กรรมของการฆ่ามดและแมลง

คุณรู้ไหมผลกรรมจากฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ คืออะไร?

1. เพราะคุณฉีดสารเคมีเข้าไปฆ่ามัน  สารเคมีเหล่านั้นมันจะสะสมไปตามผิวหนังของคุณ  แล้ววันใดวันหนึ่ง  หรือหลายวัน  หรือประจำเลย  คุณจะเกิดอาการแพ้ อาคารผื่นคัน…..นี่เป็นการมองแบบมนุษย์ธรรมดา  ที่ไม่ได้ฝึกจิตจนถอดกายทิพย์ได้ และไม่ได้ปัญญาทางศาสนา

2. แต่ถ้ามองแบบผู้ที่รู้  ถอดกายทิพย์ไปเห็นมา  และมีปัญญาเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม  จะรู้ว่าอาการแพ้ อาคารผื่นคันนั้น  เป็นผลมาจากบาปที่เบาบางมากจากการฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ      ในชาติที่คุณบรรลุธรรมชั้นสูง  หรือชาติที่คุณทำสมาธิกรรมฐาน  วิญญาณมด ปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ ที่คุณฆ่าตาย  จะรวมตัวกัน  แปลงร่างเป็นตัวใหญ่ หรือมาเป็นฝูงใหญ่ มาเข้าฝันคุณ หรือมาทำให้คุณรู้ว่า  คุณต้องแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลจากการทำสมาธิของคุณให้กับพวกมัน

ประสพการณ์จริงทางวิญญาณของผม

1. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณปลวก

3 ปีมานี้ ผมเป็นโรคผื่นคันตามผิวหนังทุกเดือน เดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-5 นาที   ทำให้รำคาญนิดหน่อย  ผมรู้ว่าโรคทุกชนิดที่เราเป็น ล้วนเกิดจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้น  ปีที่แล้วผมเลยนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร  ที่ทำให้เกิดโรคผื่นคันตามผิวหนัง  แผ่เมตตาให้ 3 ครั้ง ใน 3 วัน

คืน วันที่ 3 นั้น  ผมนอนอยู่ในภวังค์ไม่ได้หลับสนิท  ปากของกายทิพย์หรือวิญญาณผม  มันอ้าอยู่  แล้วมีวิญญาณปลวกนับเป็นหมื่นเป็นแสนตัว  คลานออกมาจากปากผมไม่ยอมหยุดกว่า 10 วินาที     ตั้งแต่นั้นมา โรคผื่นคันตามผิวหนัง ที่ผมเคยเป็นเดือนละ 2-3 ครั้ง ก็ลดลงฉับพลัน  เป็น 2 เดือน เป็นผื่นคันตามผิวหนังสักครั้งหรือ 2 ครั้ง

2. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณแมลงสาบและสัตว์เล็กต่างๆ

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน  ผมรู้ในจิตว่าน่าจะบรรลุธรรมสูงกว่าโสดาบันแล้ว  เพราะผมอ่านข้อความที่เขาเขียนมาด่าว่าผม  ผมไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด  ล้อเล่นกับผู้ด่าว่าผมได้สบาย  ช่วงนั้นผมเสียเงินไป 3 แสน ผมก็ไม่รู้สึกเสียดายะไร  รู้ว่ามันเป็นกรรมเก่าของเรา  จิตกับเคราะห์กรรมรู้สึกว่า  มันไม่ผสมรวมกัน  จึงไมทำให้เกิดทุกข์เหมือนในอดีต

ผมเลยทำสมาธิและบอกเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายว่า  ผมทั้งทำบุญหลายครั้งตามวัด และแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร ที่ส่งผลกรรมมาให้ผมในชาตินี้มาหลายเดือนแล้ว  ในจิตของผมรู้ว่า  กรรมส่วนใหญ่ไม่มีแล้ว  แต่ก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกส่วนหนึ่ง  ยังไม่มารับการแผ่เมตตาอุทิศกุศล   ขอให้เจ้ากรรมเหล่านั้นช่วยแสดงตัวด้วย

คืน นั้น ผมนอนอยู่ในภวังค์  เหมือนกับมีสัตว์ตัวใหญ่หลายตัวมาดันหลังผม  ผมเลยถอดจิตออกไปดู  พบวิญญาณแมลงสาบ+แมลงวัน+สัตว์อีกหลายชนิด  เรียกว่า  พันธ์ผสมปนกันมั่ว อยู่ 4 ตัว  แต่ละตัวตัวใหญ่ขนาดทีวี 19 นิ้วสมัยก่อน  แต่ผมเลิกกลัวสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณนานแล้ว  ผมเลยเข้าไปหาพวกมัน  แล้วบอกว่าเดี๋ยวผมจะแผ่เมตตาอุทิศกุศลไปให้

