การเคารพในความเชื่อที่แตกต่าง

มได้รับ ทัวร์ ของซากปรักหักพังพ่อ Bemen หลุยส์ ที่ได้ นำ การชุมนุมที่นั่นเป็นเวลา 12 ปี

ขณะที่เขาเดิน ผ่าน ฉันเปลือก ดำคล้ำ พรม ตอนนี้อยู่ใน เถ้า และ เศษ เขา ตำหนิ การทำลายใน กลุ่มภราดรภาพมุสลิม และ อิสลาม อื่น ๆ

กองทัพมีสัญญาว่าจะ ช่วยสร้าง โบสถ์ แต่เขาบอกว่า ไม่มีใคร อยู่ที่นั่น ใน ชั่วโมง ของ ความต้องการ – ไม่ได้ ตำรวจ จาก ประตูถัดไป

” คริสตจักรจะไม่เกิน 12 เสียงฝีเท้า ห่างจาก สำนักงานใหญ่ของ ตำรวจ Minya ” เขากล่าวว่า

“เมื่อ มีคน ถาม ตำรวจ ที่ได้รับการ ปกป้อง ที่ตั้งสำนักงานใหญ่ ของตัวเอง ที่จะมา และช่วยให้เรา พวกเขาปฏิเสธ . พวกเขา กล่าวว่าพวกเขา ไม่ได้มี คำสั่ง ที่จะ แทรกแซงใน ปัญหานี้ . ”

คริสตชน ใน Minya กำลังเผชิญ กำลังเผชิญกับ รูปแบบอื่น ๆ ของ การลงโทษ

พวกเขา เป็นเป้าหมายที่ ปกติสำหรับ การลักพาตัว เพราะ การรับรู้ ว่าพวกเขาเป็น อยู่ที่ดี

ชาวบ้าน กล่าวว่า ประมาณ 100 คน ถูกลักพาตัวไป ในต่างจังหวัด ตั้งแต่ การปฏิวัติ 2011 ที่บังคับให้ นีมูบารัก ออกจากอำนาจ ส่วนใหญ่เป็น ชาวคริสต์
‘ ความตาย หลุม ‘

Hany Sedhom , เภสัชกร, ถูกลักพาตัวไป โดย แก๊ง เจ็ด คน ในปลายเดือนกันยายน เป็นเวลาสองวัน ที่เขา ถูกทำร้าย อย่างทารุณ และ ทำร้าย
ทุกปี จะมี เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ใหม่ “นาย Masiha กล่าวว่า เป็น Fou Fou เล่น ที่เท้าของเขา

“ไม่มีใคร ออกมา บอกคุณ ตรงไปตรงมา ว่าเรา ได้จับกุม ผู้กระทำผิดและพวกเขาจะ ถูกยัดเยียดให้ กฎหมาย. ไม่มีอะไร เหมือน ที่เป็น . ถ้า ผิดจะถูก จับกุมและ รับผิดชอบ จะไม่มี เหตุการณ์ ใหม่ . ”

ถามว่าเขา คาดว่าจะมี ความผิด ที่จะจัดขึ้น ไปยังบัญชี ในกรณีที่ ลูกสาวของเขา เขากล่าวว่า พระคริสต์ จะ แก้แค้น ฆ่า เธอ
การโจมตี แก้แค้น

ไดรฟ์ สี่ ชั่วโมง ใต้ ในจังหวัด Minya – ซึ่ง มีประชากร ที่นับถือศาสนาคริสต์ ที่ใหญ่มาก – มีหลักฐาน อีกมากมาย ของความเกลียดชัง ทางศาสนา

จะได้รับการ ไหม้เกรียม เป็นซุ้ม บี้ ของอาเมียร์ Tadros โบสถ์คอปติก ซึ่ง มีอยู่ เกือบ 100 ปี

คริสตจักรได้รับการ จุดไฟเผา โดยกลุ่มในเดือนสิงหาคม ในช่วงคลื่น ประวัติการณ์ของ พรรครุนแรง

มันเป็น ภาพ ที่ผ่านมา เคย นำ ของ สาวน้อยสุภาพ อธิบายโดย พ่อแม่ของเธอ เป็น ” เทวดา เดินบนโลก ”
‘ ตก อยู่ที่เท้า ของฉัน

มาเรียม เป็นหนึ่งในสี่ คนถูกฆ่าตาย โดยมือปืน ที่ พ่น คริสเตียนคอปติก ด้วยกระสุน นอกโบสถ์ ไคโร ในเดือนตุลาคม

แม่ Nirmeen Magdy ของเธอ ถูกยิง สี่ครั้ง

สองเดือน ที่ บาดแผล ของเธอ ได้รับการ รักษา แต่ไม่ เศร้าโศก ของเธอ มาเรียม ถูกฆ่าตาย อยู่ตรงหน้า ของเธอ

” เธอเป็นคนที่ เดินไปทาง ฉันและมัน ดูเหมือนว่า เธอได้ วิงเวียน เพราะเธอ ล้มลง ที่เท้าของฉัน ” Ms Magdy กล่าวว่า

“เมื่อ การถ่ายภาพเริ่มต้น ผมไม่ได้ คิดว่ามันเป็น กระสุนอยู่ . ฉัน คิดว่ามันเป็น ดอกไม้ไฟ สำหรับงานแต่งงาน

“ผม ลงบน ลูก ๆ ของฉัน และ เก็บไว้บอก พวกเขาว่า . ไม่ต้องกังวล ไม่ต้องกลัว ‘ มาเรียม ไม่ได้ ย้าย . ฉันมีความคิด ว่าเธอ ตายไปแล้ว ไม่มี . ”

พี่ชาย สามปี เก่า มาเรียม ของ Filopateer , ถูกตี สองครั้ง ในกระเพาะอาหาร เขายังคงอยู่ ในโรงพยาบาล จนถึงสิ้นเดือนพฤศจิกายน

เล็ก ๆ น้อย ๆ ตอนนี้ Fou Fou ในขณะที่เขา เป็นที่รู้จักกัน หันหน้า การดำเนินงาน มากขึ้นและ ในอนาคตโดยไม่ต้อง น้องสาว สุดที่รัก ของเธอ

ทุกวัน เขาจูบ ภาพของเธอ และ เธอบอกว่าเธอ ได้ไป ถึงพระเยซู ตามที่ พ่อ ทุ่มเท ของเขา รัฟ Masiha

พาชมวัดเมืองหลวง

เกือบ ทุกวันจะมีผู้ที่ต้องการหาความสงบแวะเวียนมาที่วัดแห่งนี้ บ้างก็มาสนทนาธรรม บ้างก็มาฝึกสมาธิ หรือบางคนก็ต้องการเพียงแค่นั่งเงียบๆ แม้ว่าจะไม่มีญาติโยมมาทำบุญกันมากเหมือนวัดดังๆ แต่คนที่มาที่นี่.. ส่วนใหญ่คือผู้ที่ตั้งใจจะอาศัยพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำจิตใจ และไม่ต้องการใช้ทางลัดในการเข้าถึงบรมธรรม

