พลังแห่งพระธรรมจักร

เธออาจ ได้รับโชคดี ที่จะ มีการเข้าถึง การสนับสนุนนี้ แต่จำนวนของ บริษัทได้ตระหนักว่า พวกเขาไม่ ได้รับ สิ่งที่ดีที่สุด ออกมาจาก คน ของพวกเขาหาก พวกเขามีความ กังวลเกี่ยวกับ แรงกดดันใน การทำงาน นอก ครอบครัว

นอกจากนี้คน ที่ทำงาน มาก ต่อไปในชีวิต ที่ทำให้พวกเขา มีแนวโน้มที่จะ มี การรวม การทำงานกับ การดูแล ญาติ

เป็นผลให้ เฮเลนา Herklots , ผู้บริหารระดับสูง ขององค์กรการกุศล ผู้ดูแล สหราชอาณาจักร เชื่อ eldercare วันหนึ่ง อาจจะกลาย เป็น เรื่องธรรมดา ในขณะที่ การดูแลเด็ก ในที่ทำงาน แม้จะมี ขนาดใหญ่ ตัด งบประมาณ การดูแลสังคม

” มันเป็นประสบการณ์ที่ ใกล้สากล สำหรับเราทุกคน ” เธอกล่าว . ” ในบางจุด ในชีวิตของเรา ส่วนใหญ่ของเรา อาจจะ กลายเป็น ผู้ดูแล หรือ ต้องดูแล . มัน จะเริ่ม เป็นสิ่งที่ท้าทาย เป็นอย่างที่ ปัญหา การดูแลเด็กอาจจะ 15 หรือ 20 ปีที่ผ่านมา . มันเป็นเรื่อง สำคัญสำหรับธุรกิจ แต่ไม่ ทุกธุรกิจ ได้ตื่น ขึ้นอยู่กับ ว่า . ”

บรรดาผู้ที่ได้ วางในสถานที่ บริการ eldercare สำหรับพนักงาน รวมถึง เซนส์ , บริติชแก๊ส และ พลุกพล่าน อังกฤษ . ประมาณ 70 องค์กรได้ เข้าร่วมกลุ่ม นายจ้าง สำหรับ ผู้ดูแล ซึ่ง ชี้ให้เห็นว่า ประมาณหนึ่ง ใน เจ็ด พนักงานจะ มีความรับผิดชอบ ดูแล งาน ด้านนอก

พวก เขาอาจจะ เป็นชนกลุ่มน้อย ของนายจ้างแต่พวกเขาจะ ทำตามเหตุผล คล้ายกับ มุมมอง หลัก ตอนนี้ที่ บริษัท ต้อง ให้ความช่วยเหลือ ดูแลเด็ก เพื่อส่งเสริมให้ แม่ใหม่ กลับเข้ามาใน สถานที่ทำงานและ รักษาความสามารถ มากกว่า ไปที่ปัญหา และค่าใช้จ่าย ของการสรรหา และ การฝึกอบรม ผู้คนใหม่ ๆ

คาด หวังในชีวิต ได้เติบโตขึ้น อย่างมาก ใน ครึ่งศตวรรษ ที่ผ่านมา . โดยเฉลี่ยแล้ว ผู้ที่อยู่ใน ประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น สหราชอาณาจักร สามารถคาดหวังว่า จะมีชีวิตอยู่ ถึง 80 มากกว่า 10 ปีอีกต่อไป กว่าในช่วง ทศวรรษที่ 1960

ธรรมมะจากการหลุดพ้น

เจ้าหน้าที่ ด้านบน มีพระราชเสาวนีย์ รวมทั้ง ที่ สำนักงานคณะกรรมการ ความมั่นคงแห่งชาติ นิวเคลียร์

WSI บริษัท รักษาความปลอดภัย ที่เว็บไซต์ ได้รับการยอมรับ และเจ้าหน้าที่ อื่น ๆ ที่ถูก ไล่ออก ลด หรือถูกระงับ

“กรุณา มี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ กับฉัน ไม่มี” น้องสาว เมแกน บอกว่าศาลที่ วันอังคารที่ ได้ยิน ใน นอกซ์วิล

“ที่จะ ยังคงอยู่ใน คุก สำหรับส่วนที่เหลือ ของชีวิตของฉัน จะเป็นของขวัญที่ ยิ่งใหญ่ที่สุด ที่คุณ สามารถให้ฉัน . ”

ระหว่างการพิจารณาคดี น้องสาว เมแกนจาก กรุงวอชิงตันดีซี กล่าวว่า เสียใจ คนเดียวของเธอ กำลังรอ นานมาก ที่จะดำเนินการ
‘ การแสดงผล ของ ความโง่เขลา ‘

ร้องสันติภาพ , สมาชิกของกลุ่มที่ แปลง ตอนนี้ Plowshares , ได้เผชิญหน้า ครั้งแรก ถึง 20 ปีในคุก หลังจาก ความเชื่อมั่น ของพวกเขา เมื่อเดือนพฤษภาคม

Walli และ Boertje – โอเบด ได้รับโทษ รุนแรง เพราะพวกเขามี ประวัติ ทางอาญา อีกต่อไป

ทั้งสามคนนอกจากนี้ยังพบ ความผิดในการ ก่อให้เกิด มากกว่า $ 1,000 ( £ 643 ) ของ ความเสียหายต่อทรัพย์สิน ของรัฐบาล

