การเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง

มได้รับ ทัวร์ ของซากปรักหักพังพ่อ Bemen หลุยส์ ที่ได้ นำ การชุมนุมที่นั่นเป็นเวลา 12 ปี

ขณะที่เขาเดิน ผ่าน ฉันเปลือก ดำคล้ำ พรม ตอนนี้อยู่ใน เถ้า และ เศษ เขา ตำหนิ การทำลายใน กลุ่มภราดรภาพมุสลิม และ อิสลาม อื่น ๆ

กองทัพมีสัญญาว่าจะ ช่วยสร้าง โบสถ์ แต่เขาบอกว่า ไม่มีใคร อยู่ที่นั่น ใน ชั่วโมง ของ ความต้องการ – ไม่ได้ ตำรวจ จาก ประตูถัดไป

” คริสตจักรจะไม่เกิน 12 เสียงฝีเท้า ห่างจาก สำนักงานใหญ่ของ ตำรวจ Minya ” เขากล่าวว่า

“เมื่อ มีคน ถาม ตำรวจ ที่ได้รับการ ปกป้อง ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ของตัวเอง ที่จะมา และช่วยให้เรา พวกเขาปฏิเสธ . พวกเขา กล่าวว่าพวกเขา ไม่ได้มี คำสั่ง ที่จะ แทรกแซงใน ปัญหานี้ . ”

คริสตชน ใน Minya กำลังเผชิญ กำลังเผชิญกับ รูปแบบอื่น ๆ ของ การลงโทษ

พวกเขา เป็นเป้าหมายที่ ปกติสำหรับ การลักพาตัว เพราะ การรับรู้ ว่าพวกเขาเป็น อยู่ที่ดี

ชาวบ้าน กล่าวว่า ประมาณ 100 คน ถูกลักพาตัวไป ในต่างจังหวัด ตั้งแต่ การปฏิวัติ 2011 ที่บังคับให้ นีมูบารัก ออกจากอำนาจ ส่วนใหญ่เป็น ชาวคริสต์
‘ ความตาย หลุม ‘

Hany Sedhom , เภสัชกร, ถูกลักพาตัวไป โดย แก๊ง เจ็ด คน ในปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาสองวัน ที่เขา ถูกทำร้าย อย่างทารุณ และ ทำร้าย
ทุกปี จะมี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใหม่ “นาย Masiha กล่าวว่า เป็น Fou Fou เล่น ที่เท้าของเขา

“ไม่มีใคร ออกมา บอกคุณ ตรงไปตรงมา ว่าเรา ได้จับกุม ผู้กระทำผิดและพวกเขาจะ ถูกยัดเยียดให้ กฎหมาย. ไม่มีอะไร เหมือน ที่เป็น . ถ้า ผิดจะถูก จับกุมและ รับผิดชอบ จะไม่มี เหตุการณ์ ใหม่ . ”

ถามว่าเขา คาดว่าจะมี ความผิด ที่จะจัดขึ้น ไปยังบัญชี ในกรณีที่ ลูกสาวของเขา เขากล่าวว่า พระคริสต์ จะ แก้แค้น ฆ่า เธอ
การโจมตี แก้แค้น

ไดรฟ์ สี่ ชั่วโมง ใต้ ในจังหวัด Minya – ซึ่ง มีประชากร ที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ใหญ่มาก – มีหลักฐาน อีกมากมาย ของความเกลียดชัง ทางศาสนา

จะได้รับการ ไหม้เกรียม เป็นซุ้ม บี้ ของอาเมียร์ Tadros โบสถ์คอปติก ซึ่ง มีอยู่ เกือบ 100 ปี

คริสตจักรได้รับการ จุดไฟเผา โดยกลุ่มในเดือนสิงหาคม ในช่วงคลื่น ประวัติการณ์ของ พรรครุนแรง

มันเป็น ภาพ ที่ผ่านมา เคย นำ ของ สาวน้อยสุภาพ อธิบายโดย พ่อแม่ของเธอ เป็น ” เทวดา เดินบนโลก ”
‘ ตก อยู่ที่เท้า ของฉัน

มาเรียม เป็นหนึ่งในสี่ คนถูกฆ่าตาย โดยมือปืน ที่ พ่น คริสเตียนคอปติก ด้วยกระสุน นอกโบสถ์ ไคโร ในเดือนตุลาคม

แม่ Nirmeen Magdy ของเธอ ถูกยิง สี่ครั้ง

สองเดือน ที่ บาดแผล ของเธอ ได้รับการ รักษา แต่ไม่ เศร้าโศก ของเธอ มาเรียม ถูกฆ่าตาย อยู่ตรงหน้า ของเธอ

” เธอเป็นคนที่ เดินไปทาง ฉันและมัน ดูเหมือนว่า เธอได้ วิงเวียน เพราะเธอ ล้มลง ที่เท้าของฉัน ” Ms Magdy กล่าวว่า

“เมื่อ การถ่ายภาพเริ่มต้น ผมไม่ได้ คิดว่ามันเป็น กระสุนอยู่ . ฉัน คิดว่ามันเป็น ดอกไม้ไฟ สำหรับงานแต่งงาน

“ผม ลงบน ลูก ๆ ของฉัน และ เก็บไว้บอก พวกเขาว่า . ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว ‘ มาเรียม ไม่ได้ ย้าย . ฉันมีความคิด ว่าเธอ ตายไปแล้ว ไม่มี . ”

พี่ชาย สามปี เก่า มาเรียม ของ Filopateer , ถูกตี สองครั้ง ในกระเพาะอาหาร เขายังคงอยู่ ในโรงพยาบาล จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

เล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้ Fou Fou ในขณะที่เขา เป็นที่รู้จักกัน หันหน้า การดำเนินงาน มากขึ้นและ ในอนาคตโดยไม่ต้อง น้องสาว สุดที่รัก ของเธอ

ทุกวัน เขาจูบ ภาพของเธอ และ เธอบอกว่าเธอ ได้ไป ถึงพระเยซู ตามที่ พ่อ ทุ่มเท ของเขา รัฟ Masiha

กรรมคืออะไร

ชาวพุทธ พยายามที่จะ ปลูกฝัง กรรม ดี และหลีกเลี่ยง ไม่ดี แต่ จุดมุ่งหมาย ของพระพุทธศาสนาคือการ หลบหนี วัฏจักรของการ เกิดใหม่พร้อมกัน ไม่เพียง แต่ จะได้รับ กรรม ดี และอื่น ๆ ที่จะเกิดมา ในสภาพ ที่น่าพอใจ มากขึ้น รัฐเหล่านี้ ในขณะที่ ดีกว่าเพื่อ ชีวิตมนุษย์ เป็น อนิจจัง : พระเจ้า แม้ ตายในที่สุด
พิจารณาตัวเอง

กรรม คำว่าหมายถึง ‘ การกระทำ ‘ และสิ่งนี้ แสดงให้เห็น บางสิ่งบางอย่าง ที่สำคัญเกี่ยวกับ แนวคิดของ กรรมมัน จะถูกกำหนด โดยการกระทำ ของเราเอง โดยเฉพาะใน แรงจูงใจ ที่อยู่เบื้องหลัง การกระทำ โดยเจตนา

การ กระทำของ ฝีมือ ที่นำไปสู่ ผล กรรม ที่ดี จะขึ้นอยู่กับ แรงจูงใจ ของ ความเอื้ออาทร ; สติ ความเมตตา ความเมตตา และ ความเห็นอกเห็นใจ และชัดเจน หรือ ภูมิปัญญา แรง จูงใจ ที่ตรงกันข้ามกับ ความโลภ ความเกลียดชัง ( ความเกลียดชัง ) และ ความเข้าใจผิด เมื่อ การดำเนินการใด นำไปสู่ ผล กรรม ที่ไม่ดี

กรรม ไม่ได้เป็นแรงกระทำภายนอก ไม่ใช่ระบบ ของการลงโทษ หรือ ให้รางวัล แจก โดย พระเจ้า แนวคิดเป็นที่เข้าใจ ถูกต้องมากขึ้น เป็น กฎธรรมชาติที่คล้ายกับ แรงโน้มถ่วง

ชาวพุทธ เชื่อว่าเรา อยู่ในการควบคุม ของ โชคชะตา ที่ดีที่สุด ของเรา ปัญหาคือว่า ส่วนใหญ่ของเรา มีความ รู้เรื่อง นี้ ซึ่งเป็นสาเหตุของ ความทุกข์ทรมาน วัตถุประสงค์ของ พุทธศาสนาคือการใช้ สติควบคุม พฤติกรรม ของเรา