วัด แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบางกอกน้อย ไกลจากย่านที่สับสนวุ่นวายเพียงไม่กี่สิบนาที หากแต่เมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในร่มครึ้มของวัดแล้ว กลับรู้สึกห่างไกลจากโลกภายนอกมากนักสถานที่ตั้งของวัดป่าเชิงเลน พ้องกับชื่อเพราะบริเวณนั้นคือ ป่าชายเลน ที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่น้อยที่ชอบสภาพชื้นแฉะชุ่มน้ำ รอบวัดแห่งนี้มีต้นไทรอยู่เป็นจำนวนมาก ม่านไทรทำหน้าที่ตกแต่งทางเดินรอบวัดซึ่งยกพื้นสูงอย่างน่าชม
กระทั่ง ในเดือนมีนาคม 2532 ท่านพระอาจารย์อุทัย(ติ๊ก)ฌานุตฺตโมได้มาพบบริเวณวัดร้างนี้โดยบังเอิญ แรกทีเดียวมองเห็นเป็นบึงกว้างใหญ่ กลางบึงเป็นต้นอ้อขึ้นสูงกว่าที่อื่น ใต้พงอ้อเป็นกองอิฐปะปนอยู่ จึงได้เข้าไปสำรวจและแผ้วถางหญ้าบริเวณที่เป็นโบสถ์ พบซากโบสถ์มีกองอิฐและกองไม้โครงหลังคา และเหลือซากกำแพงบางส่วนของตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำเพียงนิดเดียว ซึ่งใกล้ๆ บริเวณนี้ยังพบพระพุทธรูปเศียรขาด 3 องค์ ที่ถูกลักลอบตัดไปนานแล้ว ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจจึงได้ดำริจะบูรณะวัดนี้ขึ้นมาใหม่

” เราไม่ต้องการให้คนไปลุ่มหลงกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และสิ่งอื่นที่มาหลอกล่อจิตใจ เพราะมันจะทำให้เราตกอยู่ในกิเลสไม่รู้จบ เราบูรณะวัดนี้ก็เพื่อประโยชน์กับชาวพุทธที่มาปฏิบัติธรรม”

ที่ นี่มีพระจำพรรษาอยู่ 5 รูป ครองตนเยี่ยงพระป่าโดยทั่วไป กิจวัตรเริ่มตั้งแต่ ตี 3 ของทุกวัน ฉันมื้อเดียว และจะต้องทำวัตรเย็นนั่งสมาธิ ตั้งแต่ทุ่มตรงจนถึงสามทุ่ม เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนี้

เช่นนั้นเองวัดป่าเชิงเลนจึงให้ความร่มเย็นทั้งทางกายและทางใจอย่างแท้จริง

หลัง จากเริ่มการบูรณะไประยะหนึ่ง เจ้าอาวาสเล่าว่า ได้มีผู้นำเศียรพระห่อผ้าขาวใส่พานมาให้ลองสวมดูกับองค์เดิมใส่ได้พอดี จึงดำเนินการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ใหม่ รวมทั้งสร้างพระประธาน และอาคารต่างๆ ที่จำเป็นขึ้นใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2533

แต่ ด้วยเจตนาที่จะให้วัดนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และละกิเลสในเชิงวัตถุทั้งปวง วัดแห่งนี้จึงไม่มีการก่อสร้างอาคารถาวรวัตถุใหญ่โต สิ่งปลูกสร้างต่างๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางร่มไม้ เป็นตัวอย่างของการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่

ประวัติหลวงปู่ท่อน

๏ การอุปสมบท

ช่วงวัยหนุ่มฉกรรจ์ เป็นคนติดเพื่อนฝูง กินเหล้าเมายา จีบสาวตามบ้านต่างๆ ในละแวกนั้น
ทำให้โยมบิดา-โยมมารดา เป็นกังวลใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรชายคงจะเสียคนเป็นแน่
จึงได้ปรึกษากันขอให้บุตรชายบวชเรียน โยมบิดาจึงนำตัวบุตรชายไปฝากกับหลวงปู่คำดี ปภาโส
พระเกจิชื่อดังแห่งวัดป่าชัยวัน ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่หลวงปู่คำดีมีข้อแม้ว่า
ก่อนบวชจะต้องรักษาศีล นุ่งห่มขาว เจริญภาวนา กินข้าวมื้อเดียวก่อน

ครั้นอยู่ทดสอบจิตใจได้ 5 เดือน หลวงปู่คำดีได้อนุญาตให้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ขณะมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2491 ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง)
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า
และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่น
“ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย”

หลวงปู่ท่อน ยังได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,
หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น(มหาอินทร์ ถิรเสวี สินโพธิ์ ป.ธ.5)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตฺตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ณ วัดป่าชัยวัน
โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์กัมมัฏฐาน คอยสอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน
เน้นเรื่องสติ สมาธิ และปัญญา ระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร ท่านได้ช่วยครูบาอาจารย์แบ่งเบาภาระในการสอนคนที่จะมาบวช
ด้วยการสอนขานนาค เป็นต้น ครั้นถึงช่วงออกพรรษา ได้เป็นหัวหน้าออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร

ความตอนหนึ่งจากธรรมโอวาทของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือ “หลวงปู่ท่อน ญาณธโร”
ที่คอยอบรมสอนสั่งสาธุชนให้ปฏิบัติตาม ด้วยกุศโลบายอันแยบคายในการแสดงพระธรรมเทศนา
ให้ผู้ฟังนำไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญา

ท่านเป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนาธุดงค์กัมมัฏฐาน เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2471
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายแจ่ม และนางทา ประเสริฐพงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 19 คน

หลังจากช่วยงานการครูบาอาจารย์เสร็จสิ้น หลวงปู่คำดีได้นำหมู่คณะออกวิเวกไปทาง จ.เลย
ตอนนั้นหลวงปู่ท่อนบวชได้ 7 พรรษาแล้ว

พ.ศ.2497 หลวงปู่คำดี นำคณะเข้าป่าและถ้ำต่างๆ ได้ภาวนาทำความเพียร
ตลอดจนให้ศรัทธาญาติโยมมาฟังธรรมะ และในพรรษานี้หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา
ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย กับหลวงปู่คำดีด้วย

หลวงปู่ท่อนอยู่ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ได้ 2 พรรษา ก็มีศรัทธาญาติโยมมา
ขอให้ไปโปรดที่วัดถ้ำตีนผา อ.เชียงคาน จ.เลย 1 พรรษา
ต่อมาหลวงปู่คำดีเกิดอาพาธเจ็บป่วยด้วยโรคชรา
ท่านจึงกลับมาเยี่ยมและช่วยสร้างวัดถ้ำผาปู่นิมิตรไปด้วย จวบกระทั่งหลวงปู่คำดีได้มรณภาพลงอย่างสงบ

๏ สร้างวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2500 ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง
และได้สร้างเป็นวัดศรีอภัยวัน บนเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ รวมทั้งรักษาความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ไว้