หลังจากตัด รั้ว เพื่อเข้าสู่ เว็บไซต์ที่สามเดินไปรอบ ๆ , พ่นสี กราฟฟิตี หงุดหงิดออก เทป อาชญากรรม ฉาก และ บิ่น ผนังด้วย ค้อน

พวกเขาใช้เวลา สองชั่วโมง ภายใน

ทั้งสามคนยัง พ่น ด้านนอก ของอาคาร ที่มี ขวดนม ที่มี เลือดมนุษย์

เมื่อ ยามเดินเข้ามาใกล้ พวกเขา เสนอให้เขา อาหาร และเริ่ม ร้องเพลง

ฝ่ายนิติบัญญัติ ของสหรัฐและกระทรวงพลังงาน ภายหลัง เปิดตัว สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมและ เปิด ” แสดง หนักใจ ของ ความโง่เขลา ” ที่ สิ่งอำนวยความสะดวก

พระไตรปิฎกฉบับย่อ

ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่

ทั้งนี้ โดยศาลา อาคาร วิหาร มณฑปต่างๆได้จำแนกออกเป็นกลุ่มๆจำนวน ๑๓ กลุ่ม ดังต่อไปนี้คือ

กลุ่มที่ ๑. หอสวดมนต์-ศาลาการเปรียญเก่า

กลุ่มที่ ๒. อาคารกลุ่มชายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง
อันประกอบไปด้วย
- หอกรรมฐาน หรือ “หอขาว”
- อาคารกรมยุทธการทหารอากาศสงเคราะห์ (ปัจจุบันก่อสร้างเป็นโรงครัววัด)
- ศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์ (กำลังก่อสร้างใหม่)

กลุ่มที่ ๓. กลุ่มอาคารฝั่งพระอุโบสถหลังใหม่
อันประกอบไปด้วย
- พระอุโบสถใหม่
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- มณฑปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (เดิมเรียกหลวงพ่อใหญ่)
- มณฑปหลวงพ่อเส็ง (หลวงพ่อขนมจีน)
- มณฑปหลวงพ่อสีวลี
- ศาลานวราชบพิตร
- พลับพลาจตุรมุข
- หอระฆัง-หอกลอง
- โรงเรียนพระพินิจอักษร (ทองดี) พ.ศ. ๒๕๑๙
- อาคารรัตนพฤกษ์ (เรือนกระเหรี่ยง)
- เรือนผีเสื้อ (สร้างแทน “กุฏิเดิม” ของหลวงพ่อ)
- กุฏิ ๑๐ หลัง (ชุดแรก)
- กุฏิเจ้าอาวาส (กุฏิมุมเศรษฐี)
- อาคารธรรมสถิตย์ (ที่พักฆราวาสที่เป็นสตรี)
- ห้องพักชาย (สำหรับนาค, และฆราวาส)

กลุ่มที่ ๔. กลุ่มอาคารด้าน “ตึกอำนวยการ” และอนุสาวรีย์ต่างๆ อันประกอบไปด้วย
- พระจุฬามณี
- อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- อนุสาวรีย์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
- ศาลาท่านปู่-ท่านย่า
- ตึกอำนวยการ ด้านข้างมีห้องน้ำ – ห้องสุขา
- ศาลาพระนอน
- อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช
- เมรุ และ ห้องน้ำ – ห้องสุขา

กลุ่มที่ ๕. กลุ่มศาลา ๒ ไร่, ๓ ไร่, ๔ ไร่, ๑๒ ไร่ อันประกอบไปด้วย
- ศาลา ๒ ไร่
- ศาลา ๓ ไร่
- ศาลา ๔ ไร่
- ศาลา ๑๒ ไร่

กลุ่มที่ ๖. กลุ่มวิหารสมเด็จองค์ปฐม, ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก), วิหาร, พระชำระหนี้สงฆ์ อันประกอบไปด้วย
- วิหารสมเด็จองค์ปฐม
- ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก)
- พระชำระหนี้สงฆ์
- พระยืน ๘ ศอก
- มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย
- ศาลท่านท้าวเวหน

กลุ่มที่ ๗. กลุ่มโรงพยาบาลแม่และเด็กฯ อันประกอบไปด้วย
- โรงพยาบาลแม่และเด็กฯ
- ตึกปฐมราชานุสรณ์
- ตึกปัญจมราชานุสรณ์
- อนุสาวรีย์ในโรงพยาบาล
องค์กลาง “พระพินิจอักษร” (ทองดี)
องค์ซ้าย “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑”
องค์ขวา “สมเด็จพระปิยะมหาราช”

กลุ่มที่ ๘. กลุ่มพระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- พระประธาน (พระพุทธชินราช)
- พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ๗ องค์
- เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
- รูปปั้นหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า
- บุษบกหลวงพ่อฯ

กลุ่มที่ ๙. กลุ่มมณฑปและอนุสาวรีย์ หน้ามหาวิหาร ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- มณฑปพระปัจเจกพุทธเจ้า
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์และทรงผนวช)
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗
- ป้ายอักษรฯ รัชกาลที่ ๙
- พระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
- ศาลามิตรศรัทธา

กลุ่มที่ ๑๐. กลุ่มหอพระไตรปิฎกและพระยืน ๓๐ ศอก อันประกอบไปด้วย
- ด้านหน้าพระยืน ๓๐ ศอก (หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา) ด้านหลังเป็นหอพระไตรปิฎก
- เจดีย์พุดตาน

