การเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง

มได้รับ ทัวร์ ของซากปรักหักพังพ่อ Bemen หลุยส์ ที่ได้ นำ การชุมนุมที่นั่นเป็นเวลา 12 ปี

ขณะที่เขาเดิน ผ่าน ฉันเปลือก ดำคล้ำ พรม ตอนนี้อยู่ใน เถ้า และ เศษ เขา ตำหนิ การทำลายใน กลุ่มภราดรภาพมุสลิม และ อิสลาม อื่น ๆ

กองทัพมีสัญญาว่าจะ ช่วยสร้าง โบสถ์ แต่เขาบอกว่า ไม่มีใคร อยู่ที่นั่น ใน ชั่วโมง ของ ความต้องการ – ไม่ได้ ตำรวจ จาก ประตูถัดไป

” คริสตจักรจะไม่เกิน 12 เสียงฝีเท้า ห่างจาก สำนักงานใหญ่ของ ตำรวจ Minya ” เขากล่าวว่า

“เมื่อ มีคน ถาม ตำรวจ ที่ได้รับการ ปกป้อง ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ของตัวเอง ที่จะมา และช่วยให้เรา พวกเขาปฏิเสธ . พวกเขา กล่าวว่าพวกเขา ไม่ได้มี คำสั่ง ที่จะ แทรกแซงใน ปัญหานี้ . ”

คริสตชน ใน Minya กำลังเผชิญ กำลังเผชิญกับ รูปแบบอื่น ๆ ของ การลงโทษ

พวกเขา เป็นเป้าหมายที่ ปกติสำหรับ การลักพาตัว เพราะ การรับรู้ ว่าพวกเขาเป็น อยู่ที่ดี

ชาวบ้าน กล่าวว่า ประมาณ 100 คน ถูกลักพาตัวไป ในต่างจังหวัด ตั้งแต่ การปฏิวัติ 2011 ที่บังคับให้ นีมูบารัก ออกจากอำนาจ ส่วนใหญ่เป็น ชาวคริสต์
‘ ความตาย หลุม ‘

Hany Sedhom , เภสัชกร, ถูกลักพาตัวไป โดย แก๊ง เจ็ด คน ในปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาสองวัน ที่เขา ถูกทำร้าย อย่างทารุณ และ ทำร้าย
ทุกปี จะมี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใหม่ “นาย Masiha กล่าวว่า เป็น Fou Fou เล่น ที่เท้าของเขา

“ไม่มีใคร ออกมา บอกคุณ ตรงไปตรงมา ว่าเรา ได้จับกุม ผู้กระทำผิดและพวกเขาจะ ถูกยัดเยียดให้ กฎหมาย. ไม่มีอะไร เหมือน ที่เป็น . ถ้า ผิดจะถูก จับกุมและ รับผิดชอบ จะไม่มี เหตุการณ์ ใหม่ . ”

ถามว่าเขา คาดว่าจะมี ความผิด ที่จะจัดขึ้น ไปยังบัญชี ในกรณีที่ ลูกสาวของเขา เขากล่าวว่า พระคริสต์ จะ แก้แค้น ฆ่า เธอ
การโจมตี แก้แค้น

ไดรฟ์ สี่ ชั่วโมง ใต้ ในจังหวัด Minya – ซึ่ง มีประชากร ที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ใหญ่มาก – มีหลักฐาน อีกมากมาย ของความเกลียดชัง ทางศาสนา

จะได้รับการ ไหม้เกรียม เป็นซุ้ม บี้ ของอาเมียร์ Tadros โบสถ์คอปติก ซึ่ง มีอยู่ เกือบ 100 ปี

คริสตจักรได้รับการ จุดไฟเผา โดยกลุ่มในเดือนสิงหาคม ในช่วงคลื่น ประวัติการณ์ของ พรรครุนแรง

มันเป็น ภาพ ที่ผ่านมา เคย นำ ของ สาวน้อยสุภาพ อธิบายโดย พ่อแม่ของเธอ เป็น ” เทวดา เดินบนโลก ”
‘ ตก อยู่ที่เท้า ของฉัน

มาเรียม เป็นหนึ่งในสี่ คนถูกฆ่าตาย โดยมือปืน ที่ พ่น คริสเตียนคอปติก ด้วยกระสุน นอกโบสถ์ ไคโร ในเดือนตุลาคม

แม่ Nirmeen Magdy ของเธอ ถูกยิง สี่ครั้ง

สองเดือน ที่ บาดแผล ของเธอ ได้รับการ รักษา แต่ไม่ เศร้าโศก ของเธอ มาเรียม ถูกฆ่าตาย อยู่ตรงหน้า ของเธอ

” เธอเป็นคนที่ เดินไปทาง ฉันและมัน ดูเหมือนว่า เธอได้ วิงเวียน เพราะเธอ ล้มลง ที่เท้าของฉัน ” Ms Magdy กล่าวว่า

“เมื่อ การถ่ายภาพเริ่มต้น ผมไม่ได้ คิดว่ามันเป็น กระสุนอยู่ . ฉัน คิดว่ามันเป็น ดอกไม้ไฟ สำหรับงานแต่งงาน

“ผม ลงบน ลูก ๆ ของฉัน และ เก็บไว้บอก พวกเขาว่า . ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว ‘ มาเรียม ไม่ได้ ย้าย . ฉันมีความคิด ว่าเธอ ตายไปแล้ว ไม่มี . ”

พี่ชาย สามปี เก่า มาเรียม ของ Filopateer , ถูกตี สองครั้ง ในกระเพาะอาหาร เขายังคงอยู่ ในโรงพยาบาล จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

เล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้ Fou Fou ในขณะที่เขา เป็นที่รู้จักกัน หันหน้า การดำเนินงาน มากขึ้นและ ในอนาคตโดยไม่ต้อง น้องสาว สุดที่รัก ของเธอ

ทุกวัน เขาจูบ ภาพของเธอ และ เธอบอกว่าเธอ ได้ไป ถึงพระเยซู ตามที่ พ่อ ทุ่มเท ของเขา รัฟ Masiha

พระไตรปิฎกฉบับย่อ

ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่

ทั้งนี้ โดยศาลา อาคาร วิหาร มณฑปต่างๆได้จำแนกออกเป็นกลุ่มๆจำนวน ๑๓ กลุ่ม ดังต่อไปนี้คือ

กลุ่มที่ ๑. หอสวดมนต์-ศาลาการเปรียญเก่า

กลุ่มที่ ๒. อาคารกลุ่มชายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง
อันประกอบไปด้วย
- หอกรรมฐาน หรือ “หอขาว”
- อาคารกรมยุทธการทหารอากาศสงเคราะห์ (ปัจจุบันก่อสร้างเป็นโรงครัววัด)
- ศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์ (กำลังก่อสร้างใหม่)

กลุ่มที่ ๓. กลุ่มอาคารฝั่งพระอุโบสถหลังใหม่
อันประกอบไปด้วย
- พระอุโบสถใหม่
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- มณฑปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (เดิมเรียกหลวงพ่อใหญ่)
- มณฑปหลวงพ่อเส็ง (หลวงพ่อขนมจีน)
- มณฑปหลวงพ่อสีวลี
- ศาลานวราชบพิตร
- พลับพลาจตุรมุข
- หอระฆัง-หอกลอง
- โรงเรียนพระพินิจอักษร (ทองดี) พ.ศ. ๒๕๑๙
- อาคารรัตนพฤกษ์ (เรือนกระเหรี่ยง)
- เรือนผีเสื้อ (สร้างแทน “กุฏิเดิม” ของหลวงพ่อ)
- กุฏิ ๑๐ หลัง (ชุดแรก)
- กุฏิเจ้าอาวาส (กุฏิมุมเศรษฐี)
- อาคารธรรมสถิตย์ (ที่พักฆราวาสที่เป็นสตรี)
- ห้องพักชาย (สำหรับนาค, และฆราวาส)

กลุ่มที่ ๔. กลุ่มอาคารด้าน “ตึกอำนวยการ” และอนุสาวรีย์ต่างๆ อันประกอบไปด้วย
- พระจุฬามณี
- อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- อนุสาวรีย์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
- ศาลาท่านปู่-ท่านย่า
- ตึกอำนวยการ ด้านข้างมีห้องน้ำ – ห้องสุขา
- ศาลาพระนอน
- อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช
- เมรุ และ ห้องน้ำ – ห้องสุขา