จากนั้นมา หลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวัน จ.เลย ตราบจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่ท่อนเป็นพระป่า ที่วัดจึงไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต กุฏิเป็นเพียงกุฏิเล็กๆ
ปัจจัยที่ได้รับจากญาติโยม ล้วนแบ่งเอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จะแบ่งปันให้แก่สำนักสงฆ์ วัด ที่ขาดแคลนหรือทุรกันดาร

๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

พ.ศ.2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2510 เป็นเจ้าคณะตำบลเมือง เขต 2 (ธรรมยุต)

พ.ศ.2526 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ภูเรือ (ธรรมยุต)

พ.ศ.2532 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ปากชม (ธรรมยุต)

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2550 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)
ตามกฎของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23/2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ท่านบุตรคนที่ 6 ปัจจุบัน สิริอายุได้ 79 พรรษา 59 (เมื่อปี พ.ศ.2550)
ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน บ้านหนองมะผาง ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย และเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)

๏ การศึกษาเบื้องต้น

ในวัยเยาว์ สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านหินขาว
ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน
ท่านจึงได้ลาออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

ต่อมาได้เรียนต่อที่โรงเรียนผู้ใหญ่ที่บ้านหินขาว สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ท่านไม่ได้เข้าศึกษาต่อ
เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว จึงเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนอีกครั้ง เพื่อมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

กรรมฐานระดับสูง

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่ คือ :-
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่หนึ่ง ในข้อที่เขา
แสวงหาโภคทรัพย์โดยธรรม โดยไม่เครียดครัด,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สอง ในข้อที่เขา
ทำตนให้เป็นสุข ให้อิ่มหนำ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สาม ในข้อที่เขา
แบ่งปันโภคทรัพย์ บำเพ็ญบุญ,
ควรสรรเสริญโดยฐานะที่สี่ ในข้อที่เขา
ไม่กำหนัด ไม่มัวเมา ไม่ลุ่มหลง มีปกติเห็นโทษ
มีปัญญาเป็นเครื่องสลัดออก บริโภคโภคทรัพย์เหล่านั้น.

คหบดี ! กามโภคีผู้นี้ ควรสรรเสริญโดยฐานะทั้งสี่เหล่านี้.
คหบดี ! กามโภคีจำพวกนี้ เป็นกามโภคีชั้นเลิศ ชั้นประเสริฐ
ชั้นหัวหน้า ชั้นสูงสุด ชั้นบวรกว่ากามโภคีทั้งหลาย,
เปรียบเสมือน
นมสดเกิดจากแม่โค
นมส้มเกิดจากนมสด
เนยข้นเกิดจากนมส้ม
เนยใสเกิดจากเนยข้น
หัวเนยใสเกิดจากเนยใส;
หัวเนยใสปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดารสอันเกิดจากโคทั้งหลายเหล่านั้น,
ข้อนี้ฉันใด;
กามโภคีจำพวกนี้ ก็ปรากฏว่าเลิศกว่าบรรดากามโภคีทั้งหลายเหล่านั้น
ฉันนั้น แล.

กรรมชัวลูกชั่วหลาน

วันหนึ่งมีร้านอาหารมาเปิดแถวพุทธมณฑลสาย 5 ซึ่งไม่ไกลจากบ้านของประยงค์เท่าใดนัก และเจ้าของร้านก็รู้จักกันดีกับประยงค์ ที่ร้านนี้มีเมนูอาหารหลายอย่าง แต่ที่ขึ้นชื่อน่าจะเป็นปลาช่อนลุยสวน ซึ่งมีรสชาติอร่อยมาก เพราะใช้ปลาช่อนสดๆที่เพิ่งถูกฆ่าใหม่ๆ เมื่อร้านอาหารมีคนมาอุดหนุนมากขึ้นเรื่อยๆ ปลาช่อนลุยสวนเมนูเด็ดของร้านจึงทำไม่ค่อยทัน หลายครั้งปลาก็หมดอย่างรวดเร็ว เจ้าของร้านจึงคิดสั่งปลามาเพิ่ม เพื่อจะได้ตอบสนองลูกค้าอย่างเพียงพอ

เจ้า ของร้านเห็นประยงค์ไปรับจ้างได้ค่าแรงไม่มาก จึงคิดอยากจะหาทางช่วยเหลือ วันหนึ่งเมื่อได้เจอประยงค์ เขาก็ถามว่าสนใจที่จะทำงานให้กับร้านหรือไม่ ประยงค์ก็รีบรับปากทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่เจ้าของร้านบอกว่า ทำอยู่ที่บ้านก็ได้ ทำเสร็จค่อยเอาไปส่งที่ร้าน จะทำกี่คนก็ได้ ช่วยกันทำ ยิ่งทำได้มาก ก็ยิ่งจะได้ค่าตอบแทนมาก งานนั้นก็คือ เป็นเพชฌฆาตฆ่าปลาช่อน พร้อมขอดเกล็ดให้เรียบร้อย

 

กรรมและผลของกรรมนั้น เป็นสิ่งที่สลับซับซ้อนยากที่จะเข้าใจได้อย่างละเอียด บางครั้งพ่อเป็นคนสร้างกรรม แต่ผลของกรรมกลับไปแสดงผลกับลูก กับครอบครัว เป็นต้น อย่างไรก็ตามพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่า กรรมเป็นเผ่าพันธุ์ นอกจากทุกคนจะมีกรรมเป็นของตนเองแล้ว แต่ละคนยังมีกรรมร่วมกันด้วย เมื่ออยู่ในครอบครัวเดียวกัน ก็จะมีกรรมที่ทุกคนเคยทำร่วมกัน จึงได้รับผลร่วมกันก็มี ดังเรื่องราวของ “ประยงค์” ชายรับจ้างวัย 51 ปี เป็นคนสามพราน นครปฐม เขามีฐานะไม่ค่อยดีเท่าไหร่ มีรายได้แค่พอเลี้ยงครอบครัวไปวันๆเท่านั้น

 

ประยงค์ไม่ได้นึกอะไรไปมากกว่าได้รับค่าตอบแทนที่ดี มีเงินเพิ่มเพื่อเลี้ยงครอบครัว เพราะตอนนี้เขาก็มีลูกสาวอยู่คนเดียว อายุเพิ่ง 7 ขวบ ความหวังของประยงค์ นั้นอยากจะให้ลูกได้มีโอกาสเรียนสูงๆ จะได้ไม่ลำบากเหมือนพ่อแม่ เขาจึงตกปากรับคำกับเจ้าของร้าน

วัน รุ่งขึ้นก็มีรถขนปลาช่อนตัวเป็นๆ มาที่บ้านเขาจำนวนมาก ตอนแรกที่เห็นปลาทั้งหมดดิ้นในถัง ทำเอาประยงค์รู้สึกกลัวเหมือนกันที่ต้องฆ่าปลาเหล่านี้ เพราะขนาดของปลามีแต่ตัวใหญ่ๆ หากเป็นปลาตัวเล็กๆ เขาก็คงไม่หวาดเสียวเท่าใดนัก แต่จะทำอย่างไรได้ เพราะได้รับปากไว้แล้ว

ประยงค์จึงเริ่มทำงานโดยทุบหัวปลาช่อนให้ตายทีละตัวๆ บางตัวก็ต้องทุบหลายครั้งกว่าจะตาย เนื่องจากตัวใหญ่หัวแข็ง ในแต่ละวันกว่าจะทุบหัวปลาและขอดเกล็ดหมดก็ใช้เวลานานพอสมควร และตามแขนขาหน้าตาของเขาเต็มไปด้วยเลือดปลาที่กระเด็นใส่!!

