันนั้นจะสามารถทำให้เงินที่มีอยู่ไม่กี่แสนบาทนั้น กลายเป็นเงินหลายล้านขึ้นมาในทันที

    การอยากร่ำรวยเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องปกติของปุถุชนคนธรรมดาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า วิธีการแสวงหาให้ได้สิ่งที่ตนต้องการนั้น มันควรอยู่แต่ในทางที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น หากแสวงหาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่ดีไม่งามแทน ที่จะได้ก็อาจจะกลับเสียมากกว่า หรือได้มาแล้ว ก็ต้องทุกข์ใจในภายหลัง

สิทธิกร มีเงินอยู่หลายแสนบาท แต่ไม่พอใจกับความเป็นอยู่ของตัวเอง เขาต้องการจะมีเงินมากขึ้น จึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองร่ำรวยกว่าเดิม เขาได้ไปปรึกษากับหลายคนว่าจะลงทุนอะไรดี จึงจะได้กำไรมากที่สุด แต่สุดท้ายก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงทุนอะไร

พอ สิทธิกรได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจึงลุกโพลงขึ้นมาทันที ไฟแห่งความโลภที่มีอยู่ในจิตใจได้ลุกโหมขึ้นมาอย่างหนัก เมื่อความโลภมาบดบังดวงตา ปัญญาก็ย่อมไม่เกิดขึ้น สิทธิกรไม่เคยคิดถึงผลเสียที่จะตามมาแต่ประการใดเลย คิดเพียงอย่างเดียวว่า ในเวลาไม่นานนี้ตนเองจะต้องร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน

สมหมายได้พาสิทธิกรไปที่บ่อนการพนัน และแนะนำวิธีการเล่นต่างๆ ตอนแรกๆเขาก็ไม่กล้าเล่นอะไรมาก แค่ลองดูนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง ซึ่งก็ได้บ้างเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อเล่นไปเล่นมาสิทธิกรก็เริ่มจะมีความมั่นใจมากขึ้น และใจใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สิทธิกร เล่นการพนันอย่างนั้นต่อเนื่องกันเรื่อยมา จนกระทั่งติดและกลายเป็นนิสัย วันไหนไม่ได้เข้าบ่อนพนัน ก็จะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที นิสัยนักพนันนี้เป็นกรรมที่เขาสร้างขึ้นมาเอง เป็นการสั่งสมอุปนิสัยที่ไม่ดีให้กับตนเอง แต่เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ดีอย่างไร เพราะมันทำให้เขาได้เงินมาอย่างง่ายดาย

พอสิทธิกรเริ่มหน้ามืดตามัวอยู่กับการพนันแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ใจกล้าได้ทั้งนั้น ไม่นานเขาก็เสียการพนันจนหมดตัว จึงไปหยิบยืมเงินจากเพื่อนมาอีกสองแสน เพื่อจะกลับมาเอาทุนคืนให้ได้ แต่ก็เหมือนบาปซ้ำกรรมซัด ที่ยิ่งอยาก จะได้มากก็ยิ่งเสียมาก พอเอาทุนคืนไม่ได้ ก็ต้องดิ้นรนแสวงหามาให้ได้ เขาจึงเอาโฉนดบ้านไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาเล่นการพนัน แต่สุดท้ายเขาก็หมดตัว ไม่เหลืออะไร อยู่ในมือแม้แต่บาทเดียว

เมื่อ ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนั้น ความเครียดก็เกิดขึ้นทันที เมื่อกลับถึงบ้านก็ทะเลาะเบาะแว้งกับภรรยา ซึ่งในที่สุดทั้งสองก็ต้องแยกทางกัน และบ้านก็ถูกยึดไป สิทธิกรจึงกลายเป็นคนไม่มีบ้านอยู่ จะไปพึ่งพาเพื่อนคนไหนก็ไม่ได้ ชีวิตของเขาในช่วงนี้จึงดำมืด ไม่เห็นทางออก ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย หนี้เพื่อนก็ยังใช้ไม่หมด ข้าวก็ไม่มีจะกิน ครอบครัวที่เคยอยู่กันอย่างอบอุ่น ก็ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด

      สิทธิกร วางแผนที่จะขโมยเงินในบ้านหลังหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะร่ำรวย เมื่อสบโอกาสเหมาะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ เขาจึงได้แอบลงมืองัดบ้านและขโมยข้าวของเงินทองมากมาย แต่เหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะขณะที่เขากำลังย่องออกมานั้น บังเอิญเจ้าของบ้านกลับมาเห็นพอดี จึงคว้าไม้ไล่ตี พร้อมกับตะโกนให้คนช่วยจับขโมยด้วย

สิทธิกรถูกรุมจับและถูกเจ้าของบ้านทุบตีแบบไม่ยั้ง เพราะความโกรธที่ถูกขโมยทรัพย์สิน สิทธิกรได้แต่ร้องขอชีวิตและใช้แขนรับท่อนไม้ที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนกระทั่งแขนของเขาหัก เจ้าของบ้านตีจนหมดแรงจึงเลิก และจับเขาส่งตำรวจ

เมื่อความวุ่นวายเข้ามาในชีวิต จิตใจก็ไม่สงบ การแก้ปัญหาจึงเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น เขาคิดวางแผนที่จะไปปล้นร้านทองหลายครั้งแต่ยังไม่กล้า ได้แต่พยายามคิดหาวิธีทางต่างๆ ที่จะให้ได้เงินมาแบบง่ายดาย แต่เมื่อเขาไม่เคยสั่งสมกรรมดีไว้ ความคิดชั่วต่างๆก็เข้ามาในสมองทันที นั่นก็คือเขาต้องขโมยเงิน เพราะไม่มีทางอื่นที่จะได้เงินง่ายและรวดเร็วอย่างนี้อีกแล้ว

สิทธิกร ได้พบกับความทุกข์อีกครั้งเมื่อต้องตกอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ แขนหัก และติดคุก แต่ก็นับว่าโชคดีที่ยังไม่ตาย ในระหว่างที่อยู่ในคุกนั้นเขามีโอกาสได้ฟังธรรม จากอนุสาสนาจารย์บ้าง จากพระที่เข้าไปแสดงธรรมในคุกบ้าง ทำให้เขาได้สติกลับคืนมา พร้อมกับระลึกถึงกรรม ต่างๆ ที่เขาได้เคยกระทำไว้ ซึ่งทำให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาได้รับทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น หากเขาไม่โลภจนเกินเหตุ ชีวิตก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ความ โลภ ความโกรธ ความหลงที่มีมากจนเกินไปมักจะบดบังปัญญาของเรา ไม่ให้มองเห็นความผิดชอบชั่วดีทั้งหลาย หากรู้จักวิธีที่จะควบคุมกิเลสเหล่านั้นให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ก็จะไม่ทำให้ชีวิตของเราเดือดร้อน หรือว่าหากจะให้ดีก็ต้องพยายามกำจัดมันให้น้อยลง จนกระทั่งไม่เหลืออยู่เลย แต่สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว การจะกระทำได้อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เพียงควบคุมไม่ให้มันมากจนเกินไปก็นับว่าเป็นประโยชน์แก่ชีวิตมากแล้ว