กลุ่มที่ ๕. กลุ่มศาลา ๒ ไร่, ๓ ไร่, ๔ ไร่, ๑๒ ไร่ อันประกอบไปด้วย
- ศาลา ๒ ไร่
- ศาลา ๓ ไร่
- ศาลา ๔ ไร่
- ศาลา ๑๒ ไร่

กลุ่มที่ ๖. กลุ่มวิหารสมเด็จองค์ปฐม, ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก), วิหาร, พระชำระหนี้สงฆ์ อันประกอบไปด้วย
- วิหารสมเด็จองค์ปฐม
- ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก)
- พระชำระหนี้สงฆ์
- พระยืน ๘ ศอก
- มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย
- ศาลท่านท้าวเวหน

กลุ่มที่ ๗. กลุ่มโรงพยาบาลแม่และเด็กฯ อันประกอบไปด้วย
- โรงพยาบาลแม่และเด็กฯ
- ตึกปฐมราชานุสรณ์
- ตึกปัญจมราชานุสรณ์
- อนุสาวรีย์ในโรงพยาบาล
องค์กลาง “พระพินิจอักษร” (ทองดี)
องค์ซ้าย “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑”
องค์ขวา “สมเด็จพระปิยะมหาราช”

กลุ่มที่ ๘. กลุ่มพระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- พระประธาน (พระพุทธชินราช)
- พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ๗ องค์
- เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
- รูปปั้นหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า
- บุษบกหลวงพ่อฯ

กลุ่มที่ ๙. กลุ่มมณฑปและอนุสาวรีย์ หน้ามหาวิหาร ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- มณฑปพระปัจเจกพุทธเจ้า
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์และทรงผนวช)
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗
- ป้ายอักษรฯ รัชกาลที่ ๙
- พระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
- ศาลามิตรศรัทธา

กลุ่มที่ ๑๐. กลุ่มหอพระไตรปิฎกและพระยืน ๓๐ ศอก อันประกอบไปด้วย
- ด้านหน้าพระยืน ๓๐ ศอก (หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา) ด้านหลังเป็นหอพระไตรปิฎก
- เจดีย์พุดตาน

กลุ่มที่ ๑๑. กลุ่มโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา อันประกอบไปด้วย
- โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
- มณฑปหลวงพ่อ, พระพุทธรูป, และท่านปู่ท่านย่า

กลุ่มที่ ๑๒. กลุ่มมณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒), ตึกรับแขก, ฝั่งริมแม่น้ำฯ อันประกอบไปด้วย
- มณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒)
- ตึกรับแขก (จำหน่ายวัตถุมงคล)
- หอฉัน
- หอกรรมฐานเก่า (ข้างหอฉัน ปัจจุบันทำใหม่ ๒ ชั้น)
- โรงครัวใหม่ (ด้านหลังหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- ตึกกองทุน
- แพปลา (วังมัจฉา)
- ตึกอินทราพงษ์
- หน้าตึกริมน้ำ (อยู่ข้างโรงครัวเก่าใต้ต้นโพธิ์)
- ตึกเสริมศรี-เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์

กลุ่มที่ ๑๓. กลุ่มฝั่งโบสถ์เก่าฯ
- พระอุโบสถหลังเก่า
- วิหารหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์)
- หอไตรกลางน้ำ
- วิหารพระองค์ที่ ๑๐-๑๒
- มณฑปท้าวมหาราชทั้ง ๔
- กุฏิเก่าหลวงพ่อ (เพิงหมาแหงน)
- เมรุเก่า (หน้าตึกรับแขก)
- โรงลิเกเก่า (ปัจจุบันเป็นที่เก็บของ)

กลุ่มที่ ๑๔. กลุ่มมูลนิธิฯ และศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนฯ
- ป้ายศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารฯ บริเวณหน้าพระอุโบสถใหม่
- ธนาคารข้าวฯ ตั้งเมื่อ ๑๑ เม.ย. ๒๕๒๑ (เดิมอยู่ด้านหน้าศาลา ๕ พระองค์ ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้ว เพื่อขยายสร้างศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- โรงสีข้าวพระสุธรรมยานเถระ ตั้งเมื่อ ๑๑ ม.ค. ๒๕๓๑ แห่งที่ ๒ บริเวณสวนไผ่

การฝึกจิตหยั่งรู้

ถ้าเรามีญาณหยั่งรู้เราจะรู้ว่าแต่ละคนมีวิบากอย่างไร เราจะเข้าใจ ว่าทำไมคนนั้นทิ้งคนนี้ คนนี้ไม่เกื้อกูลคนนั้นฯลฯ

นั่น เราจะปล่อยวางได้ด้วยปัญญา เราจะไม่โกรธไม่อาฆาตใครเลย นั่นคือทุกสรรพสิ่งเป็นอนัตตาหนึ่ง และเราละสังโยชน์ข้อที่1ได้อีกอย่างหนึ่ง อย่าไปเสียใจหรือกล่าวโทษตัวเองเลย

เมื่อไม่มีเรา มีเขา มีใคร อะไรมันจะมี นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรดับไป ทุกสรรพสิ่งล้วนตกอยู่ใต้กฏแห่งธรรมชาติ กฏไตรลักษณ์

ใครๆก็เป็นที่มีบางจังหวะ อ่อนแอ ท้อแท้ เบื่อหน่าย ครับ เบื่อได้ ท้อได้ ถอยได้ เหนื่อยได้ พักได้ แต่ขอเพียงอย่าถอดใจ แล้วเดินหันหลังออกจากทางนิพพานแล้วกันครับ

ชีวิตจะเป็นอย่างไร…
ขึ้นอยู่กับว่า เราเลือกเส้นทางไหน
ให้ตัวเองดำเนิน

แนวความคิดเช่นท่านนี้แนวโน้มอาจจะเป็นพวก พุทธภูมิ
กราบนมัสการครับ

” อ่อนแอ ” เคยเข้าไปอยู่สำนักในเขาอยู่กับชาวเขาในป่า ไปอยู่ในสำนักปฏิบัติเก็บอารมณ์ไม่ค่อยได้เข้าสังคมหมู่คณะสักเท่าไร  พอได้มีเหตุจำเป็นต้องพบปะ ต้องเข้าสังคม รู้สึกว่าผู้คนวุ่นวาย ไร้สาระ  บางทีต้องพบบะมาตุคาม เพศตรงข้าม ก็รู้สึกว่า ยังอ่อนแอ อยู่ จึงได้พยายามกลับเข้าป่า หรือ ปรีกวิเวก ฝึกฝนตนเองให้เข็มแข็งกว่านี้
” เห็นแก่ตัว ” มีสำนักอยู่สำนักหนึ่งพระรูปหนึ่งลาภรรยามาบวชแต่ท่านไม่ยอมลาสิกขา จนในที่สุดภรรยาถึงกับมายืนด่าดังไปทั้ววัด บอกว่าทอดทิ้ง ตัวเอง ทิ้งลูกทิ้งเมีย ไม่มีความรับผิดชอบ ท่านก็หนี้ไปอยู่ที่อื่น เดียวนี้ลาสิกขาหรืออยู่ ก็ไม่รู้   หรือแม้แต่ตัวอาตมาเอง เคยหายจากบ้านไปอยู่สำนักกัมมัฏฐาน พระอาจารย์ให้เก็บอารมณ์ห้ามใช้โทรศัพย์ อยู่ 3 ปี โยมตาเสียชีวิตไม่รู้ไม่ได้ไปเผ่า โยมพ่อโยมแม่ต้องทำงาน ทิ้งโยมหลายๆคนไว้ข้างหลัง (ปลิโพธกังวล) กับมาไม่นานก็ไปอีก หรือแม้แต่เจ้าชายสิทธัตถะก็ทิ้งพระนางพิมพา และพระราหุล
” เสียสละ ” (ที่เลือกใช้คำนี้ก็เพราะเป็นคำตรงกันข้ามกับเห็นแก่ตัว)  ผู้ที่เป็นพ่อ แม่ พี่น้อง หรือตัวของพระภิกษุเองก็จะต้องเสียสละโลกียสุข เพื่อหวังประโยชน์ โลกุตระสุข   เหมื่อนเจ้าชายสิทธัตถะย่อมทิ้งลูกเมีย เพื่อหวังจะบรรลุโพธิญาณ จะได้ช่วยคนทั้งโลก
หรือจะเป็นศรัทธา ก็ถูก