พระพุทธเจ้าสอน เกี่ยวกับ ‘ เครื่อง ‘ กรรม ซึ่ง เป็นกระบวนการที่ ธรรมชาติ ของคนที่ มีรูปร่าง โดยการกระทำ ทางศีลธรรม ของพวกเขา

การกระทำที่ เราใช้ แม่พิมพ์ ตัวอักษร อนาคตของพวกเรา ทุกคน ทั้งสอง ลักษณะ บวกและลบ จะกลายเป็น ขยาย ในช่วงเวลา ที่เรา ตกอยู่ใน นิสัย ทั้งหมดนี้ ทำให้เรา ได้รับ กรรม

นี้แสดงให้เห็น ว่าทำไม ชาวพุทธ ให้ความสำคัญ ดังกล่าว เมื่อ ได้สติ ของการกระทำที่ พวกเขาใช้เวลา ทุก
การกำจัด เครื่อง กรรม

รักษาการ กับพฤติกรรม กรรม เพิ่มความแข็งแกร่งของ พวกเขา พุทธ ค่อยๆ ลดลง คิดเชิงลบ ใด ๆ และ แรงกระตุ้น ที่ พวกเขามีประสบการณ์ ผ่านการ ช่วยให้พวกเขา เกิดขึ้น และ ออก ตามธรรมชาติ โดยไม่ต้อง ทำ กับพวกเขา

ด้วยวิธีนี้ นิสัย กรรม สามารถแบ่ง
การเกิดใหม่และ ความพิการ

มุมมองของ โลกนี้สามารถ ยก เป็นคำถามที่ เรียกเก็บ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทำ ชาวพุทธ เชื่อว่าคน พิการ ที่กำลังทุกข์ทรมาน ชดเชย ใน ชีวิตที่ผ่านมา?

เรื่อง ซับซ้อนมากขึ้น กว่าที่มัน จะปรากฏขึ้นที่เคารพนับถือ Robina Courtin ,แม่ชี ชาวพุทธในทิเบต กล่าวว่า ในการอภิปราย วิทยุ นี้ ทัศนคติ ทางศาสนา ความพิการ

งาน เขียนของ ต้นพุทธ (โดยเฉพาะ SN 36.21 : ดูข้อมูล ที่เกี่ยวข้อง สำหรับการแปล ข้อเขียน) ชี้ให้เห็นว่า ไม่ ว่าประสบการณ์ของ เรา เป็นผลมาจาก การกระทำ ที่ผ่านมา มัน อาจจะเป็นเพราะ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตามธรรมชาติของ หนึ่งประเภทหรืออื่น นี้ เป็นหนึ่งใน จุด ที่ ต้น พุทธศาสนา ที่ดูเหมือนจะ แตกต่างกัน ค่อนข้าง ต่อมาจาก ทิเบตคำสอน ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่า ทุกสิ่งที่ ดีและไม่ดี ที่ เกิดขึ้นกับเรา เป็นผล จาก การกระทำในอดีต

ใน ขณะที่ อาจจะมี ข้อสงสัย หรือ ความคิดเห็น ที่แตกต่างกัน เกี่ยวกับ เหตุผลที่เรากำลัง ประสบกับ การเรียงลำดับของ ความโชคร้าย บางคน มีข้อสงสัยว่า เรา สามารถแก้ไข ความทุกข์ทรมาน ใด ๆ ใน ขณะปัจจุบันผ่านคำสอน ทางพุทธศาสนา ของ สติ และการกระทำ ขึ้นอยู่กับ แรงจูงใจที่ ไม่ดี
ไกลออกไปจาก ชีวิตนี้

สำหรับ ชาวพุทธ กรรม มีผลกระทบ เกินกว่าที่ ชีวิตนี้ การ กระทำ ที่ไม่ดี ในชีวิต ก่อนหน้านี้ สามารถทำตาม คนที่เข้ามาในชีวิต ของพวกเขา ต่อไป และ ก่อให้เกิดผล ที่ไม่ดี (ซึ่ง ชาวตะวันตก มีแนวโน้มที่จะ แปลความหมาย ว่า ‘ โชคร้าย ‘ )

แม้หนึ่ง พุทธะ ไม่ได้ รับการยกเว้น จากผลกรรมจาก อดีตที่ผ่านมา เรื่องหนึ่ง บอก ว่า ญาติ ของพระพุทธเจ้า พยายามจะฆ่าเขา โดยวาง ก้อนหินบนเขา แม้ว่า ความพยายามที่ ล้มเหลว เท้า ของพระพุทธเจ้า ที่ได้รับบาดเจ็บ เขาอธิบาย ว่านี่คือ กรรม กรรมที่ พยายามจะฆ่า พี่ชาย ของเขา ในชีวิต ก่อนหน้านี้

ในระดับขนาดใหญ่กรรม กำหนดที่ คนคนหนึ่ง จะได้รับการ เกิดใหม่ และ สถานะของพวกเขา ต่อไป ในชีวิต ของพวกเขา กรรม ดี จะส่งผลให้ กำลังเกิดขึ้น อยู่ในหนึ่งใน อาณาจักร สวรรค์ กรรม ที่ไม่ดี สามารถทำให้ เกิด เป็นสัตว์ หรือ ลงโทษ ใน ดินแดน นรก

จิตวิญญาณชาวพุทธ

มีโรงเรียนสอนที่แตกต่างกันจำนวนมากหรือนิกายของพระพุทธศาสนาเป็น สอง ที่ใหญ่ที่สุดพระพุทธศาสนาเถรวาทซึ่งเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศศรีลังกา, กัมพูชา, ไทย, ลาวและพม่า (พม่า) และพุทธศาสนามหายานซึ่งเป็นแข็งแกร่งที่สุดในทิเบต, จีน, ไต้หวัน, ญี่ปุ่น, เกาหลี, และมองโกเลีย

ส่วนใหญ่ของนิกายพุทธไม่แสวงหาหนทางที่จะ proselytise (เทศน์และแปลง) ด้วยความทึ่งยกเว้นของเรนพุทธศาสนา

ชาวพุทธพยายามที่จะเข้าถึงสภาวะของนิพพานตามเส้นทางของพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าที่ไปในการสืบเสาะสำหรับการตรัสรู้รอบก่อนคริสต์ศักราชศตวรรษที่ หก

มีความเชื่อในพระเจ้าส่วนบุคคลที่ไม่เป็น ชาวพุทธเชื่อว่าไม่มีอะไรที่คงที่หรือถาวรและการเปลี่ยนแปลงที่เป็นไปได้เสมอ เส้นทางไปยังการตรัสรู้ก็คือการปฏิบัติและการพัฒนาของศีลธรรมการทำสมาธิและปัญญา

ชาวพุทธเชื่อว่าชีวิตที่มีทั้งความไม่มีที่สิ้นสุดและอาจมีความไม่แน่นอนความทุกข์ทรมานและความไม่แน่นอน รัฐเหล่านี้จะเรียกว่า tilakhana หรือสามสัญญาณของการดำรงอยู่ การดำรงอยู่เป็นที่สิ้นสุดเพราะบุคคลที่กลับชาติมาเกิดซ้ำแล้วซ้ำอีกความทุกข์ประสบตลอดชีวิตจำนวนมาก

มันเป็นอนิจจังเพราะรัฐไม่ดีหรือไม่ดีเป็นอมตะ ความเชื่อของเราเข้าใจผิดว่าสิ่งที่สามารถผ่านมาเป็นสาเหตุหลักของความทุกข์ทรมาน

ประวัติ ศาสตร์ของพระพุทธศาสนาเป็นเรื่องของการเดินทางทางจิตวิญญาณของชายคนหนึ่งที่ ตรัสรู้และคำสอนและวิธีการของการใช้ชีวิตที่พัฒนาจากมัน
พระพุทธรูป

พระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าพระพุทธเจ้าเกิดเป็นพระราชวงศ์ในปัจจุบันวันเนปาลกว่า 2,500 ปีมาแล้ว เขาอาศัยอยู่ชีวิตของสิทธิพิเศษและความหรูหราจนกระทั่งวันหนึ่งเขาออกจากตู้พระและพบเป็นครั้งแรกที่ชายชราคนป่วยและศพ รบกวนจากนี้เขาก็กลายเป็นพระภิกษุสงฆ์ก่อนที่จะนำความยากจนที่รุนแรงของการบำเพ็ญตบะอินเดีย เส้นทางทั้งความพึงพอใจของเขาและเขาก็ตัดสินใจที่จะติดตาม ‘มัชฌิมาปฏิปทา – ชีวิตโดยไม่ต้องหรูหรา แต่ยังไม่มีความยากจน