กลุ่มที่ ๑๑. กลุ่มโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา อันประกอบไปด้วย
- โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
- มณฑปหลวงพ่อ, พระพุทธรูป, และท่านปู่ท่านย่า

กลุ่มที่ ๑๒. กลุ่มมณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒), ตึกรับแขก, ฝั่งริมแม่น้ำฯ อันประกอบไปด้วย
- มณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒)
- ตึกรับแขก (จำหน่ายวัตถุมงคล)
- หอฉัน
- หอกรรมฐานเก่า (ข้างหอฉัน ปัจจุบันทำใหม่ ๒ ชั้น)
- โรงครัวใหม่ (ด้านหลังหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- ตึกกองทุน
- แพปลา (วังมัจฉา)
- ตึกอินทราพงษ์
- หน้าตึกริมน้ำ (อยู่ข้างโรงครัวเก่าใต้ต้นโพธิ์)
- ตึกเสริมศรี-เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์

กลุ่มที่ ๑๓. กลุ่มฝั่งโบสถ์เก่าฯ
- พระอุโบสถหลังเก่า
- วิหารหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์)
- หอไตรกลางน้ำ
- วิหารพระองค์ที่ ๑๐-๑๒
- มณฑปท้าวมหาราชทั้ง ๔
- กุฏิเก่าหลวงพ่อ (เพิงหมาแหงน)
- เมรุเก่า (หน้าตึกรับแขก)
- โรงลิเกเก่า (ปัจจุบันเป็นที่เก็บของ)

กลุ่มที่ ๑๔. กลุ่มมูลนิธิฯ และศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนฯ
- ป้ายศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารฯ บริเวณหน้าพระอุโบสถใหม่
- ธนาคารข้าวฯ ตั้งเมื่อ ๑๑ เม.ย. ๒๕๒๑ (เดิมอยู่ด้านหน้าศาลา ๕ พระองค์ ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้ว เพื่อขยายสร้างศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- โรงสีข้าวพระสุธรรมยานเถระ ตั้งเมื่อ ๑๑ ม.ค. ๒๕๓๑ แห่งที่ ๒ บริเวณสวนไผ่

เรื่องเล่าของคนไม่จองเวร

กรรมจะ ดีหรือชั่วก็ตาม ย่อมเป็นใหญ่กว่าสัตว์ทั้งปวง แม้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าก็ไม่ได้รับการยกเว้น เศษของกรรมเพียงเล็กน้อยที่ชักดึงโคไปดื่มน้ำต้นลำธารเพราะไม่อยากให้โคที่ หิวกระหายต้องดื่มน้ำที่ขุ่น ทำให้โคได้รับความลำบาก ผลของกรรมเพียงเล็กน้อยเท่านี้ก็ยังทำให้องค์สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าต้อง ดื่มน้ำที่โคพึ่งย่ำผ่าน พระองค์ก็ไม่ได้ปฏิเสธที่จะรับผลของกรรมนั้น แม้พระโมคคัลลานะ ก็เช่นกัน ดังที่ทุกท่านทราบดีอยู่แล้ว
ผลของกรรมที่ ได้กระทำไว้นั้น แก้กรรม ละลายกรรม สลายกรรม(ชั่ว) ใดๆนั้น ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าเป็นเรื่องขัดต่อหลักของพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น หากจะมีก็คือการระงับการก่อกรรมชั่ว สร้างแต่กรรมดีมากๆ ดังที่ท่าน เหลียวฝาน ได้ให้โอวาท 4 ประการและทำให้ดูเป็นเยี่ยงอย่างแล้ว ซึ่งก็ดูเหมือนเป็นการทำกรรมดีหนีกรรมชั่ว ส่วนเมื่อใดที่ผลของกรรมให้ผลก็ต้องก้มหน้าก้มตารับผลของกรรมนั้น โดยมิต้องหวั่นไหว เพียงมุ่งมั่นทำความดีต่อไป

