พุทธศาสนาในต่างประเทศ

วาม เห็น ตรงไปตรงมา ของเขา เขาได้รับ การติดตาม แต่ยัง ทำให้เขา ร่างของ ความประพฤติ บางอย่าง ในกรุงย่างกุ้งในช่วงทศวรรษ แรกของ ศตวรรษที่ 20
กฎหมาย เบรกเกอร์

และ ในขณะที่ ต่อต้าน อาณานิคม และคริสเตียน ของเขาอาจจะ ทำให้เขา ได้รับความนิยม ในชุมชน ชาวพุทธ ใน เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ก็ยัง ดึงดูด การลงโทษของ เจ้าหน้าที่ อาณานิคม

ใน ปี 1910 ฝ่ายตรงข้าม เขาไป รายงานศาล หัวหน้า ย่างกุ้ง หลังจากที่เขา ถูกกล่าวหาว่า คริสตชน ของความ ยุติธรรม มีความรุนแรงและ การตั้งค่า ในการทำลาย ประเพณี พม่า

การบ วช ของพระองค์จึง วัน ก่อน ที่ ชาร์ลส์ เฮนรี อัลลัน เบนเน็ตต์ ( อนันดา Metteyya ) ที่ได้รับการ ขนานนามว่า เป็นประเพณีครั้งแรกของ พระภิกษุ ตะวันตก ‘ ขณะที่ เบนเน็ตต์ ก็ออกบวช ในประเพณี เถรวาท ใน 1902

เขาออกจาก ไอร์แลนด์ เมื่อเขา ยังเป็นวัยรุ่น และเดินทางไป อเมริกา หลัง จาก หลายปี ที่เดินทางมาจาก สถานที่ที่เขาเริ่มทำงาน ในบรรทัด การจัดส่ง จดหมาย ซาน ฟรานซิส / โยโกฮามา แต่หลังจากที่ การเดินทาง เพียงสาม ถูกโยน ออกไปจากเรือ ในญี่ปุ่น รายงานว่า เกิดจาก ความมึนเมา

จากนั้นเขาก็ ทำให้การเดินทาง สาม สัปดาห์โดย เรือกลไฟ ที่ กรุงย่างกุ้ง ในพม่า ที่ เขาได้ ทำงานเป็น คน ตรงที่ บริษัท เข้าสู่ระบบ มันเป็น ในขั้นตอนนี้ เขามี ปฏิสัมพันธ์ แรกของเขากับ พระสงฆ์

” พระสงฆ์มีจำนวนมากของการ เคารพจาก ผู้คนและ ผมสงสัยว่า Dhammaloka อาจจะได้รับ การดื่มและพวกเขา ช่วยให้เขา เอาชนะ การพึ่งพา ของเขาเกี่ยวกับ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ” อธิบาย ศาสตราจารย์ ไบรอัน Bocking หัวของ โรงเรียนของ เอเชียศึกษา ที่มหาวิทยาลัย วิทยาลัย จุก

“มัน เป็น ที่น่าสังเกต ว่านอกจาก ต่ำช้า ปัญหาของ ลงกลายเป็นจุดสำคัญ ของ พระธรรม Dhammaloka ของเช่นเดียวกับที่ เขา เขียน ต่อต้าน ลัทธิล่าอาณานิคม . เขากลายเป็น หัวคะแนน ลงสำหรับส่วนที่เหลือ ของชีวิตของเขา . ”

ชาวไอริชเริ่ม การฝึกอบรม เป็น พระภิกษุ และได้รับการ บวช อย่างเต็มที่ ก่อนที่ 1900

เขา ได้รับการ ปฏิบัติ โดย ผู้พิพากษาสำหรับปีและผู้สนับสนุน ของเขา จ่ายเงินก้อน ใหญ่มากของ ประมาณ 1,000 รูปี เป็น ประกัน ว่าเขาจะไม่ กลับมา รุกราน

” Dhammaloka มีชื่อเสียงใน สองสิ่ง ” อธิบาย ศาสตราจารย์ Bocking

“หนึ่ง เขาเป็น ชาวตะวันตกแต่พระภิกษุ และประการที่สอง ที่เขา กล่าวสุนทรพจน์ ที่มี การถกเถียงกัน ประนาม เผยแผ่ศาสนาคริสต์ และ ลัทธิล่าอาณานิคม ของยุโรป . ”

ศาสตราจารย์ Bocking ยังเชื่อด้านที่สำคัญ ที่สุด ของการแปลง Dhammaloka เป็น ภูมิหลังของเขา ที่ เป็น อุปสรรคต่อการ พุทธศาสนา ไม่มี

” ผมคิดว่า สิ่งที่สำคัญ ที่สุดสำหรับเรา ในการเรียนรู้ เกี่ยวกับ Dhammaloka คือการที่เขา เปิด ขึ้นทั่วโลก ในช่วงต้น พุทธ ตะวันตก ที่ไม่ได้ นับถือ ชนิด แต่ ที่ออกมาจากสามัญ ของจักรพรรดิ ที่ มีความสนใจใน ศาสนา มา . ”

ลักษณะ ที่ คน ในตะวันตก ได้รับการสนับสนุน ในการปฏิบัติ ศาสนาอาจ มีการเปลี่ยนแปลงตั้งแต่ เวลา Dhammaloka แต่ แนวคิดที่ว่า พระพุทธศาสนา จะเปิดให้ ทุกคน จากทุกชนิด ของพื้นหลังยังคง สะท้อน วันนี้

“คุณ สามารถปฏิบัติ ตามคำสอนในชีวิต ประจำวันของคุณ ในการพัฒนา ความเห็นอกเห็นใจ ตัวเอง โดยไม่ต้องโทร พุทธ

“หลาย คน จะ ปฏิบัติ ในทางที่ . นำ สาระสำคัญของ คำสอนและ การปฏิบัติและการ ที่ดี ใน พุทธศาสนา . มันไม่จริง จำเป็นที่จะต้อง ติดป้าย ตัวเอง . ”

การ ผสม การปฏิบัติ ทางพุทธศาสนา ด้วยความเชื่อ ดั้งเดิม ของชาวคริสต์ ในประเทศไอร์แลนด์ ในปัจจุบัน ไม่ได้เป็น สิ่งที่จะ ได้รับ การสนับสนุน ด้วย Dhammaloka ที่ มีมุมมอง ที่แข็งแกร่ง ทั้งใน ศาสนาคริสต์และ ลัทธิล่าอาณานิคม


แต่ วิธีการที่ แครอล กระทบ หลักการ พระเจ้า ของเขากับชีวิต จิตวิญญาณ

ศาสตราจารย์ ไบรอัน Bocking อธิบาย: ” เขาเป็นคนที่ ไม่เชื่อในพระเจ้าแต่ ดาไลลามะ เป็น พระเจ้า

” ชาวพุทธ ไม่เชื่อ ในพระเจ้า ไม่ได้อยู่ใน ความรู้สึก ที่นับถือศาสนาคริสต์ . พวกเขาไม่เชื่อ ในพระเจ้า ผู้สร้างที่คุณสามารถ โต้ตอบกับ

“สิ่ง ที่ พวกเขากล่าวว่า เป็น ความทุกข์ทรมาน ที่ เกิดจาก ใจ – สิ่งที่ คุณต้องทำ คือการ กลั่น จิตใจและ ดับไฟ ของ ความอยาก ใด ๆ และคุณ ทำได้โดยการ ต่อไปนี้ชีวิตสันโดษ

“ใน วิธีการที่ พุทธศาสนา ได้อย่างสมบูรณ์ เข้ากันได้กับ ต่ำช้า ของ Dhammaloka . ”

