การตั้งจิตแบบอัตตานุทิฏฐิ

ป็นธรรมที่เป็นวิสังขารธรรม ก็เท่านั้นเอง ไม่มีอัตตา แต่ไม่ได้หมายความว่ามีอนัตตาก็ต้องมีอัตตา อนัตตาเป็นลักษณะของธรรมะ ไม่ใช่สังขารหรือวิสังขาร อัตตามีได้เพราะอุปาทานเป็นเหตุ ต้องละอัตตาเพื่เข้าถึงความเป็นอนัตตาเป็นวิสังขารจึงจะพ้นทุกข์พ้นความ เวียนว่ายตายเกิดทางเดียวเท่านั้นทางเดียวจริงๆ ทางอื่นนอกจากนี้ไม่มี

 

ถ้า นิพพานเป็น อัตตา เราทุกคนก็คงเข้าใกล้นิพพานเข้าไปทุกขณะ เพราะ ทุกคนมีอัตตา เป็นพื้นเดืมอยู่แล้ว และ ก็คงต้องประกาศให้ทุกๆคนช่วยกันรักษาอัตตาที่มีอยู่ไว้อย่าได้ละเสีย เพราะจะไม่ได้เห็นนิพพาน ตรงกันข้ามต้องพยายามเพิ่มอัตตาที่ตนมีไว้ให้มากเท่าที่จะทำได้

สุนัข โคกระบือสุกร ตัวมันเองก็เห็นว่ามันเป็นอัตตาตัวตน มันคงไม่คิดว่าอันตัวมันนี้แท้จริงไม่ใช่อัตตาแต่เป็นอนัตตา สุนัข โคกระบือสุกร ก็คงจะเห็นนิพพานได้ในเร็วๆนี้อย่างแน่นอน

ความจริง เมื่อมีสังขารธรรม ธรรมที่มีสิ่งปรุงแต่งก็ต้องมีวิสังขารธรรมที่ไม่มีสิ่งปรุงแต่ง นิพพานจัดเ

ตอบ

คุณสหายธรรมครับ

1. เพราะความไม่เข้าใจในพุทธศาสนา และไม่ศึกษาให้กระจ่าง จึงทำสัทธรรมปฏิรูปได้ง่ายๆ

อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง เป็นสิ่งที่เที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา สิ่งนี้คือ อายตนนิพพาน(ธรรมกาย ธรรมธาตุ ธรรมขันท์)

แต่อัตตาของท่านสหายธรรมกล่าว เป็นความเข้าใจผิด ไปเห็นว่าขันธ์ 5 ที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ แปรปรวนเป็นธรรมดา = อนัตตา ท่านสหายธรรมกลับคิดว่า อนัตตา มันเป็นตัวตน ทั้งๆที่สิ่งนี้เป็น อุปทาน หรือทิฏฐิ เท่านั้น พระพุทธเจ้าเรียกว่า

อัตวาทุปาทาน หรือ อัตตานุทิฏฐิ = ทิฏฐิที่ไปยึดมั่นในสึ่งมายา สิ่งลวงตาใน 3 ภพว่า นี่ตัวกู นี่ของกู

ขันธสังยุตต์ – จุลปัณณาสก์ – ทิฏฐิวรรค – ๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

๗. อัตตานุทิฏฐิสูตร

พ. ดูกรภิกษุทั้งหลาย เมื่อรูปมีอยู่ เพราะอาศัยรูป เพราะยึดมั่นรูป จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ เมื่อเวทนามีอยู่ … เมื่อสัญญามีอยู่ … เมื่อสังขารมีอยู่ … เมื่อวิญญาณมีอยู่ เพราะอาศัยวิญญาณ เพราะยึดมั่นวิญญาณ จึงเกิดมีอัตตานุทิฏฐิ

2. คุณสหายธรรมครับ ความหมายของ อัตตา ที่พระพุทธเจ้าพูดถึง = สิ่งนั้นเที่ยง ไม่มีทุกข์ และไม่แปรปรวนเป็นธรรมดา แล้วนิพพานเที่ยงหรือเปล่าครับ นิพพานมีทุกข์หรือเปล่าล่ะ นิพพานมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา(เกิด แก่ เจ็บ ตาย)หรือไม่

พุทธประวัติ กัยความจริงที่ปรากฏ

ความเป็นจริงในด้านประวัติศาสตร์  ในเรื่องนี้เรามีหลักฐานด้านโบราณคดี  วรรณกรรม  ภูมิศาสตร์  ที่สามารถทำลายความสงสัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งบุคคลเหล่านั้นได้ไปให้ถึงดินแดนอันเป็นพุทธภูมิด้วยแล้ว จะไม่ติดใจสงสัยเลยว่า เจ้าชายสิทธัตถะ โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ได้เสด็จออกผนวชจากราชตระกูลศากยะ บำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จนมีคนเคารพนับถือสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่  เช่นเดียวกับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา  เชื่อในความมีอยู่ของ เธเลส อันเป็นปรัชญาเมธีของกรีกในยุคก่อนและยุคใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ยอมรับถึงความมีอยู่ของ พระนางคลีโอพัตรา  ของอียิปต์ เล่าจื้อ  ขงจื้อ เม่งจื้อ อันเป็นปรัชญาเมธีของจีน ตลอดถึงคนสำคัญอื่นๆ  ในอดีตพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปในอดีตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  นั้นเอง  ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้

ความจริงในด้านปาฎิหาริย์  อันเป็นพระคุณสมบัติที่ทรงขจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ออกไปได้ คือ การที่ทรงขจัดกิเลสและบาปธรรมทั้งปวงได้ จนทำให้ทรงประกอบด้วยปาฏิหาริย์หรือความอัศจรรย์ ๓ ประการ  คือ

เรื่องราวที่เป็นพระประวัติของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ศึกษาหากต้องการจะพิสูจน์ว่า พระองค์เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่แล้ว เราจะต้องศึกษาใน ๓ ด้านด้วยกัน  คือ

๑. อิทธิปาฏิหาริย์  ทรงประกอบด้วยฤทธิ์  คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์  บางอย่างเกินกว่าวิสัยของสามัญชนแต่เมื่อบุคคลได้ศึกษาให้ทราบถึงความหมาย และเหตุแห่งฤทธิ์แล้ว  สามารถปรับความเข้าใจในรูปของการเปรียบเทียบกับความสำเร็จทางกายของ นักกายกรรม  ยิมนาสติก  ผู้ฝึกมาอย่างดีแล้วก็จะพบว่า คนเหล่านั้นมีความสำเร็จที่เกินวิสัยของสามัญชน เหมือนกัน เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าหรือ พระสาวก เป็นคุณสมบัติเฉพาะของท่านที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เช่นเดียวกับพวกกายกรรม ที่ฝึกมาในเรื่องนั้นๆ มาดีแล้วฉะนั้น