ขึ้นอยู่กับบุคคลและสภาวะต้อนนั้น (ความเห็นของบุถุชน)
อย่างเช่นหญิงที่สามีลาบวช ก็คิดว่า พระสามีเป็นคนที่เห็นแก่ตัวตัดช่องน้อยแต่พอตัว
พอ ดีพระสามีท่านไปอยู่ป่า  คนที่นั้นก็เห็นว่าพระที่ท่านมาอยู่ในชนบทในป่าโปรดโยมที่ไม่มีโอกาสได้ทำ บุญหากท่านไม่อยู่  เพราะในชนบทเรื่องลาภสักการะไม่มี ท่านช่างประเสริฐ เป็นผู้เสียสละจริงๆ

แต่ที่อาตมา พยายามตั้งสำนักอยู่ในเขตป่า พยายามจะปรีกวิเวก เป็นระยะๆ ก็เพราะว่า รู้สึกอ่อนแอ อยู่ บางช่วงก็ออกมาเข้าสังคม เพื่อสอบอารมณ์ตัวเองเป็นระยะ

ความไม่หลุดพ้น

 

เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้วก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยู ความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่านดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.บอกว่า เทรวาทไม่ดี แต่ก็อ้าง หลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นสอนถูกแล้วครับ ไม่ยึดมั่นใน ตัวกุของกุ ละอุปทาน
แต่คุณ อะเอาคำสอน พระอริยะมาอ้างไม่รู้จริง เอาทำสอน ตัดเอาตรงนั้น ตรงนี้มาต่อ
หลอกลวงคนอื่น
เพี้ยน ยังไม่รู้ตัวว่า เพี้ยนครับ

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ จำผมได้ไหม
2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่าน

เหิมเกริมไปแล้วมั้งครับ เอาพระพุทธเจ้ามาเทียบกับตนเอง
คนที่ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้าคือ คุณครับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้แล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

คุณ มันก็เหมือน พราหม์พวกนั้นครับ ที่ยึดในอัตตา

แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ตถาคต ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ชัดไหมครับ ตถาคต ไม่ยึดมั่นจึงหลุดพ้น

นิพพานไม่ใช่ อัตตา

ความลุ่มหลง

พวกที่ตั้งหน้าแต่จะหาอะไรมาให้ได้ ตามที่ตนอยากนั้น ครั้นได้เครื่องสำราญกายมา ใจก็ยังไม่สงบสุข เพราะมันยังอยากได้ ของแปลก ของใหม่อยู่เสมอไป คือได้เพียงความสำราญกายชั่วแล่น เหมือนกินข้าวมื้อหนึ่ง ก็สงบความหิวไปได้ชั่วมื้อหนึ่ง พวกที่หลงความสำราญกาย เมื่อมีหม่นหมองใจเกิดขึ้น ก็มีแต่ซัดเอาว่า ตนเป็นคนมีกรรม หรือโชคร้าย ไม่เหมือนคนอื่นเขา ก็น้อยใจโชคตัวเองอย่างหาที่เปรียบมิได้ เมื่อยังไม่แสวงหาโชคโดยทางใด ก็ไม่ได้เสียแล้ว ก็เหมาเห็นไปว่า ในโลกนี้ไม่มีความยุติธรรม มีความดุร้าย คนที่ปล่อยตัวให้ใจหม่นหมองไป เพราะมัวเมาวัตถุ ในที่สุดก็ต้องมอบตัวให้แก่ธรรมชาติฝ่ายต่ำ ประกอบกรรมชนิดที่ โลกไม่พึงปรารถนา ต่อสู้สิ่งที่ตนเรียกว่าโชคชะตาไปเรื่อย ๆ อย่างดีที่สุดที่คนพวกนี้จะทำได้ ก็เพียงแต่ เป็นผู้ทนระทมทุกข์อยู่ ด้วยการแช่งด่าโชคชะตาของตนเองเท่านั้น

ในสโมสรหรือสมาคม ของพวกที่แสวงกันแต่ความชำราญทางกาย ซึ่งกำลังร่าเริงกันอยู่นั้น พวกเทพยดาย่อมรู้ดีว่า เป็นการเล่นละครย้อมสีหน้าก็มี หลงละเมอทำ ๆ ไป ทั้งที่ตัวเองหลอกตัวเองให้เห็นว่าเก๋ ว่าสุขก็มาก บางคน ต้องร้องไห้ และหัวเราะ สลับกันทุกวัน ๆ วันละหลาย ๆ ครั้ง จิตใจฟูขึ้นและเหี่ยวห่อลง ขึ้น ๆ ลง ๆ ตามที่กระเป๋าพองขึ้นหรือยุบลง หรือตามแต่จะได้เหยื่อที่ถูกใจ และไม่ถูกใจ ใจของพวกนี้ ยังเหลืออยู่นิดเดียวเสมอ เท่าที่เขารู้สึก จึงทำให้เขาเข้าใจว่า “ใจอยู่ในกาย” คือแล้วแต่กายหรือสำคัญอยู่ที่กาย เพราะต้อง ต่อเมื่อเขาได้รับความสำราญกายเต็มที่แล้วต่างหาก ใจของเขาจึงจะเป็นอย่างที่เขาถือว่า “เป็นสุข” แม้บางคราว คนพวกนี้จะเอ่ยถึงความสำราญใจกันบ้าน ก็เพียงการหลงตู่เอาความสำราญฝ่ายกายขึ้นมาทดแทนเท่านั้น

คำว่า “สำราญใจ” ของเขา เป็นคนละอย่างจากความสำราญในฝ่ายใจอันแท้จริง จะสำราญได้อย่างไร ในเมื่อถูกทำให้พองขึ้น ยุบลง พองขึ้น ยุบลง อยู่เสมอ ความพองขึ้นก็ตาม ยุบลงก็ตาม ย่อมเป็นสิ่งทรมานใจให้เหน็ดเหนื่อยเท่ากัน เพียงแต่เป็นรูปร่างที่ต่างกันเท่านั้น สำหรับผู้นิยมทางฝ่ายสำราญกายนั้น ลาภ ยศ สรรเสริญ และหาความเพลิดเพลิน ทำใจให้พองเบ่งเสื่อมลาภ เสื่อมยศ ถูกสบประมาท และหาความเพลินมิได้ ทำให้ใจยุบเหี่ยว แต่ทั้งสองอย่างนี้ทำความหวั่นไหวโยกโคลง หนักอกหนักใจให้แก่จิตใจเท่ากัน เมื่อเขาได้สมอยาก เขาก็ได้ความหวั่นไหว เมื่อไม่ได้ ก็ได้ความหวั่นไหว เมื่อมืดมนหนักเข้าก็แน่ใจลงไม่เสียว่า ความอร่อย หรือขณะที่อร่อยนั้นแหละ เป็น “นิพพาน” ของชีวิต แต่ที่จริง เขาผู้นั้นยังไม่ได้ถอยห่างออกมาจากกองทุกข์แม้แต่นิดเดียว มันเป็นเพียงความสำคัญผิดที่จะมัดตรึงตัวเอง ให้ติดจมอยู่กับบ่อโคลนนั่นตลอดเวลาเท่านั้น ผู้ที่มีดวงตาแห่งปัญญา จงพิจารณาสืบไปเถิดว่า ความสำราญทางฝ่ายโลก หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าฝ่ายกาย หรือวัตถุนั้น คือ อะไร? เมื่อได้หมกมุ่นมัวแต่จะแสวงอาหารให้แก่กายท่าเดียวแล้วจะเป็นอย่างๆ? ถ้ารู้จักความสุขเฉพาะในด้านนี้ด้านเดียว มันเป็นการรู้จักโลกเพียงซีกเดียวอย่างไร

คนที่รู้จักโลกดีแล้วนั้น ย่อมบูชาความสำราญทางธรรมหรือการฝ่ายใจอันแท้จริงเป็นสำคัญ และถือเอาส่วนกาย หรือวัตถุ เป็นเพียงเครื่องอำนวยความสะดวก ในฐานะเป็นคนรับใช้ สำหรับคอยรับใช้ในการแสวงหาความสำราญในฝ่ายจิตเท่านั้น ผู้ที่รู้จักโลกดีทั้งสองด้าน ย่อมมีอุดมคติว่า “กายอยู่ในใจ” คือแล้วแต่ใจ กายเป็นของนิดเดียว และยังจำต้องอาศัยใจซึ่งทรงอำนาจสิทธ์ขาด ทั้งมีคุณภาพที่สูงสุดอยู่ทุก ๆ ประการ และทุก ๆ เวลา แสวงหาอาหารให้ดวงใจดีกว่า ความเจริญงอกงามทางฝ่ายใจนั้น ยังไปได้ไกล อีกมากมายนัก กว่าจะถึงพระนิพพานเมื่อไรนั่นแหละจึงจะหมดขีดขึ้นของทางไป และเมื่อลุถึงแล้ว ก็ยังเป็นอุดมสันติสุข อยู่ตลอดอนันตกาลอีกด้วย