แล้วผมก็กลับเข้าร่าง กายเนื้อ  ลุกขึ้นไป “ฉี่” สักนิด  แล้วก็ “ล้างหน้า” สักหน่อย  แล้วก็นั่งสมาธิบริกรรม “รัก เมตตา กรุณา ให้อภัย” สัก 15 นาที   จนจิตสงบนิ่งเข้าสู่ฌาน 4  พอชาร์ตพลังจิตเสร็จ  ผมก็แผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร  ที่แปลงร่างมาเป็นสัตว์ประหลาดๆ  และบรรดาเจ้ากรรมนายเวรอื่นๆ ผมก็ขอให้มารับผลบุญนี้ไปด้วย

ผ่านมา 2 สัปดาห์แล้ว  ผมรู้สึกว่าโรคผื่นคันตามผิวหนังของผมหายสนิทเลย  แต่ต้องดูอีกเดือนหนึ่ง  ถ้ายังไม่เป็นโรคผื่นคันตามผิวหนัง  โรคผื่นคันนี้ก็น่าจะเกิดจากการฆ่ามด แมลง สาบ ปลวก ฯลฯ นั่นเอง  เมื่อสัตว์เล็กทุกชนิดผมใช้กรรมให้หมดแล้ว  มันจึงไม่มีโรคผื่นคันตามผิวหนังอีกเลย  ถ้ายังใช้กรรมไม่หมด ใช้เพียงบางส่วน ระยะเวลาการคันมันก็จะน้อยลง

ขั้นตอน การละกิเลส

พระอรหันต์ คือ บุคคลที่ดับความหลง(ดับอวิชชา)ได้หมดสิ้น จึงไม่คิดด้วยกิเลส(ไม่มีสังขารในปฏิจจสมุปบาท) และไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความคิดที่เป็นกิเลสอีกเลย คงมุ่งปฏิบัติตนตามโอวาทปาฏิโมกข์ จิตใจจึงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส เข้าถึงภาวะความดับทุกข์(นิโรธหรือนิพพาน)ได้อย่างต่อเนื่อง.
ระดับของ พระอริยบุคคลหรือความสามารถในการดับกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องของอดีตหรืออนาคต แต่เป็นเรื่องของความรู้และความสามารถด้านสติปัญญาทางธรรมที่ใช้ดับกิเลสใน ปัจจุบันขณะเท่านั้น.

ความรู้และความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรมเป็น ไตรลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง ซึ่งสมองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกาย และร่างกายนี้เป็นไตรลักษณ์. ดังนั้น ความรู้และความสามารถในการดับกิเลสของอนาคตจึงไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในอนาคต และก็เป็นไตรลักษณ์เช่นกัน.

เมื่อมีการคิดด้วยกิเลส(คิดด้วยความโลภหรือโกรธ)ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความทะยานอยาก(เกิดตัณหา)ที่จะให้ได้มาตามความคิดที่เป็น กิเลส.
เมื่อคิดด้วยความทะยานอยากซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น(เกิดอุปาทาน)ที่จะต้องให้ได้มาตามความคิด ที่เป็นกิเลส ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์.

เนื่องจากหัวหน้าใหญ่ของกิเลส คือ ความหลง(อวิชชา) ดังนั้น การดับความหลงได้หมด(มีวิชชา) จะทำให้สามารถควบคุมความคิดไม่ให้คิดด้วยกิเลสได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วย.

ในสมัยพุทธกาล พระโสดาบัน คือ บุคคลที่มาฟังธรรม(ศึกษาธรรม)แล้วเริ่มมีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เรียกว่า ผู้มีดวงตาเห็นธรรม แต่เนื่องจากพระโสดาบันยังมีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)เหลืออยู่มาก ดังนั้น พระโสดาบัน จึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)

พระสกิทาคามี คือ บุคคลที่มีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)ลดน้อยลงตามลำดับ.

พระอนาคามี คือ บุคคลที่ละกิเลสที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมด.

 

การตั้งจิตแบบอัตตานุทิฏฐิ

ป็นธรรมที่เป็นวิสังขารธรรม ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอัตตา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอนัตตาก็ต้องมีอัตตา อนัตตาเป็นลักษณะของธรรมะ ไม่ใช่สังขารหรือวิสังขาร อัตตามีได้เพราะอุปาทานเป็นเหตุ ต้องละอัตตาเพื่เข้าถึงความเป็นอนัตตาเป็นวิสังขารจึงจะพ้นทุกข์พ้นความ เวียนว่ายตายเกิดทางเดียวเท่านั้นทางเดียวจริงๆ ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี

 

ถ้า นิพพานเป็น อัตตา เราทุกคนก็คงเข้าใกล้นิพพานเข้าไปทุกขณะ เพราะ ทุกคนมีอัตตา เป็นพื้นเดืมอยู่แล้ว และ ก็คงต้องประกาศให้ทุกๆคนช่วยกันรักษาอัตตาที่มีอยู่ไว้อย่าได้ละเสีย เพราะจะไม่ได้เห็นนิพพาน ตรงกันข้ามต้องพยายามเพิ่มอัตตาที่ตนมีไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้