เมื่อ วันแรกของการเป็นเพชฌฆาตปลาช่อนผ่านไปและมีรายได้ดี ประยงค์ก็ไม่รู้สึกอะไรอีก นอกจากทุบหัวปลาให้ได้มากขึ้น หลายครั้งเขาก็เรียกลูกเมียมาช่วย ซึ่งตอนแรกๆทุกคนรู้สึกกลัว ไม่กล้าทำ แต่เมื่อเห็นจนเป็นความเคยชิน จึงได้เริ่มลองทำดูบ้าง จนทำให้งานของเขาเสร็จเร็ว ได้เงินมากขึ้น และเหลือเวลาไปรับจ้างทำอย่างอื่นได้อีก

บ้านของประยงค์อยู่ริมคลอง ทุกเช้าเขาจะมานั่งทุบหัวปลาอยู่ริมคลองพร้อมกับครอบครัว หลังจากทุบเสร็จ ขอดเกล็ดแล้ว ก็จะตักน้ำคลองมาล้างปลาจนสะอาด และทุกเช้าจะมีพระเดินบิณฑบาตรผ่านบ้านเขาทุกวัน บางครั้งพระที่เดินผ่านมาก็ตกใจ เพราะเห็นปลาที่ประยงค์กำลังทุบอยู่นั้นดิ้นอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช ทุกข์ทรมานกับการถูกทุบหัวเป็นยิ่งนัก บางครั้งดิ้นแรงมากจนถึงกับกระเด็นมาใกล้เท้าพระ หลายครั้งที่พระได้เตือนประยงค์ไปว่า หากเลี่ยงอาชีพนี้ได้ก็ให้เลี่ยงซะ อย่าทำเลย เพราะมันเป็น บาปเป็นกรรม ประยงค์ก็รับฟังสิ่งที่หลวงพ่อสอน แต่ว่าจะให้เขาทำอย่างไร จะเปลี่ยนอาชีพก็ไม่รู้จะไปทำอะไร จึงคิดว่าทำอาชีพนี้ต่อไปก่อน หากหาอาชีพใหม่ที่ดีกว่านี้ได้แล้ว ค่อยเปลี่ยนไปทำ

เวลาผ่านไป ครอบครัวของประยงค์เริ่มมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น จากคนที่กลัวการฆ่า แต่วันนี้ทุกคนไม่กลัว และเห็นการฆ่าปลาเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย จนกลายเป็นความเคยชิน เพราะอาชีพนี้ช่วยให้ครอบครัวเขาดีขึ้น

ประยงค์ และครอบครัวไม่เคยคิดเลยว่า สิ่งที่เขากำลังทำอยู่นี้ ผลกรรมมันจะตามมาทันอย่างรวดเร็วในชาตินี้… แล้วกฎแห่งกรรมก็เดินทางมาถึงในช่วงเย็นของวันหนึ่ง ลูกสาวของประยงค์ได้ลงไปเล่นน้ำในคลองหน้าบ้านตามลำพัง ซึ่งตามปกติเธอก็มักจะโดดน้ำคลองเล่นเป็นประจำมาตั้งแต่ตัวเล็กๆ จนกระทั่งอายุ 7 ขวบ เธอจึงมีความคุ้นเคยเป็นอย่างดีกับการเล่นน้ำในคลอง พ่อแม่ก็ปล่อยให้เล่นตามสบาย เพราะเห็นลูกเล่นอย่างนี้มานานแล้ว

แต่วันนี้ไม่เหมือนวันก่อนๆ น้องเจนจิราได้ปีนขึ้นต้นไม้ริมคลองแล้วกระโดดลงน้ำ เหมือนอย่างที่เคยเห็น เด็กแถวบ้านทำกัน เธอกระโดดพุ่งหัวลงไปในคลองอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นหัวของเธอก็ไปกระทบเข้ากับตอไม้ท่อนใหญ่ที่อยู่ในน้ำอย่างแรง จนหัวแตก คอหัก ทำให้เธอจมดิ่งลงใต้น้ำ!! กว่าที่พ่อแม่จะรู้ว่าลูกจมหายไปในน้ำ แล้วลงไปช่วยกันงมหา น้องเจนจิราก็ได้กลายเป็นศพไปเสียแล้ว…

ประยงค์ และภรรยาต่างร้องไห้คร่ำครวญด้วยความเศร้าโศกเสียใจเป็นอย่างมาก เพราะมีลูกสาวเพียงคนเดียว แถมยังมาตายอย่างน่าอนาถ ความฝันของประยงค์ ที่จะทำให้ลูกสาวได้เรียนสูงๆนั้นจึงหายวับไปกับตา เมื่อเขาได้สติก็ระลึกถึงคำเตือนของพระ ว่าสิ่งที่เขากับครอบครัวช่วยกันทำนั้นเป็นบาปกรรม พวกปลาที่ถูกเขาฆ่าคงอาฆาตแค้นอยู่ไม่น้อย จึงทำให้ลูกสาวต้องตายในสภาพเช่นเดียวกับปลาช่อนที่ถูกทุบหัวนั้น!!

นี่คือผลของกรรมที่เห็นได้ทันทีในชาตินี้ ถึงแม้ว่ากรรมที่ทำจะไม่ได้แสดงผลกับประยงค์โดยตรง แต่การที่มันให้ผลกับลูกของเขา ก็ยิ่งเป็นเหมือนกับมีดโกนที่บาดลงกลางใจของผู้เป็นพ่อ เพราะลูกเป็นเหมือนแก้วตาดวงใจ เขายอมทำทุกสิ่งทุกอย่างได้เพื่อลูก แต่เมื่อเห็นลูกมาตายเช่นนี้ ชีวิตเขาก็เหมือนกับตายทั้งเป็น

การฆ่าสัตว์ใดๆ ก็ตาม ล้วนแต่เป็นบาป ผิดศีล และผลกรรมจากการฆ่าสัตว์จะทำให้อายุสั้นลงด้วย

การทำบุญ

มีทัศนคติที่ดีต่อการทำบุญ
มี หลายคนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อการทำบุญ เช่น คิดว่าทำความดีไม่ได้ดี หรือทำความชั่วได้ดี เป็นต้น ซึ่งท่าทีถือเป็นอุปสรรคต่อการทำบุญ เพราะว่ายังไม่มีความเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาที่สอนว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่ใช่ได้ดี