ต่ำ ช้า ภายใน พุทธศาสนา เป็นหลักการ ที่ยังคง ยังคงเหมือนเดิม และดร ลอเรน ค็อกซ์ , ผู้เขียนของ พุทธศาสนา และไอร์แลนด์: จากเซลติกส์ ที่จะ เคาน์เตอร์ วัฒนธรรม และอื่น ๆ เชื่อว่า กับการเพิ่มขึ้น ในผู้ที่ เดิน อยู่ด้านนอกของ เอเชียกลายเป็น เปิดกว้างมากขึ้น การปฏิบัติ ของชาวพุทธ สอน คริสตจักร ในไอร์แลนด์ ในปี 1970ได้รับการ วัดที่ 91% แต่ ในปี 2008 ที่ได้ ลดลง ไปเพียง 36%

“ส่วน ใหญ่ ชาวไอริช ที่ แปลง อาจจะมี ความสัมพันธ์ ที่แข็งแกร่งในการ นิกายโรมันคาทอลิก หรือ โปรเตสแตนต์ และ ถูก ต้องเผชิญกับการ ที่มีจำนวนมาก ของ ความเชื่อและพวกเขาไม่ ต้องการที่จะทำ สิ่งเดียวกันกับ พระพุทธศาสนา ” ระบุ ดร. ค็อกซ์
ใหม่ ‘ คาทอลิก ชาวพุทธ ‘

. ” พุทธศาสนา ช่วยให้คุณสามารถ กำหนด บิตของ สิ่งที่สำคัญกับ คุณคุณไม่ได้ มองหาเพื่อ ประเพณีของครอบครัว ของคุณเอง – คุณ สามารถก้าว ออกไปข้างนอก ในสิ่งที่ บางครั้งสามารถ ยับยั้ง การประชุม และมอง ขึ้นและมี การเผชิญหน้ากับ ชนิดที่แตกต่าง ของวัฒนธรรม ที่อาจมี มีผลต่อ คุณ. ”

แซ็ง Chitta ปัจจุบันเป็นภิกษุณี บวช เฉพาะใน ภาคเหนือของไอร์แลนด์ ภายในKadampa ประเพณี

มีการ เติบโตขึ้นกับพื้นหลัง คริสเตียน เธอพัฒนา ความสนใจใน พระพุทธศาสนาในขณะที่ การศึกษา ปรัชญา ที่ Trinity College , ดับลิน เธอเชื่อ ว่าคนที่ มีความสนใจ ในขณะนี้ กับองค์ประกอบ ของศาสนา เนื่องจากลักษณะ ของ unimposing

” ตั้งแต่ ฤดูร้อนที่ เราได้มี ตัวเลขที่ ใหญ่ที่สุดที่เคย มา เรียน ของเราได้ที่[ Potala Kadampa พุทธ ] ศูนย์ ” เธอกล่าว

ประวัติหลวงปู่ท่อน

๏ การอุปสมบท

ช่วงวัยหนุ่มฉกรรจ์ เป็นคนติดเพื่อนฝูง กินเหล้าเมายา จีบสาวตามบ้านต่างๆ ในละแวกนั้น
ทำให้โยมบิดา-โยมมารดา เป็นกังวลใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรชายคงจะเสียคนเป็นแน่
จึงได้ปรึกษากันขอให้บุตรชายบวชเรียน โยมบิดาจึงนำตัวบุตรชายไปฝากกับหลวงปู่คำดี ปภาโส
พระเกจิชื่อดังแห่งวัดป่าชัยวัน ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่หลวงปู่คำดีมีข้อแม้ว่า
ก่อนบวชจะต้องรักษาศีล นุ่งห่มขาว เจริญภาวนา กินข้าวมื้อเดียวก่อน

ครั้นอยู่ทดสอบจิตใจได้ 5 เดือน หลวงปู่คำดีได้อนุญาตให้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ขณะมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2491 ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง)
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า
และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่น
“ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย”

หลวงปู่ท่อน ยังได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,
หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น(มหาอินทร์ ถิรเสวี สินโพธิ์ ป.ธ.5)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตฺตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ณ วัดป่าชัยวัน
โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์กัมมัฏฐาน คอยสอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน
เน้นเรื่องสติ สมาธิ และปัญญา ระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร ท่านได้ช่วยครูบาอาจารย์แบ่งเบาภาระในการสอนคนที่จะมาบวช
ด้วยการสอนขานนาค เป็นต้น ครั้นถึงช่วงออกพรรษา ได้เป็นหัวหน้าออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร

ความตอนหนึ่งจากธรรมโอวาทของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือ “หลวงปู่ท่อน ญาณธโร”
ที่คอยอบรมสอนสั่งสาธุชนให้ปฏิบัติตาม ด้วยกุศโลบายอันแยบคายในการแสดงพระธรรมเทศนา
ให้ผู้ฟังนำไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญา

ท่านเป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนาธุดงค์กัมมัฏฐาน เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2471
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายแจ่ม และนางทา ประเสริฐพงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 19 คน

หลังจากช่วยงานการครูบาอาจารย์เสร็จสิ้น หลวงปู่คำดีได้นำหมู่คณะออกวิเวกไปทาง จ.เลย
ตอนนั้นหลวงปู่ท่อนบวชได้ 7 พรรษาแล้ว

พ.ศ.2497 หลวงปู่คำดี นำคณะเข้าป่าและถ้ำต่างๆ ได้ภาวนาทำความเพียร
ตลอดจนให้ศรัทธาญาติโยมมาฟังธรรมะ และในพรรษานี้หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา
ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย กับหลวงปู่คำดีด้วย

หลวงปู่ท่อนอยู่ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ได้ 2 พรรษา ก็มีศรัทธาญาติโยมมา
ขอให้ไปโปรดที่วัดถ้ำตีนผา อ.เชียงคาน จ.เลย 1 พรรษา
ต่อมาหลวงปู่คำดีเกิดอาพาธเจ็บป่วยด้วยโรคชรา
ท่านจึงกลับมาเยี่ยมและช่วยสร้างวัดถ้ำผาปู่นิมิตรไปด้วย จวบกระทั่งหลวงปู่คำดีได้มรณภาพลงอย่างสงบ

๏ สร้างวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2500 ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง
และได้สร้างเป็นวัดศรีอภัยวัน บนเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ รวมทั้งรักษาความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ไว้

จากนั้นมา หลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวัน จ.เลย ตราบจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่ท่อนเป็นพระป่า ที่วัดจึงไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต กุฏิเป็นเพียงกุฏิเล็กๆ
ปัจจัยที่ได้รับจากญาติโยม ล้วนแบ่งเอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จะแบ่งปันให้แก่สำนักสงฆ์ วัด ที่ขาดแคลนหรือทุรกันดาร

๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

พ.ศ.2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2510 เป็นเจ้าคณะตำบลเมือง เขต 2 (ธรรมยุต)

พ.ศ.2526 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ภูเรือ (ธรรมยุต)

พ.ศ.2532 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ปากชม (ธรรมยุต)

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2550 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)
ตามกฎของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23/2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ท่านบุตรคนที่ 6 ปัจจุบัน สิริอายุได้ 79 พรรษา 59 (เมื่อปี พ.ศ.2550)
ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน บ้านหนองมะผาง ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย และเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)

๏ การศึกษาเบื้องต้น

ในวัยเยาว์ สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านหินขาว
ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน
ท่านจึงได้ลาออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

ต่อมาได้เรียนต่อที่โรงเรียนผู้ใหญ่ที่บ้านหินขาว สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ท่านไม่ได้เข้าศึกษาต่อ
เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว จึงเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนอีกครั้ง เพื่อมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

คำสอนของ หลวงปู่ดู่

เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้วก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยู ความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ

อวดอุตริ ชัดๆๆ ……ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่าน
พระนิพพานอุปมาขนาดเท่าเส้นผม ผู้ที่จะผ่านพ้นในขั้นสุดท้ายไปได้หรอืไม่ได้อยู่เพียงนิดเดียวในการทำจิต ตัดจุดนี้ได้หรือไม่เท่านั้น พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ปรินิพพานไประหว่างรูปฌานและอรูปฌาน เป็นการดับขันธ์ด้วยความบริสุทธิ์เหนือสมมติโดยสิ้นเชิง

สำหรับนักวิปัสสนาคงจะไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้ เพราะท่านไม่เน้นฌาน ได้แค่ฌาน 1 ก็พอแล้ว ผมจึงขอนำคำของหลวงปู่ดูลย์ อตโล มาลงดีกว่า:

หลวงปู่ดูลย์ อตโล

….พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่งคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันปกติของมนุษย์ ครอบพร้อมทั้งสติ และสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆ ทั้งสิ้น เป้นภาวะแห่งตนเองอย่างสมบูรณ์ ภาวะนันเรียกว่า มหาสุญญตา หรือจักรวาลเดิม หรือเรียกกว่า นิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ……

อัต ตานุทิฏฐิ (หลวงปู่มั่น ภูคิทัตโต) – เห็นซึ่งอาตมะตัวตน ได้ในขันธ์ 5 (เห็นผิดว่าขันธ์ 5 มีตัวตน) เห็นรูปมีในตนบ้าง เห็นตนมีในรูปบ้าง เห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่ามีในตนบ้าง เห็นตนว่ามีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณบ้าง

 

การบรรลุพระโสดาบัน

ท่านอุปติสสะ(ชื่อเดิมของพระสารีบุตร)ได้ฟังธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ จากพระอัสสชิ(หนึ่งในปัญจวัคคีย์)เพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมตามความเป็นจริง จึงเป็นพระโสดาบัน.

ในวันเดียวกัน ท่านอุปติสสะได้ไปเล่าเรื่องอริยสัจ ๔ ที่จดจำมาได้ให้กับท่านโกลิต(ชื่อเดิมของพระโมคคัลลานะ)ฟัง เมื่อท่านโกลิตฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันในวันเดียวกันนั้นเอง.

โจรองคุลิมาล ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทันที.

พระเจ้าสุทโธทนะ(พระราชบิดาของพระพุทธเจ้า) ประทับยืนฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบนถนนเพียงครั้งเดียว เมื่อทรงฟังธรรมจบ ก็เริ่มมีความรู้ในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือเป็นผู้ที่มีพระเนตรเห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จึงเป็นพระโสดาบัน.

จะเห็นได้ว่า การเป็นพระโสดาบันนั้น ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ขอเพียงให้ท่านได้ศึกษาอริยสัจ ๔ ด้วยสติปัญญาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตามความเป็นจริง เพื่อเริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)ได้ตรงประเด็น ซึ่งมีเนื้อหาไม่มากนัก(เปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือเดียว) เพราะใช้เวลาสั้น ๆ ในการฟังธรรมเพียงครั้งเดียว.

การตั้งจิตแบบอัตตานุทิฏฐิ

ป็นธรรมที่เป็นวิสังขารธรรม ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอัตตา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอนัตตาก็ต้องมีอัตตา อนัตตาเป็นลักษณะของธรรมะ ไม่ใช่สังขารหรือวิสังขาร อัตตามีได้เพราะอุปาทานเป็นเหตุ ต้องละอัตตาเพื่เข้าถึงความเป็นอนัตตาเป็นวิสังขารจึงจะพ้นทุกข์พ้นความ เวียนว่ายตายเกิดทางเดียวเท่านั้นทางเดียวจริงๆ ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี

 

ถ้า นิพพานเป็น อัตตา เราทุกคนก็คงเข้าใกล้นิพพานเข้าไปทุกขณะ เพราะ ทุกคนมีอัตตา เป็นพื้นเดืมอยู่แล้ว และ ก็คงต้องประกาศให้ทุกๆคนช่วยกันรักษาอัตตาที่มีอยู่ไว้อย่าได้ละเสีย เพราะจะไม่ได้เห็นนิพพาน ตรงกันข้ามต้องพยายามเพิ่มอัตตาที่ตนมีไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้

สุนัข โคกระบือสุกร ตัวมันเองก็เห็นว่ามันเป็นอัตตาตัวตน มันคงไม่คิดว่าอันตัวมันนี้แท้จริงไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา สุนัข โคกระบือสุกร ก็คงจะเห็นนิพพานได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

ความจริง เมื่อมีสังขารธรรม ธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งก็ต้องมีวิสังขารธรรมที่ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง นิพพานจัดเ

ตอบ

คุณสหายธรรมครับ

1. เพราะความไม่เข้าใจในพุทธศาสนา และไม่ศึกษาให้กระจ่าง จึงทำสัทธรรมปฏิรูปได้ง่ายๆ

อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง เป็นสิ่งที่เที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา สิ่งนี้คือ อายตนนิพพาน(ธรรมกาย ธรรมธาตุ ธรรมขันท์)

แต่อัตตาของท่านสหายธรรมกล่าว เป็นความเข้าใจผิด ไปเห็นว่าขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา = อนัตตา ท่านสหายธรรมกลับคิดว่า อนัตตา มันเป็นตัวตน ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็น อุปทาน หรือทิฏฐิ เท่านั้น พระพุทธเจ้าเรียกว่า

อัตวาทุปาทาน หรือ อัตตานุทิฏฐิ = ทิฏฐิที่ไปยึดมั่นในสึ่งมายา สิ่งลวงตาใน 3 ภพว่า นี่ตัวกู นี่ของกู

ขันธสังยุตต์ – จุลปัณณาสก์ – ทิฏฐิวรรค – ๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เมื่อเวทนามีอยู่ … เมื่อสัญญามีอยู่ … เมื่อสังขารมีอยู่ … เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ

2. คุณสหายธรรมครับ ความหมายของ อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง = สิ่งนั้นเที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา แล้วนิพพานเที่ยงหรือเปล่าครับ นิพพานมีทุกข์หรือเปล่าล่ะ นิพพานมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา(เกิด แก่ เจ็บ ตาย)หรือไม่

อุโบสถศีล คืออะไร

บรรดา คนร่ำรวยที่สุดในโลก มหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ความร่ำรวยเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้ว ย่อมเป็นของเล็กน้อย ทรัพย์สมบัติของเศรษฐีทุกคนในโลกรวมกัน ก็ไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์

ทรัพย์สมบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ์ เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการรักษาอุโบสถศีล ย่อมเป็นของเล็กน้อย คือ ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของผลบุญที่เกิดจากการรักษาอุโบสถศีล

เพราะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นสมบัติมนุษย์ เป็นสมบัติหยาบ เป็นความสุขหยาบ ใช้เวลาเสวยอย่างมากไม่เกินร้อยปี แต่ผลของอุโบสถศีล เป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์ด้วย การเสวยสมบัติทิพย์ กินเวลายาวนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ บางทีเป็นนิรันดร์(นิพพานสมบัติ)

ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล
นาง เอกุโปสติกาภิกษุณี ออกบวชเมื่ออายุได้ 7 ปี บวชแล้วไม่ทันถึงครึ่งเดือน นางก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

.. หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนางจึงได้บรรลุธรรมรวดเร็วอย่างนั้น
นาง จึงเล่าประวัติ การเวียนว่ายตายเกิดของนางว่า เมื่อ 91กัปป์ที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกมาแล้ว 7 พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมะพุทธเจ้า ของเราในสมัยนี้
ในสมัยพระเจ้าวิ ปัสสีพุทธเจ้า นางเอกุโปสติกาภิกษุณี เกิดเป็นหญิงรับใช้ของพระเจ้าพันธุมมะ ผู้ครองนครพันธุมดี นางได้เห็นพระเจ้าพันธุมมะ พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ทรงสละราชกิจมาสมาทานรักษาอุโบสถศีลในวันพระ นางคิดว่า อุโบสถศีลนี้ น่าจะเป็นของดีวิเศษ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงสนใจสมาทานรักษาเป็นประจำ นางคิดได้ดังนี้ จึงศึกษา และทำใจร่าเริงสมาทานรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ

ผลของการรักษาอุโบสถศีล

ทำ ให้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีวิมานอันสวยงาม มีนางฟ้าแสนนางเป็นบริวาร มีผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าอื่นๆ ระหว่างที่นาง ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด นางจะเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถานทุกภพทุกชาติ ได้ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนยอดปราสาทมณฑป ได้ดอกไม้เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ของกินของใช้ไม่เคยอดอยาก ภาชนะเครื่องใช้ทำด้วยเงินทองแก้วผลึกแก้วปทุมราช ผ้าไหมผ้าฝ้ายผ้าเปลือกไม้ล้วนแต่งามวิจิตรมีราคาสูง พาหนะ ช้าง ม้า รถ มีครบบริบูรณ์ ทุกอย่างเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นจากการรักษาอุโบสถศีลในวันพระของนาง ตลอดเวลา 91กัปป์ นางมิได้ไปเกิดในทุคติภูมิเลย

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์แปดที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มหาศาล มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก มีผลอานิสงส์แผ่ไพศาลมาก “

อุโบสถศีล เลิศกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์

 

ดัง นั้น ชาย หญิงทั้งหลาย ผู้ได้สมาทานรักษาอุโบสถศีลย่อมได้ชื่อว่า ทำความดีอันมีความสุข เป็นกำไร ไม่มีคนดีที่ไหนจะติเตียนได้ เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงสวรรค์หกชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง

วิธีการรักษาอุโบสถศีล
เมื่อ วันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล

โดย ปกติ วันพระ อุบาสก อุบาสิกา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วัด พักอาศัยอยู่ที่วัดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทำสมาทานวิรัติ หรือเจตนาวิรัติอุโบสถศีลเอาเอง

สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วัน กำหนดเอง เว้นจากข้อห้ามของศีลเสียเอง

เจตนาวิรัติ คือ เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้

สมาทานวิรัติ ดังนี้
เจต นาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิ สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึง… ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ

1. ปานาติปาตา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อทินนาทานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น

3. อพรหมจริยา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง (ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)

4. มุสาวาทา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา

6. วิกาลโภชนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน

7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ

8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ

ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้ จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ

เมื่อ วิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้..

ปัญหา ในการรักษาศีล 8
คือ กลัวไม่ได้กินอาหารเย็น กลัวหิว กลัวเป็นโรคกระเพาะ กลัวรักษาศีลไม่ได้แล้วจะยิ่งบาป

ที่จริงแล้ว ผู้รักษาศีล 8 สามารถรับประทาน

น้ำปานะ คือ น้ำที่ทำจากผลไม้ ขนาดเล็กเท่าเล็บเหยี่ยว ขนาดใหญ่ไม่เกินส้มโอตำ หรือ คั้นผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวบางให้ดี 8 ครั้ง ผสมเกลือและน้ำตาล พอได้รส หรือ รับประทาน

เภสัช 5 อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(น้ำตาล)
นอกจากนี้ยังรับประทานสิ่งที่เป็นยาวชีวิก ได้โดยไม่จำกัดกาล คือ รับประทานเป็น

ยาได้แก่ รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะใคร้ ว่านน้ำ แฝก แห้วหมู
น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม
ผลไม้ เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ รวมยางไม้จากต้นหิงค์และเกลือต่างๆ

การให้อภัย

อีกราย หนึ่ง เป็นกรณีลูกชายวัยหนุ่มแค้นพ่อ ที่เข้มงวดกับเขาตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ลำเอียง ขณะนี้เขาเรียนจบแล้ว มีการงานทำดี แต่ยังโกรธแค้นพ่อไม่หาย ขนาดลั่นวาจาต่อหน้าพ่อว่า ถ้าตายก็ไม่ต้องเผาผีกัน

มนุษย์ พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่าย เพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมาก จนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้ หรือผิดหวัง เพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคน จะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

และ มนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย เป็นเพราะเขาคิดว่า เป็นการเสียศักดิ์ศรี หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่า จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก

คนพร้อมจะโกรธและไม่ให้อภัย

มี ผู้ทุกข์มาปรึกษาที่คลินิก เป็นจำนวนมาก ด้วยความโกรธแค้นผู้อื่น และไม่สามารถอภัยได้ ทำให้เกิดเป็นความทุกข์เรื้อรัง บางคนถึงขั้นมีอาการทางฝ่ายกาย ร่วมด้วยหลายๆ อย่าง และที่แน่ๆ ก็คือบุคคลเหล่านี้ อารมณ์ไม่ดีบ่อยๆ มักจะโกรธ และผิดหวังชีวิตได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น :

มี ผู้หญิงคนหนึ่งโกรธสามีมาก ที่สามีทำดีเฉพาะกับญาติพี่น้องของเขา แต่กับภรรยาจะเข้มงวด ขี้เหนียว และเอาเปรียบ ภรรยาไม่ยอมให้อภัย เธอพยายามขอหย่า สามีไม่ยอม ภรรยาก็หาทางแก้แค้นตลอดมา ไม่ยอมยกโทษให้

อีก ราย หนึ่ง เป็นกรณีสามีแค้นภรรยา ที่มาทราบหลังจากแต่งงานได้ไม่นานว่า ภรรยาเคยมีแฟนมาก่อน และเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนเก่า สามีแค้นมาก ไม่ยอมให้อภัย ไม่มีอารมณ์ทางเพศด้วย แต่ยังไม่ยอมหย่า

หลายๆ คนคอยเตือนความทรงจำ เกี่ยวกับความโกรธแค้น ด้วยการคิดถึงบ่อยๆ หรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่โกรธเอาไว้ ยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมได้ แถมจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถอภัยได้เลยจนตาย

คนที่ไม่อภัยคือ คนแพ้
ถ้า เราโกรธใครเพราะคิดว่า เขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกัน เราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลา และความสำคัญกับเขาบ่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทำอะไรก็ไม่ได้ ฆ่าเขาก็ผิดกฎหมาย ล้างแค้น ก็ยังทำไม่ได้ ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น

ส่วนตัวเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้

ตกลงเราคือ ผู้แพ้ เขาคือ ผู้ชนะ

แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้ว เป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที

ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย

ถ้า เขาทำโดยเราต่อสู้ไม่ได้ และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขา เอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์ เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้น โดยหวังว่าผลของการทำดีนั้น จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ

ส่วนเขาที่เขาทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต

ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม

ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่า ตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลาจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

คนที่ไม่ให้อภัยนั้นจะมีความทุกข์

เสมือนมีบาดแผลในใจ หรือมีหนามชีวิต ที่คอยทิ่มแทงจิตใจตัวเอง ให้เจ็บปวดตลอดเวลาที่นึกถึง เป็นเรื่องทรมานมาก

เวลา คิดขึ้นจะมีความเครียด รู้สึกเจ็บปวด มีการหลั่งสารของความเครียดคือ adrenaline และ cortizone ในสมอง แต่ถ้าให้อภัยแล้วจิตใจสบาย พร้อมจะรักตัวเองเป็น และรักคนอื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้ จะมีการหลั่งสารของความสุข endophine ในสมองได้

เทคนิคการให้อภัยผู้อื่น

การ ให้อภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต้องตั้งใจทำ และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัย รู้จักโทษของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ ทำ ตามคำแนะนำดังนี้ครับ

1. ต้องสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้น โดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้ว ไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก

เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณนับถือทุกคืนว่า

ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
ก) สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น
ข) สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น
ค) สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ
ง) ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น
จ) ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น
ฉ) ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น

จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และง่ายกว่า

และ เป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคน ที่คุณนับถือ มาไว้ในใจของคุณ เพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น

2. ใช้สติ ปัญญาให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า
ก) คนที่ทำให้เราโกรธนั้น เขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว ซึ่งเป็นความปกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน

จะทำให้เรามองความผิด และบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งตัวเรา ก็สามารถทำความผิด หรือมีความบกพร่องได้ด้วย

ข) คนที่มีความบกพร่องนั้น จะได้รับความทุกข์ จากความบกพร่องของเขา เช่น คนที่ปากพล่อย ชอบด่าว่าก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก เมื่อเขาโกรธง่าย ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง หรือมีภูมิต้นทานต่ำได้ง่าย

ค) เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมตามมาถึงเรา ให้ถ่อมใจรับเสีย และทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้)

แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายไป

ถ้าสู้แล้วแพ้ ก็ให้ถือว่า เป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับ และรีบทำความดีให้มากขึ้น

ง) ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมาย และความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุข และเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเรา จะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ

จ) ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัย เท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้น และจะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา

แต่ ถ้าเราแค้นและอภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบาก คือการให้อภัยได้แล้ว

ฉ) ผลของการทำความผิดของเขา ที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสิน และลงโทษตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด

3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญาและวิจารณญาณ จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีก โดยคิดได้ว่า
ก) เราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ มากไปจนเกิดความทุกข์ จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า

ข) เกิดความเข้าใจสภาพปกติของมนุษย์ว่า ต้องมีความผิด ความบกพร่อง และสามารถยอมรับความบกพร่องของคนอื่นได้ เห็นใจในความผิดบกพร่องของเขาได้ อยากช่วยเหลือเขา และจะอภัยได้ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์ จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุขจากการทำผิดต่อเรา อย่างที่เราคิดหรอก

ค) ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้น แล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปตาม กฎของปรมัตถ์สัจจะ ที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

อย่าไปคิดยึดติดว่า เราจะทุกข์มากๆ ตลอดไป

จงหาทางคลายทุกข์ ให้ผ่านไปเร็วๆ ด้วยการอภัยไม่ดีกว่าหรือ (ถ้าคิดได้อย่านี้ ถือว่ามีวิจารณญาณหรือ Insight ได้แล้ว)

4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหว และไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมา และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุข จากการให้อภัยคนอื่น และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์ จากการไม่ให้อภัยคนอื่น

จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น

5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆ เมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น

ผู้ให้อภัยคือ ผู้ชนะ
เมื่ออภัยได้แล้ว จะเกิดปรากฎการณ์ดังนี้

1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที
3. สารความสุข endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองให้มากขึ้น ว่าสามารถทำสิ่งที่ยาก แต่สร้างสรรค์ได้แล้ว หัวใจคุณจะเปิดรับการรักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้ เสน่ห์จะเกิดตรงที่ คุณรู้จักรักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ

การศึกษาพุทธศาสนา

ไปที่บ้านญาติธรรม แกเปิดตู้เห็นรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ได้ เพราะบางคนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกายๆ จนกระทั่งลืมเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจก็คือกลับมาดูใจบ้าง เราวุ่นวายกับกายมากเกินไปมีไหม บางคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับกาย เฉพาะแค่หัวถึงคอใช้เวลาวันหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ หมดเงินไปเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงกายมากเกินไปลองน้อมมาสู่ใจ หลักปฏิบัติก็คือให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไปในความเคยชิน วัน ๆ เราจะอยู่กับความเคยชินแทบทั้งวัน รู้สึกตัวจริง ๆ จะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็น คุณแม่สิริ กรินชัย พยายามที่จะย้ำให้พวกเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะรู้กายเคลื่อนไหวก็ได้ รู้ใจนึกคิดก็ได้ เวลาเดินนับเท้า นั่งนับท้อง นอนนับลม ท่านพยายามให้กับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจที่จะฝากวันนี้ก็คือน้อมกลับมาดูจิตใจ กลับมาดูเรื่องจิตเรื่องใจของตัวเองศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจใจของตัวเอง เราเรียนกันเยอะศึกษาภายนอกจนกระทั่งลืมที่จะน้อมสู่ใจ กลับมาดูภายใน เรื่องของจิตใจสำคัญ

พระพุทธองค์เดินไปเห็นสุนัขกำลังขบกัดเต่า พระองค์ชี้เลยภิกษุทั้งหลายเธอเห็นสุนัขขบกับเต่าไหม เห็นพระเจ้าค่ะ แล้วมันกัดได้ไหม ไม่ได้พระเจ้าค่ะ ทำไมถึงกัดไม่ได้ เป็นเพราะเต่ามันหด ๖ ทาง ก็คือ หัว ๑ ขา ๔ หาง ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ต้องการความทุกข์ขบกัดเธอฉันใด เธอก็จงรู้จักสำรวมอายะตะนะทั้ง ๖ อายะตะนะทั้ง ๖ มีอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสำรวมกลับมาศึกษามาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจประคับประคองจิตใจ ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจธรรมะ

พระพุทธเจ้าแบ่งคนในโลกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ อยู่ในที่ยุ่งเขาก็ไม่ยุ่ง ยิ่งอยู่ในที่ไม่ยุ่งยิ่งสบายใหญ่ กลุ่มที่ ๒ อยู่ในที่ไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งแต่พอเข้าไปอยู่ในที่ยุ่ง อดยุ่งกับเขาไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ อยู่ในที่ไม่ยุ่งมันก็หาเรื่องยุ่ง ยิ่งเข้าไปอยู่ในที่ยุ่งยิ่งยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกเราอยู่กลุ่มไหน ถ้าให้เราเลือกเราอยากจะเลือกเป็นคนกลุ่มไหน กลุ่มที่ ๑

พระ พุทธองค์ท่านเดินไปเจอหนูกำลังขุดรู ท่านก็ตรัส ภิกษุทั้งหลายเธอเห็นหนูกำลังขุดรูไหม เห็นพระเจ้าค่ะ ภิกษุทั้งหลายหนูบางตัวขุดแต่ไม่อยู่ บางตัวอยู่แต่ไม่ขุด บางตัวขุดด้วยอยู่ด้วย บางตัวไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ภิกษุทั้งหลาย คนขุดแต่ไม่อยู่คือ ศึกษาเรื่องธรรมะ มีเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธฯเมื่อไหร่ขอให้บอก มาเข้าตลอด ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่พอกลับไปบ้านเหมือนเดิมไม่ได้เอาไปใช้ ส่วนบางคน อยู่แต่ไม่ขุด เขาไม่มีโอกาสที่จะมาเข้ากรรมฐาน เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ ขันติแปลว่าอะไรเขาก็ไม่ทราบ แต่ว่าทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ลุยงานตลอด แล้วก็สามารถที่จะมีความสุขกับการทำงานได้ด้วย เขาอยู่แต่เขาไม่ได้ขุด เขามีบุญเก่าทำมาดี กลุ่มที่ ๓ ขุดด้วยอยู่ด้วย เขามาศึกษา มาเรียนรู้ มาเอาความเข้าใจกลับไปใช้ที่บ้านด้วย ส่วนกลุ่มที่ ๔ ไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ศึกษาธรรมะก็ไม่ศึกษา เปิดTVเจอพระปั๊บเปลี่ยนช่อง แล้วก็ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ขี้อึดอัด ขัดเคืองสารพัด ขี้ที่อยู่ในตัวเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เอาขี้ตัวเองลากไปประจานผู้คนเหม็นทั้งบ้านทั้งเมือง เขาก็ไม่แก้ไขตัวเอง ถ้าให้เลือกเราจะไปเลือกเป็นหนูประเภทไหนดี ที่ ๓ ก็คือขุดด้วยแล้วก็อยู่ด้วย