๒.  อาเทสนาปาฏิหาริย์  เป็นผลของ เจโตปริยญาณ อันผ่านการฝึกอบรมทางจิตมาตามลำดับ  ทำให้พระพุทธเจ้าทรงรู้ใจ  ทายใจ เข้าใจคนอื่นได้ในแง่มุมต่างๆ   อันเป็นอุปกรณ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้คนต่างๆเข้า ใจได้  ตามพื้นฐานความรู้ของเขาเหล่านั้น ที่ทรงรู้ด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์

๓.  อนุสาสนีปาฏิหาริย์  ทรงมีพระธรรมคำสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นโทษ ก็คงเป็นโทษตลอดไป  ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นคุณ ก็คงเป็นคุณตลอดไป  เมื่อคนนำมาปฏิบัติแล้วจะอำนวยผลให้ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ  พระธรรมคำสอนของพระองค์  จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ทุกเวลาทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล

แต่ข้อที่ไม่ควรลืมประการหนึ่ง คือการเรียบเรียงเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์นั้น       ? ความบันดาลใจ ประทับใจ ของผุ้เรียบเรียง มีบทบาทร่วมอยู่ด้วย ?  คือผู้เรียบเรียงมีความประทับใจ เลื่อมใส จนเกิดเป็นจินตนาการการเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ  จึงได้เรียบเรียงไว้เช่นนั้น แม้ว่าพระประวัติของพระพุทธเจ้า ผู้เรียบเรียงจะอยู่ในฐานะของ สุตกวี  คือแต่งโดยได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษามา และ อรรถกวี  แต่งโดยเนื้อหาความจริงเป็นหลักก็ตาม แต่มีบางเรื่องบางตอนที่เกิดขึ้นจากแรงบัลดาลใจ อันอาศัยศรัทธาปสาทะแต่งออกมาในฐานะของ จินตกวี และ ปฏิภาณกวี คือ แต่งโดยปฏิภาณของตนปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ผู้ศึกษาต้องยอมรับว่า นั้นเป็นความจริงตามแรงบัลดาลใจของกวี ซึ่งจะต้องยอมรับในฐานะนั้นๆ  ในกรณีของพุทธประวัติ ผลงานแบบจินตกวีมีบ้างก็ไม่มากนัก

โปรดเข้าใจ ว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะตัดเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกหมด ก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนอะไรแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช้รากฐานของพระพุทธเจ้า  แต่รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือ  พระปัญญาคุณ  พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ  อันพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  เกื้อกูลและความสุขแก่โลก จากอดีตถึงปัจจุบันและอาจพิสูจน์ตนเองได้ทุกกาลเวลา

๒.  ที่ว่าภายหลังประสูติ ทันทีที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวนั้นจริงหรือไม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

๑.  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อประสูติใหม่ ๆ พระญาติวงค์เห็นเป็น ๔ กร จึงได้ถวายพระนามว่านารายณ์ราชกุมาร เป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ แต่พระกรจริงๆ  มีเพียง ๒ กรเท่านั้น สิทธัตถราชกุมารปรากฎว่าเดินด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวเพียงขณะเดียว  ต่อแต่นั้นก็เป็นทารกที่เดินไม่ได้เช่นเดียวกับทารกทั่วไป  เพราะตอนอสิตดาบสเข้าเยี่ยม พระเจ้าสุทโธทนะทรงอุ้มพระกุมารให้อสิตดาบสดู   การเสด็จดำเนินไปได้  ๗ ก้าว    จึงเป็นเรื่องของบุญฤทธิ์       ที่ท่านเรียกว่า       ปุณณวโตอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ เป็นคุณสมบัติเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้น

๒.  เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นอัจฉริยบุคคล ที่สร้างสมอบรมบารมีมาเป็นพิเศษ การเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว จึงอาจเป็น กัมมวิปากชาอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจกรรมที่เรียกว่า กรรมโยนิ คือ กุศลกรรมอย่างสูงมาเป็นกำเนิน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้น อันเป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่เป็นอัจฉริยบุคคล ซึ่งผู้มีปัญญาอาจพิจารณาเทียบเคียงกับอัฉริยบุคคลในปัจจุบันได้เป็นอันมาก เช่น

- ด.ช. กิมอี้ชุน ชาวเกาหลี อายุ ๖ ขวบ พูดได้ ๖ ภาษา อายุ ๖ เดือน ฟันเต็มปาก

- ด.ญ. สกุลตลาเทวี ชาวอินเดีย ด.ช.เงา ชาวเกาะสมุย สามารถบวกเลขได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข เมื่ออายุได้เพียง ๖ ขวบ

- คุณสมเถา สุจริตกุล อ่านเอนไซโครปีเดียบริตานิกาจบ เมื่ออายุ ๕ ขวบ

- คุณทิพย์สุดา สุนทรเวช อ่านภาษาไทย อังกฤษ ได้คล่องเมื่ออายุ ๑๗ เดือน เรียน ป.๓ ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เมื่ออายุ ๒ ขวบ

- และเด็กแขกอีกคนหนึ่ง ที่สามารถอธิบายไตรเพทได้เมื่ออายุเพียง ๒ ขวบกว่า ๆเป็นต้น

- ตามพุทธประวัติ  คนที่เห็นเหตุการณ์ในยุคนั้นบอกว่าเป็นเช่นนั้น คนที่เกิดไม่ทันและไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มของพวกที่โดยเสด็จพระนางสิริมหา มายาไปที่ลุมพินีวัน ถ้าไม่คิดว่าตนเองเก่งจนสามารถรู้ว่าอะไรในอดีตจริงหรือไม่จริง ก็ต้องยอมรับว่า  ? ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ว่าเป็นเช่นนั้น ?   ทำไมต้องเป็นเช่นนั้นหรือ?

เรื่องนี้ต้องมองกันในแง่ของหลักฐานในด้านต่างๆ  ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่งเช่น

คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ยังแสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆ  ออกมาได้ แล้วทำไมเล่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอัจฉริยะบุคคลที่ไม่มีใครเหมือนจะไม่เหมือนใครในบางเรื่องไม่ได้เชียว หรือ?