สุนัข โคกระบือสุกร ตัวมันเองก็เห็นว่ามันเป็นอัตตาตัวตน มันคงไม่คิดว่าอันตัวมันนี้แท้จริงไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา สุนัข โคกระบือสุกร ก็คงจะเห็นนิพพานได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

ความจริง เมื่อมีสังขารธรรม ธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งก็ต้องมีวิสังขารธรรมที่ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง นิพพานจัดเ

ตอบ

คุณสหายธรรมครับ

1. เพราะความไม่เข้าใจในพุทธศาสนา และไม่ศึกษาให้กระจ่าง จึงทำสัทธรรมปฏิรูปได้ง่ายๆ

อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง เป็นสิ่งที่เที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา สิ่งนี้คือ อายตนนิพพาน(ธรรมกาย ธรรมธาตุ ธรรมขันท์)

แต่อัตตาของท่านสหายธรรมกล่าว เป็นความเข้าใจผิด ไปเห็นว่าขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา = อนัตตา ท่านสหายธรรมกลับคิดว่า อนัตตา มันเป็นตัวตน ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็น อุปทาน หรือทิฏฐิ เท่านั้น พระพุทธเจ้าเรียกว่า

อัตวาทุปาทาน หรือ อัตตานุทิฏฐิ = ทิฏฐิที่ไปยึดมั่นในสึ่งมายา สิ่งลวงตาใน 3 ภพว่า นี่ตัวกู นี่ของกู

ขันธสังยุตต์ – จุลปัณณาสก์ – ทิฏฐิวรรค – ๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เมื่อเวทนามีอยู่ … เมื่อสัญญามีอยู่ … เมื่อสังขารมีอยู่ … เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ

2. คุณสหายธรรมครับ ความหมายของ อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง = สิ่งนั้นเที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา แล้วนิพพานเที่ยงหรือเปล่าครับ นิพพานมีทุกข์หรือเปล่าล่ะ นิพพานมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา(เกิด แก่ เจ็บ ตาย)หรือไม่

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ

บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ
อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ
วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ สัตถาเทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ.

คำแปล บทสรรเสริญพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณ
บทสรรเสริญ พระพุทธคุณ

อิติปิ โส ภะคะวา ( เพราะเหตุอย่างนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้น )
อะระหัง ( เป็นผู้ไกลจากกิเลส ) สัมมาสัมพุทโธ ( เป็นผู้ตรัสรู้ชอบโดยพระองค์เอง )
วิชชาจะระณะสัมปันโน ( เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ )
สุคะโต ( เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี ) โลกะวิทู ( เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง )
อะนุตตะโร ปุริสสะธัมมะสาระถิ ( เป็นผู้สามารถฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งกว่า )
สัตถาเทวะมนุสสานัง ( เป็นครูผู้สอนของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย )
พุทโธ ( เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม ) ภะคะวาติ. ( เป็นผู้มีความเจริญจำแกธรรมสั่งสอนสัตว์ ดังนี้ )

บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม
สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ.

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ
อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเนยโย
อัญชะลีกะระนีโย อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ.
บทสรรเสริญ พระธรรมคุณ
สวากขาโต ภะคะวา ธัมโม ( พระธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ดีแล้ว )
สันทิฏฐิโก ( เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษาและปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง )
อะกาลิโก ( เป็นสิ่งที่ปฏิบัติได้ และให้ผลได้ไม่จำกัดกาล )
เอหิปัสสิโก ( เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่าท่านจงมาดูเถิด )
โอปะนะยิโก ( เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว )
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ. ( เป็นสิ่งที่ผู้รู้ พึงรู้ได้เฉพาะตน ดังนี้ ฯ )

บทสรรเสริญ พระสังฆคุณ
สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติดีแล้ว )
อุชุปฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติตรงแล้ว )
ญายะปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรมเป็นเครื่องออกจากทุกข์แล้ว )
สามีจิปฎิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้าหมู่ใด ปฏิบัติสมควรแล้ว )
ยะทิทัง ( ได้แก่บุคคลเหล่านี้คือ )
จัตตาริ ปุริสสะ ยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา ( คู่แห่งบุรุษสี่คู่ นับเรียงตัวได้แปดบุรุษ )
เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ ( นั่นแหละ สงฆ์สาวกของพระผู้มีพระภาคเจ้า )
อาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่เขานำมาบูชา )
ปาหุเนยโย ( เป็นผู้ควรแก่สักการะที่จัดไว้ต้อนรับ )
ทักขิเนยโย ( เป็นผู้ควรรับทักษิณาทาน )
อัญชะลีกะระนีโย ( เป็นผู้ที่บุคคลทั่วไปควรทำอัญชลี )
อะนุตตะรัง ปุญญะเขตตัง โลกัสสาติ. ( เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่นยิ่งกว่า ดังนี้ )