พวกที่นิยมความสำราญกาย ในทางโลกกล่าวว่า “ใจอยู่ในกาย” แต่พวกที่นิยมความสำราญในทางธรรมกล่าวว่า “กายอยู่ในใจ” พวกแรกรู้จักโลกเพียงซีกเดียว พวกหลัง อยู่ในโลกนานพอจนรู้โลกทั้งสองซีก ขณะเมื่อพวกที่สำราญกาย กำลังปรนเปรอให้เหยื่อ แก่ความหิวของเขา อย่างเต็มที่อยู่นั้น พวกที่ชอบสำราญใจ กำลังเอาชนะความหิวของเขาได้ ด้วยการบังคับอินทรีย์ จนมันดับสนิท สงบเย็น อยู่ภายใต้อำนาจของเขาเอง

พวกแรก เข้าใจเอาคุณภาพของการให้ “สิ่งสนองความอยาก” แก่ความหิวของตน ว่าเป็นความสำราญ พวกหลัง เอาคุณภาพของการที่ยิ่งไม่ต้องให้ “สิ่งสนองความอยาก” เท่าใดยิ่งดี ว่าเป็นความสำราญ พวกหนึ่งยิ่งแพ้ตัณหามากเท่าใดยิ่งดี อีกพวกหนึ่ง ยิ่งชนะตัณหามากเท่าใดยิ่งดี พวกที่ชอบสำราญกาย ย่อมพ่ายแพ้ตัณหาอยู่เองแล้ว โดยไม่รู้สึกตัว เขาทำเอง และชักชวนลูกหลาน ให้หาความสำราญกายอย่างเดียว เพราะไม่รู้จักสิ่งอื่นนอกจากนั้น

ไม่มีใครเคยทำให้เกิดความอิ่มความพอ ในเรื่องทางโลกีย์วิสัยได้เลย แม่ในอดีต ในปัจจุบัน และอนาคต เพราะว่าทางฝ่ายนี้ต้องการ “ความไม่รู้จักพอ” นั้นเอง เป็นเชื้อเพลงอันสำคัญแห่งความสำราญ ถ้าพอเสียเมื่อใดก็หมดความสำราญ ใครจะขวนขวายอย่างไร ก็ไม่อาจได้ผลสูงไปกว่า “การสยบซบซึมอยู่ท่ามกลางกองเพลิงแห่งการถูกปลุกเร้าของตัณหา” ซึ่งเมื่อใดม่อยหรี่ลง ก็จำต้องหาเชื้อเพลิง มาเพิ่มให้ใหม่อีก และไม่มีเวลาที่จะรู้จักอิ่มรู้จักพอ การแสวงหาอาหารทางฝ่ายใจ เพื่อดวงใจนั้นเป็นสิ่งที่มีค่า น่าทำกว่า เป็นศิลปะกว่า เป็นอุดมคติที่สูงกว่า ทำยากหรือน่าสรรเสริญกว่า หอมหวนกว่า เยือกเย็นกว่า ฯลฯ กว่าการแสวงหาทางกาย เพื่อกายโดยทุก ๆ ปริยาย

รูปกาย..เจริญได้ด้วยการมีบิดามารดา เป็นแดนเกิดเติบโตขึ้นได้ด้วยปัจจัย เช่น ข้าวปลาอาหาร ส่วนธรรมกายนั้น มีกายวาจาใจ ที่สุจริตผ่องใส เป็นที่ตั้ง ที่ปรากฏ มีผลของความสุจริต อิสระ เป็นอาหารที่จะบำรุงให้เติบโตสืบไป ปริยัติธรรม ยังทำให้เรารู้สึก สืบไปเป็นลำดับว่า ถ้าบำรุงกันแต่รูปกายอย่างเดียว มันก็อ้วนพีแต่ซีกเดียว อีกซีกหนึ่ง ซึ่งเป็นซีกใจจะยังคงเหี่ยวแห้งอยู่ ผลที่ได้คือ ร่างกายที่สมบูรณ์  แต่ใจเต็มไปด้วยความหม่นหมอง และผ่ายผอม

คนเราเมื่อยังเด็ก ความหม่นหมองมิปรากฏนักเพราะผู้เลี้ยงดูให้ และกายก็ยังมิได้ขยายตัวเต็มที่ จนสามารถรับความรู้สึกสุดขีด ได้ทุกอินทรีย์ (คือเต็มที่ทั้ง ทางตา ทางหู ฯลฯ ทางใจ) ครั้นเมื่อกายเจริญเต็มที่เข้า ความหม่นหมองก็เกิดมากขึ้น เพราะขาดดุลยภาพ กล่าวคือ ทางรูปกายโตใหญ่ขึ้น แต่ทางธรรม ไม่เจริญให้เสมอคู่เคียงกัน

บันทึกแห่งกำลังใจ

นักวัตถุนิยม เห็นกายเป็นใหญ่ ย่อมเสียสละได้ทุกอย่าง เพื่อให้กายหรือโลกของตนอิ่มหมีพีมัน ส่วนนักจิตนิยม เห็นแก่จิตเป็นใหญ่ ย่อมเสียสละได้ทุกอย่างเหมือนกัน เพื่อแลกเอาความสงบเยือกเย็นของจิต ผู้แสวงหาความสำราญทางกายนั้น การแสวงของเขา จำเป็นอยู่เองที่จะต้องกระทบกับผู้อื่น เพราะความสำราญกายนี้ เป็นของต้องเนื่องด้วยการเสียสละของผู้อื่น หรือการสนับสนุนของสิ่งอื่น ที่แวดล้อมอยู่โดยรอบ เมื่อมีความเห็นแก่ตัวอยู่ ก็ต้องมีการกระทบกันเป็นธรรมดา การสงคราม ก็มีการปะทะของคนหลายคน ที่ต่างฝ่ายต่างมีความเห็นแก่ตัว เพื่อความสำราญทางโลกียวิสัยนั้นเอง

สงครามโลกนั้นก็เป็นเพียงความเห็นแก่ตัว ของคนหลายชาติรวมกันเท่านั้น ไม่ต่างอะไรกันเลย การแสวงหาความสุขทางฝ่ายจิตนั้น จะไม่กระทบกระทั่งใครเลยแม้แต่น้อย เพราะเหตุว่า มีอะไร ๆให้แสวงหาอยู่ในตนผู้เดียวเสร็จ ไม่ต้องเนื่องด้วยผู้อื่น และมีแต่จะเสียสละให้ผู้อื่น การกระทบกระทั่งระหว่างบุคคล หรือแม้การกระทบกระทั่งระหว่างส่วนรวม ซึ่งเรียกว่าสงครามก็ตาม ไม่สามารถเกิดจากผู้แสวงหาความสุขทางจิต เช่นเดียวกับที่ไฟไม่สามารถเกิดจากความเย็น การแสวงหาอาหารทางฝ่ายกาย ง่ายหรือตื้นเป็นต้นเหตุแห่งสงครามการแสวงหาอาหารทางฝ่ายใจ ยากหรือลึก และเป็นต้นเหตุแห่งสันติภาพ แต่กระนั้น มนุษย์ในโลกนี้ ส่วนมากก็ปล่อยตนไปตามสัญชาตญาณ หรือธรรมดาฝ่ายต่ำมากเกินไปจนเห็นมีแต่ผู้ถือลัทธิวัตถุนิยมกันเกลื่อนโลก ยิ่งนานวันเข้าเพียงใด วิธีแสงหาอาหารทางใจก็ยิ่งลบเลือนหายไปจากความทรงจำ และการเอาใจใส่ของมนุษย์มากขึ้นเพียงนั้น ในที่สุด ก็ไม่มีอะไรเหลืออยู่ในมันสมองของมนุษย์ นอกจากความเป็นทาสกามหรือความเห็นแก่ตัวนั่นแหละคือสมัยที่ไฟประลัยกัลป์จะ ล้างโลก ผู้แสวงหาความสุขทางใจในโลกนี้มีอยู่เพียงไม่กี่คนก็ตาม ก็เป็นเหมือนลูกตุ้มที่ค่อยถ่วงโลก มิให้หมุนไปถึงยุคมิคสัญญี พินาศด้วย ไฟประลัยกัลป์เร็วเกินไปเพียงนั้น พวกแสวงหาสุขทางฝ่ายจิต ควรจะพูดกับผู้อื่นได้โดยชอบธรรมว่า “เรายอมรับว่า เป็นลูกตุ้มจริง แต่ว่าเป็นลูกตุ้มที่ถ่วง มิให้พวกท่าน วิ่งเข้าไปสู่กองไฟเร็วเกินไป ถ้าพวกข้าพเจ้า เป็นอย่างท่านไปเสียด้วย เชื่อแน่ว่าโลก คงจะแตกดับ เร็วกว่าที่พวกข้าพเจ้าจะแยกเป็นอยู่เช่นนี้”