๓.เป็นพุทธวิสัยคือวิสัยของคนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าและองค์พระพุทธเจ้า เรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์หลายเรื่อง ที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยความคิด พิจารณา ใครขืนจะรู้เรื่องนี้ให้ได้ด้วยการคิดเอาเอง ทั้งๆ  ที่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานแล้ว อาจกลายเป็นคนบ้าไปได้ง่ายๆ  เพราะเป็นอจินไตย คือเรื่องที่ไม่ควรคิด ซึ่งท่านแสดงไว้ ๔ ประการ คือ

-พุทธวิสัย     เรื่องอันเป็นวิสับของพระพุทธเจ้า

-อิทธิวิสัย     วิสัยแห่งท่านที่บรรลุฤทธิ์ ในชั้นต่างๆ

-กัมมวิปากวิสัย    วิสัยแห่งวิบากกรรม

-โลกจินตา    ความคิดเรื่องกำเนิด ความเป็นมาของโลก

แต่ ข้อที่ไม่ควรลืม  คือ บัณฑิตในพระพุทธศาสนาไม่ได้ติดใจในเรื่องเหล่านี้ว่าจะเป็นจริงๆ  หรือไม่ เพราะบัณฑิตย่อมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่ทรงประกอบด้วยพระคุณดังกล่าว และ  พระพุทธคุณที่สำคัญคือการที่พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา สั่งสอนธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แก่ชาวโลก และพระธรรมนั้นสามารถรักษาคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามได้จริง ชาติกำเนิน   พระรูปกาย  ตลอดถึงจะดำเนินได้ด้วยพระบาท ๗ ก้าวเมื่อประสูติหรือไม่ ไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่นั้นเป็นข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์  ที่ท่านผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เห็นและบอกกล่าวสืบต่อกันมา ผู้ฉลาดจึงไม่บังอาจปฏิเสธในเรื่องที่ตนเกิดไม่ทัน  และเป็นพุทธวิสัย เพราะไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการเพิ่มมลทินใจ คือความสงสัยขึ้นภายในจิตใจให้มากขึ้น และเป็นการเสียเวลาในการพัฒนาจิตของตนไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์.

ในพระไตรปิฎกยังแสดงไว้ชัดเจนถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ คือพระองค์ทรงเล่าความเป็นมาของพระองค์เองนับตั้งแต่ครั้งที่เสวยชาติอยู่ใน สวรรค์ชั้น ดุสิต จนถึงวันพระประสูติว่า ”

ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

คัดจาก พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาส)

จะสังเกตได้ว่าพระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความมีสติอันสมบูรณ์ของพระโพธิสัตว์ ว่ารู้ตัวทั่วพร้อมมิใช่คนหลงสติหลงตายมาเกิดดังเช่นสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

๓.พระ พุทธเจ้าเมื่อประสูติใหม่ ๆ พราหมณ์ทำนายว่ามีคติเป็นสอง คือถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช   หากออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกในโลก   ทำไมพระองค์จึงเสด็จออกผนวชเสียเล่า ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์! โพธิสัตว์มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา  ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์ ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ! ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาเมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสามแห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง.

การศึกษาพุทธศาสนา

ไปที่บ้านญาติธรรม แกเปิดตู้เห็นรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ได้ เพราะบางคนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกายๆ จนกระทั่งลืมเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจก็คือกลับมาดูใจบ้าง เราวุ่นวายกับกายมากเกินไปมีไหม บางคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับกาย เฉพาะแค่หัวถึงคอใช้เวลาวันหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ หมดเงินไปเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงกายมากเกินไปลองน้อมมาสู่ใจ หลักปฏิบัติก็คือให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไปในความเคยชิน วัน ๆ เราจะอยู่กับความเคยชินแทบทั้งวัน รู้สึกตัวจริง ๆ จะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็น คุณแม่สิริ กรินชัย พยายามที่จะย้ำให้พวกเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะรู้กายเคลื่อนไหวก็ได้ รู้ใจนึกคิดก็ได้ เวลาเดินนับเท้า นั่งนับท้อง นอนนับลม ท่านพยายามให้กับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจที่จะฝากวันนี้ก็คือน้อมกลับมาดูจิตใจ กลับมาดูเรื่องจิตเรื่องใจของตัวเองศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจใจของตัวเอง เราเรียนกันเยอะศึกษาภายนอกจนกระทั่งลืมที่จะน้อมสู่ใจ กลับมาดูภายใน เรื่องของจิตใจสำคัญ

พระพุทธองค์เดินไปเห็นสุนัขกำลังขบกัดเต่า พระองค์ชี้เลยภิกษุทั้งหลายเธอเห็นสุนัขขบกับเต่าไหม เห็นพระเจ้าค่ะ แล้วมันกัดได้ไหม ไม่ได้พระเจ้าค่ะ ทำไมถึงกัดไม่ได้ เป็นเพราะเต่ามันหด ๖ ทาง ก็คือ หัว ๑ ขา ๔ หาง ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ต้องการความทุกข์ขบกัดเธอฉันใด เธอก็จงรู้จักสำรวมอายะตะนะทั้ง ๖ อายะตะนะทั้ง ๖ มีอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสำรวมกลับมาศึกษามาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจประคับประคองจิตใจ ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจธรรมะ

พระพุทธเจ้าแบ่งคนในโลกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ อยู่ในที่ยุ่งเขาก็ไม่ยุ่ง ยิ่งอยู่ในที่ไม่ยุ่งยิ่งสบายใหญ่ กลุ่มที่ ๒ อยู่ในที่ไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งแต่พอเข้าไปอยู่ในที่ยุ่ง อดยุ่งกับเขาไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ อยู่ในที่ไม่ยุ่งมันก็หาเรื่องยุ่ง ยิ่งเข้าไปอยู่ในที่ยุ่งยิ่งยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกเราอยู่กลุ่มไหน ถ้าให้เราเลือกเราอยากจะเลือกเป็นคนกลุ่มไหน กลุ่มที่ ๑