ชาว พุทธเชื่อว่าวันหนึ่งนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ (ต้นไม้แห่งการตื่น) Siddhartha กลายเป็นดูดซึมลึกในการทำสมาธิและสะท้อนให้เห็นถึงประสบการณ์ในชีวิตของเขา จนกว่าเขาจะกลายเป็นพุทธะ

โดย การหาเส้นทางไปยังตรัสรู้พระพุทธเจ้าถูกนำตัวจากความเจ็บปวดและความทุกข์ ทรมานของวิญญาณที่มีต่อเส้นทางของการตรัสรู้และกลายเป็นที่รู้จักในฐานะที่ เป็นพระพุทธรูปหรือ ‘ตื่นขึ้นมาหนึ่ง’
โรงเรียนของพุทธศาสนา

ประวัติหลวงปู่ท่อน

๏ การอุปสมบท

ช่วงวัยหนุ่มฉกรรจ์ เป็นคนติดเพื่อนฝูง กินเหล้าเมายา จีบสาวตามบ้านต่างๆ ในละแวกนั้น
ทำให้โยมบิดา-โยมมารดา เป็นกังวลใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรชายคงจะเสียคนเป็นแน่
จึงได้ปรึกษากันขอให้บุตรชายบวชเรียน โยมบิดาจึงนำตัวบุตรชายไปฝากกับหลวงปู่คำดี ปภาโส
พระเกจิชื่อดังแห่งวัดป่าชัยวัน ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่หลวงปู่คำดีมีข้อแม้ว่า
ก่อนบวชจะต้องรักษาศีล นุ่งห่มขาว เจริญภาวนา กินข้าวมื้อเดียวก่อน

ครั้นอยู่ทดสอบจิตใจได้ 5 เดือน หลวงปู่คำดีได้อนุญาตให้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ขณะมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2491 ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง)
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า
และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่น
“ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย”

หลวงปู่ท่อน ยังได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,
หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น(มหาอินทร์ ถิรเสวี สินโพธิ์ ป.ธ.5)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตฺตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ณ วัดป่าชัยวัน
โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์กัมมัฏฐาน คอยสอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน
เน้นเรื่องสติ สมาธิ และปัญญา ระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร ท่านได้ช่วยครูบาอาจารย์แบ่งเบาภาระในการสอนคนที่จะมาบวช
ด้วยการสอนขานนาค เป็นต้น ครั้นถึงช่วงออกพรรษา ได้เป็นหัวหน้าออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร

ความตอนหนึ่งจากธรรมโอวาทของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือ “หลวงปู่ท่อน ญาณธโร”
ที่คอยอบรมสอนสั่งสาธุชนให้ปฏิบัติตาม ด้วยกุศโลบายอันแยบคายในการแสดงพระธรรมเทศนา
ให้ผู้ฟังนำไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญา

ท่านเป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนาธุดงค์กัมมัฏฐาน เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2471
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายแจ่ม และนางทา ประเสริฐพงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 19 คน

หลังจากช่วยงานการครูบาอาจารย์เสร็จสิ้น หลวงปู่คำดีได้นำหมู่คณะออกวิเวกไปทาง จ.เลย
ตอนนั้นหลวงปู่ท่อนบวชได้ 7 พรรษาแล้ว

พ.ศ.2497 หลวงปู่คำดี นำคณะเข้าป่าและถ้ำต่างๆ ได้ภาวนาทำความเพียร
ตลอดจนให้ศรัทธาญาติโยมมาฟังธรรมะ และในพรรษานี้หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา
ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย กับหลวงปู่คำดีด้วย

หลวงปู่ท่อนอยู่ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ได้ 2 พรรษา ก็มีศรัทธาญาติโยมมา
ขอให้ไปโปรดที่วัดถ้ำตีนผา อ.เชียงคาน จ.เลย 1 พรรษา
ต่อมาหลวงปู่คำดีเกิดอาพาธเจ็บป่วยด้วยโรคชรา
ท่านจึงกลับมาเยี่ยมและช่วยสร้างวัดถ้ำผาปู่นิมิตรไปด้วย จวบกระทั่งหลวงปู่คำดีได้มรณภาพลงอย่างสงบ

๏ สร้างวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2500 ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง
และได้สร้างเป็นวัดศรีอภัยวัน บนเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ รวมทั้งรักษาความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ไว้

จากนั้นมา หลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวัน จ.เลย ตราบจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่ท่อนเป็นพระป่า ที่วัดจึงไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต กุฏิเป็นเพียงกุฏิเล็กๆ
ปัจจัยที่ได้รับจากญาติโยม ล้วนแบ่งเอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จะแบ่งปันให้แก่สำนักสงฆ์ วัด ที่ขาดแคลนหรือทุรกันดาร

๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

พ.ศ.2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2510 เป็นเจ้าคณะตำบลเมือง เขต 2 (ธรรมยุต)

พ.ศ.2526 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ภูเรือ (ธรรมยุต)

พ.ศ.2532 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ปากชม (ธรรมยุต)

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2550 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)
ตามกฎของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23/2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ท่านบุตรคนที่ 6 ปัจจุบัน สิริอายุได้ 79 พรรษา 59 (เมื่อปี พ.ศ.2550)
ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน บ้านหนองมะผาง ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย และเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)

๏ การศึกษาเบื้องต้น

ในวัยเยาว์ สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านหินขาว
ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน
ท่านจึงได้ลาออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

ต่อมาได้เรียนต่อที่โรงเรียนผู้ใหญ่ที่บ้านหินขาว สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ท่านไม่ได้เข้าศึกษาต่อ
เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว จึงเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนอีกครั้ง เพื่อมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

เที่ยวชมวัดสิงเชียงใหม่

พระอุโบสถ

เมื่อ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน

* พระมหาเถรโพธิรังสีชาวหิริภุญไชย รจนาภาษาบาลีไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ พระเจ้าสีหฬะแห่งลังกาทวีป ได้โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งเรียกว่า “พระพุทธสิหิงค์” แต่ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า”สีหฬะปฏิมา” ตามนามกษัตริย์ผู้สร้าง
* พ.ศ. ๒๒๐๕ – สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงยกทัพมารบเชียงใหม่ และทรงอัญเชิญลงไปไว้ที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่นานถึง ๑๐๕ ปี
* พ.ศ. ๒๓๑๐ – กรุงศรีอยุธยาแตก ทัพทหารเชียงใหม่ที่มาในกองทัพพม่าอัญเชิญกลับนครเชียงใหม่ทางเรือ และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
* พ.ศ. ๑๘๓๙ – กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช ได้แต่งทูตไปขอคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกา และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่ง(ศิลปะลังกา)กลับมาด้วย ภายหลังมาประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ตีกรุงสุโขทัยได้ หลายสิบปีต่อมาพญาไสลือไทยได้อัญเชิญมาไว้ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ จึงอัญเชิญมาที่กรุงศรีอยุธยา

* พ.ศ. ๑๙๒๗ – พระญาณดิศ เชื้อวงศ์พระร่วงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาขออัญเชิญมาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร

* พ.ศ. ๑๙๓๔ – เจ้ามหาพรหม พระปิตุลาของเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงราย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏ วัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์อีกแห่งหนึ่ง ที่เมืองเชียงรายมีชื่อว่า วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย และโปรดให้หล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองขึ้น เมื่อเจ้ามหาพรหมถึงแก่พิราลัยแล้ว พระพุทธสิหิงค์จึงได้มาประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ในนครเชียงใหม่ เช่นเดิม

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรด เกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”

* พ.ศ. ๒๐๘๔ – พระไชยเชษฐากษัตริย์ล้านช้างเชื้อ สายล้านนา ทรงนำพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปจากเชียงใหม่หลายองค์ไปไว้ที่ล้านช้าง(หลวงพระบาง) เมื่อทางเชียงใหม่ทวงถามจึงทรงคืนพระพุทธสิหิงค์มาเพียงองค์เดียว