เรื่องเล่าจากคนเล่นพระ

ชาย ผู้หนึ่ง  เป็นผู้ที่ชอบสะสมพระและของขลังเป็นอย่างมาก  ไม่ว่าพระที่ไหนดัง ของขลังที่ไหนมีชื่อ  ไม่ว่าจะราคาเท่าไร ชายผู้นี้ก็จะทำทุกวิธีให้ได้พระ และของขลังนั้นมาให้ได้  อยู่มาวัน ชายผู้นี้ก็ได้ยินข่าวว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง  ท่านเก่งในเรื่องคาถาอาคมเป็นอย่างมาก
สามารถหยั่ง รู้เรื่องต่างๆได้  ชายผู้นี้จึงได้ออกเดินทางเพื่อไปตามหาพระสงฆ์รูปนี้  โดยทิ้งผู้หญิงแก่ๆคนนึงไว้ที่บ้าน ตลอดเวลาที่ชายผู้นี้ออกไปข้างนอก  หญิงแก่ๆคนนี้ก็จะคอยชะเง้อมองว่า  ชายคนนี้จะกลับมาเมื่อไรเค้าจะได้ทานข้าวมาหรือยัง จะเจออันตรายใดๆหรือไม่  แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ความกังวลของหญิงแก่ๆผู้นี้คลายลงได้ เรามาย้อนดูชายผู้นี้  เค้าเดินทางไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครสักคนนึงคอยนึกถึงแต่เค้าอยู่ จนได้เจอกับพระสงฆ์ที่เค้าร่ำรือกัน  ชายผู้นี้จึงเข้าไปกราบนมัสการพระสงฆ์รูปนั้น  พระสงฆ์จึงได้ถามชายผู้นี้ว่าา  “ท่านเดินทางมาหาเรา ด้วยกิจอันใดหรือ” ชายผู้นี้จึงตอบว่า “กระผมทราบมาว่า  ท่านเป็นพระชื่อดัง ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน และมีคาถาอาคมที่สูงส่ง  ดังนั้นท่านต้องมีของดี” พระสงฆ์จึงถามไปว่า “แล้วท่านก็มาที่นี่เพื่อที่จะขอของดีที่ว่านั่น  ใช่หรือไม่”  ชายผู้นี้ก็ตอบว่า “ใช่ครับ  ท่านจะให้กระผมบูชาไปได้หรือไม่” พระสงฆ์จึงตอบว่า  “เราในตอนนี้ไม่มีพระที่วิเศษหลงเหลืออยู่แล้ว  แต่ท่านสิ  ท่านยังมีพระที่วิเศษที่สุดในโลกอยู่”  “จริงหรือครับ  กระผมมีพระที่วิเศษขนาดนั้นอยู่เหรอครับ”  ชายผู้นี้ถามด้วยความสงสัย  พระสงฆ์จึงตอบว่า  “ใช่แล้ว  ท่านมีพระที่วิเศษอยู่แล้ว  พระที่ท่านมีอยู่นั้น  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ศักธิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกนี้” ชายผู้นี้ก็ถามไปด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า “แล้วพระที่ว่านั้น  อยู่ตรงไหนของโต๊ะพระหรือครับ  แล้วมีลักษณะเป็นอย่างไร” พระสงฆ์จึงตอบไปว่า “เมื่อท่านกลับไปแล้ว  ท่านก็จะเจอด้วยตัวของท่านเอง  พระที่วิเศษของท่างองค์นี้ จะมีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาด” ชายผู้นี้จึงได้เดินทางกลับไปที่บ้านของตอนเอง  เพื่อหาพระที่พระสงฆ์รูปนี้พูดถึง ระหว่างการเดินทาง  ชายผู้นี้ก็คิดมาตลอดว่า  เรามีพระแบบนั้นด้วยเหรอ  ผมขาว เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาดๆ  ชายผู้นี้คิดมาตลอดทาง  จนกลับมาถึงบ้าน  เค้าก็รีบไปดูในห้องพระ  แล้วก็หาพระที่มีลักษณะตามที่พระสงฆ์รูปนั้นบอก  เค้าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ  พระที่มีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่า  สวมรองเท้าขาด  ในใจเค้าก็คิดว่า พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องโกหกเค้าแน่ๆ   เค้าจึงตั้งใจจะกลับไปถามพระสงฆ์รูปนั้นอีกครั้ง  ทันใดที่เค้าเปิดประตูห้องพระ  เค้าก็พบกับผู้หญิงแก่ๆคนนึง  ที่มีผมสีขาว  ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ  สวมรองเท้าขาด  หญิงแก่คนนี้เข้ามาถามเค้าว่า  “จะไปไหนอีกหรือ กินข้าวมาหรือยัง”  เพียงแค่นี้  ชายผู้นี้ถึงกับคุกเข่า  แล้วก้มลงกราบที่เท้าของหญิงแก่คนนี้  ซึ่งเป็นแม่ของเค้าเอง  แม่ที่เค้าไม่เคยใส่ใจสักครั้ง  แม่ที่คอยดูแล เป็นห่วงเป็นใยเค้า  แต่เค้าไม่เคยที่จะสนใจเลยสักครั้ง แม่ที่เมื่อก่อนคอยอุ้มชูเค้า  เคยใส่เสื้อผ้าสวยๆ ผมดกดำ  แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแก่คนหนึ่ง  ที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ  ผมสีขาวๆ  เป็นเพราะว่าเค้าไม่เคยใส่ใจเลย  ชายผู้นี้จึงกราบลงกับเท้า  แล้วก็บอกกับแม่ว่า “พระโพธิสัตว์ของลูก  พระที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของลูก  ลูกคอยแต่จะค้นหาพระจากนอกบ้าน  โดยลืมไปว่า ยังมีแม่  แม่ที่เป็นพระโพธิสัตว์ของลูกรออยู่ที่บ้าน  ลูกไม่เคยดูแลแม่เลย  ทำให้แม่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ  แม่ครับ  แม่ผู้เป็นพระโธสัตของลูก  จากนี้ลูกจะไม่ออกไปหาพระที่วิเศษจากข้างนอกอีกต่อไปแล้ว  เพราะตอนนี้ลูกรู้แล้วว่า  ลูกมีพระที่วิเศษที่สุดในโลก อยู่ที่บ้านนี้  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ในชาตินี้ลูกไม่อาจจะหาที่ไหนได้อีกแล้ว”
พอพูดจบชายผู้นี้ก็ได้กอดกับหญิงแก่ที่เป็นแม่ของตน  ด้วยจิตสำนึกของลูกที่กลับตัว