พระ พุทธองค์ท่านเดินไปเจอหนูกำลังขุดรู ท่านก็ตรัส ภิกษุทั้งหลายเธอเห็นหนูกำลังขุดรูไหม เห็นพระเจ้าค่ะ ภิกษุทั้งหลายหนูบางตัวขุดแต่ไม่อยู่ บางตัวอยู่แต่ไม่ขุด บางตัวขุดด้วยอยู่ด้วย บางตัวไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ภิกษุทั้งหลาย คนขุดแต่ไม่อยู่คือ ศึกษาเรื่องธรรมะ มีเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธฯเมื่อไหร่ขอให้บอก มาเข้าตลอด ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่พอกลับไปบ้านเหมือนเดิมไม่ได้เอาไปใช้ ส่วนบางคน อยู่แต่ไม่ขุด เขาไม่มีโอกาสที่จะมาเข้ากรรมฐาน เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ ขันติแปลว่าอะไรเขาก็ไม่ทราบ แต่ว่าทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ลุยงานตลอด แล้วก็สามารถที่จะมีความสุขกับการทำงานได้ด้วย เขาอยู่แต่เขาไม่ได้ขุด เขามีบุญเก่าทำมาดี กลุ่มที่ ๓ ขุดด้วยอยู่ด้วย เขามาศึกษา มาเรียนรู้ มาเอาความเข้าใจกลับไปใช้ที่บ้านด้วย ส่วนกลุ่มที่ ๔ ไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ศึกษาธรรมะก็ไม่ศึกษา เปิดTVเจอพระปั๊บเปลี่ยนช่อง แล้วก็ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ขี้อึดอัด ขัดเคืองสารพัด ขี้ที่อยู่ในตัวเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เอาขี้ตัวเองลากไปประจานผู้คนเหม็นทั้งบ้านทั้งเมือง เขาก็ไม่แก้ไขตัวเอง ถ้าให้เลือกเราจะไปเลือกเป็นหนูประเภทไหนดี ที่ ๓ ก็คือขุดด้วยแล้วก็อยู่ด้วย

มายุวพุทธฯแล้วกลับไปต้องให้ คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการจิตใส ใจสบายเขาตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ ต้องการให้พวกเราได้ประโยชน์เต็มที่ จิตใส ใจสบาย มาแล้วกลับไปให้คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงไปยุวพุทธฯแค่วันเดียวกลับมา นี่นิสัยดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ถือว่าพวกเราช่วยกันประกาศพระศาสนา ไม่ใช่มาเข้ากรรมฐานเสร็จแล้วกลับไปถึงบ้านบางทีมาตั้ง ๕ วัน ๗ วัน พอกลับไปบ้าน ลูกก็สะกิดพ่อบอก พ่อ ๆ ดูแม่สิไปมากี่ครั้ง ๆ กลับมาก็เหมือนเดิม เสียสถาบันนะ เสียชื่อหมด ต้องกลับไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

อาตมาย้ำนะมายุวพุทธฯ สิ่งที่อาตมาอยากให้ได้ก็คือขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นทำ แค่นั้นแหละ กลับไปถึงบ้านเห็นบ้านสกปรก ดวงตาเห็นทำ หยิบไม้กวาด ๆ เลยไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เข้าไปในครัวถ้วยชามไม่ได้ล้าง ดวงตาเห็นทำ ทำไปเลย ทำทั้งนอกแล้วมันจะเกิดคุณธรรมขึ้นภายใน ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในปกติสงบเย็น

การศึกษาพุทธศาสนาที่ แท้จริงก็คือการมาศึกษาลงไปที่ความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตในแต่ละครั้งของการพบอารมณ์ นี่คือการศึกษาศาสนา การศึกษาศาสนาก็คือการมาศึกษาตนเองมาเรียนรู้ตนเองมาทำความเข้าใจตนเองแล้ว ก็ฝึกควบคุมตัวเองให้เป็น ผู้ใดควบคุมตัวเองได้มากจะมีความทุกข์น้อย ผู้ใดควบคุมตัวเองได้น้อยจะมีความทุกข์มาก ผู้ใดควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เขาจะสุก ๆ ดิบ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เวลากระทบอารมณ์เดี๋ยวก็เป๋ ๆ ท ๔ ตัวคือ ทุกข์ ทับ ท่วม ท้น นั่นก็คือเรื่องของชีวิต “กว่าจะรู้จักชีวิตว่ามีกายมีจิตผสมผสาน กว่าจะถอดถอนจิตจากอุปาทาน ก็ซมทรามดื้อตีนกายเหยียบตาเอา กว่าจะรู้ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ตาก็มัวหัวก็ขาว กว่าใจจะหายมัวเมา ฟันก็กลับบ้านเก่าเหลือแต่เหงือกแดงๆ”

ช่วงมีปัญหาบ้านเมืองเขียนบท กลอน “ตีนกะตา” เขียนแรงนิดหนึ่งเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่สามัคคีไป ไม่รอด “ตากับตีนอยู่กันมาแสนผาสุก จะนั่งลุกยืนเดินเพลินหนักหนา มาวันหนึ่งตีนทะลึ่งเอ่ยปัญญา ว่ามีคุณแก่ตาเสียจริงๆ ตีนช่วยพาตาไปที่ต่างๆ ตาจึงได้ชมนางและสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นดวงตาจงประวิง ว่าตีนนี้เป็นสิ่งควรบูชา ตาได้ฟังตีนคุยโม้ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอกออกไปด้วยโทสา ว่าที่ตีนเดินไปได้ก็เพราะตา ดูมรรคคาเสกแก้หนามไม่ตำตีน เพราะฉะนั้นตาจึงสำคัญกว่าตีน ไม่ควรที่จะมาคิดดูหมิ่น สรุปว่าตามีค่าสูงกว่าตีน ทั่วธานินตีนไปได้ก็เพราะตา ตีนได้ฟังคับแค้นแสนจะโกรธ เร่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา เพราะอวดดีคุยเบ่งเก่งกว่าตา ดวงชีวาจะดับไปไม่รู้เลย ตาเห็นตีนเก่งเร่งกระโดด ก็พิโรธแกล้งระงับหลับตาเฉย ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน”