เรื่องเล่าของคนไม่จองเวร

กรรมจะ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งปวง แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้รับการยกเว้น เศษของกรรมเพียงเล็กน้อยที่ชักดึงโคไปดื่มน้ำต้นลำธารเพราะไม่อยากให้โคที่ หิวกระหายต้องดื่มน้ำที่ขุ่น ทำให้โคได้รับความลำบาก ผลของกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านี้ก็ยังทำให้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าต้อง ดื่มน้ำที่โคพึ่งย่ำผ่าน พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับผลของกรรมนั้น แม้พระโมคคัลลานะ ก็เช่นกัน ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว
ผลของกรรมที่ ได้กระทำไว้นั้น แก้กรรม ละลายกรรม สลายกรรม(ชั่ว) ใดๆนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นเรื่องขัดต่อหลักของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น หากจะมีก็คือการระงับการก่อกรรมชั่ว สร้างแต่กรรมดีมากๆ ดังที่ท่าน เหลียวฝาน ได้ให้โอวาท 4 ประการและทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างแล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นการทำกรรมดีหนีกรรมชั่ว ส่วนเมื่อใดที่ผลของกรรมให้ผลก็ต้องก้มหน้าก้มตารับผลของกรรมนั้น โดยมิต้องหวั่นไหว เพียงมุ่งมั่นทำความดีต่อไป

กลางดึกของคืนหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2531 คืนนั้นข้าพเจ้ายังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ดึก มีอาการปวดท้องแบบแน่นท้องมาก เจ็บข้างในมาก ทำให้นึกถึงหลวงพ่อฤษีว่าท่านก็มีอาการปวดแน่นท้องแบบนี้เหมือนกันเลยนะ เราลูกศิษย์นี้จะไปเลียนแบบครูบาอาจารย์ เวลานั้นยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ เนื่องด้วยการไปเรียนในคณะวิศวะฯของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งนี้ มันก็ยากมากสำหรับคนที่มีสติปัญญาปานกลางอย่างข้าพเจ้า แต่ก็ด้วยอาศัยการฝึกสมาธิมาช่วยทำให้พอจะมีความสำเร็จกับเขาบ้าง คืนนั้นเมื่อปวดท้องมากๆ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางอยู่ข้างหลัง หันไปดูก็ไม่มีใคร พออ่านหนังสือต่อก็ได้ยินอีก เสียงนั้นชัดเจนมาก สักครู่หนึ่งก็มี ผู้หญิงอายุราว 20 ปี ปรากฎให้เห็น ในเครื่องแต่งกายหญิงชาวบ้านของจีน ถามว่าจำได้ไหม ข้าพเจ้าจำไม่ได้ เธอจึงทำภาพให้เห็นว่า ในอดีตนั้น เธอเป็นพี่สะใภ้ของข้าพเจ้า ในห้องนั้นมีโต๊ะสี่เหลี่ยม ม้านั่งยาวทั้งสี่ด้าน ข้าพเจ้ายังเด็กคงสัก8-9ขวบเห็นจะได้ รู้สึกได้ว่าเป็นที่ประเทศจีน ข้าพเจ้ามีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งรักข้าพเจ้ามากอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ครั้งนั้นข้าพเจ้าคิดว่าหญิงคนนี้เข้ามาอยู่กับพี่ชายข้าพเจ้า มายื้อแย่งความรักที่พี่ชายเคยมีต่อข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าเกลียดแค้นหญิงคนนี้มาก ทั้งที่ความจริงพี่สะใภ้คนนี้ก็รักและเอ็นดูข้าพเจ้า ไม่เคยทำร้ายข้าพเจ้าเลย แต่ด้วยโมหะ โทสะของข้าพเจ้าเอง จึงเอายาพิษใส่น้ำชา ใส่ชามให้พี่สะใภ้ดื่ม หลังจากดื่มเข้าไป เธอลงไปนอนตัวงอร้องครวญครางเจ็บปวดทรมาน มีอาการน้ำลายฟูมปาก พี่ชายข้าพเจ้าเข้ามาเห็นเข้าจะช่วยก็ไม่ทันแล้ว เธอตายในอ้อมอกพี่ชาย พี่ชายข้าพเจ้าร้องไห้เสียใจอย่างหนัก แต่ด้วยความรักน้องจึงไม่ได้ทำอะไรข้าพเจ้า นี่เป็นภาพทั้งหมดที่เธอทำให้ข้าพเจ้าเห็น ความรู้สึกตอนนี้คือ เรานี่เลวมาก แม้ว่ายังเด็กอยู่ก็ทำเลวได้ถึงเพียงนี้ แต่อดีตที่ทำไปแล้วมันจะย้อนกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เราเองสำนึกผิดถึงความชั่วที่ได้กระทำลงไป ก็จะขอให้อดีตพี่สะใภ้อโหสิกรรมให้ จึงตั้งจิตอธิษฐาน ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำมาแล้วนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะมีมากแต่เพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้กับดวงวิญญาณที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้านี้ ขอให้เธออนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลนี้ และจะพึงได้รับความสุขเฉกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะพึงได้รับทุกประการ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด และขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า นับจากบัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน…เสียงเธอกล่าวคำ โมทนา…สาธุ..แล้วพูดต่อว่า “การจองเวรระหว่างเรานี้จะไม่มีอีกต่อไป แต่ผลของกรรมนั้นเธอยังคงต้องรับ” เธอว่า เรื่องการจะเกิดมาเพื่อจองเวรฆ่ากันระหว่างเราในชาติต่อๆไปนั้น ไม่มีอีกต่อไป เพราะเราอโหสิกรรมให้ แต่ผลของกรรมที่เธอกระทำไว้ เธอยังคงต้องรับผลของกรรมนั้นต่อไปจนกว่าจะหมด เมื่อเธอเห็นว่าข้าพเจ้าเข้าใจดีแล้วก็หายไป อาการปวดท้องของข้าพเจ้าขณะนั้น บรรเทาลง อยู่ในเกณฑ์ที่ปวดแต่พอทนได้ เมื่อมานั่งพิจารณาต่อไปแล้วจึงเห็นว่า เหมือนเราไปฆ่าลูกเขาตาย แต่ครอบครัวผู้ตายก็อโหสิกรรมให้แล้ว ไม่ผูกพยาบาทจองเวรต่อกัน แต่ตำรวจยังต้องมาจับเราไปเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตาย

 

การทำบุญอันแท้จริง

บุญ ที่ทำในรูปของการถวายทานนั้น ไม่ว่าจะเป็นอาหารหรือเงินก็ตาม จุดหมายสูงสุดอยู่ที่การลดความยึดติดถือมั่นในตัวกู ของกู ยิ่งลดได้มากเท่าไร ก็ยิ่งเข้าใกล้พระนิพพานอันเป็นประโยชน์สูงสุดที่เรียกว่า “ปรมัตถะ”ซึ่ง สูงกว่าสวรรค์ในชาติหน้า (สัมปรายิกัตถะ) หรือความมั่งมีศรีสุขในชาตินี้ (ทิฎฐธัมมิกัตถะ) แต่หากทำบุญเพราะหวังแต่ประโยชน์ส่วนตน อยากได้เข้าตัวมาก ๆ แทนที่จะสละออกไป ก็ยิ่งห่างไกลจากนิพพานหรือกลายเป็นอุปสรรคขวางกั้นนิพพานด้วยซ้ำ อันที่จริงอย่าว่าแต่นิพพานเลย แม้แต่ความสุขในปัจจุบันชาติก็อาจเกิดขึ้นได้ยาก เพราะจิตที่คิดแต่จะเอานั้นเป็นบ่อเกิดแห่งความทุกข์

ในทานมหัป ผลสูตร อังคุตตรนิกาย พระพุทธองค์ได้ตรัสกับพระสารีบุตรว่า ทานที่ไม่มีอานิสงส์มาก ได้แก่ “ทานที่ให้อย่างมีใจเยื่อใย ให้ทานอย่างทีจิตผูกพัน ให้ทานอย่างมุ่งหวังสั่งสมบุญ” รวมถึงทานที่ให้เพราะต้องการเสวยผลในชาติหน้า เป็นต้น พิจารณาเช่นนี้ก็พบ ว่าทานที่ชาวพุทธไทยส่วนใหญ่ทำกันนั้นหาใช่ทานที่พระองค์สรรเสริญไม่ นอกจากทำด้วยความมุ่งหวังประโยชน์ในชาติหน้าแล้ว ยังมักมีเยื่อใยในทานที่ถวาย กล่าวคือ ทั้ง ๆ ที่ถวายให้พระสงฆ์ไปแล้ว ก็ยังไม่ยอมสละสิ่งนั้นออกไปจากใจ แต่ใจยังมีเยื่อใยในของชิ้นนั้นอยู่ เช่น เมื่อถวายอาหารแก่พระสงฆ์แล้ว ก็ยังเฝ้าดูว่าหลวงพ่อจะตักอาหารของฉัน “ฉัน” หรือไม่ หรือหากท่านไ่ม่ฉัน ก็รู้สึกไม่สบายใจ คิดไปต่าง ๆ นานา นี้แสดงว่ายังมีเยื่อใยยึดติดผูกพันอาหารนั้นว่าเป็นของฉันอยู่ ไม่ได้ถวายให้เป็นของท่านอย่างสิ้นเชิง