ปัญหานี้ ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต วัดรวกบางบำหรุ กรุงเทพฯ อธิบายไว้น่าฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัส พระเหมือนกับนาข้าว สมมติเรามีข้าวเปลือกอยู่ในกำมือก็ต้องพิจารณานาที่จะหว่านว่าพร้อมที่จะทำ ให้ข้าวของเรานั้นเจริญงอกงามแค่ไหน ถ้าต้องการผลที่ดีอันเกิดจากข้าวก็ต้องเลือกนาที่มีคุณภาพ หากถ้าไม่มีนาที่มีคุณภาพจริงๆ ยังไงก็ต้องเลือกหว่านดีกว่าที่จะปล่อยให้ข้าวเปลือกต้องเน่าในมือ “แต่พอหว่านเสร็จแล้วตอนหลังจึงค่อยไปถอนหญ้าหรือวัชพืช หรือไปให้น้ำ ดูว่านาแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยปรับให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่ทำเลย คือไม่หว่าน ไม่ดี เพราะถ้าไม่หว่านข้าวก็เน่าในมือ”

ถ้า เราได้ผู้รับทานของเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะบุญที่ทำจะได้มีความบริบูรณ์ครบถ้วน แต่ถึงแม้จะได้ทำกับพระที่ไม่ได้อย่างที่ใจคิดก็ยังได้บุญอยู่หากเรามีเจตนา และศรัทธาที่มั่นคง อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ผู้ทำบุญไม่ควรคิดในเรื่องนี้ เพราะการคิดอย่างนี้เท่ากับว่าตัวเรายังสละความตระหนี่ออกไปจากใจของตัวเอง ไม่ได้ อีกทั้งถ้าเลือกมากวันนั้นอาจไม่ได้ใส่บาตรเพราะพระกลับเข้าวัดหมด

การทำบุญเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานและคนไทยก็ชอบการทำบุญไม่ว่าเด็ก และผู้ใหญ่ ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจในเรื่องของการทำบุญอยู่มากเช่น บางคนอาจคิดว่าการทำบุญต้องเป็นเรื่องของทานคือ การให้อย่างเดียว หรือต้องนึกถึงพระที่วัดเท่านั้น บางคนก็มีความสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำว่าถูกวิธีหรือไม่ เป็นบุญหรือเป็นบาป แต่บางคนก็อยากรู้ว่าทำบุญอย่างไรจึงจะได้บุญมาก เป็นต้น ซึ่งสองกรณีหลังคนไทยจะเป็นกันมาก ทั้งนี้ ไม่รวมพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแต่ก็ถูกนำเข้ามาให้บริการทั้งในวัดและนอกวัด เช่น การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เป็นต้น

เพื่อ แก้ความสงสัยและความอยากรู้ของผู้ที่รักในการทำบุญทั้งหลาย วันนี้จึงนำเคล็ดลับดีๆ จากผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาบอกเพื่อการทำบุญที่ถูกต้อง ต่อไป

มารู้จักบุญในพระพุทธศาสนาก่อน
อย่าง ที่กล่าวว่าคนไทยชอบทำบุญในเรื่องทาน การให้ การบริจาคเป็นส่วนใหญ่ จนกลายเป็นว่า คิดจะทำบุญทั้งทีก็ต้องทานมาเป็นที่หนึ่งจึงไม่ค่อยเห็นใครให้ความสนใจ ปฏิบัติในบุญอีกสองประการ ทั้งที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน นั่นก็คือการรักษาศีลและการเจริญจิตตภาวนา

บุญ คือ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 3 หมายความว่า ถ้าประสงค์จะทำบุญสามารถทำได้โดยการให้ทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ เจริญภาวนาก็ได้ แต่เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ปฏิบัติก็มีการจำแนกบุญออกไปอีก 10 ประการ เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่ง 3 ข้อแรกเหมือนกัน ส่วนอีก 7 ข้อประกอบด้วย การช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาส่วนบุญ การฟังธรรม การแสดงธรรม และการทำความเห็นให้ตรงคือการมีความคิดดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของบุญทั้งนั้น ถ้าใครทำบุญหรือความดีอะไรก็ตามหากเข้าหลักแห่งบุญทั้ง 10 ประการ ก็ถือว่าได้ทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เช่น การช่วยงานสังคมโดยไม่หวังชื่อเสียงและสิ่งตอบแทน ก็จัดว่าได้ทำบุญข้อประกอบขวนขวายในกิจที่ชอบ เป็นต้น

คิดทำบุญต้องกำจัดตระหนี่ก่อน
มี ปัญหายอดฮิตข้อหนึ่งที่หลายคนสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าใส่บาตรให้พระภิกษุสมมติเป็นพระภิกษุที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ผู้ทำจะได้บุญไหม

 

” คนที่มีความตระหนี่ไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั้น เปรียบเหมือนน้ำที่ขังซึ่งจะเน่าเร็ว แต่น้ำที่ไม่ขัง มีการไหลเวียนตลอด เช่น แม่น้ำคงคา มีการทิ้งซากศพลง เป็นต้น ก็ไม่เคยปรากฏข่าวว่าแม่น้ำคงคาเป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรค ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนใจคนถ้าไม่รู้จักการให้เลย ใจจะเน่าเร็ว แต่ถ้าใจค่อยๆ ขยายออก รู้จักแบ่งปัน ก็จะสดใสตลอด มีอารมณ์อะไรมากระทบก็ผ่องใส เพราะว่ามีการถ่ายเทตลอด”


พระมหา บวรวิทย์ กล่าวว่า การที่จะทำบุญอะไรก็ตามไม่มีอะไรบอกเหตุว่าผลที่ได้จะปรากฏเมื่อใดเหมือนคน ปลูกมะม่วงในวันนี้แล้วหวังที่จะกินผลในวันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พระ พุทธเจ้าสอนว่าปลูกมะม่วงผลในวันนี้ที่ที่ได้ชัดเจนก็คือมะม่วงแน่นอน แต่จะได้กินผลของมันหรือไม่ไม่แน่ อาจได้กิน หรือไม่ได้กินก็ได้เพราะมันอาจเน่าก่อนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

เริ่มที่ศรัทธาแต่ต้องคู่ปัญญา
สิ่ง หนึ่งที่การทำบุญจะไม่บริสุทธิ์ก็คือการทำบุญที่ใช้แต่ศรัทธาเป็นตัวนำแต่ ปราศจากปัญญากำกับ ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็มีปรากฏในสังคมไทย เช่น บางคนทำบุญจนหมดตัว บางคนทำบุญแล้วมีปากเสียงกับคนในครอบครัว นี้คือลักษณะของคนทำบุญที่ใช้ศรัทธาแต่ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งก็ทำให้มองได้ว่าเป็นการกระทำที่ลุ่มหลง ซึ่งพอลุ่มหลงก็มักจะไปผิดทางเสมอ กล่าวคือเห็นเขาทำอะไรก็เอาด้วยหมด

มีโอกาสต้องรีบทำ
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีซี คอนซัลแทนส์ฯ มีความเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาโดยพื้นฐานแล้วอยากทำบุญทั้งนั้น แต่ปัญหาที่หลายคนประสบอยู่คือ เจ้ากรรมนายเวรไม่เปิดทางให้ เช่น บางคนวางแผนที่จะทำบุญด้วยการจะไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนั้นวัดนี้ เคลียร์งานเรียบร้อย แต่พอถึงวันก็ไม่โอกาสได้ทำ เพราะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้มีหลายคนที่ประสบ