มีเรื่องหนึ่ง คือลูกคนหนึ่งเป็นลูกขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเองจนกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่คบ พอเพื่อนหันมาเห็นหน้าเท่านั้นเพื่อนลุกหนีหมดเลยเขากลายเป็นตัวสลายม๊อบนะ อยู่กับสังคมไม่ได้ ก็ไปหาพ่อ พ่อบอกอย่างนั้นเอาเงินไปไปซื้อตะปูมาถุงหนึ่ง ทุกครั้งที่แกอารมณ์เสียแกโกรธแล้วแกแสดงออก ให้เอาตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน วันแรกตอกไป ๓๗ ตัว โอ้โหแล้วใครจะไปคบมัน พอวันต่อมาเริ่มมีสติขึ้นตอกน้อยลง ๆ จนกระทั่งนะวันหนึ่งแกมาหาพ่อ เอ..พ่อวันนี้ผมคุมได้ ผมโกรธแต่ผมไม่แสดงออกนะ ตอนนี้ผมชนะมันแล้ว พ่อบอกว่ายังไม่จบ ตอนนี้ขั้นตอนต่อไป ทุกครั้งที่แกโกรธและแกคุมตัวเองได้ ไม่ด่า ไม่กระทืบเท้า ไม่แสดงออก ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่งนะ แกก็ค่อย ๆ ถอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาหาพ่อ พ่อผมถอนตะปูหมดแล้ว ตอนนี้ที่รั้วบ้านของเราทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว พ่อบอกไม่เหมือนเดิมหรอก ไม่เชื่อตามมาดูพ่อพาไปที่รั้วบ้าน เป็นไงที่รั้วเหมือนเดิมไหมมีอะไร มีรูของตะปู ลูกก็งงแล้วจะทำไงต่อ พ่อบอกว่าถ้าไม่อยากให้รั้วมีรูตะปู ก็ต้องอย่าไปตอกมันอีก เพราะตอกแล้วต้องถอน ถ้าถอนแล้วมันก็มีรู

ใคร เคยตอกตะปูใส่คุณพ่อ คุณแม่ของพวกเราบ้าง มีเด็กคนหนึ่งเรียนจบไปสมัครงาน วันนั้นเถ้าแก่มารับสมัครเอง เด็กหนุ่มเอาแฟ้มประวัติความสามารถพิเศษเยอะแยะ เอาไปวางตั้งให้เถ้าแก่ เถ้าแก่พอเห็นเสร็จปั๊บเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอั้วสัมภาษณ์ลื้อหน่อย ลื้อเคยกราบเท้าพ่อ เท้าแม่หรือไม่ ไม่เคยครับ กลับไปได้แล้ว อะไรแฟ้มประวิติเยอะแยะยังไม่ได้อ่าน กลับไปได้แล้ว คนไม่กราบเท้าพ่อ เท้าแม่ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นพอโดนไล่กลับโกรธมาก กลับไปถึงแม่มาเปิดประตูบ้าน ให้พอเห็นหน้าแม่ แม่เห็นหน้าหมอง ๆ ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ไม่อยากคุย ขึ้นบ้านเดินตึง ๆ ขึ้นไปชั้นบน แม่เห็นลูกก็ใจแป้วเลยลูกอารมณ์เสีย แม่รีบเลย สมองสั่งการทันทีว่าทุกครั้งลูกอารมณ์เสียแม่แก้ไขอย่างไร ของอะไรที่ลูกชอบที่สุดแม่รีบไปเตรียมจัดหา หาไปหามาปีนเก้าอี้ ตกโครมลงมา พอเสียงดังโครมลูกตกใจรีบวิ่งลงมาดูเห็นลูกส้มอยู่ในมือแม่เป็นของโปรดที่ ตัวเองชอบกิน

ลูกรู้เลยทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียแม่จะต้องทำสิ่งนั้น ให้กิน เด็กหนุ่มรีบเข้าไปประคองแม่ แม่บอกไม่เป็นไร ๆ พอลุกแล้วก็ล้มปรากฏว่าเท้าแพลง แม่ก็บอกไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกจับดูมันปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว เท้าเริ่มค่อย ๆ ช้ำ บอกไปหาหมอ เด็กหนุ่มพอจับเท้าแม่ปั๊บ มันแว๊บขึ้นมาในใจว่าเท้าคู่นี้เลี้ยงเขามาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งเขาจบ มหาวิทยาลัย เขาไม่เคยจับเท้าแม่เขาเลย แต่เท้าของตัวเขาเองแม่เคยอุ้มเคยหอมเท้าเขา แต่เขาเองเท้าแม่ไม่เคยจับ ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดกับเขามาก่อนมันเกิดขึ้นเขา ก้มลงกราบเท้าแม่น้ำตาไหล เพราะว่าที่แม่เจ็บเท้าตอนนี้เป็นเพราะเขา ผมขอโทษแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่ได้ผิดอะไร ๆนะ เด็กหนุ่มเงยหน้าน้ำตาไหลแม่ไม่เป็นอะไร ๆ ลูกไม่ผิดนะลูกไม่ผิด แม่ผิดเอง

เด็ก หนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แม่บอกไม่เป็นไร ๆ นะ เดี่ยวเราไปสมัครงานที่อื่นก็ได้เจ้าของบริษัทเขาคงจะไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แม่ยังอุตส่าห์แก้ตัวด้วยความรักลูก เด็กหนุ่มพอวันรุ่งขึ้นออกไปหางานใหม่แต่เขากลับไปที่เก่า พอไปถึงเถ้าแก่มองลื้อมาทำไม เด็กหนุ่มบอกว่าขออภัยครับผมไม่ได้มาสมัครงาน แต่ผมมาขอบคุณเถ้าแก่ครับ ถ้าเมื่อวานเถ้าแก่ไม่พูดเรื่องกราบเท้าแม่ผมคงจะไม่มีความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ขอบคุณเถ้าแก่มากที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายความรักของแม่นะ แกก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวานหลังกลับไปให้เถ้าแก่ฟังพอเล่าเสร็จเท่า นั้น เก้าแก่ก็ยิ้มพรุ่งนี้ลื้อมาทำงานได้นะ