มีเจ้าอาวาสเป็นที่ศรัทธานับถือของประชาชนทั่วประเทศ เช้าวันนั้นมีคนมาทำบุญคับคั่ง จนลานวัดแน่นขนัดไปด้วยรถ เมื่อได้เวลาพระฉันเสร็จ ญาติโยมก็พากันกลับ สายใจพาหญิงชราและเพื่อผู้พิการเดินกระย่องกระแย่งฝ่าแดดกล้าไปยังถนนใหญ่ เพื่อขึ้นรถประจำทางกลับบ้าน ระหว่างนั้นมีรถเก๋งหลายสิบคันแล่นผ่านไป แต่ตลอดเส้นทางเกือบ ๓ กิโลเมตร ไม่มีผู้ใจบุญคนใดรับผู้เฒ่าและคนพิการขึ้นรถเพื่อไปส่งถนนใหญ่เลย

เหตุการณ์ ทำนองนี้มิใช่เป็นเรื่องแปลกประหลาดในสังคมไทย “ชอบทำบุญแต่ไ้ร้น้ำใจ” เป็น พฤติกรรมที่พบเห็นได้ทั่วไปในหมู่ชาวพุทธ ทำให้เกิดคำถามขึ้นมาว่า คนไทยนับถือพุทธศาสนากันอย่างไร จึงมีพฤติกรรมแบบนี้กันมาก เหตุใดการนับถือพุทธศาสนาจึงไม่ช่วยให้คนไทยมีน้ำใจต่อเพื่อนมนุษย์ โดยเฉพาะผู้ีที่ทุกข์ยาก การทำบุญไม่ช่วยให้คนไทยมีเมตตากรุณาต่อผู้อื่นเลยหรือ

หาก สังเกตุจะพบว่า การทำบุญของคนไทยมักจะกระทำต่อสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน เช่น พระภิกษุสงฆ์ วัดวาอาราม พระพุทธเจ้า เป็นต้น แต่กับสิ่งที่ถือว่าอยู่ต่ำกว่าตน เช่น คนยากจนหรือสัตว์น้อยใหญ่ เรากลับละเลยกันมาก (ยกเว้นคนหรือสัตว์ที่ถือว่าเป็น “พวกกู” หรือ “ของกู”) แม้แต่เวลาไปทำบุญที่วัด เราก็มักละเลยสามเณรและแม่ชี แต่กุลีกุจอเต็มที่กับพระสงฆ์ อะไรทำให้เราชอบทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตน ใช่หรือไม่ว่าเป็นเพราะเราเชื่อว่าสิ่งที่อยู่สูงเหล่านั้น สามารถบันดาลความสุขหรือให้สิ่งดี ๆ ที่พึงปรารถนาแก่เราได้ เช่น ถ้าทำอาหารถวายพระ บริจาคเงินสร้างวัดหรือพระพุทธรูป ก็จะได้รับความมั่งมีศรีสุข มีอายุ วรรณะ สุขะ พละ เป็นต้น หรือช่วยให้ได้ไปเกิดในสวรรค์ มีความสุขสบายในชาติหน้า ในทางตรงกันข้าม สิ่งที่อยู่ต่ำกว่าเรานั้นไม่มีอำนาจที่จะบันดาลอะไรให้เราได้ หรือไม่ช่วยให้เราสุขสบายขึ้น เราจึงไม่สนใจที่จะช่วยเหลือเผื่อแผ่ให้แก่สิ่งเหล่า
นั้น

การ ทำบุญแบบนี้มีข้อดีตรงที่ช่วยอุปถัมภ์วัดวาอารามและพระสงฆ์ให้ดำรงอยู่ได้ แต่ในอีกด้านหนึ่ง ก็ไม่ส่งเสริมให้ผู้คนมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน โดยเฉพาะการช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากหรือไร้อำนาจวาสนา ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เมืองไทยมีวัดวาอารามใหญ่โตและสวยงามมากมาย แต่เวลาเดียวกันก็มีคนยากจนและเด็กที่ถูกทอดทิ้งเป็นจำนวนมาก ไม่นับสัตว์อีกนับไม่ถ้วนที่ถูกละเลย หรือถูกปลิดชีิวิ ตแม้กระทั่งในเขตวัด

นั่น แสดงว่าที่เราทำบุญกันมากมายก็เพราะหวังผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นสำคัญ ดังนั้น ยิ่งทำบุญด้วยท่าทีแบบนี้ก็ยิ่งเห็นแก่ตัวมากขึ้น ผลคือ จิตใจยิ่งคับแคบ ความเมตตากรุณาต่อผู้ทุกข์ยากมีแต่จะน้อยลง ไม่ต้องสงสัยเลยว่าการทำบุญแบบนี้จะทำให้ได้บุญน้อยลงแน่ แน่นอนว่าประโยชน์ย่อมเกิดแก่ผู้รับอยู่แล้ว เช่น หากถวายอาหาร อาหารนั้นย่อมทำให้พระสงฆ์มีกำลังในการศีกษาปฎิบัติธรรมได้มากขึ้น แต่อานิสงส์ที่จะเกิดแก่ผู้ถวายนั้น ย่อมไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วยเพราะเจือด้วยความเห็นแก่ตัว ยิ่งถ้าทำบุญ ๑๐๐ บาท เพราะหวังจะได้เงินล้าน บุญที่เกิดขึ้นย่อมน้อยลงไปอีกเพราะใช่หรือไม่ว่า นี่เป็นการ “ค้ากำไรเกินควร”

เยื่อใยในทานอีกลักษณะ หนึ่งที่เห็นได้ทั่วไปก็คือ การมุ่งหวังให้ผู้คนรับรู้ว่าทานนั้น ๆ ฉันเป็นผู้ถวาย ดังนั้น ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ทั่วประเทศ ของใช้ต่าง ๆ ไม่ว่า ถ้วย ชาม แก้วน้ำ หม้อ โต๊ะ เก้าอี้ ตลอดจนขอบประตู หน้าต่างในโบสถ์ วิหาร และศาลาการเปรียญ จึงมีชื่อผู้บริจาคอยู่เต็มไปหมด กระทั่งพระพุทธรูปก็ไม่ละเว้น ราวกับจะยังแสดงความเป็นเจ้าของอยู่ หาไม่ก็หวังให้ผู้คนชื่นชมสรรเสริญตน การทำบุญอย่างนี้ จึงไม่ได้ละความยึดติดถือมั่นในตัวตนเลย หากเป็นการประกาศตัวตนอีกแบบหนึ่งนั่นเอง

อัน ที่จริง ถ้ามองให้กว้างกว่าการทำบุญ ก็จะพบปรากฎการณ์ในทำนองเดียวกัน นั้นคือ คนไทยนิยมทำดีกับคนที่ถือว่าอยู่สูงกว่าตน แต่ไม่สนใจที่จะทำดีกับคนที่ถือว่าต่ำกว่าตน เช่น ทำดีกับเจ้านาย คนรวย ข้าราชการระดับสูง นักการเมือง ทั้งนี้ ก็เพราะเหตุผลเดียวกัน คือ คนเหล่านั้นให้ประโยชน์แก่เราได้ (หรือแม้เขาจะให้คุณได้ไม่มาก แต่ก็สามารถให้โทษได้) ประโยชน์ในที่นี้ไม่จำเป็นต้องเป็นประโยชน์ทางวัตถุ อาจเป็นประโยชน์ทางจิตใจก็ได้ เช่น คำสรรเสริญหรือการให้ความยอมรับ ประการหลัง คือเหตุผลสำคัญที่ทำให้คนไทยขวนขวายช่วยเหลือฝรั่งที่ตกทุกข์ได้ยากอย่าง เต็มที่ แต่กลับเมินเฉยหากคนที่เดือนร้อนนั้นเป็นพม่า มอญ ลาว เขมรหรือกระเหรี่ยง ใช่หรือไม่ว่าคำชื่นชมของพม่าหรือกระเหรี่ยง ความหมายกับเราน้อยกว่าคำสรรเสริญของฝรั่ง

บุคคล จะได้ชื่อว่าเป็นคนใจบุญ ไม่ใช่เพราะนิยมทำบุญกับสิ่งที่อยู่สูงกว่าตนเท่านั้น หากยังยินดีที่จะทำบุญกับสิ่งที่เสมอกับตนหรืออยู่ต่ำกว่าคนอีกด้วย แม้เขาจะไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่ตนได้ ก็ช่วยเหลือด้วยความเต็มใจ ทั้งนี้ เพราะมิได้หวังผลประโยชน์ใด ๆ นอกจากความปรารถนาให้เขาพ้นทุกข์ นี้คือกรุณาที่แท้ในพุทธศาสนา การทำดีโดยหวังผลประโยชน์หรือยังมีการแบ่งแยกและเลือกปฎิบัติอยู่ ย่อมไม่อาจเรียกว่าทำด้วยเมตตากรุณาอย่างแท้จริง