พระ ที่วิเศษที่สุดนั้น  หาใช่พระที่ผ่านพิธีการปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ไม่  แต่พระที่วิเศษที่สุดนั้น  ก็คือพระที่คอยเลี้ยงดูและอุ้มชูเรามา คือ  พ่อและแม่ของเรานั่นเอง

กรรมมาเร็วกว่าที่คุณคิด

ปฎิบัติธรรม

การที่เขาเป็นคนขยัน นับว่าเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่ออย่างมาก พ่อจึงพยายามสอนบุญนาให้รู้จักทำงานต่างๆ เช่น การไถนา ซึ่งในสมัยก่อนนั้น การไถนาจะต้องใช้ควายเทียมคันไถจริงๆ ไม่ได้ใช้รถอย่างปัจจุบัน บุญนาได้ฝึกฝนวิชาชีพนี้กับพ่อตั้งแต่เขายังไม่จบชั้นป.6 ด้วยซ้ำไป
เมื่อ อาการปวดตาเป็นอยู่บ่อยครั้ง ในใจของบุญนาก็ค่อยๆคิดถึงควายตัวนั้น หวนนึกถึงภาพที่เขาเคยทำกับมันไว้ ทุกครั้งที่เขาปวดตามาก อยากจะเกา อยากจะบีบนวด เหมือนปวดที่อื่นก็ทำไม่ได้ ต้องนอนปิดหน้า น้ำตาไหลอยู่ตลอด ด้วยความเจ็บปวดทรมาน จนกระทั่งตาของเขาค่อยๆ มืดมัวลงเรื่อยๆ จนแทบมองอะไรไม่ค่อยเห็น

นี่คือผลแห่งกรรมที่ให้ผลทันทีในชาตินี้ เราทั้งหลายพึงระวังอย่างยิ่งในการกระทำกรรมต่างๆ อย่าปล่อยให้กรรมชั่วมาทำให้ตนเองต้องทุกข์ทรมานอย่างบุญนา

ปัจจุบัน บุญนาพอมองเห็นบ้าง แต่ก็มักจะเป็นภาพลางๆ เขาพยายามทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับควายตัวนั้น ซึ่งมันได้ตายจากไปแล้ว เขาคิดว่ากรรมดีน่าจะช่วยทำให้เขามีความสุขได้บ้าง และไม่หลงผิดไปทำชั่วอย่างที่เขาได้เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว
ใน ช่วงเวลานั้นบุญนาบอกว่า การทำนาแบบนั้นก็สนุกดี ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความยากลำบากแต่ประการใด เพราะคนอื่นๆ ในละแวกนั้นก็ทำกันอย่างนั้นทุกคน

เมื่อบุญนาได้ฝึกวิชาชีพจนชำนาญแล้ว พ่อก็ปล่อยให้บุญนาไปไถนาเองคนเดียว ซึ่งนับว่าเบาแรงพ่อไปได้เยอะ วันหนึ่งพ่อใช้ให้บุญนาไปไถนาตามปกติ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ

วัน นั้นอากาศร้อนจัดมาก บุญนาไถนาตั้งแต่รุ่งเช้าจนสาย หิวข้าวก็หิว ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก เท่านั้นยังไม่พอ ควายก็พลอยสร้างเหตุให้เขาต้องอารมณ์เสียด้วย