อาตมากลับไปโพธารามกราบ ครูท่านหนึ่ง เอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปฝาก บอกว่าตอนนี้ไปอยู่อเมริกากลับมาระลึกถึงคุณครูเอาของมาฝาก ครูประทับใจเก็บเอาไว้ ๔-๕ ปี อาตมาไปเยี่ยมอีกที ใช้สบู่ยังไงก็ไม่รู้มันไม่หมดสักที ตั้งไว้ในตู้โชว์ ไว้คุยเวลาคนมา คุณครูใช้ของเมืองนอกเลยนะ ลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสอยู่อเมริกาเขาเอามาฝากครูคุยได้ตั้ง ๔-๕ ปี ปัจจุบันยังคุยอยู่มั้ง แต่มันเป็นความสุขของท่าน อาตมาทำงานใหม่ ๆ ได้เงินเดือน ๔๐๐ บาท กลับไปเยี่ยมบ้านเอาไปให้แม่ ๒๐๐ บาท ให้อาโกว(พี่สาวหรือน้องสาวพ่อ)ไปร้อยหนึ่ง พอให้แม่น้ำตาไหลเลย แต่พอเราจะกลับไปทำงานแม่เรียกเข้าไปหาให้อาตมา ๕๐๐ บาท เห็นไหมมันน่าให้แม่นะ แม่อาตมาน้ำตาไหลเพราะข้อที่ ๑ ก็คือมันไม่ลืมกูมันเป็นความรู้สึกตื่นขึ้นมา ข้อที่ ๒ มันช่วยเหลือตัวมันเองได้แล้ว ข้อที่ ๓ เมื่อมันมีความกตัญญูไม่ต้องไปห่วงมัน มันเอาตัวเองรอดได้ นั่นคือความรู้สึกของแม่ อาโกวอาตมาให้ไปร้อยเดียวก็วางไว้ ๓ -๔ เดือนไปทำงานกลับมาสตางค์ยังอยู่บนเชี่ยนหมากของอาโกว ใครไปก็พูด สงค์หลานมันทำงานแล้วมันให้มาร้อยหนึ่งคุยมา ๔ เดือนแล้วยังไม่ได้ใช้เลย ตกลงเก็บสตางค์ไว้ เอาไว้คุย มันเป็นความสุข

ปัจจุบันพ่อแม่เราคุย ถึงตัวเราได้ไหม ลูกเอ็งเป็นยังไง คือมันคุยไม่ออกระหว่างโทรไปหาแฟนกับระหว่างโทรไปหาคุณพ่อ คุณแม่ โทรหาใครมากกว่ากัน คนส่วนมากจะผูกลงไม่ยอมผูกขึ้น ผูกลงก็คือพอมามีแฟนก็ไปผูกแฟน พอมามีลูกก็ไปผูกลูก พอมีหลานผูกลงไปที่หลาน แต่ไม่ยอมผูกกลับไปที่คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เราแกะปมเหล่านั้นออก ใครที่รักเรา เราแกะทิ้งๆ ส่วนเรารักใครเราผูกขึ้นมา มันผูกลง ปัจจุบันก็เลยมีลูกบังเกิดเกล้า

อีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนุ่มมาเรียนจบที่กรุงเทพฯ พอจบปั๊บไม่ได้กลับบ้าน ได้งานก็เลยทำงานอยู่กรุงเทพไม่ยอมกลับบ้าน แม่โทรศัพท์มาหาอาตี๋ปีนี้มาไหว้ตรุษจีนนะ กลับไม่ได้นะงานยุ่งแม่ กลับไม่ได้ แม่บอกว่าไม่เป็นไรอาตี๋ดูแลสุขภาพด้วยนะอย่าทำงานหนักเกินไป อาตี๋วางหูฉับแม่ นั่งซึมแล้วเอามือมาดึงลิ้นชักมองลงไปในลิ้นชักมีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้สาม ซองแม่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกหยิบมาอีกซองหนึ่ง แล้วก็วางลงไปในลิ้นชักแล้วก็ปิดก๊อก กี่ปีแล้วที่อาตี๋ไม่กลับบ้าน ๔ ปี ความผูกพันมันหายไป


แต่เรื่องที่สะเทือนใจมากก็คือ เด็กหนุ่มที่มาเรียนในกรุงเทพแล้วก็มีแฟน ชวนเขากินข้าวแล้วก็โทรศัพท์คุยกะเขาทุก ๆ คืน ส่วนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้เกลียดมากเบื่อมากก็คือ กลางคืนจะมีโทรศัพท์ของแม่มาหาแก แล้วพอแกรับขึ้นมาก็ “เหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านเป็นไงบ้างหนักไหม” ลูกจะเบื่อคำเหล่านี้มากแต่ทุกคืนเขาก็จะโทรไปหาผู้หญิงคนที่เขารัก เหนื่อยไหมวันนี้ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านหนักไหม แล้วมันเอาคำเน่านั่นแหละแต่มันก็ใช้ของมัน คืนนั้นขณะหนึ่งที่เขากำลังโทรขอความรักจากแฟน มีโทรศัพท์ซ้อนเข้ามาเขาเหลือบดูแม่ แม่โทรมาทำไมกำลังขอความรัก เข้ามายุ่งอะไรกันตอนนี้ไม่ยอมรับโทรศัพท์แม่ คุยจนแม่วางสายไปแล้ว คืนนั้นเขาก็นอนอย่างมีความสุขของเขาที่ได้คุยกะสาว ตอนเช้าโทรศัพท์มา รีบกลับบ้านด่วนแม่เสียชีวิต เขาตกใจเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อคืนแม่ยังโทรมา พอกลับไปถึงบ้านทราบว่าโจรขึ้นบ้านเมื่อคืนนี้ปล้นแต่พอจะไปเอาสตางค์ที่แม่ เก็บไว้เพื่อส่งลูกเรียน แม่ไม่ยอมสู้กับโจรก็เลยโดนโจรแทงจนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต แม่กดโทรศัพท์มาหาลูก ลูกไม่ยอมรับ เงินก็เอาไปหมด แต่ว่าโทรศัพท์ที่อยู่ที่มือแม่เขาไม่ได้เอาไป พอญาติมาเยี่ยมเขาไปดูเบอร์ที่โทร ไม่ได้โทรไปหาตำรวจ ไม่ได้โทรบอกญาติที่อยู่ใกล้ ๆ มีอยู่เบอร์เดียวก็คือโทรหาลูก อยากได้ยินเสียงลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่เป็นมิสคอนแน็ค(ไม่สามารถติดต่อได้) เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ถูกหลังจากนั้นเขากลับไปเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อาตมาอยากจะฝากพวกเรา ใครที่มีบุญคุณ แล้วเราไม่เคยบอกรักเขาเลย ไม่เคยขอบคุณเขาเลย ผิดพลาดเราก็ไม่เคยขอโทษเขาด้วยวันนี้เปิดโอกาสพิเศษ ขอฝาก ๔ ข้อ ๑. โทรไปบอกรักท่านถ้าพ่อ แม่เสียชีวิตไปแล้วใครที่มีบุญคุณกับเราโทรศัพท์ไปบอกรักท่าน ข้อที่ ๒. ขอบคุณที่บุคคลเหล่านั้นมีบุญคุณแก่เรา ตอนนี้มีพ่อ แม่สามีหรือภรรยาที่ดีต่อเราทำกับข้าวดูแลเราหรือหาเงิน หาทองมาให้เราขอบคุณเขา ข้อที่ ๓. ขอโทษสิ่งที่เราเคยผิดพลาดบกพร่อง ขอโทษเขา ส่วนข้อที่ ๔ สำคัญอย่าบอกว่าพระบอกให้โทร