กลางดึกของคืนหนึ่ง ในปีพ.ศ. 2531 คืนนั้นข้าพเจ้ายังคงนั่งอ่านหนังสืออยู่ดึก มีอาการปวดท้องแบบแน่นท้องมาก เจ็บข้างในมาก ทำให้นึกถึงหลวงพ่อฤษีว่าท่านก็มีอาการปวดแน่นท้องแบบนี้เหมือนกันเลยนะ เราลูกศิษย์นี้จะไปเลียนแบบครูบาอาจารย์ เวลานั้นยังนั่งอ่านหนังสืออยู่ เนื่องด้วยการไปเรียนในคณะวิศวะฯของมหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งนี้ มันก็ยากมากสำหรับคนที่มีสติปัญญาปานกลางอย่างข้าพเจ้า แต่ก็ด้วยอาศัยการฝึกสมาธิมาช่วยทำให้พอจะมีความสำเร็จกับเขาบ้าง คืนนั้นเมื่อปวดท้องมากๆ ก็ได้ยินเสียงผู้หญิงร้องครวญครางอยู่ข้างหลัง หันไปดูก็ไม่มีใคร พออ่านหนังสือต่อก็ได้ยินอีก เสียงนั้นชัดเจนมาก สักครู่หนึ่งก็มี ผู้หญิงอายุราว 20 ปี ปรากฎให้เห็น ในเครื่องแต่งกายหญิงชาวบ้านของจีน ถามว่าจำได้ไหม ข้าพเจ้าจำไม่ได้ เธอจึงทำภาพให้เห็นว่า ในอดีตนั้น เธอเป็นพี่สะใภ้ของข้าพเจ้า ในห้องนั้นมีโต๊ะสี่เหลี่ยม ม้านั่งยาวทั้งสี่ด้าน ข้าพเจ้ายังเด็กคงสัก8-9ขวบเห็นจะได้ รู้สึกได้ว่าเป็นที่ประเทศจีน ข้าพเจ้ามีพี่ชายคนหนึ่งซึ่งรักข้าพเจ้ามากอายุประมาณยี่สิบต้นๆ ครั้งนั้นข้าพเจ้าคิดว่าหญิงคนนี้เข้ามาอยู่กับพี่ชายข้าพเจ้า มายื้อแย่งความรักที่พี่ชายเคยมีต่อข้าพเจ้าไป ข้าพเจ้าเกลียดแค้นหญิงคนนี้มาก ทั้งที่ความจริงพี่สะใภ้คนนี้ก็รักและเอ็นดูข้าพเจ้า ไม่เคยทำร้ายข้าพเจ้าเลย แต่ด้วยโมหะ โทสะของข้าพเจ้าเอง จึงเอายาพิษใส่น้ำชา ใส่ชามให้พี่สะใภ้ดื่ม หลังจากดื่มเข้าไป เธอลงไปนอนตัวงอร้องครวญครางเจ็บปวดทรมาน มีอาการน้ำลายฟูมปาก พี่ชายข้าพเจ้าเข้ามาเห็นเข้าจะช่วยก็ไม่ทันแล้ว เธอตายในอ้อมอกพี่ชาย พี่ชายข้าพเจ้าร้องไห้เสียใจอย่างหนัก แต่ด้วยความรักน้องจึงไม่ได้ทำอะไรข้าพเจ้า นี่เป็นภาพทั้งหมดที่เธอทำให้ข้าพเจ้าเห็น ความรู้สึกตอนนี้คือ เรานี่เลวมาก แม้ว่ายังเด็กอยู่ก็ทำเลวได้ถึงเพียงนี้ แต่อดีตที่ทำไปแล้วมันจะย้อนกลับไปแก้ไขอย่างไรก็ไม่ได้ เราเองสำนึกผิดถึงความชั่วที่ได้กระทำลงไป ก็จะขอให้อดีตพี่สะใภ้อโหสิกรรมให้ จึงตั้งจิตอธิษฐาน ผลบุญใดที่ข้าพเจ้าได้เคยกระทำมาแล้วนับแต่อดีตจนถึงปัจจุบันจะมีมากแต่เพียงใด ข้าพเจ้าขออุทิศส่วนกุศลทั้งหลายทั้งปวงให้กับดวงวิญญาณที่ปรากฎอยู่เบื้องหน้านี้ ขอให้เธออนุโมทนาส่วนบุญส่วนกุศลนี้ และจะพึงได้รับความสุขเฉกเช่นเดียวกับที่ข้าพเจ้าจะพึงได้รับทุกประการ ณ กาลบัดเดี๋ยวนี้เถิด และขอได้โปรดอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้า นับจากบัดนี้ ตราบเท่าเข้าสู่พระนิพพาน…เสียงเธอกล่าวคำ โมทนา…สาธุ..แล้วพูดต่อว่า “การจองเวรระหว่างเรานี้จะไม่มีอีกต่อไป แต่ผลของกรรมนั้นเธอยังคงต้องรับ” เธอว่า เรื่องการจะเกิดมาเพื่อจองเวรฆ่ากันระหว่างเราในชาติต่อๆไปนั้น ไม่มีอีกต่อไป เพราะเราอโหสิกรรมให้ แต่ผลของกรรมที่เธอกระทำไว้ เธอยังคงต้องรับผลของกรรมนั้นต่อไปจนกว่าจะหมด เมื่อเธอเห็นว่าข้าพเจ้าเข้าใจดีแล้วก็หายไป อาการปวดท้องของข้าพเจ้าขณะนั้น บรรเทาลง อยู่ในเกณฑ์ที่ปวดแต่พอทนได้ เมื่อมานั่งพิจารณาต่อไปแล้วจึงเห็นว่า เหมือนเราไปฆ่าลูกเขาตาย แต่ครอบครัวผู้ตายก็อโหสิกรรมให้แล้ว ไม่ผูกพยาบาทจองเวรต่อกัน แต่ตำรวจยังต้องมาจับเราไปเข้าคุกข้อหาฆ่าคนตาย

 

คำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีผู้นำมาใช้โดยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส ด้วยความตั้งใจ ความเสียสละใน สิ่งที่ควรเสียสละ ตัดในสิ่งที่ควรตัด เมื่อตัดบางสิ่งบางอย่างแล้ว บางสิ่งบางอย่างมันเกิดขึ้นได้ มันมีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ตัดบางอย่างที่เราต้องการ ความสงบก็ไม่บังเกิด

เพราะฉะนั้นพอตัดอันหนึ่ง ทิ้งอันหนึ่งไปแล้ว ความสงบเกิดขึ้นแทน ความสุขเกิดขึ้นแทน เราควรเอาความสุข ควรเอาความสงบ ควรเอาการงานภาระของเราให้น้อยลง ให้เบาบางลง