จะ ว่าไปแล้ว ไม่เพียงความใจบุญหรือความเป็นพุทธเท่านั้น แม้กระทั่งความเป็นมนุษย์ก็วัดกันที่ว่า เราปฎิบัติอย่างไรกับคนที่อยู่ตำกว่าเราหรือมีอำนาจน้อยกว่าเรา หาได้วัดที่การกระทำต่อคนที่อยู่สูงกว่าเราไม่ ถ้าเรายังละเลยเด็กเล็ก ผู้หญิง คนชรา คนยากจน คนพิการ คนป่วย อุปถัมภ์พระสงฆ์มากมาย ก็ยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นคนใจบุญ เป็นชาวพุทธหรือเป็นมนุษย์ที่แท้ ไม่ผิดหากจะกล่าวว่านี้เป็นเครื่องวัดความเป็นศาสนิกที่แท้ในทุกศาสนาด้วย แม้จะปฎิบัติตามประเพณี พิธีกรรมทางศาสนาอย่างเคร่งครัดแต่เมินเฉยความทุกข์ยากของเพื่อนมนุษย์ หรือยิ่งกว่านั้นคือกดขี่บีฑาผู้คนในนามของพระเจ้า ย่อมเรียกไม่ได้ว่าเป็นศาสนิกที่แท้ จะกล่าวไปใยถึงความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์

ใน แง่ของชาวพุทธ การช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยากเดือนร้อน ทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถให้คุณให้โทษแก่เราได้เป็นเครื่องฝึกใจให้มีเมตตา กรุณาและลดละความเห็นแก่ตัวได้เป็นอย่างดี ยิ่งทำมากเท่าไร จิตใจก็ยิ่งเปิดกว้าง อัตตาก็ยิ่งเล็กลง ทำให้มีที่ว่างเปิดรับความสุขได้มากขึ้น ยิ่งให้ความสุขแก่เขามากเท่าไร เราเองก็ยิ่งมีความสุขมากเท่านั้น สมดังพุทธพจน์ว่า “ผู้ให้ย่อมได้รับความสุข” เป็นความสุขที่ไม่หวังจะได้รับ แต่ยิ่งไม่อยากก็ยิ่งได้ ในทางตรงข้ามยิ่งอยากก็ยิ่งไม่ได้้

เมื่อ ใจเปิดกว้างด้วยเมตตากรุณา เราจะพบว่าไม่มีใครที่อยู่สูงกว่าเราหรือต่ำกว่าเรา ถึงจะเป็นพม่า มอญ ลาว เขมร กระเหรี่ยง ลัวะ ขมุ เขาก็มีสถานะเสมอเรา คือเป็นเพื่อนมนุษย์ และเป็นเพื่่อนร่วมเกิด แก่ เจ็บ ตายกับเรา แม้แต่สัตว์ก็เป็นเพื่อนเราเช่นกัน จิตใจเช่นนี้ คือจิตใจของชาวพุทธ และเป็นที่สถิตของพุทธศาสนาอย่างแท้จริง การทำนุบำรุงพุทธศาสนาที่แท้ ก็คือการบำรุงหล่อเลี้ยงจิตใจเช่นนี้ให้เจริญงอกงามในตัวเรา ในลูกหลานของเรา และในสังคมของเรา หาใช่การทุ่มเงินสร้างโบสถ์ วิหารราคาแพง ๆ หรือสร้างพระพุทธรูปให้ใหญ่โตที่สุดในโลกไม่

ดังนั้นเมื่อ ใดที่เราเห็นคนทุกข์ยาก ไม่ว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เชื้อชาติอะไร ต่ำต้อยเพียงใด อย่าได้เบือนหน้าหนี ขอให้เปิดใจรับรู้ความทุกข์ของเขา แล้วถามตัวเองว่าเราจะช่วยเขาได้หรือไม่และอย่างไร เพราะนี้คือโอกาสดีที่เราจะได้ทำบุญ ลดละอัตตาตัวตนและบำรุงพระศาสนาอย่างแท้จริง

บาปและบุญคืออะไร

บาป…คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาอกุศล  แล้วส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

บุญ….คือ การกระทำทางใจด้วยจิตเจตนาเป็นกุศล และส่งผ่านมาทางกายและวาจาให้ดำเนินการ

พระพุทธเจ้าตรัสว่า  “ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยใจ”

พระพุทธเจ้าไม่ได้ตรัสว่า  “กายและวาจาเป็นใหญ่  กายและวาจาเป็นประธาน  ทุกอย่างสำเร็จด้วยกายและวาจาแต่อย่างใด”

เจตนา ของใจเป็นผู้กำหนดว่า สิ่งใดเป็นบุญหรือเป็นบาป   ด้วยเหตุนี้  สิ่งใดจะเป็นบุญหรือบาป อยู่ที่ใจเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลตอนกระทำสิ่งนั้น

พระเวสสันดร  ปากของท่านโคตรขั่วเลย  ยกลูกเมียให้เป็นทาสคนอื่น  แต่ใจของท่านคิดเสียสละสิ่งที่ตนเองรักที่สุด  เพื่อให้เกิดมหากุศลที่พอเพียงเพื่อเป็นพระพุทธเจ้าในอนาคต   ช่วยมนุษย์ เทพ พรหม ยักษ์ และสรรพจิต ให้พ้นทุกข์

ถ้าท่านไม่เข้าใจเรื่องนี้  ท่านก็ยังไม่รู้ว่า อะไรคือ “บุญ”  อะไร คือ “บาป”

บททำสอบความเข้าใจเรื่องบุญและบาปที่ถูกต้อง

พ่อ ของคุณเจ็บป่วยหนักด้วยโรคมะเร็งระยะสุดท้าย  ตาย 100 % แน่นอน  แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งไม่ให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะอยู่อย่างทุกข์ทรมานที่สุดไปได้อีก 1 เดือน

แต่ถ้าคุณผู้เป็นลูก สั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  พ่อของคุณจะพ้นทุกข์ทรมานอันนั้น  ตายในวันนั้นเลย

ผู้ ที่โดนมารหลอก  จะคิดว่าการสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นอนันตริยกรรม เป็นบาปที่หนักที่สุด   โดยไม่รู้ว่าบาปนั้นมาจากไหน  และจะเป็นบาปได้ยังไรกัน

ส่วนผู้ที่เข้าใจพุทธศาสนา  จะรู้ว่าบุญคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยความรัก เมตตา กรุณา และการเสียสละ ไม่เห็นแก่ตัวเอง  บาปคือ เจตนาทางใจที่ทำด้วยจิตอกุศล เห็นแก่ตัวเองและพวกพ้อง

ด้วย เหตุนี้  การสั่งให้แพทย์ถอดเครื่องช่วยชีวิตออก  กระทำครั้งนี้ของคุณเป็นจึงเป็นมหากุศล  เพราะแม้สิ่งที่เรียกว่าเป็นอนันตริยกรรม(บาปหนักที่สุด)  คุณยังกล้าทำได้ ถือว่าเป็นการเสียสละตัวเองเพื่อเห็นแก่ความรัก ความเมตตาสงสารบิดาที่กำลังทุกทรมานอย่างหนักอยู่

ใครที่บอกว่าเป็น บาปเป็นอนันตริยกรรม  ต้องตอบให้ได้ว่า  มันเป็นบาปได้อย่างไร  บาปคืออะไร  ที่มาของบาปมายังไง  เพราะผมเห็นแต่ จิตของลูกคนนี้มีแต่กุศลทั้งนั้น

แต่ไอ้ลูกระยำ  มันจะไม่ยอมเสียสละตนเอง  แม่งจะจ่ายเงินเพื่อทรมานพ่อของมันไปอีก 1 เดือน