มายุวพุทธฯแล้วกลับไปต้องให้ คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการจิตใส ใจสบายเขาตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ ต้องการให้พวกเราได้ประโยชน์เต็มที่ จิตใส ใจสบาย มาแล้วกลับไปให้คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงไปยุวพุทธฯแค่วันเดียวกลับมา นี่นิสัยดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ถือว่าพวกเราช่วยกันประกาศพระศาสนา ไม่ใช่มาเข้ากรรมฐานเสร็จแล้วกลับไปถึงบ้านบางทีมาตั้ง ๕ วัน ๗ วัน พอกลับไปบ้าน ลูกก็สะกิดพ่อบอก พ่อ ๆ ดูแม่สิไปมากี่ครั้ง ๆ กลับมาก็เหมือนเดิม เสียสถาบันนะ เสียชื่อหมด ต้องกลับไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

อาตมาย้ำนะมายุวพุทธฯ สิ่งที่อาตมาอยากให้ได้ก็คือขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นทำ แค่นั้นแหละ กลับไปถึงบ้านเห็นบ้านสกปรก ดวงตาเห็นทำ หยิบไม้กวาด ๆ เลยไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เข้าไปในครัวถ้วยชามไม่ได้ล้าง ดวงตาเห็นทำ ทำไปเลย ทำทั้งนอกแล้วมันจะเกิดคุณธรรมขึ้นภายใน ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในปกติสงบเย็น

การศึกษาพุทธศาสนาที่ แท้จริงก็คือการมาศึกษาลงไปที่ความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตในแต่ละครั้งของการพบอารมณ์ นี่คือการศึกษาศาสนา การศึกษาศาสนาก็คือการมาศึกษาตนเองมาเรียนรู้ตนเองมาทำความเข้าใจตนเองแล้ว ก็ฝึกควบคุมตัวเองให้เป็น ผู้ใดควบคุมตัวเองได้มากจะมีความทุกข์น้อย ผู้ใดควบคุมตัวเองได้น้อยจะมีความทุกข์มาก ผู้ใดควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เขาจะสุก ๆ ดิบ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เวลากระทบอารมณ์เดี๋ยวก็เป๋ ๆ ท ๔ ตัวคือ ทุกข์ ทับ ท่วม ท้น นั่นก็คือเรื่องของชีวิต “กว่าจะรู้จักชีวิตว่ามีกายมีจิตผสมผสาน กว่าจะถอดถอนจิตจากอุปาทาน ก็ซมทรามดื้อตีนกายเหยียบตาเอา กว่าจะรู้ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ตาก็มัวหัวก็ขาว กว่าใจจะหายมัวเมา ฟันก็กลับบ้านเก่าเหลือแต่เหงือกแดงๆ”

ช่วงมีปัญหาบ้านเมืองเขียนบท กลอน “ตีนกะตา” เขียนแรงนิดหนึ่งเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่สามัคคีไป ไม่รอด “ตากับตีนอยู่กันมาแสนผาสุก จะนั่งลุกยืนเดินเพลินหนักหนา มาวันหนึ่งตีนทะลึ่งเอ่ยปัญญา ว่ามีคุณแก่ตาเสียจริงๆ ตีนช่วยพาตาไปที่ต่างๆ ตาจึงได้ชมนางและสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นดวงตาจงประวิง ว่าตีนนี้เป็นสิ่งควรบูชา ตาได้ฟังตีนคุยโม้ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอกออกไปด้วยโทสา ว่าที่ตีนเดินไปได้ก็เพราะตา ดูมรรคคาเสกแก้หนามไม่ตำตีน เพราะฉะนั้นตาจึงสำคัญกว่าตีน ไม่ควรที่จะมาคิดดูหมิ่น สรุปว่าตามีค่าสูงกว่าตีน ทั่วธานินตีนไปได้ก็เพราะตา ตีนได้ฟังคับแค้นแสนจะโกรธ เร่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา เพราะอวดดีคุยเบ่งเก่งกว่าตา ดวงชีวาจะดับไปไม่รู้เลย ตาเห็นตีนเก่งเร่งกระโดด ก็พิโรธแกล้งระงับหลับตาเฉย ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน”

มีเรื่องหนึ่ง คือลูกคนหนึ่งเป็นลูกขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเองจนกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่คบ พอเพื่อนหันมาเห็นหน้าเท่านั้นเพื่อนลุกหนีหมดเลยเขากลายเป็นตัวสลายม๊อบนะ อยู่กับสังคมไม่ได้ ก็ไปหาพ่อ พ่อบอกอย่างนั้นเอาเงินไปไปซื้อตะปูมาถุงหนึ่ง ทุกครั้งที่แกอารมณ์เสียแกโกรธแล้วแกแสดงออก ให้เอาตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน วันแรกตอกไป ๓๗ ตัว โอ้โหแล้วใครจะไปคบมัน พอวันต่อมาเริ่มมีสติขึ้นตอกน้อยลง ๆ จนกระทั่งนะวันหนึ่งแกมาหาพ่อ เอ..พ่อวันนี้ผมคุมได้ ผมโกรธแต่ผมไม่แสดงออกนะ ตอนนี้ผมชนะมันแล้ว พ่อบอกว่ายังไม่จบ ตอนนี้ขั้นตอนต่อไป ทุกครั้งที่แกโกรธและแกคุมตัวเองได้ ไม่ด่า ไม่กระทืบเท้า ไม่แสดงออก ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่งนะ แกก็ค่อย ๆ ถอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาหาพ่อ พ่อผมถอนตะปูหมดแล้ว ตอนนี้ที่รั้วบ้านของเราทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว พ่อบอกไม่เหมือนเดิมหรอก ไม่เชื่อตามมาดูพ่อพาไปที่รั้วบ้าน เป็นไงที่รั้วเหมือนเดิมไหมมีอะไร มีรูของตะปู ลูกก็งงแล้วจะทำไงต่อ พ่อบอกว่าถ้าไม่อยากให้รั้วมีรูตะปู ก็ต้องอย่าไปตอกมันอีก เพราะตอกแล้วต้องถอน ถ้าถอนแล้วมันก็มีรู

ใคร เคยตอกตะปูใส่คุณพ่อ คุณแม่ของพวกเราบ้าง มีเด็กคนหนึ่งเรียนจบไปสมัครงาน วันนั้นเถ้าแก่มารับสมัครเอง เด็กหนุ่มเอาแฟ้มประวัติความสามารถพิเศษเยอะแยะ เอาไปวางตั้งให้เถ้าแก่ เถ้าแก่พอเห็นเสร็จปั๊บเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอั้วสัมภาษณ์ลื้อหน่อย ลื้อเคยกราบเท้าพ่อ เท้าแม่หรือไม่ ไม่เคยครับ กลับไปได้แล้ว อะไรแฟ้มประวิติเยอะแยะยังไม่ได้อ่าน กลับไปได้แล้ว คนไม่กราบเท้าพ่อ เท้าแม่ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นพอโดนไล่กลับโกรธมาก กลับไปถึงแม่มาเปิดประตูบ้าน ให้พอเห็นหน้าแม่ แม่เห็นหน้าหมอง ๆ ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ไม่อยากคุย ขึ้นบ้านเดินตึง ๆ ขึ้นไปชั้นบน แม่เห็นลูกก็ใจแป้วเลยลูกอารมณ์เสีย แม่รีบเลย สมองสั่งการทันทีว่าทุกครั้งลูกอารมณ์เสียแม่แก้ไขอย่างไร ของอะไรที่ลูกชอบที่สุดแม่รีบไปเตรียมจัดหา หาไปหามาปีนเก้าอี้ ตกโครมลงมา พอเสียงดังโครมลูกตกใจรีบวิ่งลงมาดูเห็นลูกส้มอยู่ในมือแม่เป็นของโปรดที่ ตัวเองชอบกิน