เพราะฉะนั้น คำว่า “ละ” ไม่ใช่ว่าละแล้วไม่ได้อะไร ถ้าละแล้วสูญเปล่า พระพุทธเจ้าก็ไม่สอนให้ละ แต่เราละอันหนึ่งแล้ว อันหนึ่งงอกงาม

เราเห็นสิ่งหนึ่งไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งมันดีผ่องใส เช่น เห็นกายในกาย ที่พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นตามความเป็นจริง ก็เพื่อกำจัดสิ่งที่หลอกลวง สิ่งที่ไม่จริง ที่มีอยู่ในจิตใจ ที่เคยหลงมาก่อน เพราะความจริงเท่านั้น ทำให้เรายึดมั่นได้ เป็นที่พึ่งได้ กำจัดภัยได้ เพราะความรู้จริงเห็นจริงตามสภาวะธาตุสภาวะธรรม ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ที่ทำให้เราและสัตว์ทั้งหลายเข้าใจผิด สำคัญผิด ยึดถือไปผิด เลยได้รับทุกข์จากความรู้ผิด เข้าใจผิด มาเป็นเวลายาวนาน ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ หรือไม่ใช่เฉพาะแต่ชาตินี้ หลายชาติหลายภพมาแล้ว หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเราไม่รู้จักแล้ว ก็นึกว่าไม่มีอะไร

พระ พุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้เห็นตลอดเวลา เพราะพระปัญญาของพระองค์ละเอียดอ่อน ของลึกลับขนาดไหน พระองค์ก็เห็นได้ จิตใจของเรา ฝึกฝนยังไม่พอ จึงรับยังไม่ได้ รู้ไม่ได้ แม้สิ่งเหล่านั้นมีอยู่ บาปมีอยู่ บุญมีอยู่ นรกมีอยู่ สวรรค์มีอยู่ แต่ก็ยังสงสัย เพราะไม่ประจักษ์ในใจของเราเอง

เมื่อตราบใด เราพยายามทำใจของเราให้มีญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นขึ้นมาแล้ว เราก็จะสิ้นสงสัยทันที เมื่อเราไม่สงสัยแล้ว กำลังใจในการปฏิบัติ ก็เพิ่มขึ้นทันที

ความสงสัย เป็นตัวอุปสรรคอย่างสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตัดความสงสัยเสียได้ จึงเป็นผู้ที่เข้าเขตแดนอริยะ แก้ความสงสัยก็ด้วยการปฏิบัติจิตภาวนา สร้างสติสร้างปัญญาในสมาธิให้เกิดขึ้น ปรากฏในจิตใจของเรา เมื่อมันชัดในจิตใจแล้ว ความสงสัยก็เลิกไปเอง หมดไปเอง

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

สมาธิ…ควรทำจิตให้สงบ เราก็เห็นตามชอบตามสงบตาม

ควรอยู่ในความวิเวก เราก็กำหนดจิตให้เกิดความวิเวก มีความปีติมีความสุขในธรรม เพราะอาศัยความวิเวก มีอารมณ์อันเดียว ที่ท่านยกย่องว่าผู้มีอารมณ์อันเดียว มีสติบริสุทธิ์ มีความสุข

อัน นี้เป็นเรื่องจิตกับความคิดดำริอันชอบภายในเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นเลย โดยเฉพาะจิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เรื่องเฉพาะจิตอันนี้แหละ ถ้าสติเข้าไปรักษาให้เป็นปัจจุบัน รู้อันมั่นคง ไม่วอกแวก ไม่ริบหรี่ เหมือนกับไฟเทียนที่ไม่มีลมพัด มันก็เที่ยง ถ้ามีลมพัดมา วิบๆแวบๆ อ่านหนังสือก็ไม่ออก รู้อะไรก็ไม่ชัด จิตที่มัน ไม่เที่ยงนี้แหละ ที่ขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ความรู้ที่เรารู้ ให้มันตั้ง เหมือนกับหลักหินที่มันตั้ง ลมพัดจากทิศต่างๆ ไม่กระเทือนไม่หวั่นไหว

เราปฏิบัติจิตอบรมจิตให้มีสมาธิ ให้ตั้งอย่างนั้นแหละ อย่าให้มันหลวม อย่าให้มันโยกเยกๆ ให้มันตั้งมั่น โดยสติเป็นผู้ระลึกสัมปชัญญะเป็นผู้รู้ สติระลึกเตือนคำบริกรรม กำกับให้มันทำงาน ไม่ให้เผลอ ไม่ให้ปล่อยทอดธุระ ละไปเอาอันอื่นมาแทน เอาเฉพาะจำกัดที่เรา มอบงานให้ทำ แม้นานเท่าไรเราก็ทำ ยอมรับทำอยู่อันเดียว เพื่อให้เกิดฐานอันมั่นคงก่อน สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นคง ยังไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ให้เห็นความมั่นคงเกิดขึ้น ในจิตใจก่อน ให้เห็นอันนี้ก่อน เป็นประตูแรก เป็นขั้นแรก ของมรรคของการปฏิบัติ เพื่อออกจากทุกข์อย่างแท้จริง

The Buddha

The Buddha has not decided whether he will preach to anyone to declare.
Religion since the Enlightenment onwards, this What has come into the presence of the 7 days.
This is seen by the third week. The residence is under the focus of the three is the list of participants.
Which lies southeast of the Prasrimahabhodi.