พระพุทธองค์ ทรงเป็นนายกแห่งสมาคมผู้แสวงสุขทางใจเพียงพระองค์เดียวและสมัยเดียว ก็ชื่อว่าเป็นโลกนาถ ที่พึ่งของโลก หลายสมัย เพราะว่าเป็นอิทธิพลแห่งธรรมะ ที่พระองค์ทรงเปิดเผยไว้ในโลก ได้ถ่วงโลกไว้มิให้หมุนไปหาความแตกดับ จนแม้ที่สุด แต่คนที่ไม่เคยได้ยินชื่อของพระองค์ ก็ยังพลอยมีส่วนได้รับผลนั้นด้วย

เมื่อโลกละทิ้งการแสวงหาอาหารทางใจ มารับเอาแต่อาหารทางกายมากขึ้นเช่นทุกวันนี้ พระพุทธองค์ก็ทรงช่วยอะไรไม่ได้ เพราะโลกเป็นฝ่ายที่ทิ้งหลักการของพระองค์เสียเอง ตราบใดที่พุทธบริษัททุกคน ยังภักดีต่อการแสวงหาความสุขทางใจกันอยู่ นับว่า ตระกูลของพระองค์ยังไม่ขาดทายาทเสียทีเดียว และจะยังเป็นเหมือนลูกตุ้มน้อย ๆที่เหลืออยู่เพื่อความปลอดภัยของตัวมันเอง และเพื่อโลกด้วย แม้ขณะที่พวกอื่นเขาอาจกำลังจงเกลียดจงชังพวกนี้อยู่ พุทธบริษัทต้องถือว่ากายอยู่ในใจ อาหารใจสำคัญยิ่งกว่า อาหารทางกาย และยังคงภักดีต่อลัทธิแสวงสุขทางใจอยู่เสมอ การเป็นพุทธบริษัทต่อปากหรือพิธีนั้น ไม่ทำให้เป็นพุทธบริษัทได้เลย พุทธบริษัทที่แท้ จะกลายเป็นนักวัตถุนิยม หรือลัทธิหลงชาติ เพราะเห็นแก้วัตถุไปไม่ได้ พุทธบริษัทที่รี ๆ ขวาง ๆ นั้น ยิ่งร้ายไปกว่า ผู้ที่ไม่ได้เป็นพุทธบริษัท เมื่อเกิดมิคสัญญี พุทธบริษัทที่แท้จริงเท่านั้น ที่จะเป็นผู้เหลืออยู่ แม้นี้ก็เป็นอานิสงส์ แห่งการนิยมอาหารทางใจ โลกกับธรรม จะเป็นอันเดียวกันไม่ได้ โดยที่โลกเป็นฝ่ายวัตถุนิยม ธรรมเป็นฝ่ายนิยม “ความเป็นอิสระเหนือวัตถุ” และความเป็น อิสระเหนือวัตถุนี้เอง คือ..อาหารของดวงใจ การต้องการอาหารทางฝ่ายโลก ใจต้องการอาหารฝ่ายธรรม ผู้ที่เห็นว่าใจเป็นใหญ่ หรือเป็นสิ่งที่อิงอาศัยของกายย่อมแสวงหาอาหารให้กาย เพียงสักว่าให้มันเป็นอยู่ได้เท่านั้น

เวลานอกนั้นใช้เพื่อการแสวงหาอาหารให้แก้ใจอย่างเดียว อันความเป็นอิสระเหนือวัตถุนั้น เห็นได้ยาก ตรงที่ตามธรรมดา ก็ไม่มีใครนึกว่า ตนได้ตกเป็นทาสของวัตถุแต่อย่างใด ใคร ๆ ก็กำลังหาวัตถุมากินมาใช้ มาประดับเกียรติยศของตน และบำเรอคนที่ตนรัก และถือว่าทำอย่างนั้นตนได้เป็นนาย มีอิสระเหนือวัตถุแล้ว ส่วนความหม่นหมองใจที่เกิดขึ้น มากมายหลายประการนั้น หามีใครคิดไม่ว่า นั้นเป็นอิทธิพลของวัตถุ ที่มันกำลังครอบงำย่ำยีตนเล่นตามความพอใจของมัน ดวงใจได้เสียความสงบเย็น ที่ควรจะได้ไปจนหมด ก็เพราะความโง่เง่าของของเจ้าของเอง ที่ไปหลงบูชาวัตถุจนทำให้กลายเป็นของมีพิษขึ้นมา ดวงใจที่สงบเย็นแท้จริง ก็ไม่อาจฟักตัว เจริญงอกงามขึ้นมา เพราะขาดการบำรุงด้วยอาหาร โดยที่เจ้าของไม่เคยคิดว่า มันจะต้องการอาหารเป็นพิเศษยิ่งกว่ากาย

เมื่อใดขาดอาหารใจ  แม้แต่ที่เป็นเบื้องต้นเสียเช่นนี้แล้ว ก็ย่อมไม่งอกงามพอที่จะแจ่มใส ส่องแสงให้ผู้นั้นมองเห็น และถือเอาอุดมคติ แห่งความสุขทางใจ ได้ชีวิตเป็นของมือมนต้องร้องไห้ ทั้งที่ไม่รู้ว่ามีอะไรมาทำเอาเด็ก ๆ ที่เกิดมา ไม่อาจสำนึกได้เองในปริยายเช่นว่านี้ การศึกษาธรรมะเท่านั้นจะช่วยได้ในเบื้องต้น การศึกษาจนรู้ธรรมะทางฝ่ายหลักวิชา เป็นอาหารของดวงใจในขั้นแรก

โดยสรุปปริยัติธรรมช่วยให้เราทราบว่า เราจะต้องประพฤติธรรม เพื่อฝ่ายธรรมกายของเรา มิฉะนั้น เราจะตายด้านไปซีกหนึ่ง ปฏิบัติ คือ ตัว การปฏิบัติ นั้นได้แก่การบังคับอินทรีย์เพื่อเอาชนะอินทรีย์ ชนะได้เท่าใด ความเยือกเย็นพร้อมทั้งความรู้แจ้ง ก็เกิดขึ้นเท่านั้น ความเยือกเย็นเกิดจากความอินทรีย์สงบลง ความเห็นแจ้งความจริง ในตัวเองปรากฏ เพราะไม่ถูกม่านแห่งความกลัดกลุ้ม ทางอินทรย์ปิดบัง เช่นแต่ก่อน

วิธีเอาชนะอินทรีย์ ตามหลักแห่งพุทธศาสนาได้แก่ การบังคับตัวเองให้งดเว้นจากสิ่งชั่ว ให้ทำแต่สิ่งที่ดีเข้าแทน และต่อจากนั้น พยายามหาวิธีชำระจิต ให้เป็นอิสระจากต้นเหตุแห่งความหม่นหมอง ทั้งที่เปิดเผยเห็นได้ง่าย ๆ และที่ไม่ง่าย คือที่เคยชินอยู่ในสันดาน อันเป็นเหมือนเชื้อที่ก่อเกิดของกิเลสได้ทุกเวลา

กล่าวอีกอย่างหนึ่ง วิธีเอาชนะอินทรีย์ ได้แก่การบังคับกายและวาจา ให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า “ศีล” บังคับจิตให้อยู่ในอำนาจ เรียกว่า “สมาธิ” และใช้จิตที่อยู่ในอำนาจแล้ว ให้เข้าถึงความจริงที่ยากที่ลึก จนปรากฏแจ่มแจ้งเรียกว่า “ปัญญา” กล่าวคือ ปัญญาชนิดที่ สามารถควบคุมอินทรีย์ ให้เป็นไปแต่ในทางถูกอย่างเดียว

การบังคับหรือควบคุมอินทรีย์ ทำให้ดวงใจได้รับความสะบักสะบอมน้อยลง วัตถุหรืออารมณ์ทั้งหลาย มีพิษสงน้อยเข้าหรือหมดไป เพราะค่าที่เราสามารถบังคับตัวเอง ไว้ในภาวะที่จะไม่หลงใหลไปตาม ทั้งในทางชอบและทางชัง เมื่อเราได้รับความพักผ่อนผาสุก เนื่องจาก การบังคับอินทรีย์ของเราเช่นนี้แล้ว เชื่อว่าเราได้รับอาหารของดวงใจ ในส่วนการปฏิบัติ อันเป็นอุปกรณ์ให้ได้รับอาหารชั้นสูงสืบไป