(พระอาจารย์ เริ่มสอนภาวนา) พวกเราขยันภาวนาวันนี้ตั้งใจมา แต่เวลาเหลือนิดหนึ่งภาวนากัน นั่งตั้งกายตรงนะปิดไฟได้ก็ปิดไฟสักพักหนึ่งนะ ให้สงบ ๆ เหมาะกับการภาวนา ในช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของการให้อาหารใจ หลักการให้อาหารใจเบื้องต้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอุชุกายังตั้งกายให้ตรง อาตาปีท่านให้มีความเพียร สัมปะชัญโน มีสัมปชัญญะ สติมา มีสติ วิริยะโลเก อภิชฌาโทมนัสสะ ท่านให้ถอดความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ตอนนี้ลองสลัดความคิดความวุ่นว่ายต่าง ๆ ออกไปให้หมดไม่ต้องยุ่งกับใคร อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องดึงมาขบเคี้ยว อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปกังวล ลองอยู่กับปัจจุบันขณะดูนะ หายใจเข้าทำใจให้สบาย หายใจออกทำใจให้สบาย ในช่วงแรกลองดึงลมหายใจให้ยาว ๆ ก่อน หายใจเข้ายาว หายใจออกยาวดีมาก ใจนิ่ง ๆ โปร่ง ๆ โล่ง ๆ สบาย ๆ นิ่งๆ อยู่ภายใน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตที่ ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี สุขอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ไม่มีเสียงใดที่จะมาทำร้ายใจเรา ถ้าเราไม่สนใจแส่ส่ายให้วุ่นวายเรื่องภายนอกตอนนี้ตั้งใจไว้ที่ใจ กายตั้งตรง คอตั้งตรง ใจยิ้ม ๆ เบิกบานอยู่ภายในดีมาก อย่าน้อมใจให้ลึกนะปล่อยให้โปร่ง ๆ ให้สบาย ๆ ใครรู้สึกซึม ๆ ก็ดึงลมหายใจให้แรงขึ้น อาหารของกายก็คือข้าวปลาที่เราทานกัน ส่วนอาหารของใจคือความสงบ ใจกินความสงบเป็นอาหาร ตอนนี้เราอยู่กับความสงบด้วยใจ ที่จริงใจมันสงบอยู่ก่อนนั้น แต่ที่มันฟุ้งมันวุ่นวายขึ้นมาเพราะเราไปดึงอดีตบ้าง ดึงอนาคตบ้าง เอามาแบก เอามาหอบ เอามากอดมารัดไว้ ใจก็เลยอึดอัดตอนนี้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ปล่อยไม่พอนะต้องวางด้วยเขาเรียกว่าปล่อยแล้วก็วาง

แต่ถ้าใคร รู้สึกงงจะหาจุดยืนอื่นของใจก็ได้ จะมาอยู่ที่ท้องพอง ยุบ ก็ได้ อยู่ที่ลมหายใจออก เข้าก็ได้ นั่งนับท้องไปดูใจสบาย ๆ สำคัญก็คือเวลาปฏิบัติ อย่าให้หนัก อย่าให้อึด อย่าให้ดื้อ อย่าให้ทึบ อย่าให้มึน อย่าให้งง ทำใจโปร่ง ๆ ดีมากเราจะเห็นว่าใจเริ่มมีพลังขึ้นมา เวลาเริ่มแรกเราหายใจลึก ๆ ตรงนั้นเป็นการบริหารปอด ขณะหายใจเราเอาสติตามรู้ไปด้วยเป็นการบริหารใจ ในช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น จิตใจก็สดชื่น จิตใส ใจสบาย ๆ ดีมาก เราอยู่กับความโปร่ง ความโล่ง ความเบา ความสบายใจเบิกบานแบบนี้สักครู่หนึ่งใจสงบ ตั้งใจแล้วก็ตั้งใจอีก เราค่อยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ยาว ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ น้อมความแช่มชื่นเบิกบานเกิดขึ้นภายใน น้อมความชุ่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในแล้วสร้างความรู้สึกยิ้มภายในใจ การทำความสงบเย็นภายใน เพียงแค่ไก่กระพือปีกก็เป็นกุศล


บัด นี้บุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ตั้งกายตั้งใจน้อมที่ได้บำเพ็ญบุญแล้วนี้แก่คุณพ่อ คุณแม่ ลองดึงลมหายใจยาว ๆ ดึงน้อมให้เห็นคุณพ่อ คุณแม่ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกเสร็จแล้ว ก็ลองดึงลมหายใจอีกนิดหนึ่งน้อมแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แล้วทำความรู้สึกเหมือนกับเราเอาแสงสว่างนั้นแทนบุญกุศลไปวางใส่ตักคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าท่านมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าท่านมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีโอกาสได้รู้ธรรมเห็นธรรมเข้าถึงธรรม ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ตั้งใจน้อมแผ่ส่วนกุศลไปยังครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนสรรพศัตรูหมู่มารทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ใดที่เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยอาฆาต เคยพยาบาท ก็ให้แผ่เมตตาไปให้แก่เขาเหล่านั้น ขอเขาเหล่านั้นจงได้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน จงได้รับผลบุญที่เราได้บำเพ็ญนี้โดยทั่วกันด้วยเถิด เราค่อย ๆ พนมมือขึ้นช้า ๆ จับความรู้สึกตามในขณะที่พนมมือตั้งใจกรวดน้ำด้วยน้ำจิต น้ำใจ กรวดน้ำแผ่เมตตาว่าตาม อิทังเม ญาตินังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

ธรรมะใกล้ตัว

พุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสามารถเป็นที่พึ่งให้บุคคลผู้ปรารถนาความสำเร็จ ในชีวิต สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต พระธรรมย่อมเป็นที่พึ่งที่ช่วยทำจิตใจให้เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต พระสงฆ์ย่อม เป็นที่พึงได้ในยามที่ปรารถนาความสุขสำราญใจ