Mugabe and organisms is a tree that is common in India. Have appeared in the literature.
Click here both. And so many others. In Vessantara allegory is discussed.
Pool and concentrate organisms at Vessantara to stay on time, went to the forest.

Thailand is a very focus and that the organisms in a pinch. Understand how to use. I see a similar manner.
This is caused by moisture such as canals, marshes, stream was tough wood flower pendant.
Both white and red. The apple is about as thick as a normal sling trees provide good shade.

When the Buddha sat here. Rain fell lightly doped winter you uninterrupted seven days.
The author tells that the Buddha had composed. Mugabe called the serpent of organisms in the water that is in
The same area of the cobra hood spread hairy seventh round cover to protect against wind, rain Buddha.
In a blow to the body and a splash when rain is gone serpent dawn hairy slip out.
The young man transformed himself into a sexual way before the Lord Buddha standing guard.

Nacprk Buddha Buddhist built. I was referring to the incident with his vision.
Buddha in life or now. Buddha is a sacred trust that is harsh.
A picture or indirectly teach the virtue of mercy and good fruit. Even snake serpent.
In the swimming pool, it is also dedicated to the custody of the Buddha.
The clasps of graciousness.

ผลของการตัดชีวิต

กรรม

เมื่อย่างปลาเสร็จก็นำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้ง หลังตากปลาแล้ว เขาก็เข้าไปพักผ่อน คิดว่าแดดแรงๆอย่างนี้อีกสักพักปลาก็คงแห้งสนิทดี ก็จะได้เก็บเข้าบ้าน เพื่อใช้ปรุงอาหารในมื้อต่อๆไป

แต่ ในระหว่างที่เขากำลังหลับสบายอยู่นั้น ก็มีแมวตัวหนึ่งเดินผ่านมาพอดี และด้วยความหอมของปลาย่างนั่นเอง มันจึงเดินเข้ามายังที่สมหมายตากปลาไว้ เมื่อเห็นปลาย่างจำนวนมากวางอยู่ต่อหน้า เจ้าแมวก็เลยกินปลาย่างเหล่านั้นอย่างสบายใจ

แต่ก่อนที่ปลาย่างจะหมด สมหมายก็ตื่นพอดี เขารีบลุกขึ้นเพื่อจะไปเก็บปลาที่ตากไว้ แต่บังเอิญมาเจอแมวกำลังกินปลาย่างของเขาอยู่ และเมื่อมองเห็นว่าปลาย่างที่ตากไว้หายไปเยอะ เหลือเพียงไม่กี่ตัว ทำให้สมหมายโกรธ จัดจนเลือดขึ้นหน้า เขารีบคว้าท่อนไม้เท่าที่หาได้ วิ่งไล่ตีแมว เจ้าแมวตกใจจึงปล่อยปลาย่างที่อยู่ในปากแล้วรีบกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว สมหมายพยายามวิ่งไล่ตีแมว แต่ก็ไม่ทันมันเสียแล้ว

เมื่อ สมหมายทำอะไรเจ้าแมวไม่ได้ เขาก็ยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก ไฟแห่งความโกรธได้ลุกโพลงอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา ยามที่เห็นปลาย่างจำนวนมากที่ตนเองหามาได้ ต้องหายไปในพริบตา เพราะแมวมาขโมยกิน ซึ่งความจริงแล้วแมวอาจจะไม่ได้ขโมย มันเห็นอาหารมันก็กินไปตามประสาของมัน แต่สำหรับสมหมาย.. ไม่ได้คิดเช่นนั้น
ในช่วงฤดูฝน มีน้ำหลาก นายสมหมายก็ออกไปหาปลาที่ท้องไร่ท้องนาตามปกติ วันหนึ่งสมหมายหาปลาได้มากกว่าปกติ มีแต่ปลาช่อนตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น เขาดีใจมาก กลับมาที่บ้านก็มีแต่คนชมว่าเก่ง สามารถหาปลาได้มากมาย เขาเอาปลาที่หามาได้ทั้งหมดขังไว้ในตุ่ม

สมหมายหลงกระหยิ่มยิ้มย่องกับความโชคดีของตน แต่หารู้ไม่ว่าความโชคดีนั้นกำลังจะนำไปสู่ความหายนะของชีวิตตนเอง เขาไม่เคยหวาดกลัวกับบาปกรรมที่ตนกระทำไว้เลย

เขา ได้นำปลาที่ตนเองหามาได้นั้นมาปรุงเป็นอาหารอยู่หลายวัน แต่ปลาก็ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เขาจึงคิดว่าจะย่างปลาแล้วตากแห้ง เพราะจะทำให้เก็บไว้ได้นาน คิดแล้วเขาก็จัดการฆ่าปลาทุกตัวที่ขังอยู่ในตุ่ม และย่างปลาเหล่านั้นทันที
เวลาผ่านไปสองสามวัน สมหมายยังไม่หายโกรธ เขาคิดวางแผนที่จะจัดการกับแมวตัวนี้ให้จงได้ แล้วเขาก็หาปลาย่างมาล่อแมวให้ติดกับดักของเขา และแล้วแมวก็หลงกลของเขาจริงๆ มันเดินมาเจอปลาย่างอีก และรีบเข้าไปกินทันที โดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร แต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะสมหมายรอดักจับอยู่ ขณะที่เจ้าแมวกำลังเพลินกับการกินปลาย่างนั้น สมหมายก็ย่องเข้ามาตะครุบแมวหัวขโมยทันที