เพราะระหว่างนั้นเอง ควายที่ต้องลากไถอยู่หลายชั่วโมง มันคงหมดแรง และเหนื่อยจากอากาศที่ร้อนจัด จึงทิ้งตัวลงนอนเอาดื้อๆทั้งๆที่ยังเทียมคันไถอยู่ บุญนาเห็นสภาพเช่นนั้นก็พยายามใช้เชือกตีให้มันลุกขึ้นลากไถต่อไป แต่ตีอย่างไรมันก็ไม่ยอมลุก เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเริ่มโกรธหนักขึ้นเรื่อยๆ หาก้อนดินขว้างปาใส่มัน แต่มันก็ยังนอนเฉย ทั้งๆที่ก็คงเจ็บไม่เบา เพราะทุกครั้งที่บุญนาตีมันด้วยเชือกนั้น เขาฟาดมันอย่างเต็มแรง แต่มันคงจะไปต่อไม่ไหวจริงๆ

สภาพ ของควายที่หมดแรงเช่นนี้ แทนที่บุญนาจะรู้สึกสงสารมัน เห็นอกเห็นใจมัน แต่ไม่เลย เขากลับคิดว่า มันยั่วโมโห ไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการ จนเขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะทำให้มันลุกขึ้นได้ พยายามลากมันจนสุดแรงก็แล้ว พยายามตีมันก็แล้ว แต่มันก็ยังนอนเฉยไม่ยอมลุกขึ้น

บังเอิญบุญนาเหลือบมองไปเห็นค้อนขนาดใหญ่วางอยู่แถวนั้น เขาจึงไปหยิบมาและฟาดมันอย่างเต็มแรง คราวนี้มันคงทนเจ็บไม่ไหวจริงๆ จึงลุกขึ้นยืน บุญนาจึงปลดไถที่เทียมตัวของมันออก แล้วก็จูงมันไปที่หลัก

เมื่อ มาถึงหลักที่เคยล่ามมันไว้ประจำ เขาจับมันผูกกับหลัก แต่ไม่ได้ทิ้งให้เชือกยาวเพื่อปล่อยให้มันกินหญ้าได้สะดวกเหมือนเดิม เขากลับผูกมันให้เหลือเชือกสั้นไม่ถึงศอก จนจมูกมันแทบติดอยู่กับหลัก

หลังจากที่ผูกมันไว้แน่นหนาและรู้ว่ามันไปไหนไม่รอดแล้ว บุญนาก็ใช้กำปั้นของตนเองชกไปที่ตาของควายตัวนั้นเต็มแรง เขาชกไปสี่ห้าครั้ง ด้วยไฟโทสะที่ลุกโพลงอยู่ในใจ

เจ้า ทุยมันคงเจ็บมาก จึงพยายามส่ายหัวหลบ ขณะที่น้ำตาของมันก็ไหลพรากๆ ด้วยความเจ็บปวด น้ำตาควาย กลายเป็นความสะใจของบุญนาซึ่งคิดว่าตนคือผู้ชนะ แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าตอนนั้นอะไรมาดลใจให้เขาเป็นเช่นนั้น เขากำหมัดแน่นแล้วชกเปรี้ยงลงไปที่ตาของ มันอีกหลายครั้ง กะว่าจะทุบให้ตามันแตกคามือไปเลย!!

กว่าที่ความโกรธของบุญนาจะเบาบางลงไป ควายก็แทบเอาชีวิตไม่รอด พอเขาชกจนหมดแรงและรู้สึกเจ็บมือแล้ว ความโกรธเกลียดที่มีอยู่ในใจจึงค่อยๆ ลดลง เขาเดินหนีเข้าบ้านไป โดยไม่สนใจมันเลย ปล่อยให้จมูกของมันติดอยู่กับหลักอย่างนั้นครึ่งค่อนวันเต็มๆ โดยที่มันไม่สามารถเดินไปกินหญ้าได้เลย ช่างเป็นการลงโทษที่โหดร้ายทารุณมาก

จน กระทั่งถึงเวลาเย็น บุญนาซึ่งนอนพักอยู่ในบ้าน จึงนึกถึงควายตัวนั้นขึ้นมาได้ ความเมตตาสงสารค่อยคืน สู่หัวใจของบุญนา เขาเริ่มรู้สึกว่า ที่ตนเองทำไปนั้นมันเกินกว่าเหตุ จึงรีบออกไปที่ทุ่งนาและปล่อยควายให้มันกินหญ้าตามปกติ

วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งบุญนาเรียนจบมัธยม และได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี จนกระทั่งจบสมตามที่พ่อปรารถนา บุญนาได้สอบบรรจุเป็นครู และได้ไปสอนที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งไกลจากบ้านเกิดของเขามากทีเดียว

ระหว่าง ที่เขามาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้วนี้เอง ผลกรรมที่เคยทำไว้ก็ตามมาทันโดยที่เขาไม่รู้ตัว โดยจู่ๆวันหนึ่งบุญนาก็รู้สึกว่าปวดตาขึ้นมาอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทั้งๆที่ไม่ได้ไปโดนอะไรแม้แต่น้อย และอาการปวดนั้นก็หนักหนาสาหัสมาก แทบจะเรียกได้ว่า อยากจะควักลูกตาออกมาเลย

บุญนารีบไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อหมอตรวจเช็คแล้ว ก็บอกว่าปกติดี ไม่ได้เป็นอะไร แต่พอตกกลางคืนก็รู้สึกปวดขึ้นมาอีกโดยไม่มีสาเหตุ เป็นอยู่แบบนี้หลายครั้ง ทั้งๆที่เขาก็ไปหาหมอตลอด แต่หมอก็ไม่เคยเจอโรคอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว และบอกว่าปกติดีทุกครั้ง


เรื่องกรรม

พระธรรม

เรื่องกรรม

๑. กรรม ๓

๑) กายกรรม                         กรรมทำด้วยกาย

๒) วจีกรรม                          กรรมทำด้วยวาจา

๓) มโนกรรม                      กรรมทำด้วยใจ

๒. กรรม และ วิบาก ๔      ( สังคีติสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย เช่ม ๑๖ )

๑) กรรมเป็นฝ่ายดำ                            มีวิบากเป็นฝ่ายดำ

๒) กรรมเป็นฝ่ายขาว                         มีวิบากเป็นฝ่ายขาว

๓) กรรมที่เป็นทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว     มีวิบากทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว

๔) กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว                      มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

๓. กรรม ๒๙

ก. เจตนาในอกุศลจิต ๑๒ คือ อกุศลกรรม ๑๒ ได้แก่.-

โลภมูลจิต ๘  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความอยากได้  คือ.-

๑) โสมนัส สัมปยุตต อสังขาริกจิต                 จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๒) โสมนัส สัมปยุตต สสังขาริกจิต               จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิโดยมีการชักจูง

๓) โสมนัส วิปปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๔) โสมนัส วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

๕) อุเบกขา สัมปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๖) อุเบกขา สัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยมีการชักจูง

๗) อุเบกขา วิปปยุตต อสังขาริกจิต  จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๘) อุเบกขา วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

โทสมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความโกรธ  ได้แก่.-

๑) โทมนัสสัมปยุตต อสังขาริกจิต                   จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยไม่มีการชักจูง

๒) โทมนัสสัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยมีการชักจูง

โมหมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความหลง  ได้แก่.-

๑) อุปกขาสหคต วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต            จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒) อุเปกขาสหคต อุทธัจจสัมปยุตตจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

ข. เจตนาในโลกิยกุศลจิต ๑๗  ได้แก่.-

มหากุศลจิต ๘ ดวง  (หรือเรียกว่า กามกุศลจิต, โสภณจิต, มหากุศลกรรม ) ได้แก่.-

๑) โสมนัสสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๒) โสมนัสสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต         จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

มีการชักชวน

๓) โสมนัสวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๔) โสมนัสวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

๕) อุเปกขาสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๖) อุเปกขาสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มี

การชักชวน

๗) อุเปกขาวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๘) อุเปกขาวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงรูปฌาน  ได้แก่.-

๑) ปฐมฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒) ทุติยฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓) ตติยฌานกุศลจิต            จิตที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔) จตุตถฌานกุศลจิต         จิตที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕) ปัญจมฌานกุศลจิต       จิตที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

- อรูปาวจรจิต ๔ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงอรูปฌาน ๔ ประเภท ได้แก่.-

๑) อากาสานัญจายตนกุศลจิต                           ตที่มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด

๒) วิญญาณัญจายตนกุศลจิต                            ตที่มนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด

๓) อากิญจัญญายตนกุศลจิต                             ตที่มนสิการว่า น้อยหนึ่งไม่มี

๔) เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต               จิตที่มนสิการว่า สงบประณีต

๔. กรรมกิเลส     คือ กรรมเครื่องเศร้าหมองอันนักปราชญ์ไม่สรรเสริญ ๔ ประการ ได้แก่.-

๑) ปาณาติบาต                     ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป

๒) อทินนาทาน                  ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้อนุญาตไว้

๓) กาเมสุมิจฉาจาร            ประพฤติผิดในกาม

๔) มุสาวาท                          กล่าวเท็จ

๕. กรรมให้ผลตามหน้าที่                หน้าที่ของกรรม มี ๔ อย่าง ได้แก่.-

๑) ชนกกรรม                       กรรมแต่งให้เกิด  ทำให้เกิดวิบากจิตและกรรมชรูป ทั้งในปฏิสนธิกาล

และในปวัตติกาล ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ โลกิยกุศลกรรม ๑๗

๒) อุปัตถัมภกกรรม          กรรมสนับสนุน ทำหน้าที่ส่งเสริมกุศลกรรมและอกุศลกรรมให้มีโอกาส