ลูกรู้เลยทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียแม่จะต้องทำสิ่งนั้น ให้กิน เด็กหนุ่มรีบเข้าไปประคองแม่ แม่บอกไม่เป็นไร ๆ พอลุกแล้วก็ล้มปรากฏว่าเท้าแพลง แม่ก็บอกไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกจับดูมันปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว เท้าเริ่มค่อย ๆ ช้ำ บอกไปหาหมอ เด็กหนุ่มพอจับเท้าแม่ปั๊บ มันแว๊บขึ้นมาในใจว่าเท้าคู่นี้เลี้ยงเขามาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งเขาจบ มหาวิทยาลัย เขาไม่เคยจับเท้าแม่เขาเลย แต่เท้าของตัวเขาเองแม่เคยอุ้มเคยหอมเท้าเขา แต่เขาเองเท้าแม่ไม่เคยจับ ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดกับเขามาก่อนมันเกิดขึ้นเขา ก้มลงกราบเท้าแม่น้ำตาไหล เพราะว่าที่แม่เจ็บเท้าตอนนี้เป็นเพราะเขา ผมขอโทษแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่ได้ผิดอะไร ๆนะ เด็กหนุ่มเงยหน้าน้ำตาไหลแม่ไม่เป็นอะไร ๆ ลูกไม่ผิดนะลูกไม่ผิด แม่ผิดเอง

เด็ก หนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แม่บอกไม่เป็นไร ๆ นะ เดี่ยวเราไปสมัครงานที่อื่นก็ได้เจ้าของบริษัทเขาคงจะไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แม่ยังอุตส่าห์แก้ตัวด้วยความรักลูก เด็กหนุ่มพอวันรุ่งขึ้นออกไปหางานใหม่แต่เขากลับไปที่เก่า พอไปถึงเถ้าแก่มองลื้อมาทำไม เด็กหนุ่มบอกว่าขออภัยครับผมไม่ได้มาสมัครงาน แต่ผมมาขอบคุณเถ้าแก่ครับ ถ้าเมื่อวานเถ้าแก่ไม่พูดเรื่องกราบเท้าแม่ผมคงจะไม่มีความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ขอบคุณเถ้าแก่มากที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายความรักของแม่นะ แกก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวานหลังกลับไปให้เถ้าแก่ฟังพอเล่าเสร็จเท่า นั้น เก้าแก่ก็ยิ้มพรุ่งนี้ลื้อมาทำงานได้นะ

อาตมากลับไปโพธารามกราบ ครูท่านหนึ่ง เอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปฝาก บอกว่าตอนนี้ไปอยู่อเมริกากลับมาระลึกถึงคุณครูเอาของมาฝาก ครูประทับใจเก็บเอาไว้ ๔-๕ ปี อาตมาไปเยี่ยมอีกที ใช้สบู่ยังไงก็ไม่รู้มันไม่หมดสักที ตั้งไว้ในตู้โชว์ ไว้คุยเวลาคนมา คุณครูใช้ของเมืองนอกเลยนะ ลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสอยู่อเมริกาเขาเอามาฝากครูคุยได้ตั้ง ๔-๕ ปี ปัจจุบันยังคุยอยู่มั้ง แต่มันเป็นความสุขของท่าน อาตมาทำงานใหม่ ๆ ได้เงินเดือน ๔๐๐ บาท กลับไปเยี่ยมบ้านเอาไปให้แม่ ๒๐๐ บาท ให้อาโกว(พี่สาวหรือน้องสาวพ่อ)ไปร้อยหนึ่ง พอให้แม่น้ำตาไหลเลย แต่พอเราจะกลับไปทำงานแม่เรียกเข้าไปหาให้อาตมา ๕๐๐ บาท เห็นไหมมันน่าให้แม่นะ แม่อาตมาน้ำตาไหลเพราะข้อที่ ๑ ก็คือมันไม่ลืมกูมันเป็นความรู้สึกตื่นขึ้นมา ข้อที่ ๒ มันช่วยเหลือตัวมันเองได้แล้ว ข้อที่ ๓ เมื่อมันมีความกตัญญูไม่ต้องไปห่วงมัน มันเอาตัวเองรอดได้ นั่นคือความรู้สึกของแม่ อาโกวอาตมาให้ไปร้อยเดียวก็วางไว้ ๓ -๔ เดือนไปทำงานกลับมาสตางค์ยังอยู่บนเชี่ยนหมากของอาโกว ใครไปก็พูด สงค์หลานมันทำงานแล้วมันให้มาร้อยหนึ่งคุยมา ๔ เดือนแล้วยังไม่ได้ใช้เลย ตกลงเก็บสตางค์ไว้ เอาไว้คุย มันเป็นความสุข

ปัจจุบันพ่อแม่เราคุย ถึงตัวเราได้ไหม ลูกเอ็งเป็นยังไง คือมันคุยไม่ออกระหว่างโทรไปหาแฟนกับระหว่างโทรไปหาคุณพ่อ คุณแม่ โทรหาใครมากกว่ากัน คนส่วนมากจะผูกลงไม่ยอมผูกขึ้น ผูกลงก็คือพอมามีแฟนก็ไปผูกแฟน พอมามีลูกก็ไปผูกลูก พอมีหลานผูกลงไปที่หลาน แต่ไม่ยอมผูกกลับไปที่คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เราแกะปมเหล่านั้นออก ใครที่รักเรา เราแกะทิ้งๆ ส่วนเรารักใครเราผูกขึ้นมา มันผูกลง ปัจจุบันก็เลยมีลูกบังเกิดเกล้า

อีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนุ่มมาเรียนจบที่กรุงเทพฯ พอจบปั๊บไม่ได้กลับบ้าน ได้งานก็เลยทำงานอยู่กรุงเทพไม่ยอมกลับบ้าน แม่โทรศัพท์มาหาอาตี๋ปีนี้มาไหว้ตรุษจีนนะ กลับไม่ได้นะงานยุ่งแม่ กลับไม่ได้ แม่บอกว่าไม่เป็นไรอาตี๋ดูแลสุขภาพด้วยนะอย่าทำงานหนักเกินไป อาตี๋วางหูฉับแม่ นั่งซึมแล้วเอามือมาดึงลิ้นชักมองลงไปในลิ้นชักมีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้สาม ซองแม่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกหยิบมาอีกซองหนึ่ง แล้วก็วางลงไปในลิ้นชักแล้วก็ปิดก๊อก กี่ปีแล้วที่อาตี๋ไม่กลับบ้าน ๔ ปี ความผูกพันมันหายไป