เพราะ ฉะนั้น หากคิดจะทำบุญถ้ามีโอกาสต้องรีบทำทันที ไม่ควรปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไป เพราะถ้าโอกาสหลุดลอยไปก็อาจไม่มีวันได้ทำความดีอะไรเลย

” สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือเมื่ออยากทำบุญอะไรจะตั้งจิตเอาไว้ตลอดและบอกว่าในบุญ กุศลที่ได้ทำขอให้ได้มีโอกาสเปิดกองบุญที่ทำมาทั้งสังสารวัฏ ต่อไปนี้ถ้าจะทำบุญอะไรก็ตามที่ไม่เคยทำมาก่อนในสังสารวัฏก็ขอให้พระ พุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรได้มาอนุโมทนาและเปิดทางให้ ซึ่งเมื่อตั้งปรารถนาอย่างนี้เวลาที่ตั้งใจจะทำอะไรพอคิดปุ๊บสำเร็จทันที”

ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันได้บุญมาก
พระ มหาบวรวิทย์ กล่าวว่า การ ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันคือ เช่น เมื่อให้อะไรใครแล้วก็ไม่ปรารถนาที่จะได้คืน หรือให้เขาได้ชื่นชมยกย่องว่าเราให้เขา แต่เป็นการสละแบบขาดตัว เหมือนกับน้ำอยู่ในขันที่คว่ำลงไปที่ไม่มีใครอยากได้คืน แต่ ว่าก็มีหลายคนที่ยังอยากได้คืน เช่น เคยนำสิ่งของไปให้เพื่อนบ้าน คิดว่าวันหลังเพื่อนบ้านอาจจะมีสิ่งของมาให้บ้าง หรือแม้ให้อะไรใครก็หวังว่าอย่างน้อยที่สุดเขาจะชื่นชมยกย่องตัวเอง สำหรับพระพุทธเจ้าไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

” พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแบบน้ำคว่ำขัน เช่น ทานบารมี ก็สามารถให้ได้ทั้งวัตถุ ร่างกาย ชีวิตของตัวเองได้ทันที อย่างเราถ้ามีคนตาบอดมาขอลูกตาข้างเดียวหรือสองข้างจะกล้าควักให้ไหม เชื่อว่าไม่มีใครกล้าหรอก แต่พระโพธิสัตว์ควักให้ทันที” สำหรับเราถ้าทำไม่ได้อย่างพระโพธิสัตว์ก็ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเริ่มที่ สเต็ปง่ายๆ คือพยายามสละสิ่งภายนอกให้ได้ก่อน สุดท้ายก็มาสละอารมณ์ที่เป็นเรืองของจิตใจ เช่น ใครด่าก็เฉยไม่แสดงอาการขุ่นเคือง เป็นต้น

กลับสู่ความว่างเปล่า

เราล้วนเป็นความว่าง เราต้องอยู่ในดินแดนแห่งความว่างชั่วนิรันดร แม้ว่าเราไม่เคยทุกข์ ไม่เคยเกิดแก่เจ็บตาย เมื่อเราเป็นความว่าง    แต่เราก็อยากลองใช้ชีวิตแบบอื่นที่ไม่ได้เป็นความว่างบ้าง  และใช้ชีวิตที่มี เขา กะ เรา บ้าง   ซึ่งเราอาจจะชอบก็ได้
ความว่างในจิตนั้น นำความเสมอภาคมาให้ทุกอย่าง  ชนชั้นไม่มีในความว่าง  ทุกข์สุขไม่มีในความว่าง  รวยจนไม่มีในความว่าง

หลวงตามหาบัวจึงเทศน์ว่า  ”พระพุทธเจ้า พระธรรมพระสงฆ์ มาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันได้ยังไง  นั่นมันเป็นแล้วนะนั่น พระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์  มาเป็นอันเดียวกันแล้วนะนั่น”

ด้วย ฤทธานุภาพที่เรามีในการควบคุมเนรมิตแดนแห่งความว่างให้เป็นอะไรก็ได้ทั้ง นั้น  เราจึงเนรมิตสร้างโลกและจักรวาล เนรมิตสร้างสวรรค์นรกและภูมิอื่นๆขึ้นมา 31 ภพภูมิ  และก็เนรมิตสร้างสวรรค์นิรันดร(เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ขึ้นมาด้วย
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่ไม่มีสมมุติ(เป็นความว่างอบ่างเดียว)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนอมตะที่เป็นสมมุติที่ไม่มีวันทุกข์ไม่มีวันตาย (สวรรค์นิรันดร เมืองนิพพานสำหรับผู้มีกายอมตะ)ก็เชิญอยู่ไป
- ใครชอบอยู่ในแดนไม่อมตะในโลก แดนไม่อมตะในสวรรค์ แดนไม่อมตะในพรหมโลก แดนไม่อมตะในนรก ฯลฯ  ใครชอบใครรักสิ่งไหน ก็เลือกอยู่สิ่งนั้นไป

เพราะ เราต้องอยู่ในนี้ขั่วนิจนิรันดร   การไปอยู่ที่อื่นแม้จะชั่วกัลปาวสาน  ก็ยังน้อยกว่าขั่วนิจนิรันดร   แต่จุดมุ่งหมายสุดท้ายของเรา  เราอาจต้องการเลือกอยู่เป็นจิตว่างเฉยๆเหมือนเดิมก็ได้  เพราะที่นั่นมีแต่สันติสุด  จิตของเราไม่นึกนำเข้าสิ่งใด  และไม่นึกส่งออกสิ่งใดออกไปจากความว่างทั้งนั้น

ภาษาธรรม

ภาษาธรรม  หมายถึง กัมมัฏฐาน คือการปฏิบัติธรรม ทำด้วยความซื่อตรง ด้วยสุจริต ด้วยความขยันด้วยความแข็งขัน ด้วยความฉลาด ด้วยคุณธรรมมากมายหลายประการ

มาร

ภาษาคน  หมายถึง ยักษ์มารที่มีรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดน่ากลัว

ภาษาธรรม หมายถึง เป็นภาวะอย่างหนึ่ง ซึ่งมีลักษณะขัดขวางความดีความงาม ความที่จะก้าวไปถึงความดับทุกข์

โลก

ภาษาคน  หมายถึง แผ่นดิน ตัวโลกนี้จะกลมหรือแบนก็ตาม

ภาษาธรรม  หมายถึง นามธรรม หรือคุณธรรม หรือคุณสมบัติ ที่มีประจำอยู่ในโลก เช่น ความทุกข์ ความไม่เที่ยง ความเปลี่ยนแปลงเป็นต้น

ชาติ (ความเกิด)