สม หมายหัวเราะด้วยความดีใจระคนเคียดแค้น คราวนี้เขาจะได้จัดการกับมันอย่างสาสมกับที่มันมาขโมยปลาย่าง เขาอุ้มแมวเดินไปหาเชือกไนล่อนเส้นเท่านิ้วก้อยที่เตรียมไว้ เอาปลายเชือกข้างหนึ่งมาผูกที่คอของแมว ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งโยงเข้าไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ที่สูงทีเดียว เจ้าแมวจึงห้อยโตงเตงอยู่ที่ต้นไม้ เพราะเขาต้องการให้มันตายอย่างช้าๆและทุกข์ทรมาน แต่แค่นี้ยังไม่หนำใจ เขานำปลาย่างมาโชว์ให้มันดูด้วย

ผ่านไปได้สักพัก เจ้าแมวก็รู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ค่อยออก เพราะเชือกที่รัดคอมันแน่นมาก มันจึงร้องและดิ้นอย่างทุรนทุราย ขณะที่สมหมายนั่งมองดูด้วยความสะใจ พร้อมกับพูดสมน้ำหน้าว่า “เป็นไงล่ะ..สาสมดีแล้ว กับที่เจ้ามาขโมยของข้ากิน ก็จะต้องตายแบบนี้”

สมหมาย ได้ระบายความโกรธที่อยู่ในใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่า การกระทำด้วยความโกรธเช่นนี้จะส่งผลกรรมอันใหญ่หลวงต่อชีวิตของเขา เพราะอำนาจของความโกรธได้ปิดบังดวงตาแห่งปัญญาของเขาไม่ให้รู้บาปบุญคุณโทษ นั่นเอง เขาเพียงแต่นึกว่า มันสาสมกันแล้วที่แมวมาขโมยกินปลาย่างของเขา มันจึงสมควรตาย

หลังจากนั้นต่อมาไม่ถึงปี กรรมที่สมหมายได้กระทำไว้กับแมว ก็เริ่มย้อนเข้ามาหา ในช่วงงานเทศกาลบุญบั้งไฟ ซึ่งสมหมายก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบทำบั้งไฟ ทุกๆ ปีเขาก็จะต้องทำบั้งไฟเล่นกับเพื่อนๆ เป็นประจำ

แล้ว วันที่สมหมายต้องชดใช้กรรมก็มาถึง ในระหว่างที่เขากำลังทำบั้งไฟอยู่นั้น ปากของเขาก็คาบบุหรี่ไปด้วย และด้วยความประมาททำให้สะเก็ด ไฟจากบุหรี่หล่นลงมาถูกดินปืนที่ใช้สำหรับทำบั้งไฟ จึงเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

สมหมายได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามลำตัวของเขาถูกสะเก็ดดินปืนจนเป็นบาดแผล โดยเฉพาะที่คอสาหัสมาก จนหายใจไม่ค่อยออก เขานอนกุมคอร้องโอดครวญดิ้นทุรนทุราย ไม่ต่างอะไรกับแมวที่เขาเคยผูกคอมันจนตาย และในช่วงนั้นเอง กรรมที่เขาเคยทำไว้ก็ได้แวบขึ้นมาปรากฏในใจทันที เหมือนกับว่ามันมาทวงสัญญาคืน สมหมายจึงรีบตั้งจิตอธิษฐานว่า หากไม่ตายจะทำบุญอุทิศไปให้แมวตัวนี้

ใน ที่สุดเพื่อนๆที่เล่นบั้งไฟอยู่ด้วยกันแถวนั้นก็ได้นำเขาส่งโรงพยาบาล หมอสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ไม่สามารถให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม เพราะมีปัญหาที่คอ เวลากินอาหารทุกครั้งจะกินและกลืนด้วยความยากลำบาก บางทีถึงกับต้องกินอาหารทางสายยาง สมหมาย รู้สึกทรมานมาก แต่เขาก็ต้องก้มหน้ารับกรรมที่ได้ก่อไว้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็พยายาทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับแมวตัวนั้น และไม่กล้าทำบาปอีกเลยจนกระทั่งทุกวันนี้

ความ ดีเท่านั้นเป็นสิ่งประเสริฐ และทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง กรรมชั่วไม่เคยทำให้ใครได้ดีจริง ไม่สามารถสร้างความสุขให้ได้อย่างแท้จริง กรรมดีต่างหาก ที่นึกถึงเมื่อใหร่ก็สุขใจเมื่อนั้น การทำกรรมดียังทำให้เราเป็นคนองอาจในทุกที่ทุกสถาน ไปไหนก็ได้รับความเคารพยกย่อง เทิดทูนบูชา อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุขสงบเย็นตลอดไป

ความสุขจากพระธรรม

ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐) ได้จำแนกความสุขออกไปทั้งโดยประเภทและโดยระดับเป็นคู่ๆ มากมายหลายคู่ เช่น สุขของคฤหัสถ์กับสุขของบรรพชิต กามสุขกับเนกขัมมสุข โลกิยสุขและโลกุตตรสุข สุขของพระอริยะกับสุขของปุถุชน เป็นต้น ความสุขที่ท่านแบ่งไว้ชัดเจน ละเอียด ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่ วิธีแบ่งระดับความสุขเป็น ๑๐ ขั้น คือ