ปฏิเวธธรรม หรือธรรมในส่วนการรู้แจ้งแทงตลอด ในสิ่งที่เคยหลงใหล ไม่รู้เท่าทันมาก่อน เป็นความรู้ชนิดที่จะตัดรากเหง้า ความหม่นหมองของดวงใจ เสียโดยประการทั้งปวง เช่น ความสงสัย ความเข้าใจผิด แล้วทำความโปร่งใจ เยือกเย็นใจ ให้เกิดขึ้น ในระดับสูงสุด

ปริยัติธรรม..เป็นเพียงการรู้อย่างคาดคะเนด้วยเหตุผลล่วงหน้าไปก่อน
ส่วนปฏิเวธธรรม..เป็นผลที่ปรากฏแก่ใจ สมจริง ตามที่เรียนรู้ทางหลักวิชา
ส่วนการปฏิบัติ..เป็นการแทงตลอดม่านอวิชชา คือ ความโง่หลง ซึ่งข้อนี้เป็นของเฉพาะตัวอย่างยิ่ง

เมื่อใจได้อาหารเป็นลำดับมา จนลุถึงพระนิพพาน คือการดับกิเลสสิ้นเชิงแล้ว ต่อจากนั้นก็เป็นใจที่มีรสของพระนิพพานเป็นอาหาร เมื่อเราอาบน้ำ เราได้รับความเย็นของน้ำ หรือรู้สึกเย็นเพราะน้ำ เมื่อใจจุดลุถึงพระนิพพาน มันย่อมเยือกเย็น เพราะความเย็นของ พระนิพพานนั่นเอง ความเยือกเย็นอันนี้ เป็นยอดอาหารชั้นพิเศษของดวงใจ อาหารของดวงใจมีหลายชั้น มีรสชาติต่าง ๆ กัน

เพราะฉะนั้นในยุคหนึ่ง ๆ ย่อมจะมีผู้แสวงและกำลังเสพอยู่ในขึ้นต่าง ๆ เป็นธรรมดา ดังเราจะเห็นได้แม้ในโลกนี้ว่า บางคนหาได้ตกโลกเต็มที่ หรือจมมิดเหมือนบางคนไม่ ถ้าจะสมมติภาพขึ้นริมฝั่งทะเล จะเห็นว่า…บางพวกตกน้ำจมมิดอยู่ บางพวกชูศีรษะร่อนขึ้นเหนือน้ำได้ มองดูรอบ ๆ สังเกตหาฝั่งบกอยู่ บางพวกมองเห็นฝั่งแล้ว บางพวกกำลังว่ายน้ำมุ่งหน้าเข้าหาฝั่ง บางพวกใกล้ฝั่งเข้ามามากแล้ว บางพวกถึงที่ตื้นยืนถึง เดินตะคุ่ม ๆ เข้ามาแล้ว บางพวกเดินท่องน้ำเพียงแต่เข่าเข้ามาแล้ว บางพวกนั่งพักอย่างสบาย หรือเที่ยวไปอย่างอิสระบนบก เราเองจะอยู่ในจำพวกไหน ? ย่อมไม่มีใครรู้ได้เท่าตัวเราเอง ตลอดเวลา ที่พวกมนุษย์ยังคงได้รับรสจากพุทธวจนะอยู่เพียงใด คงจะมีสักพวกหนึ่ง โดยเฉพาะ ก็คือพวกที่มีอาหารกายสมบูรณ์ จนอึดอัด เพราะความซ้ำซาก และหมดทางไปในเบื้องสูงเข้าแล้ว เขาจักเกิดมีความสนใจในคุณภาพอันสูงสุดของโลกุตตราหาร หยิบเอาลัทธิ “มโนนิยม” ขึ้นมาพิจารณาดูบ้างเป็นแน่เพราะยังมีทางไปได้สูงอีกมากนัก

เรื่องเล่าจากคนเล่นพระ

ชาย ผู้หนึ่ง  เป็นผู้ที่ชอบสะสมพระและของขลังเป็นอย่างมาก  ไม่ว่าพระที่ไหนดัง ของขลังที่ไหนมีชื่อ  ไม่ว่าจะราคาเท่าไร ชายผู้นี้ก็จะทำทุกวิธีให้ได้พระ และของขลังนั้นมาให้ได้  อยู่มาวัน ชายผู้นี้ก็ได้ยินข่าวว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง  ท่านเก่งในเรื่องคาถาอาคมเป็นอย่างมาก
สามารถหยั่ง รู้เรื่องต่างๆได้  ชายผู้นี้จึงได้ออกเดินทางเพื่อไปตามหาพระสงฆ์รูปนี้  โดยทิ้งผู้หญิงแก่ๆคนนึงไว้ที่บ้าน ตลอดเวลาที่ชายผู้นี้ออกไปข้างนอก  หญิงแก่ๆคนนี้ก็จะคอยชะเง้อมองว่า  ชายคนนี้จะกลับมาเมื่อไรเค้าจะได้ทานข้าวมาหรือยัง จะเจออันตรายใดๆหรือไม่  แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ความกังวลของหญิงแก่ๆผู้นี้คลายลงได้ เรามาย้อนดูชายผู้นี้  เค้าเดินทางไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครสักคนนึงคอยนึกถึงแต่เค้าอยู่ จนได้เจอกับพระสงฆ์ที่เค้าร่ำรือกัน  ชายผู้นี้จึงเข้าไปกราบนมัสการพระสงฆ์รูปนั้น  พระสงฆ์จึงได้ถามชายผู้นี้ว่าา  “ท่านเดินทางมาหาเรา ด้วยกิจอันใดหรือ” ชายผู้นี้จึงตอบว่า “กระผมทราบมาว่า  ท่านเป็นพระชื่อดัง ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน และมีคาถาอาคมที่สูงส่ง  ดังนั้นท่านต้องมีของดี” พระสงฆ์จึงถามไปว่า “แล้วท่านก็มาที่นี่เพื่อที่จะขอของดีที่ว่านั่น  ใช่หรือไม่”  ชายผู้นี้ก็ตอบว่า “ใช่ครับ  ท่านจะให้กระผมบูชาไปได้หรือไม่” พระสงฆ์จึงตอบว่า  “เราในตอนนี้ไม่มีพระที่วิเศษหลงเหลืออยู่แล้ว  แต่ท่านสิ  ท่านยังมีพระที่วิเศษที่สุดในโลกอยู่”  “จริงหรือครับ  กระผมมีพระที่วิเศษขนาดนั้นอยู่เหรอครับ”  ชายผู้นี้ถามด้วยความสงสัย  พระสงฆ์จึงตอบว่า  “ใช่แล้ว  ท่านมีพระที่วิเศษอยู่แล้ว  พระที่ท่านมีอยู่นั้น  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ศักธิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกนี้” ชายผู้นี้ก็ถามไปด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า “แล้วพระที่ว่านั้น  อยู่ตรงไหนของโต๊ะพระหรือครับ  แล้วมีลักษณะเป็นอย่างไร” พระสงฆ์จึงตอบไปว่า “เมื่อท่านกลับไปแล้ว  ท่านก็จะเจอด้วยตัวของท่านเอง  พระที่วิเศษของท่างองค์นี้ จะมีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาด” ชายผู้นี้จึงได้เดินทางกลับไปที่บ้านของตอนเอง  เพื่อหาพระที่พระสงฆ์รูปนี้พูดถึง ระหว่างการเดินทาง  ชายผู้นี้ก็คิดมาตลอดว่า  เรามีพระแบบนั้นด้วยเหรอ  ผมขาว เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาดๆ  ชายผู้นี้คิดมาตลอดทาง  จนกลับมาถึงบ้าน  เค้าก็รีบไปดูในห้องพระ  แล้วก็หาพระที่มีลักษณะตามที่พระสงฆ์รูปนั้นบอก  เค้าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ  พระที่มีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่า  สวมรองเท้าขาด  ในใจเค้าก็คิดว่า พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องโกหกเค้าแน่ๆ   เค้าจึงตั้งใจจะกลับไปถามพระสงฆ์รูปนั้นอีกครั้ง  ทันใดที่เค้าเปิดประตูห้องพระ  เค้าก็พบกับผู้หญิงแก่ๆคนนึง  ที่มีผมสีขาว  ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ  สวมรองเท้าขาด  หญิงแก่คนนี้เข้ามาถามเค้าว่า  “จะไปไหนอีกหรือ กินข้าวมาหรือยัง”  เพียงแค่นี้  ชายผู้นี้ถึงกับคุกเข่า  แล้วก้มลงกราบที่เท้าของหญิงแก่คนนี้  ซึ่งเป็นแม่ของเค้าเอง  แม่ที่เค้าไม่เคยใส่ใจสักครั้ง  แม่ที่คอยดูแล เป็นห่วงเป็นใยเค้า  แต่เค้าไม่เคยที่จะสนใจเลยสักครั้ง แม่ที่เมื่อก่อนคอยอุ้มชูเค้า  เคยใส่เสื้อผ้าสวยๆ ผมดกดำ  แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแก่คนหนึ่ง  ที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ  ผมสีขาวๆ  เป็นเพราะว่าเค้าไม่เคยใส่ใจเลย  ชายผู้นี้จึงกราบลงกับเท้า  แล้วก็บอกกับแม่ว่า “พระโพธิสัตว์ของลูก  พระที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของลูก  ลูกคอยแต่จะค้นหาพระจากนอกบ้าน  โดยลืมไปว่า ยังมีแม่  แม่ที่เป็นพระโพธิสัตว์ของลูกรออยู่ที่บ้าน  ลูกไม่เคยดูแลแม่เลย  ทำให้แม่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ  แม่ครับ  แม่ผู้เป็นพระโธสัตของลูก  จากนี้ลูกจะไม่ออกไปหาพระที่วิเศษจากข้างนอกอีกต่อไปแล้ว  เพราะตอนนี้ลูกรู้แล้วว่า  ลูกมีพระที่วิเศษที่สุดในโลก อยู่ที่บ้านนี้  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ในชาตินี้ลูกไม่อาจจะหาที่ไหนได้อีกแล้ว”
พอพูดจบชายผู้นี้ก็ได้กอดกับหญิงแก่ที่เป็นแม่ของตน  ด้วยจิตสำนึกของลูกที่กลับตัว