ภาษาคน  หมายถึง การคลอดจากท้องมารดา ซึ่งมีครั้งเดียว

ภาษา ธรรม  หมายถึง ความเกิดแห่งความรู้สึกว่าตัวฉัน หรือตัวกูก็ตามที่เกิดขึ้นมาครั้งหนึ่ง ๆ ในจิตใจของเราเป็นประจำวัน คนธรรมดาก็เกิดได้มากครั้ง ถ้าเป็นคนดีก็เกิดน้อยครั้ง ถ้าเป็นพระอริยะเจ้าก็ยิ่งเกิดน้อยลงไปอีก กระทั่งไม่เกิดเลย เมื่อใดเกิดความรู้สึกว่า ตัวฉัน ขึ้นมาในใจ กระทั่งเป็นตัวกูขึ้นมาอย่างนั้นอย่างนี้ ก็เรียกว่า  ตัวฉันเกิดขึ้นมาคราวหนึ่ง ดังนั้นการเกิดจึงเกิดได้หลาย ๆ ครั้งแม้ในวันหนึ่ง
พรหมจรรย์

ภาษาคน  หมายถึง เว้นการประพฤติผิดในทางกาม

ภาษา ธรรม  หมายถึง การทำเพื่อละกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่งด้วยความเคร่งครัด ถ้าปฏิบัติลงไปให้จริง ให้เคร่งไม่มีการบกพร่องแล้ว เรียกว่า พรหมจรรย์

นิพพาน

ภาษาคน (ภาษาชาวบ้าน)  จะคิดเอาเองว่า นิพพานเป็นบ้าน เป็นเมืองแก้ว เมืองสารพัดนึก จะนึกอะไรก็ได้ตามใจชอบ ก็เลยอยากไปนิพพาน

ภาษาธรรม  หมายถึง ความดับ สิ้นสุดแห่งกิเลส และความทุกข์โดยประการทั้งปวงและอย่างแท้จริง

มรรค-ผล

ภาษาคน  หมายถึง การทำงานนั้นได้สำเร็จ ตามที่ตนต้องการ แม้แต่เป็นเรื่องโลกีย์ก็ตาม

ภาษาธรรม  หมายถึง การทำลายความทุกข์ ทำลายกิเลสที่เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ได้อย่างถูกต้อง ตามหลักธรรมะ เป็นขั้น ๆ ขึ้นไป

ความตาย

ภาษาคน  หมายถึง ตายชนิดที่จะต้องเอาใส่โลงไปเผาไปฝัง

ภาษาธรรม  หมายถึง ความสลายแห่งความรู้สึก คือความรู้สึกที่เกิดขึ้นว่าเป็นตัวฉัน ตัวกู นั่นแหละมันสลายลงไป

ชีวิต

ภาษาคน  หมายถึง สิ่งที่ยังไม่ตาย ยังดิ้นได้ เดินได้ กินอาหารได้เป็นต้น

ภาษาธรรม  หมายถึง สภาวะที่ไม่รู้จักตายจริง ๆ คือ นิพพาน หรือชีวิตนิรันดร์จริง ๆ เป็นชีวิตที่ไม่มีเกิด ไม่รู้จักดับอีกต่อไป

คน

ภาษาคน  หมายถึง สัตว์ที่มีรูปร่าง

ภาษาธรรม  หมายถึง คุณธรรมที่เหมาะกับคำว่ามนุษย์ คือ มีจิตใจสูง

พระเจ้า (พระเป็นเจ้า)

ภาษาคน  หมายถึง เทวดาที่มีอำนาจในการสร้าง ในการบันดาล ในการเนรมิตต่าง ๆ

ภาษาธรรม  หมายถึง อำนาจลึกลับที่ไม่ต้องเป็นตัวตน ไม่ต้องเป็นตัวเทวดา
ไม่ต้องเป็นตัวอะไรทั้งหมดแต่เป็นสิ่งที่เป็นธรรมชาติ เป็นนามธรรม เป็นกฎธรรมชาติ หรือถ้าเรียกอย่างบาลี เรียกว่าธรรม

นรก

ภาษาคน  หมายถึง เมืองที่อยู่ใต้ดิน มีเจ้าหน้าที่เป็นยมบาล จับคนไปลงโทษ เมื่อตายแล้จึงจะไปถึง

ภาษาธรรม  หมายถึง ความร้อนใจเหมือนไฟเผา ใครทำความเดือนร้อนให้เกิดขึ้นแก่ตนเองในลักษณะเหมือนไฟเผาเมื่อไร ก็เรียกว่าตกนรกเมื่อนั้น

สัตว์เดรัจฉาน

ภาษาคน  หมายถึง สัตว์ต่าง ๆ หมู หมา กา ไก่ ฯลฯ ที่ตายแล้วไปเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน

ภาษาธรรม  หมายถึง ความโง่ วันหนึ่งเกิดเป็นสัตว์เดรัจฉานหลายหนก็ได้

เปรต

ภาษาคน  หมายถึง สัตว์ที่มีปากเล็กนิดเดียว มีท้องโตมาก กินไม่ทันและหิวอยู่เรื่อย และจะเป็นก็ต่อเมื่อตายแล้ว

ภาษาธรรม  หมายถึง คนที่ความทะเยอะทะยานด้วยกิเลสตัณหา หรือวิตกกังวลด้วยกิเลสตัณหา

อสุรกาย

ภาษาคน  หมายถึง ผีชนิดหนึ่ง มองไม่เห็นตัว เที่ยวหลอกเที่ยวหลอนไม่กล้าแสดงตัวเพราะมีความขลาด

ภาษา ธรรม  หมายถึง ความขลาดในจิตใจของมนุษย์ ขี้ขลาดอย่างไม่ควรจะเป็น กลัวการทำความดี กลัวว่าบรรลุนิพพานแล้วจะไม่มีรสชาติ ความกลัวอย่างไม่มีเหตุผลชนิดนี้เป็นอสุรกาย

สวรรค์

ภาษาคน  หมายถึง เทวโลกอันงดงามอยู่เบื้องบน

ภาษา ธรรม  หมายถึง กามคุณ หรือยอดสุดของกามคุณ เป็นต้น ที่ทำให้คนลุ่มหลงนี้เรียกว่าสวรรค์ขั้นกามวจรถ้าเป็นสวรรค์ชั้นพรหมโลกก็ หมายถึง ความว่างจากกามารมณ์ มีความสบายใจเพราะไม่ถูกกามารมณ์รบกวนเหมือนดั่งว่า     คน ๆ หนึ่ง เมื่อมีความหิวในกามารมณ์ บริโภคกามารมณ์เสร็จแล้ว ไม่อยากแตะต้องอีกต่อไปในเวลานั้นต้องการอยู่    ว่าง ๆ เงียบ ๆ เทียบได้กับคุณสมบัติของพรหมหรือพรหมโลก ดังนั้น จึงกล่าวว่า สวรรค์ชั้นธรรมดาก็คือสมบูรณ์ไป  ด้วยกามารมณ์ สวรรค์ชั้นสูงสุดเช่น ปรนิมมิตวสวัสดี ก็คือความสมบูรณ์ไปด้วยยอดสุดของกามารมณ์ สวรรค์ชั้น   พรหมโลกก็คือว่างจากการเบียดเบียนของกามารมณ์ แต่ยังมีตัวมีตนมีตัวกูอยู่
น้ำอมฤต