• ระดับความสุข ๑๐ ขั้น

๑. กามสุข ความสุขเนื่องด้วยกาม ซึ่งเกิดจากความกำหนัดยินดีในรูปที่สวย เสียงที่ไพเราะ กลิ่นที่หอม รสที่อร่อย และสัมผัสอันอ่อนนุ่มสุขสบาย หรือเรียกว่าความสุขที่เกิดจากกามคุณ ๕

๒. ปฐมฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งเป็นภาวะจิตที่สามารถสลัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยองค์ธรรมะ ๕ ประการ คือ วิตก (ภาวะจิตที่ตรึกนึกอารมณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก) วิจาร (ภาวะจิตที่เฟ้นพิจารณาอารมณ์นั้น) ปีติ (ภาวะจิตที่กำซาบอิ่มเอิบในอารมณ์) สุข (ภาวะจิตที่สุขสบายในอารมณ์) และเอกัคคตา (ภาวะจิตที่เป็นสมาธิหรือมีอารมณ์เดียว)

๓. ทุติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๓ ประการ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา

๔. ตติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ ประการ คือ สุข และเอกัคคตา

๕. จตุตถฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๔ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ คือ อุเบกขา (ภาวะจิตที่วางเฉยในอารมณ์) และเอกัคคตา

๖. อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งมีอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งกสิณ แล้วมากำหนดอากาศคือที่ว่างช่องว่าง เป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าอากาศไม่มีที่สุด

๗. วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งยึดเอาวิญญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ หมายถึงความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งอากาศหรือที่ว่างนั้น แล้วมากำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่างเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าวิญญาณไม่มีที่สุด

๘. อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๓ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกกำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่าง แล้วมากำหนดภาวะที่ไม่มีอยู่แห่งวิญญาณเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าสักหน่อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๔ อันถึงภาวะที่สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์ หมายถึงฌานที่เลิกกำหนดภาวะที่ไม่มีแห่งวิญญาณนั้น แล้วเข้าถึงภาวะที่มีสัญญา (ภาวะที่จิตกำหนดหมาย) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ที่ละเอียดประณีตกว่าความสุขในขั้นอรูปฌานที่ ๓ นั้น

๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเกิดจากภาวะ จิตสงบประณีต เข้าถึงนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด เป็นภาวะจิตที่ละเอียดมีความประณีตลึกซึ้งกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติ สุขขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยผู้เข้าสมาบัตินี้จะไม่มีสัญญาและไม่มีเวทนา

ถ้าย่อทั้ง ๑๐ นี้ลงอีก ก็เหลือ ๓ ข้อ คือ กามสุข ความสุขของคนทั่วไป ฌานสุข ความสุขของผู้ได้สมาธิจิต ขั้นฌาน นิโรธสมาปัตติสุข ความสุขเกิดจากการเข้านิโรธสมาบัติของพระอรหันต์

ความสุขทั้งหมดนี้ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น แต่เป็นความสุขที่ดีกว่าประเสริฐกว่ายิ่งไปตามลำดับ ประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ยังขอให้มองความสุขเหล่านี้เป็น ๓ ส่วน คือ แง่ที่เป็นสุข แง่ที่มีทุกข์ และให้รู้จักทางออก เรียกว่ามองเป็น ๓ มิติ ในขั้นสุดท้ายก็เกิดมรรคสุข ผลสุข และนิพพานสุข ซึ่งไม่ กลับกลายอีก มีแต่ความปลอดโปร่งถ่ายเดียว นี่คือประโยชน์สุขที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มนุษย์เข้าถึงให้ได้

• ความเจริญที่ประเสริฐ
สำหรับคฤหัสถ์ ๑๐ ระดับ

ในวัฑฒิสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๗๔) พระพุทธองค์ทรงแสดงความเจริญในขั้นตอนต่างๆ ของชีวิตคฤหัสถ์ไว้ ๑๐ ระดับ คือ

๑. เจริญด้วยอสังหาริมทรัพย์ มีเรือกสวน ไร่นา เป็นต้น
๒. เจริญด้วยสังหาริมทรัพย์ มีเงินทอง ข้าวเปลือก เป็นต้น
๓. เจริญด้วยบุตรธิดาและภรรยา
๔. เจริญด้วยข้าทาสบริวาร ลูกน้อง กรรมกร คนใช้
๕. เจริญด้วยสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในกรณีที่มีอาชีพทางเลี้ยงสัตว์
๖. เจริญด้วยศรัทธา คือ ความเชื่ออันมั่นคง
๗. เจริญด้วยศีล คือ การควบคุมกายและวาจาตนเอง ให้ปกติ
๘. เจริญด้วยสุตะ คือ การศึกษา การสดับรังฟัง ความรู้ในวิทยาการต่างๆ
๙. เจริญด้วยจาคะ คือ การเสียสละเพื่อเกื้อกูลแก่คน อื่น
๑๐. เจริญด้วยปัญญา คือ มีความรอบรู้ในเหตุผลต่างๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี

พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า หากบุคคลเจริญด้วยความเจริญในระดับต่างๆ ดังกล่าว ชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ เพราะสามารถถือเอาสิ่งที่เป็นสาระ คือสิ่งที่ประเสริฐแห่งชีวิตได้ และตรัสสรุปความเป็นพระพุทธคาถาว่า

“ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา (ทาสกรรมกร) และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีโชค มียศ เป็นผู้อันญาติมิตร และพระราชาบูชาแล้ว

ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลเช่นนั้นจัดเป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญสองส่วน”