การตัดละซึ่งกิเลส 50ข้อ

ปฎิบัติธรรม

1. เป็นธรรมะระดับสูงซึ่งเป็นคำที่แปลยากที่สุด ซึ่งต่างกับธรรมะ 8 ตา ซึ่งจะแปลตรงตรง
2. ความไม่สำเร็จมาแต่สิ่งนั้น เช่น สิ่งทีสำเร็จนั้นย่อมมีเหตุและปัจจัยที่สำเร็จ แต่อตัมยตาอยู่นอกเหนือเหตุและปัจจัยต่างๆ
3. มีสติปัญญา ระลึกถึง ไม่ให้ปัจจัยทั้งภายนอกและภายในปรุงแต่งจิตได้ทุกกรณี
4. จิตที่ไม่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ไม่เป็นผล….ของการปรุงแต่ง อยู่นอกอำนาจการปรุงแต่ง ตั้งอยู่อย่างอิสระมั่นคง
5. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจหรือคุณค่า หรือประโยชน์ใดใด
6. จิตที่ไม่อยู่ใต้อำนาจของสังขาร (ผู้ปรุงแต่ง ผู้ถูกปรุงแต่ง การปรุงแต่ง) เพราะกำลังไปสู่วิสังขาร เหนือการปรุงแต่งทั้งปวง
7. จิตที่พ้นแก่อำนาจอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) แห่งอำนาจ โลกียธรรม(ทางโลก) ทั้งปวง
8. จิตที่ไม่ผูกพันอยู่ด้วยอุปาทานใดอีกต่อไป (กาม ทิฐฐิ สีลพัตปรามาส หรือยึดมั่นตัวตน)
9. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยของเป็นคู่ เช่น ดีใจ-เสียใจ, บุญ-บาป, ดี-ชั่ว, กำไร-ขาดทุน เป็นต้น
10. จิตที่ไม่ถูกลวงด้วยอัสสาทะ (เสน่ห์ผูกพันจิตใจ) ใดใด แห่งยุคสมัยนี้ (ปัจจุบัน)

11. เป็นเรื่องที่เข้าใจยาก อาจต้องใช้ความเพียรพยายามในช่วงแรก (ฝ่ากำแพงในใจ) ในทางปฏิบัติเพื่อนำจิตเข้าสู่พระนิพพาน (ความว่าง)
12. เป็นเพชรเม็ดสุดท้ายในพระไตรปิฏก (เพื่อนำจิตหลุดพ้นจากกองทุกข์ทั้งปวง)
13. ธรรมนี้ในพระไตรปิฏก เป็นธรรมที่ไม่ถูกสังคายนา (การประชุมทางสงฆ์) ให้ถูกต้องหรือถี่ถ้วน เพราะเข้าใจยาก
14. เป็นคำที่ไม่มีในพจนานุกรมใดใด คือเป็นธรรมขั้นสูง ไม่น่าสนใจ เพราะปฏิบัติยาก เข้าใจยาก
15. เป็นคำที่หาไม่พบในอภิธรรมปิฏก หาพบในสุตตันปิฏก
16. เป็นคำที่ถูกซ่อนอยู่ในพระไตรปิฏก ซึ่งถ้าปฏิบัติได้จะหลุดพ้นจากวัฏสงสารทั้งปวง
17. เป็นมนตราใช้ขับผี เพื่อต่อสู้กับกิเลสโดยสิ้นเชิง
18. มีใจความสั้นสั้นที่เข้าใจง่ายว่า กูไม่เอากับมึงแล้วโว้ย (ไม่สามารถให้จิตหลงไหลได้อีกต่อไป ไม่สามารถหลอกจิตใจได้อีก)
19. เป็นมนตราที่อย่าร้างกับสิ่งที่ควรอย่าร้าง (เลิกกันเด็ดขาด) ที่ออกมาจากจิตใจจริงจริง
20. เป็นดาบเล่มสุดท้ายในบรรดาธรรมาวุธทั้งหลายเพื่อการดับทุกข์ (จิตเพชร)ตัดให้ขาดออกไป