ภาษาคน  หมายถึง เหล้าชนิดหนึ่ง ซึ่งพวกเทวดากินเข้าไปแล้วไม่ตาย แต่กลับรบราฆ่าฟันกันเอง

ภาษาธรรม  หมายถึง ธรรมะชั้นสูงขั้นอนัตตา หรือสุญญตา ซึ่งทำให้คนไม่ตาย เพราะว่างจากตัวตน ไม่มีตัวตน

สุญญตา

ภาษาคน , สุญญตา, เป็นภาษาบาลี ,สุญญ, แปลว่า ว่าง, ตา แปลว่า ความ, สุญญตา แปลว่า ความว่าง
ไม่มีอะไรเลย หรือสูญเปล่าไม่ได้อะไรเลย

ภาษาธรรม  หมายถึง มีทุกอย่างทุกประการ มีเท่าไรก็ได้ เว้นแต่ความรู้สึกว่าตัวฉัน
หรือเป็นของฉัน นั่นคือ ว่างจากตัวตน หรือของตน นอกนั้นมีได้หมด


ความหยุด

ภาษาคน  หมายถึง ไม่เคลื่อนไหว

ภาษาธรรม  หมายถึง ความว่างจากตัวตน ถ้าว่างจากตัวตนแล้วจะเอาอะไรวิ่ง
ก็ต้องถือว่าฉันหยุดแล้ว ไม่มีตัวตนจะยึด ว่างจากตัวตนโดยสิ้นเชิง

แสงสว่าง

ภาษาคน  หมายถึง แสงดวงอาทิตย์ แสงไฟฟ้า แสงตะเกียง ฯลฯ

ภาษาธรรม  หมายถึง ปัญญา หรือวิชชา หรือญาณ แม้จะอยู่ในถ้ำมือ
หรือเวลากลางคืนไม่มีแสงเดือน แสงดาว ก็ยังปรากฏแสงสว่าง มีปัญญา หรือวิชชา หรือญาณนั้น ๆ

กรรม

ภาษาคน  หมายถึง แย่แล้ว มีโชคร้าย มีผลบาปมาถึง

ภาษาธรรม  หมายถึง การกระทำ กระทำไม่ดี กระทำชั่ว เรียกว่ากรรมดำ กระทำดี เรียกว่า กรรมขาว

ความมืด

ภาษาคน  หมายถึง มืดจนมองด้วยตาไม่เห็น

ภาษาธรรม  หมายถึง อวิชชา ความโง่ ความหลง โมหะ มืดด้วยอวิชชา มืดด้วยโมหะ ไม่ว่าจะอยู่ในที่สว่างอย่างไรก็มืดอยู่นั่นเอง

ที่พึ่ง, สรณะ

ภาษาคน  หมายถึง สิ่งอันที่อยู่นอกตัวที่จะเอามาเป็นที่พึ่ง พึ่งคนอื่น พึ่งผีพึ่งสาง พึ่งจอมปลวก
พึ่งศาลพระภูมิ ฯลฯ ซึ่งล้วนแต่เป็นสิ่งอื่น หรือคนอื่นที่อยู่นอกตัวเรา

ภาษาธรรม  หมายถึง ตัวเองอยู่ในตัวเอง แม้เราพูดว่าพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ก็หมายถึง
พระพุทธพระธรรม พระสงฆ์ที่อยู่ในจิตใจเราจึงเป็นที่พึ่งแก่เราได้

โยนิโส คืออะไร?

พระสงฆ์โยนิโส” มาจาก “โยนิ” แปลว่า เหตุ ต้นเค้า แหล่งเกิด ปัญญา อุบาย วิธี ทาง
“มนสิการ” หมายถึง การทำในใจ การคิด คำนึง นึกถึง ใส่ใจ พิจารณา

ดัง นั้น “โยนิโสมนสิการ” จึงหมายถึง การทำในใจให้แยบคาย หรือ การพิจารณาโดยแยบคาย กล่าวคือ ความเป็นผู้ฉลาดในการคิด คิดอย่างถูกวิธีถูกระบบ พิจารณา ไตร่ตรองสาวไปจนถึงสาเหตุหรือต้นตอของเรื่องที่กำลังคิด คือคิดถึงรากถึงโคนนั่นเอง แล้วประมวลความคิดรอบด้านจนกระทั่งสรุปออกมาได้ว่าสิ่งนั้นควรหรือไม่ควร ดีหรือไม่ดี เป็นวิถีทางแห่งปัญญา เป็นธรรมสำหรับกลั่นกรองแยกแยะข้อมูลหรือแหล่งข่าวหรือที่เรียก “ปรโตโฆสะ” อีกชั้นหนึ่ง กับทั้งเป็นบ่อเกิดแห่งความคิดชอบหรือ “สัมมาทิฐิ” ทำให้มีเหตุผล และไม่งมงาย [4]

อนึ่ง คัมภีร์ในพระไตรปิฎก ชั้นอรรถกถาและฎีกาได้แสดงไวพจน์แจกแจงความหมายในแง่ต่าง ๆ ของโยนิโสมนสิการว่า

อุบายมนสิการ” เป็น การคิดหรือพิจารณาโดยอุบาย คือ การคิดอย่างมีวิธีหรือถูกวิธี ซึ่งหมายถึง การเข้าถึงความจริง สอดคล้องกับแนวสัจจะ ซึ่งทำให้รู้สภาวลักษณะและสามัญลักษณะของสิ่งทั้งหลาย
“ปถมนสิการ” เป็น การคิดถูกทาง ต่อเนื่องเป็นลำดับ หมายถึง ความคิดที่เป็นระเบียบตามหลักเหตุผล ไม่ยุ่งเหยิงสับสน จิตไม่แว๊บติดพันในเรื่องนี้ แต่เดี๋ยวกลับเตลิดไปคิดอีกเรื่องหนึ่ง จิตยุ่งเหยิงนี้กระโดดไปมา ไม่เป็นชิ้นเป็นอัน แต่รวมทั้งความสามารถในการชักความนึกคิดไปสู้แนวทางที่ถูกต้อง
“การณมนสิการ” เป็น การคิดอย่างมีเหตุผล เป็นการสืบค้นตามแนวความสัมพันธ์สืบทอดแห่งเหตุปัจจัย พิจารณาสืบสาวหาสาเหตุ ให้เข้าใจถึงต้นเค้า หรือแหล่งที่มาซึ่งส่งผลต่อเนื่องตามลำดับ
อุปปาทกมนสิการ การคิดการพิจารณาให้เกิดกุศลธรรม เช่น การพิจารณาที่ทำให้มีสติ หรือทำให้จิตใจเข้มแข็งมั่นคง เป็นต้น

ไข ความทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นเพียงการแสดงลักษณะด้านต่างๆ ของความคิดแบบโยนิโสมนสิการ ซึ่งการเกิดในแต่ละครั้ง อาจมีลักษณะครบทั้ง 4 ข้อ หรือเกิดครบทั้งหมด หรือเขียนลักษณะทั้ง 4 ข้อนี้สั้นๆ ได้ว่า คิดถูกวิธี คิดมีระเบียบ คิดมีเหตุผล คิดเร้ากุศล