แต่เรื่องที่สะเทือนใจมากก็คือ เด็กหนุ่มที่มาเรียนในกรุงเทพแล้วก็มีแฟน ชวนเขากินข้าวแล้วก็โทรศัพท์คุยกะเขาทุก ๆ คืน ส่วนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้เกลียดมากเบื่อมากก็คือ กลางคืนจะมีโทรศัพท์ของแม่มาหาแก แล้วพอแกรับขึ้นมาก็ “เหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านเป็นไงบ้างหนักไหม” ลูกจะเบื่อคำเหล่านี้มากแต่ทุกคืนเขาก็จะโทรไปหาผู้หญิงคนที่เขารัก เหนื่อยไหมวันนี้ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านหนักไหม แล้วมันเอาคำเน่านั่นแหละแต่มันก็ใช้ของมัน คืนนั้นขณะหนึ่งที่เขากำลังโทรขอความรักจากแฟน มีโทรศัพท์ซ้อนเข้ามาเขาเหลือบดูแม่ แม่โทรมาทำไมกำลังขอความรัก เข้ามายุ่งอะไรกันตอนนี้ไม่ยอมรับโทรศัพท์แม่ คุยจนแม่วางสายไปแล้ว คืนนั้นเขาก็นอนอย่างมีความสุขของเขาที่ได้คุยกะสาว ตอนเช้าโทรศัพท์มา รีบกลับบ้านด่วนแม่เสียชีวิต เขาตกใจเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อคืนแม่ยังโทรมา พอกลับไปถึงบ้านทราบว่าโจรขึ้นบ้านเมื่อคืนนี้ปล้นแต่พอจะไปเอาสตางค์ที่แม่ เก็บไว้เพื่อส่งลูกเรียน แม่ไม่ยอมสู้กับโจรก็เลยโดนโจรแทงจนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต แม่กดโทรศัพท์มาหาลูก ลูกไม่ยอมรับ เงินก็เอาไปหมด แต่ว่าโทรศัพท์ที่อยู่ที่มือแม่เขาไม่ได้เอาไป พอญาติมาเยี่ยมเขาไปดูเบอร์ที่โทร ไม่ได้โทรไปหาตำรวจ ไม่ได้โทรบอกญาติที่อยู่ใกล้ ๆ มีอยู่เบอร์เดียวก็คือโทรหาลูก อยากได้ยินเสียงลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่เป็นมิสคอนแน็ค(ไม่สามารถติดต่อได้) เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ถูกหลังจากนั้นเขากลับไปเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อาตมาอยากจะฝากพวกเรา ใครที่มีบุญคุณ แล้วเราไม่เคยบอกรักเขาเลย ไม่เคยขอบคุณเขาเลย ผิดพลาดเราก็ไม่เคยขอโทษเขาด้วยวันนี้เปิดโอกาสพิเศษ ขอฝาก ๔ ข้อ ๑. โทรไปบอกรักท่านถ้าพ่อ แม่เสียชีวิตไปแล้วใครที่มีบุญคุณกับเราโทรศัพท์ไปบอกรักท่าน ข้อที่ ๒. ขอบคุณที่บุคคลเหล่านั้นมีบุญคุณแก่เรา ตอนนี้มีพ่อ แม่สามีหรือภรรยาที่ดีต่อเราทำกับข้าวดูแลเราหรือหาเงิน หาทองมาให้เราขอบคุณเขา ข้อที่ ๓. ขอโทษสิ่งที่เราเคยผิดพลาดบกพร่อง ขอโทษเขา ส่วนข้อที่ ๔ สำคัญอย่าบอกว่าพระบอกให้โทร

(พระอาจารย์ เริ่มสอนภาวนา) พวกเราขยันภาวนาวันนี้ตั้งใจมา แต่เวลาเหลือนิดหนึ่งภาวนากัน นั่งตั้งกายตรงนะปิดไฟได้ก็ปิดไฟสักพักหนึ่งนะ ให้สงบ ๆ เหมาะกับการภาวนา ในช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของการให้อาหารใจ หลักการให้อาหารใจเบื้องต้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอุชุกายังตั้งกายให้ตรง อาตาปีท่านให้มีความเพียร สัมปะชัญโน มีสัมปชัญญะ สติมา มีสติ วิริยะโลเก อภิชฌาโทมนัสสะ ท่านให้ถอดความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ตอนนี้ลองสลัดความคิดความวุ่นว่ายต่าง ๆ ออกไปให้หมดไม่ต้องยุ่งกับใคร อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องดึงมาขบเคี้ยว อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปกังวล ลองอยู่กับปัจจุบันขณะดูนะ หายใจเข้าทำใจให้สบาย หายใจออกทำใจให้สบาย ในช่วงแรกลองดึงลมหายใจให้ยาว ๆ ก่อน หายใจเข้ายาว หายใจออกยาวดีมาก ใจนิ่ง ๆ โปร่ง ๆ โล่ง ๆ สบาย ๆ นิ่งๆ อยู่ภายใน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตที่ ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี สุขอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ไม่มีเสียงใดที่จะมาทำร้ายใจเรา ถ้าเราไม่สนใจแส่ส่ายให้วุ่นวายเรื่องภายนอกตอนนี้ตั้งใจไว้ที่ใจ กายตั้งตรง คอตั้งตรง ใจยิ้ม ๆ เบิกบานอยู่ภายในดีมาก อย่าน้อมใจให้ลึกนะปล่อยให้โปร่ง ๆ ให้สบาย ๆ ใครรู้สึกซึม ๆ ก็ดึงลมหายใจให้แรงขึ้น อาหารของกายก็คือข้าวปลาที่เราทานกัน ส่วนอาหารของใจคือความสงบ ใจกินความสงบเป็นอาหาร ตอนนี้เราอยู่กับความสงบด้วยใจ ที่จริงใจมันสงบอยู่ก่อนนั้น แต่ที่มันฟุ้งมันวุ่นวายขึ้นมาเพราะเราไปดึงอดีตบ้าง ดึงอนาคตบ้าง เอามาแบก เอามาหอบ เอามากอดมารัดไว้ ใจก็เลยอึดอัดตอนนี้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ปล่อยไม่พอนะต้องวางด้วยเขาเรียกว่าปล่อยแล้วก็วาง

แต่ถ้าใคร รู้สึกงงจะหาจุดยืนอื่นของใจก็ได้ จะมาอยู่ที่ท้องพอง ยุบ ก็ได้ อยู่ที่ลมหายใจออก เข้าก็ได้ นั่งนับท้องไปดูใจสบาย ๆ สำคัญก็คือเวลาปฏิบัติ อย่าให้หนัก อย่าให้อึด อย่าให้ดื้อ อย่าให้ทึบ อย่าให้มึน อย่าให้งง ทำใจโปร่ง ๆ ดีมากเราจะเห็นว่าใจเริ่มมีพลังขึ้นมา เวลาเริ่มแรกเราหายใจลึก ๆ ตรงนั้นเป็นการบริหารปอด ขณะหายใจเราเอาสติตามรู้ไปด้วยเป็นการบริหารใจ ในช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น จิตใจก็สดชื่น จิตใส ใจสบาย ๆ ดีมาก เราอยู่กับความโปร่ง ความโล่ง ความเบา ความสบายใจเบิกบานแบบนี้สักครู่หนึ่งใจสงบ ตั้งใจแล้วก็ตั้งใจอีก เราค่อยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ยาว ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ น้อมความแช่มชื่นเบิกบานเกิดขึ้นภายใน น้อมความชุ่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในแล้วสร้างความรู้สึกยิ้มภายในใจ การทำความสงบเย็นภายใน เพียงแค่ไก่กระพือปีกก็เป็นกุศล


บัด นี้บุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ตั้งกายตั้งใจน้อมที่ได้บำเพ็ญบุญแล้วนี้แก่คุณพ่อ คุณแม่ ลองดึงลมหายใจยาว ๆ ดึงน้อมให้เห็นคุณพ่อ คุณแม่ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกเสร็จแล้ว ก็ลองดึงลมหายใจอีกนิดหนึ่งน้อมแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แล้วทำความรู้สึกเหมือนกับเราเอาแสงสว่างนั้นแทนบุญกุศลไปวางใส่ตักคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าท่านมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าท่านมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีโอกาสได้รู้ธรรมเห็นธรรมเข้าถึงธรรม ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ตั้งใจน้อมแผ่ส่วนกุศลไปยังครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนสรรพศัตรูหมู่มารทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ใดที่เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยอาฆาต เคยพยาบาท ก็ให้แผ่เมตตาไปให้แก่เขาเหล่านั้น ขอเขาเหล่านั้นจงได้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน จงได้รับผลบุญที่เราได้บำเพ็ญนี้โดยทั่วกันด้วยเถิด เราค่อย ๆ พนมมือขึ้นช้า ๆ จับความรู้สึกตามในขณะที่พนมมือตั้งใจกรวดน้ำด้วยน้ำจิต น้ำใจ กรวดน้ำแผ่เมตตาว่าตาม อิทังเม ญาตินังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