21. ควรมีไว้อย่างอาวุธวิเศษสุดประจำตัว (ภายในจิตไม่ยึดมั่นต่อสิ่งใด)
22. เป็นอำนาจผลักดันให้จิตหลุดออกไปจากสิ่งผูกพัน (กองทุกข์ ,เหตุที่ก่อให้เกิดทุกข์ ทั้งระดับต่ำไปถึงระดับสูง)ผลักจิตไปนอกโลก (โลกุตรธรรม)
23. ละจากสิ่งที่ไม่สูงสุดไปสู่สิ่งสูงสุดด้วยอำนาจของอตัมยตา (ความศรัทธา)
24. เพื่อผลักดัน หรือดึงจิตให้อยู่เหนือโลก (เพียงเฝ้ามองสิ่งมีชีวิตที่อยู่ในโลกเท่านั้นเอง)
25. ยากแก่การเผยแพร่ จนพระศาสดาก็ทรงท้อพระทัย เพราะเข้าใจยาก และปฏิบัติยากนั่นเอง
26. คนส่วนมากไม่เชื่อ ได้ยินแค่ชื่อก็กลัวแล้ว ไม่เชื่อว่าจิตจะถอนตัวออกมาได้
27. อตัมยตา รุนแรงยิ่งกว่า ตถตา (ทุกสิ่งเป็นเช่นนั้นเอง) สภาวะจิตต้องผ่านความเป็นเช่นนั้นเองได้ทั้งปวง
28. มีแต่ในพุทธศาสนา เป็นเนื้อตัว และหัวใจของพระพุทธศาสนา คือ สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสายะ (สิ่งทั้งหลายทั้งปวงไม่ควรยึดมั่นถือมั่น) มุ่งให้ถอนตัวตน หรืออัตตา
29. จะเป็นพุทธศาสนาไม่ได้ถ้าไม่มีอตัมยตา กล่าวคือถ้าจิตก้าวเข้าสู่ระดับอตัมยตา จะเป็นสภาวธรรมที่เข้าสู่ธรรมทั้งปวง
30. สามารถเป็นรากฐานของลัทธิการเมืองที่พึงปรารถนา (เป็นพื้นฐานศีลธรรมของคนในสังคม)

31. อตัมยตาช่วยให้พัฒนาแผ่นดินธรรม แผ่นดินทอง (แผ่นดินที่มีศีลธรรม ความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน) คือจิตที่ปราศจากความเห็นแก่ตน
32. จำเป็นสำหรับคนที่อยู่ในโลก ยุคเจริญด้วยวัตถุ /ยุคอุตสาหกรรม (วัตถุนิยม) กล่าวคือถ้าจิตยึดมั่นในวัตถุ (เหยื่อของกิเลส) ก็จะทำให้มีความอยากมากขึ้นและเพิ่มขึ้น ถ้าจิตปราศจากอตัมยตา
33. ในโลก (โลกียธรรม) ก็ต้องใช้อตัมยตาและรวมถึง นอกโลก (โลกุตรธรรม) การตั้งจิตไว้ในโลก
กล่าวคือจิตที่ยึดติดในวัตถุทั้งปวงตามแบบกาย (โลกีย) หรือ การทำสมาธิจิต กล่าวคือ จิตที่ไม่ยึดติดในสิ่งทั้งปวง (โลกุตร)
34. ต้องมีอตัมยตาเพื่อให้เป็นเครื่องมือแก้ปัญหาทุกชนิด กล่าวคือ จิตใจไม่ถูกหลอก/จิตปรุงแต่งด้วยอารมณ์ของกิเลสทั้งปัญหาในโลก และเหนือโลก
35. อตัมยตามีธรรมะในเครือ ประกอบด้วย ธรรมะ 8 ตา ตั้งแต่อนิจตา จนถึง ตถตา (เพิ่มเติม)
ธรรมะ ตาที่ 1 อนิจตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยง ไม่มีอะไรที่เที่ยงแท้แน่นอน
ธรรมะ ตาที่ 2 ทุกขตา ทุกสิ่งทุกอย่างจะมีความทุกข์ซ่อนอยู่ทุกการกระทำ เมื่อจิตไปยึดติดหรือยึดถือ
ธรรมะ ตาที่ 3 อนัตตา ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีตัวตน ตัวตนที่เห็นหรือสัมผัส เป็นสิ่งสมมติขึ้นมาชั่วครั้งหรือชั่วคราวเท่านั้น
ธรรมะ ตาที่ 4 ธัมมัฐฐิตตา ทุกสิ่งทุกอย่างดำรงไว้ตามขอบเขตของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 5 ธัมนิยามตา ทุกสิ่งทุกอย่างเปลี่ยนแปลงตามกฎของธรรมชาติทั้งปวง
ธรรมะ ตาที่ 6 อิทัปปัจยตา ทุกสิ่งทุกอย่างย่อมมีเหตุ และส่งผลต่อการกระทำทุกการกระทำ
ธรรมะ ตาที่ 7 สุญญตา ทุกสิ่งที่เห็น สัมผัส ลิ้มรส เป็นของว่างเปล่า
ธรรมะ ตาที่ 8 ตถตา ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นเช่นนั้นเอง หรือเป็นของมันอย่างนั้น
กล่าวคือ สภาวะของจิตที่เข้าถึงอตัมยตาจะต้องผ่านระดับธรรมะ 8 ตา จิตจะรับรู้สภาวะธรรมของอตัมยตา ซึ่งเป็นตาสุดท้าย เพื่อเข้าสู่สภาวะของนิพพานอย่างแท้จริง
* ธรรมะ 9 ตา เป็นการเลื่อนชั้นของระดับจิตในการปฏิบัติธรรม พัฒนาจิตให้สูงขึ้น
36. มีอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) เป็นสมุหทัย (มูลเหตุให้เกิดขึ้น) จึงทำให้เกิดความอยากสลัดสิ่งที่ไม่ดีออกไป
37. จัดเป็นสัมมาญานะ (รู้อย่างถูกต้องในสิ่งทั้งปวง/การกระทำทั้งปวง) แห่งสัมมัตตะ 10 (เข้าถึงเหตุและผลของธรรม)
38. เริ่มแต่ธัมมัฐฐิตยา (สิ่งที่ตั้งอยู่ตามธรรมดา) จนถึง ธัมนิยามตา (สิ่งที่ตั้งขึ้นตามกฎของธรรมชาติ) จนล่วงพ้น นิพพานญาณ
39. อตัมยตาเป็นโคตรภูญาณ (สภาวจิตที่เข้าถึงญาณระหว่างโลกีย (ทางโลก) ไปสู่ โลกุตร (ความว่าง)
40. รัตตัญญูตา (ความเป็นผู้รู้ราตรีนาน) จิตของผู้ล่วงกาลเวลา (ผู้สูงอายุ) จะเข้าถึงสภาวะธรรมนี้ได้ง่ายกว่าวัยอื่นๆ