เวลานั้นมีค่า

กาลเวลาเป็นของมิใช่จะให้ประโยชน์แก่โลกทั่วไปเท่านั้น แต่ยังทำให้ผู้มีปัญญาสนใจในธรรมปฏิบัติ รีบเร่งฝึกหัดใจของตนๆ ให้ทันกับกาลเวลาอีกด้วย แท้จริงทุกสิ่งทุกอย่างที่มีอยู่ในโลกนี้ ต้องขึ้นอยู่กับกาลเวลาทั้งนั้น เช่น ดินฟ้าอากาศ ฤดู ปี เดือน ต้นไม้ ผลไม้ และธุระการงานที่สัตว์โลกทำอยู่ แม้แต่ความเกิด ความแก่ และความตาย ถึงแม้สิ่งเหล่านั้นจะเป็นอยู่ตามหน้าที่ของเขาก็ตาม แต่ต้องอยู่กับกาลเวลา ถ้าหากกาลเวลาไม่ปรากฏแล้ว สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ในโลกนี้ก็จะไม่ปรากฏเลย จะมีแต่สูญเรื่อยไปเท่านั้น

กาล เวลาได้ทำประโยชน์ให้แก่ชาวโลกนี้มิใช่น้อย ชาวกสิกรก็ต้องอาศัยวัสสานฤดู ปลูกพืชพันธุ์ในไร่นาของตนๆ เมื่อฝนไม่ตกก็พากันเฝ้าบ่นว่าเมื่อไรหนอพระพิรุณจะประทานน้ำฝนมาให้ ใจก็ละห้อย ตาก็จับจ้องดูท้องฟ้า เมื่อฝนตกลงมาให้ต่างก็พากันชื่นใจระเริงด้วยความเบิกบาน แม้ที่สุดแต่ต้นไม้ซึ่งเป็นของหาวิญญาณมิได้ ก็อดที่จะแสดงความดีใจด้วยอาการสดชื่นไม่ได้ ต่างก็พากันผลิดอกออกประชันขันแข่งกัน ชาวกสิกรตื่นดึกลุกเช้าเฝ้าแต่จะประกอบการงานของตนๆ ตากแดด กรำฝน ไม่เห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเย็นร้อนอนาทร

ชาวพ่อค้าวาณิชนักธุรกิจ ก็คอยหาโอกาสแต่ฤดูแล้ง เพื่อสะดวกแก่การคมนาคมและขนส่ง เมื่อแล้งแล้วต่างก็พากันจัดแจงเตรียมสินค้าไม่ว่าทางน้ำและทางบก

ฝ่าย อุบาสกอุบาสิกาผู้มีศรัทธาตั้งมั่นในบุญกุศล ก็พากันมีจิตจดจ่อเฉพาะเช่นเดียวกันว่า เมื่อไรหนอจะถึงวันมาฆะ-วิสาขะ-อาสาฬหะ เวียนเทียนประทักษิณนอบ น้อมต่อพระรัตนตรัย เมื่อไรหนอจะถึงวันเข้าพรรษา-ออกพรรษา-เทโวโรหนะตักบาตรประจำปี

วันทั้งหลายเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เนื่องด้วยกาลเวลา ทั้งนั้น และเป็นวันสำคัญของชาวพุทธเสียด้วย เมื่อถึงวันเวลาเช่นนั้นเข้าแล้ว ชาวพุทธทั้งหลายไม่ว่าหญิงชายน้อยใหญ่ แม้จะฐานะเช่นไร อยู่กินกันเช่นไรก็ตาม จำต้องสละหน้าที่การงานของตน เข้าวัดทำบุญตักบาตร อย่างน้อยวันหนึ่ง หากคนใดไม่ได้เข้าวัดทำบุญสังสรรค์กับมิตรในวันดังกล่าวแล้ว ถือว่าเป็นคนอาภัพ

ส่วนนัก ภาวนาเจริญสติปัฏฐาน ย่อมพิจารณาเห็นอายุสังขารของตนเป็นของน้อยนิดเดียว เปรียบเหมือนกับน้ำตกอยู่บนใบบัว เมื่อถูกแสงแดดแล้วพลันที่จะเหือด แห้งอย่างไม่ปรากฏ แล้วก็เกิดความสลดสังเวช ปลงปัญญาสู่พระไตรลักษณญาณ

กาลเวลาจึงว่าเป็นของดีมีประโยชน์แก่คนทุกๆ ชั้นในโลกนี้และโลกหน้า ดังพุทธภาษิตที่ได้ยกขึ้นไว้ในเบื้องต้นนั้นว่า

อจฺเจนฺติ อโรหรตฺตา ชีวิตํ อุปฺรุชฺชติ กุณฺฑที ทมิโวทกํ
แปล ว่า โอ้ชีวิตเป็นของน้อย ย่อมรุกร่นเข้าไปหาความตายทุกที เหมือนกับน้ำในรอยโค เมื่อถูกแสงพระอาทิตย์แล้ว ก็มีแต่จะแห้งไปทุกวันฉะนั้นฯ

โดยอธิบายว่า ชีวิตอายุของเรา ถึงแม้ว่าจะมีอายุอยู่ได้ตั้งร้อยปี ก็นับว่าเป็นของน้อยกว่าสัตว์จำพวกอื่นๆ เช่นเต่าและปลาในทะเลเป็นต้น ซึ่งเขาเหล่านั้นมีอายุตัวละมากๆ เป็นร้อยๆ ปี ตั๊กแตน แมลงวัน เขามีอายุเพียง ๗-๑๐ วันเขาก็ถือว่าเขามีอายุโขอยู่แล้ว แต่มนุษย์เราเห็น ว่าเขามีอายุน้อยเดียว

ผู้ มีอัปมาทธรรมเป็นเครื่องอยู่ เมื่อมาเพ่งพิจารณาถึงอายุของน้อย พลันหมดสิ้นไปๆใกล้ต่อความตายเข้ามาทุกที กิจหน้าที่การงานของตนที่ประกอบอยู่จะไม่ทันสำเร็จ ถึงไม่ตายก็ทุพพลภาพเพราะความแก่ แล้วก็ได้ขวนขวายประกอบกิจหน้าที่ของตนเพื่อให้สำเร็จโดยเร็วพลัน กาลเวลาจึงอุปมาเหมือนกับนายผู้ควบคุมกรรมกรให้ทำงานแข่งกับเวลา ฉะนั้นฯ

ทาน การสละวัตถุสิ่งของของตนที่มีอยู่ให้แก่บุคคลอื่น นอกจากผู้ให้จะได้ความอิ่มใจ เพราะความดีของตน แล้ว ผู้รับยังได้บริโภคใช้สอยวัตถุสิ่งนั้นให้เป็นประโยชน์แก่ตนอีกด้วย นับว่าไม่มีเสียผลทั้งสองฝ่าย แต่กาลเวลาที่สละทิ้งชีวิตของมนุษย์ทั้งหลายแล้วไม่เป็นผลแก่ทั้งสองฝ่าย คือกาลเวลาก็หมดไป ชีวิตของสัตว์ทั้งหลายก็เสื่อมสูญไป ยังเหลือแต่ความคร่ำคร่าเหี่ยวแห้งระทมทุกข์ อันใครๆไม่พึงปรารถนาทั้งนั้น นอกจากบัณฑิตผู้ฉลาดในอุบาย น้อมนำเอาความเสื่อมสิ้นไปแห่งชีวิตนั้นเข้ามาพิจารณา ให้เห็นสภาพสังขารเป็นของไม่เที่ยง จนให้เกิดปัญญาสลดสังเวช อันเป็นเหตุจะให้เบื่อหน่าย คลายเสียจากความยึดมั่นในสังขารทั้งปวง

ฉะนั้น ทาน การสละให้ปันสิ่งของของตนที่หามาได้ในทางที่ชอบให้แก่ผู้อื่น ในเมื่อกาลเวลากำลังคร่าเอาชีวิตของเราไปอยู่ จึงเป็นของควรทำเพื่อชดใช้ชีวิตที่หมดไปนั้นให้ได้ทุน (คือบุญ)กลับคืนมา

การรักษาศีล ก็เป็นทานอันหนึ่ง เรียกว่า อภัยทาน นอกจากจะเป็นการจาคะสละความชั่วของตนแล้ว ยังเป็นการให้อภัยแก่สัตว์ที่เราจะต้องฆ่า และสิ่งของที่เราจะต้องขโมยเขาเป็นต้นอีกด้วย นี้ก็เป็นการทำความดี เพื่อชดใช้ชีวิตของเราที่กาลเวลาคร่าไปอีกด้วย

ผู้กระทำชั่วพระพุทธเจ้าตรัสว่า เป็นผู้มีหนี้ติดตัว ผู้มีหนี้ติดตัวย่อมได้รับความทุกข์เดือดร้อน ฉะนั้น บาปกรรมชั่วเป็นสิ่งที่ไม่มีเจ้าของ แต่ผู้ใดทำลงไปแล้วแม้คนอื่นทั้งโลกเขาจะไม่เห็นก็ตาม แต่ความชั่วที่ตนกระทำลงไป แล้วนั่นแล เป็นเจ้าของมาทวงเอาหนี้ (คือความเดือดร้อน ภายหลัง) อยู่เสมอ ยิ่งซ้ำร้ายกว่าหนี้ที่มีเจ้าของเสียอีก