พระ ที่วิเศษที่สุดนั้น  หาใช่พระที่ผ่านพิธีการปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ไม่  แต่พระที่วิเศษที่สุดนั้น  ก็คือพระที่คอยเลี้ยงดูและอุ้มชูเรามา คือ  พ่อและแม่ของเรานั่นเอง

กรรมของการฆ่าปลา

การขายปลาสดนี้ บางครั้งลูกค้าก็ซื้อตัวเป็นๆกลับบ้านไปเลย แต่บางครั้งก็ต้องให้แม่ค้าทุบหัวปลาให้ด้วย ซึ่งอาจเป็นเพราะว่าคนที่มาซื้อกลัวบาปหรืออย่างไรไม่ทราบ แต่ส่วนใหญ่ลูกค้ามักจะให้เธอทุบหัวปลาแทบทุกครั้ง ซึ่งเธอก็ทำให้ เพราะมันคืออาชีพของเธอ หลายครั้งที่หญิงสาวคิดว่าตนเองคงไม่บาปหรอก แต่คนที่สั่งให้ฆ่าน่าจะบาปมากกว่า แต่ก็มีบางครั้งเหมือนกันที่เธอรู้สึกว่าการคิดเช่นนั้นเป็นเหมือนการปลอบใจ ตัวเองเพราะความจริงในใจลึกๆ เธอก็ยังกลัวบาป

ณ ตลาดเล็กๆ แห่งหนึ่งในตัวอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว มีแม่ค้าอยู่คนหนึ่งชื่อว่า “จันทร์เพ็ญ” เธอขายปลาสดอยู่ในตลาดแห่งนี้มานานหลายปีแล้ว ปลาที่นำมาขายก็มีหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นปลาช่อน ปลาดุก ปลาตะเพียน และอีกมากมาย

ก่อน หน้านั้นจันทร์เพ็ญมีอาชีพทำไร่ทำนา บางปีก็มีกำไรนิดหน่อย บางปีก็ขาดทุน แต่โอกาสที่จะได้กำไรมากนั้นแทบไม่มีเลย เมื่อเป็นเช่นนี้ทำให้เธอตัดสินใจหันไปหาอาชีพค้าขาย ซึ่งคิดว่าน่าจะทำให้ฐานะในครอบครัวดีขึ้น

เมื่อพอมีเงินลงทุนนิดหน่อย เธอก็มองหาว่าจะค้าขายอะไร ตอนนั้นมีคนแนะนำว่า น่าจะไปซื้อปลามาขาย ซึ่งดูแล้วคิดว่าจะมีกำไรดี และก็ลงทุนไม่มากนัก ทำให้จันทร์เพ็ญตัดสินใจที่จะค้าขายปลาสดทันที

เธอ จึงไปจับจองที่ในตลาดและไปรับปลาสดมาขาย กำไรจากการขายปลานับว่าดีพอสมควร พอที่จะเลี้ยงครอบครัวได้ จันทร์เพ็ญจึงรู้สึกพอใจกับอาชีพนี้ เพราะมันช่วยเปลี่ยนชีวิตของเธอไปมากเลยทีเดียว เพียงไม่กี่ปีก็ทำให้เธอมีเงินเป็นกอบเป็นกำ มากกว่าการทำนาหลายๆปีที่ผ่านมา

การ ทุบหัวปลานั้น หากเป็นปลาตัวเล็กๆ ก็ยังไม่ค่อยน่ากลัว แต่หากเป็นปลาตัวใหญ่ๆ เช่น ปลาช่อนตัวโตๆ ก็น่าหวาดเสียวอยู่เหมือนกัน จันทร์เพ็ญต้องใช้ไม้ค้อนขนาดใหญ่ทุบหัวมันอย่างแรง จนเลือดกระเด็นกระดอนมาใส่ตัวเธอ แต่ละวันจึงมีเลือดปลาติดอยู่ตามเสื้อ และตามร่างกายเต็มไปหมด!!

แรกๆที่ทุบหัวปลา จันทร์เพ็ญรู้สึกใจหายอยู่เหมือนกัน แต่พอทำไปนานๆก็เกิดความเคยชิน กลายเป็นเรื่องปกติ จิตใจที่เคยหวาดหวั่นกับอำนาจของกฎแห่งกรรม ก็ไม่รู้สึกกลัวอีกต่อไป

แต่ ละวันปลาที่ถูกฆ่านั้นมีจำนวนไม่น้อยทีเดียว ทั้งตัวใหญ่ตัวเล็ก นอกจากจะฆ่าปลาเหล่านั้นให้ลูกค้าแล้ว บางครั้งเธอก็ฆ่าเพื่อทำอาหารกินเองบ้าง หากวันไหนปลาที่นำไปขายเหลือมาก เธอก็จะขังไว้แล้วนำไปขายในวันรุ่งขึ้น

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา จันทร์เพ็ญยังคงยึดอาชีพเป็นแม่ค้าปลา เธอไม่เห็นว่า กรรมมันจะส่งผลไม่ดีอย่างไร ในทางตรงกันข้ามมันกลับทำให้เธอมีอยู่มีกิน สะดวกสบายมากกว่าตอนที่ทำนาเสียอีก เธอจึงคิดว่าเป็นอาชีพที่ดี เพราะไม่ได้ไปขโมยใคร ไม่ได้คดโกงใคร ไม่ได้หลอกลวงใคร เป็นอาชีพที่บริสุทธิ์

แต่ เธอหารู้ไม่ว่า อาชีพแบบนี้ถึงจะเป็นอาชีพที่บริสุทธิ์แต่ก็มีกรรมชั่วแฝงอยู่ เพราะต้องฆ่าชีวิตอื่น ซึ่งทุกชีวิตก็ล้วนแต่รักสุขเกลียดทุกข์ด้วยกันทั้งนั้น และกรรมชั่วแบบนี้ถึงแม้จะไม่มีใครเอาผิดได้ หรือไม่มีใคร ทำโทษได้ แต่กฎแห่งกรรมจะเป็นตัวทำงานของมันเอง

การให้ผลของกรรมชั่วนั้น สามารถเกิดขึ้นได้หลายทาง และมักจะเกิดขึ้นในเวลาที่เราไม่ได้ตั้งตัว กรณีของจันทร์เพ็ญก็เช่นเดียวกัน