41. ความรู้สึกของสภาวะที่ทำให้ละอะไรได้เด็ดขาดด้วยการเข้าถึงธรรมนี้
42. การพัฒนาต้องใช้อตัมยตากับสิ่งที่ตรงกันข้าม กล่าวคือ สภาวะจิตจะรับรู้ในสิ่งที่ตรงข้ามกับการเป็นทาสพัฒนาทางวัตถุ (ทางกาย) เพื่อป้องกันการปรุงแต่งจากสิ่งที่หลอกจิตทุกกรณี
43. ใช้อตัมยตากับเรื่องโลกโลกทุกระดับ ตั้งแต่ระดับต่ำสุด เช่น นอนตื่นสาย หรือขี้เกียจทำงาน
44. กรณีที่จิตไม่หลุดพ้นจากกองทุกข์ หรือสังโยชน์ 10 แสดงว่ายังไม่เข้าถึงสภาวะของอตัมยตา
45. การนำมาใช้ทางโลกต้องเข้าถึงอาทีนนวญาณ (ญาณเห็นโทษ ทุกข์ อันตราย ความเลวทรามต่ำช้า) อย่างแท้จริง แม้แต่เรื่องเล็กน้อย
46. เป็นผลแห่งไตรสิกขา อย่างโลกโลก (ความสำเร็จทางโลก) กลายเป็นเหตุไตรสิกขาอย่างโลกุตร (ความสำเร็จทางธรรม)
47. เป็นจุดเปลี่ยนหัวเงื่อนในกระแสแห่งวิวัฒนาการของระยะเวลา (การปรับชั้นภูมิของจิตจากระดับต่ำไประดับสูงขึ้นของแต่ละสภาวธรรมทางจิต)
48. ใช้สำหรับเปลี่ยนนิสัยที่ไม่พึงปรารถนา (โดยเข้าใจเหตุ และรับรู้ถึงผลของการกระทำ)
49. เป็นผลลัพธ์แห่งการละสังโยชน์ตัวสุดท้าย คือ อวิชชา (ความไม่รู้/ความหลงผิดในทุกกรณี)
50. การล่วงกาลผ่านวัย (อายุมาก) ก็จะเป็นอตัมยตาทางกาย (ทางวัตถุ)