เป็น ที่น่าเสียดาย บางคนผู้ประมาทแล้วด้วยยศด้วยลาภก็ตาม ไม่ได้นึกคิดถึงชีวิตอัตภาพของตน กลัวอย่างเดียวแต่กาลเวลาจะผ่านพ้นไป แล้วตัวของเขาเองจะไม่ได้ทำความชั่ว ด้วยความเข้าใจผิดคิดว่าเป็นของดีแล้ว เช่น สุรา นารี พาชี กีฬาบัตร ฯลฯ เป็นต้น นำเอาชีวิตของตนที่ยังเหลืออยู่นั้น ไปทุ่มเทลงในหลุมแห่งอบายมุขหมดบุญกรรมนำส่งมาให้ได้ดิบได้ดี มีสมบัติอัครฐานอย่างมโหฬาร เตรียมพร้อมทุกสิ่งทุกอย่างไม่ขัดสน แต่เห็นความพร้อมมูลเหล่านั้นเป็นเรื่องความทุกข์ไป สู้ความชั่วอบายมุขไม่ได้

กุศลธรรม 7

พระสงฆ์

กุศลธรรม 7 ประการนี้เรียกว่า สัปปุริสธรรม 7 มีอธิบายดังนี้

1. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายถึง ความเป็นผู้รู้หลัก คือความเป็นผู้รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุของสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นเหตุของสิ่งนี้ เช่นรู้ว่า เมื่อคนเราขาดอิทธิบาท 4 ในการประกอบอาชีพทำมาหากิน หรือในการทำกิจต่างๆ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความเป็นผู้รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการ ดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆ โดยรู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่น ชาวพุทธรู้ว่าหลักธรรมเพื่อการสร้างตนให้มีหลักฐานมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือหลักการแสวงหาทรัพย์ในทางที่ชอบคืออะไร มีอะไรบ้าง ผู้นำประเทศทราบถึงหลักการปกครองประเทศที่ดีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่มุ่งหมายหรือต้องการนั้นๆ เป็นต้น ตลอดจนชั้นสูงสุดคือรู้เท่าทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติเพื่อ ปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้อง มีจิตเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ

2. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักว่า ผลอันนี้เกิดจากเหตุอันนี้ เช่น เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพทำมาหากินในทางสุจริต การศึกษาเล่าเรียน หรือในการทำกิจต่างๆ ก็รู้ว่าเป็นเพราะขาดหลักอิทธิบาท 4 กล่าวคือ ไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการประกอบอาชีพนั้น ในการศึกษาเล่าเรียนนั้น หรือในการทำงานนั้น เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความเป็นผู้รู้จักอรรถคือ ความหมายหรือความมุ่งหมายของหลักการที่ตนต้องปฏิบัติ โดยมีความเข้าใจประโยชน์ที่ประสงค์หรือวัตถุ ประสงค์ของกิจการที่ตนทำ รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่อย่างนั้นๆ ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะได้บรรลุผลอะไร รวมถึงรู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่อง จากการกระทำหรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือพุทธศาสนสุภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร การที่ตนกระทำอยู่อย่างนั้นมีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุดคือรู้ความหมายของคติธรรมดา และประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแท้จริงของชีวิต

3. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ความสามารถ ความถนัดและคุณธรรม เป็นต้น ของตนว่ามีสภาพอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมและทำการต่างๆ ให้สอดคล้องถูกจุดที่จะสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนพร้อมแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์อันยิ่งขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความสามารถมองตนเองออก ว่าตนเองเป็นใคร มีฐานะและภาวะอย่างไร กำลังต้องการอะไร เมื่อมองออกแล้วก็พยายามปรับตนเองให้เป็นอย่างที่ตนเป็นได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม พยายามวางตนให้เหมาะสมกับฐานะและภาวะของตนและใช้กำลังความรู้ความสามารถของ ตนพัฒนาตนเองให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในทางที่ชอบ รวมถึงความรู้จักหยุดยั้งความต้องการอันเกินขอบเขตกำลังความรู้ความสามารถ ของตน และหยุดยั้งการแสวงหาอันเกินกำลังหรือในทางที่มิชอบธรรม อันจะทำให้ตนเดือดร้อนในภายหลัง

4. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง ความรู้จักพอดีในสิ่งต่างๆ เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคและการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะในการพูด การปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการงานทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อผลดีแท้จริงที่ พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพื่อเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตน แต่ทำตามความพอดีแห่งเหตุปัจจัย หรือองค์ประกอบทั้งหลายที่จะลงตัวให้เกิดผลดีงามตามที่มองเห็นด้วยปัญญา

5. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล หมายถึง การรู้จักเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจกระทำหน้าที่ การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น หรือการรู้จักกาลเวลาในอันที่จะประกอบกิจนั้นๆ เป็นต้นว่า ตนมีหน้าที่การงานจะพึงทำหลายอย่างด้วยกัน จะเป็นกิจการทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม จะต้องแบ่งเวลาให้เหมาะแก่กิจที่จะต้องทำนั้นๆ การงานจึงจะดำเนินไปโดยเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ไม่ยุ่งยิ่งยุ่งเหยิง คั่งค้างอากูล ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล

6. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมนุม รู้จักสังคม คือรู้จักว่า ชุมชนหรือสังคมนั้นเป็นอย่างไร จะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะเหมาะกับสังคมนั้นเพื่อให้สามารถเข้ากับชุมชนนั้น โดยไม่เก้อเขินหรือประหม่า เช่น เมื่อไปร่วมพิธีงานศพจะต้องแต่งกาย จะพูดและจะทำอย่างไร เมื่อเข้าวัดไปในพิธีทำบุญต่างๆ จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสม จะวางตัวอย่างไรเมื่อพูดคุยกับพระสงฆ์ เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความรู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมนุมและต่อชุมชนนั้นว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหาควรทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์อย่างนี้ๆ เป็นต้น

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือรู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ว่าควรคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี เป็นต้น
ความรู้จักประมาณในสิ่งต่างๆ ดังกล่าวนั้นต้องเป็นไปใน 3 ขณะ คือ ในขณะแสวงหา ในขณะรับ และในขณะบริโภคใช้สอย

โดยความรู้จักประมาณในขณะแสวงหาย่อมเป็นเหตุให้ประกอบอาชีพโดยทางที่ชอบ ธรรมไม่ใฝ่สูง ทะเยอทะยานจนเกินประมาณ อันจะก่อให้เกิดการแสวงหาในทางทุจริตต่อมา

ความรู้จักประมาณในขณะรับย่อมเป็นที่ยินดีและเลื่อมใสของบุคคลผู้ให้ และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนในภายหลัง ทั้งเป็นที่สรรเสริญของบุคคลผู้อื่นด้วย

ส่วนความรู้จักประมาณในขณะบริโภคใช้สอย โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วบริโภคอาหารหรือใช้สอยพัสดุสิ่งของต่างๆ ให้พอเหมาะพอควร ไม่ให้มากนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ก็จักเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ เช่น เมื่อบริโภคอาหารพอเหมาะพอดี ก็จะก่อเกิดความมีสุขภาพ ดีแก่ร่างกาย และเมื่อร่างกายปราศจากโรคแล้ว หากต้องการฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิหรือให้เกิดปัญญา ก็ทำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ความสามารถอ่านคนออก โดยรู้จักบุคคลแต่ละคนว่ามีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร มีความสามารถในด้านใด มีคุณภาพเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ใครควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร เป็นต้น เมื่อรู้จักลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นๆ เป็นอย่างไรแล้ว ก็สามารถที่จะปฏิบัติต่อเขาได้อย่างถูกต้อง

สัปปุริส ธรรมทั้ง 7 ข้อนี้ สรุปเป็นคำจำกัดให้กำหนดง่ายๆ ว่า รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้สังคม รู้บุคคล เป็นกุศลธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นคนดี โดยไม่ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด ฐานะ ความเป็นอยู่ หรือความมีการศึกษาสูง บุคคลใดเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักความพอดี รู้จักเวลา รู้จักชุมชนหรือสังคม และรู้จักเลือกคบคน บุคคลนั้นก็สามารถที่จะเป็นคนดี เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ หรือเรียกว่า เป็นคนเต็มคน คนดีที่แท้ ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