เย็น วันหนึ่งหลังจากที่ขายปลาเสร็จ เธอก็ขับรถปิ๊กอัพกลับบ้านเหมือนปกติ แต่วันนั้นฝนตกหนักมาก ทำให้ถนนลื่น แต่จันทร์เพ็ญมิได้ชะลอความเร็ว เพราะเห็นว่าเริ่มค่ำมืดแล้ว ดังนั้น เมื่อถึงทางโค้งจึงทำให้รถของเธอเสียหลัก และพลิกคว่ำอย่างไม่คาดคิด ศีรษะของเธอไปกระแทกกับเหล็กอย่างแรง จนกะโหลกยุบ และมีแผลเล็กน้อยที่ศีรษะหลายจุด แต่นับว่าเคราะห์ดีที่เธอยังไม่เสียชีวิต!!
เมื่อครอบครัวของเธอมาเห็นเหตุการณ์ก็ตกใจมาก จึงรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลทันที แต่ก็นับเป็นโชคดีอีกครั้งที่เธอยังไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ทว่าศีรษะของเธอได้รับการกระทบกระเทือนอย่างหนัก ทำให้เธอปวดศีรษะอยู่ตลอดเวลา ยากที่หมอจะเยียวยาให้หายขาดเป็นปกติได้

มา ถึงตอนนี้เธอจึงคิดได้ว่า สาเหตุที่ทำให้เธอเป็นเช่นนี้ต้องเป็นเพราะกรรมที่เธอทุบหัวปลาอยู่ทุกวัน แน่นอน เพราะเหตุการณ์ทั้งสองครั้งที่เธอได้ประสบกับตัวเองนั้น ล้วนแต่เป็นที่ศีรษะ เธอจึงเชื่อว่า กฎแห่งกรรมมีจริงอย่างแน่นอน
จันทร์เพ็ญรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลหลายเดือนกว่าจะกลับมาค้าขายได้ตามปกติ แต่ตอนนั้นก็ไม่ได้คิดว่า การที่รถของเธอพลิกคว่ำแล้วศีรษะได้รับบาดเจ็บเช่นนั้นจะเป็นผลจากการทุบ ศีรษะปลา เธอคิดว่าเป็นอุบัติเหตุธรรมดาเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับการฆ่าปลาเลยแม้แต่น้อย

หลัง จากที่เธอเริ่มค้าขายต่อราว 3-4 เดือน ระหว่างนั้นอาการก็ยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันกฎแห่งกรรมก็เริ่มทำหน้าที่ต่อไป ด้วยเรื่องเก่าๆ ซึ่งเธอเอง ลืมไปแล้วว่าเคยมีเรื่องบาดหมางกับใครไว้บ้าง แต่เรื่องนั้นมันก็ผุดขึ้นมาซ้ำเติมชีวิตเธออีก

วันหนึ่งระหว่างที่จันทร์เพ็ญกำลังเตรียมข้าวของจะไปค้าขายที่ตลาด จู่ๆ ก็มีผู้ชายคนหนึ่งแอบมาด้อมๆ มองๆ อยู่ที่บ้านของเธอ เมื่อเธอเห็นก็เลยตะโกนถามไป แต่ชายคนนั้นไม่ตอบ เธอจึงด่าออกไปอย่างเสียๆหายๆ แต่เสียงด่าของเธอไม่ได้ทำให้ผู้ชายคนนั้นกลัวแต่อย่างใด ตรงกันข้าม มันกลับถือไม้ค้อนขนาดใหญ่วิ่งเข้ามาหาจันทร์เพ็ญอย่างรวดเร็ว จนเธอไม่ทันระวังตัว จะวิ่งหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ชายหนุ่มใช้ไม้ค้อนกระหน่ำลงไปที่หัวของเธอย่างแรง 2-3 ครั้ง ทำให้เธอทรุดลงทันที!! แล้วมันก็วิ่งหนีไป


การเจริญสติ

ปฎิบัติธรรม

เจริญอานาปานสติ  เพื่อเป็นการรักษาใจให้เป็นปกติ  ให้ใจเป็นศีล

โดยเพียงแต่ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

และอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ลืม  ไม่เผลอ  แม้แต่ขณะที่เห็นรูป  ได้ยินเสียง

ได้ดมกลิ่น  ได้รู้รส  ได้สัมผัส

การกำหนดรู้ต้องอาศัยจิตใจที่สงบ

จึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง  ก่อนที่จะฝึกอานาปานสติ  ต้องพยายาม

ปล่อยวางความคิดต่าง ๆ  พยายามทำใจให้นิ่ง  ให้สงบเสียก่อน  แม้จะเป็น

ความสงบเพียงชั่วคราวก็ตาม

อานาปานสติ  ทำได้ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน  เดิน  นั่ง  นอน

ให้มีสติระลึกรู้ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกติดต่อกัน  โดยเฉพาะช่วงที่ปรารภ

ความเพียรได้ 24 ชั่วโมง  ในวันหนึ่งทีเดียว  หรือเว้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  สมถกรรมฐานให้สมบูรณ์ได้

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  วิปัสนากรรมฐาน ให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ได้
ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่  จงอยู่ด้วยอานาปานสติอย่างพระพุทธเจ้า

จะยืน  จะนอน  จะนั่ง  จะนอน  จะกิน  ดื่ม  ขับถ่าย  ทำครัว  ขับรถ

ทำความสะอาดบ้าน  ทำงานทุกชนิด  ให้อยู่กับอานาปานสติ  เดินเล่น

พักผ่อน ก็ทำอานาปานสติได้ พูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดนี้ให้อยู่ด้วย อานาปานสติ
ในอิริยาบทบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ

เช่น  ขณะที่กำลังขับรถบนถนน  บนทางด่วน  เราไม่ต้องกังวล  คือไม่ต้องระลึกถึง

ลมหายใจ  แต่ให้อยู่ในหลักอานาปานสติให้ครบถ้วนคือ

ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ปัจจุบัน  เป็นสำคัญ

เรื่องอดีต  ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องอนาคต ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องคนอื่น  ไม่สำคัญเท่าไร  โดยเฉพาะความชั่วของคนอื่นอย่าแบก  ตัวเราเองทำดี

ทำถูก  นั่นแหละ  สำคัญที่สุด

ขอให้ตั้งใจขับรถดีที่สุด  อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้

ใครจะขับรถไม่ดี  ไม่รักษากฏจราจร  แซงตัดหน้าเรา  เกือบชน

เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม  น่าโมโหอยู่  แต่ชั่งมัน

เรื่องความชั่วของเขา  อย่าให้เราเกิดโมโห  อย่าให้ใจเสีย

อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  รักษาใจเป็นปกติ  ใจดี  แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อเราเจริญอานาปานสติเป็นประจำ  เราจะมีสติตลอดเวลา

สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้

เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันที

โดยอัตโนมัติ  จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

ทีละอย่าง  และเมื่องานแ้ล้วเสร็จ  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจ

ทันทีที่ว่างจากงาน  เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจดี มีสุข

อานาปานสติ

อานะ (อัสสาสะ)  คือลมหายใจเข้า

อาปานะ (ปัสสาสะ)  คือลมหายใจออก

อานะ + อาปานะ  คืออานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติ   คือความระลึกรู้  การกำหนดรู้ในปัจจุบัน ไม่ใช่การคิด จำเอา

อานาปานสติ  คือ  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  ในปัจจุบัน  แต่ละขณะ

เอาละครับ สำหรับวันพระนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ไว้อ่านต่อใหม่ในวันพระหน้าครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยจะถนัดในเรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง

พร้อมทั้งใช้ปัญญาไปด้วยในขณะที่อ่าน และในช่วงที่รออยู่ 5-6 วันนี้ ท่านอาจ

ย้อนกลับมาดูอีกครั้งฟังเสียงเพลงให้จิตใจสบายขึ้น  จะว่าไปแล้วจิตของเรานั้น

เหมือนกับลิง คือ คิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อยไม่อยู่สุขเรียกว่า ซนเหมือนลิง แต่ถ้าหาก

เราเอาลิงมาผูกกับไม้ ลิงก็จะดิ้นกระโดดไปกระโดดมาในตอนแรก แต่เมื่อเหนื่อย

ก็จะมานอนหลับที่ไม้นั่นแหละ  จิตเราก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกนานเข้า ๆ

จิตก็จะสงบ ทีนี่แหละ ท่านจะทำอะไรก็ได้สามารถที่จะทำในเรื่องสูง ๆ ได้ไม่ยาก

ลองดูน๊ะครับ ขอให้ท่านได้รับความสุข ขออนุโมทนาที่ท่านอ่านมาจนจบในวันพระนี้ครับ