ส่งผล ให้มีกำลังในการให้ผลยิ่งขึ้น และให้ตั้งอยู่ได้นาน ได้แก่ อกุศล-

กรรม ๑๒ และ มหากุศล ๘

๓) อุปปีฬกกรรม                กรรมบีบคั้น  ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่น และรูปนามที่เกิดจากกรรม

อื่น ๆ ขัดขวางชนกกรรมมิให้มีโอกาสส่งผลได้เต็มที่  ถึงส่งผลแล้วก็ทำให้มีกำลังอ่อนลง หรือไม่ให้ตั้งอยู่ได้นาน  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ มหากุศลกรรม ๘

) อุปฆาตกกรรม               กรรมตัดรอน  ทำหน้าที่ตัดรอนชนกกรรม และอุปปีฬกกรรม ให้ขาดเสีย

ทีเดียว แล้วเข้าให้ผลแทนที่  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และกุศลกรรม ๒๑

๖. กรรมให้ผลตามลำดับ                  คือ โอกาสในการให้ผลของกรรม มี ๔ อย่าง คือ.-

) ครุกรรม                           กรรมหนัก คือ กรรมที่มีกำลังมาก ส่งผลก่อนกรรมอื่น ๆ  ฝ่ายกุศล ได้แก่

สมาบัติ ๘  ฝ่ายอกุศล ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕

๒) อาสันนกรรม                                กรรมเมื่อจวนเจียน  คือ กรรมที่กระทำในเวลาใกล้ตาย  ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็

ส่งไปสู่สุคติ  ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็ส่งไปสู่ทุคติ

อารมณ์ของสัตว์ที่ใกล้จะตาย มี ๓ อย่าง คือ.-

(๑) กรรมอารมณ์  คือ เคยทำกรรมอะไรมาเป็นนิตย์  มรณาสันนชวนะ ก็จะถือเอา

มาเป็นอารมณ์ แต่ไม่ถึงกับเกิดภาพ (นิมิต)

(๒) กรรมนิมิตอารมณ์  คือการปรากฏเห็นภาพ (นิมิต) เครื่องมือ หรือวัสดุที่ผู้นั้น

ใช้เป็นเครื่องทำกรรมนั้น ๆ เช่น โบสถ์ แห อาวุธ ฯ

(๓) คตินิมิตอารมณ์  คือการปรากฏภาพที่เป็นเครื่องหมายที่จะนำไปสู่สุคติ หรือ

ทุคติ เช่น วิมาน เหวลึก ฯ

ทั้ง ๓ อารมณ์นี้ เกิดทางมโนทวารทางเดียว

๓) อาจิณณกรรม                หรือ พหุลกรรม (กรรมชิน)  กรรมที่ทำเป็นนิตย์  เป็นอาเสวนปัจจัย ทั้ง

กุศลและอกุศลที่เคยสั่งสมไว้ ซึ่งจะส่งผลในชาติที่ ๒  แต่ถ้ามีครุกรรม

หรืออาสันนกรรมมาให้ผลเสียก่อน ก็จะส่งผลในชาติต่อ ๆ ไปตามลำดับ

๔) กฏัตตากรรม                 กรรมสักว่าทำ  คือ กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มีกำลังอ่อน มี ๒ ลักษณะ คือ.-

(๑) กรรมที่ทำในภพนี้ แต่ไม่ครบองค์แห่งกรรมบถ

(๒) กรรมที่ทำมาแล้วในภพก่อน ๆ ที่เรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม  อันคอยติดตามมาให้

                                       ผลเมื่อสบโอกาส

ดังนั้น  สัตว์ทั้งหลายต้องมีกฏัตตากรรมด้วยกันทั้งนั้น

๗. กรรมให้ผลตามกาล                    กำหนดเวลาให้ผลของกรรม ๔ อย่าง คือ.-

๑) ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม                คือ กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือปวัตติกาล  ได้แก่ กรรมที่

สำเร็จด้วยกุศลชวนกรรมดวงที่ ๑ มีอยู่ ๒ นัย คือ.-

ก.      ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  กรรมนี้จะให้ผลภายใน ๗ วัน โดยการประกอบกรรม

นั้น ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ อย่าง ได้แก่.-

(๑) เจตนาสัมปทา                               มีเจตนาแรงกล้ายิ่งในการทำกุศลนั้น

(๒) ปัจจัยสัมปทา                               ปัจจัยที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

(๓) วัตถุสัมปทา                                  ผู้รับทานเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี

(๔) คุณาติเรกสัมปทา                        ท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ

ข.    อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม             ให้ผลหลัง ๗ วันมาแล้ว

๒) อุปปัชชเวทนียกรรม                    คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๒ ต่อจากชาติปัจจุบัน  เป็นกรรมที่

สำเร็จด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๗

๓) อปราปรเวทนียกรรม                   คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๓ และชาติต่อไป  เป็นกรรมสำเร็จ

ด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖

๔) อโหสิกรรม                                    คือ กรรมที่ไม่สนองผลต่อไป  เพราะกรรมนั้นได้ให้ผลแล้ว

หรือไม่มีผู้จะรับผล