พระ พุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยกาลเวลาในการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในโลก เหมือนดังดินที่แปรสภาพกลายเป็นเพชร ก็เพราะกาลเวลา เพชรแม้มีค่ามาก ก็ต้องการคนคอยระวังรักษา ไม่ใช่รักษาคน แต่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นดุจแก้วที่มีแสงสว่างชี้นำการดำเนินชีวิตของบุคคล

ดังนั้นด้วยความประเสริฐกว่าเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงขนามนามพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระรัตนตรัย แก้วอันประเสริฐ ๓ ประการ รัฐบาลได้ประกาศ ให้วันที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยหรือวันอาสาฬหบูช เป็นวันสำคัญแห่งชาติ เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา

โยมส่วนมากไม่ระลึกถึงพระรัตนตรัย จึงทำให้ชีวิตเป็นดุจแก้วแตก ถ้ามาศึกษาในคุณพระรัตนตรัยแล้ว ก็จักเป็นผู้มีแก้วอันประเสริฐประจำตน

“โยม.. แก้วน้ำเป็นเพียงวัตถุที่ทำหน้าที่ใส่น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้เท่านั้น แก้วน้ำแตกก็เป็นธรรมดาของแก้วน้ำ แก้วน้ำที่ทำมาจากแก้ว มีความแตกมาตั้งแต่เริ่มถูกสร้างเสร็จแล้ว มันไม่แตกวันนี้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไป ก็ต้องแตก ถึงไม่มีใครทำแตก เมื่อเก่าคร่ำคร่า เจ้าของก็โยนทิ้งให้แตกสลายไปในที่สุด มันเป็นธรรมชาติของแก้วน้ำนะโยม”

“นี่แสดงว่า ถ้าแก้วน้ำเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความแตกดับสลายตายจาก เป็นที่สุดเหมือนกันซิครับ”

“ใช่แล้วโยม โยมเคยพิจารณาไหมว่าแก้วน้ำที่ใช้กันอยู่นั้น มีราคาคุณภาพที่แตกต่างกัน พวกแก้วพลาสติกนี่ก็ถูกที่สุด แก้วแสตนเลส แก้วไม้ แก้วน้ำใสๆ ธรรมดา ก็มีราคาแพงขึ้น แก้วเจียรนัยอย่างดีก็แพงที่สุด โยมเห็นถึงความแตกต่างไหม?”

“ผมคิดว่ามันแพงตามมูลค่าวัสดุและขบวนการผลิตนะหลวงพ่อ แก้วเจียรนัยที่แพงกว่าเพื่อนก็เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพและศิลปะ มากกว่าเพื่อนนะครับ”

“ชีวิตของพวกโยมล่ะ เป็นแก้วอย่างไหน ?”

“พูดยากครับ บางทีก็เป็นแก้วพลาสติก บางทีก็เป็นแก้วเจียรนัย บางทีก็เป็นแก้วน้ำธรรมดา แล้วแต่โอกาสเวลาครับ คนอื่นล่ะว่าไง”

“ผม/ดิฉัน ก็เหมือนกันละครับ/ค่ะ”

“ทำไมชีวิตของโยมจึงเป็นแก้วหลากชนิดเช่นนี้ล่ะ ?”

“พวก ผมยังมีความอยากได้อยู่มากละครับ บ่อยครั้งที่ผมปล่อยอารมณ์ตนเองให้มีความอยากได้ ครั้นไม่สมหวัง ก็แสดงอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตอนนี้ชีวิตของผมก็เป็นแก้วพลาสติกที่มีคุณค่าน้อยๆในสังคม บางครั้งก็มีความตั้งใจจะทำตนเป็นคนดีของสังคม ก็พยายามทำตนเป็นคนดี ซึ่งมันรู้สึกว่าทำยากเหมือนกันนะครับ ตอนนี้ก็เป็นเหมือนแก้วเจียรนัย บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทำดีบ้างทำไม่ดีบ้าง ผมมันก็คนธรรมดานี่ครับ ตอนนี้ก็เป็นแก้วน้ำธรรมดานะครับ”

“โยมรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนแก้วแตกบ้างไหมในชีวิต?”

“โอ.. บ่อยครั้งครับ ที่ผมมีชีวิตเหมือนแก้วน้ำที่แตก มันเกิดจากความไม่ดีในตัวของผมเองครับ ผมบอกแล้วว่าความอยากในบุคคล วัสดุสิ่งของ ของผม ทำให้ผมไม่ค่อยคิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อผมได้ทำร้ายความรู้สึกของเขาด้วยเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี จะเป็นทำร้ายด้วยกำลังหรือวาจา ความแตกร้าวในความคิดของผู้ที่ถูกผมทำร้ายก็เกิดขึ้น นี่เป็นชีวิตแก้วแตกของผมแม้จะรู้ว่าแก้วแตกแล้วยากที่จะประสานให้เหมือน เดิม นอกจากนำไปหลอมใหม่ ผมก็ลืมตัวอยู่เสมอครับ เพื่อนที่อยู่นี้ก็คงเหมือนกันนะครับ วันนี้จึงพากันมาหาหลวงพ่อที่ธรรมสถานหลังนี้”

“ดิฉันก็เป็นเหมือนพี่คนนี้เจ้าค่ะ บ้านช่องที่อยู่นี้ เหมือนนรกเลย ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน บางทีตื่นมาก็รีบออกจากบ้านโดยเร็ว ชีวิตของดิฉันก็เป็นแก้วแตกเจ้าค่ะ”

“คงเหมือนกันหลายคนนะ เห็นหัวคิ้วขมวดเป็นโบว์เลย แก้วแตกก็ทิ้งไปเลย จะไปนั่งคิดทำไมล่ะ มันเป็นของเสียหายไปแล้ว เก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นธรรมชาติของแก้วที่ต้องแตก โยมว่าไหม?”

“หลวงพ่อพูดง่ายจริงนะครับ บริษัทส่งพวกเรามาหาหลวงพ่อก็เพราะความรู้สึกแก้วแตกนะครับ”

“โยม ทั้งหลายรู้ตัวว่าเป็นแก้วแตก ก็นับว่าเป็นการดี เพราะโยมแต่ละคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุแห่งแก้วแตกของชีวิต เอาล่ะตอนนี้ทุกคนนั่งให้สบายๆ นั่งท่าไหนสบาย ก็นั่งท่านั้น ทำตนให้มีอิสระในการนั่ง ทำตนให้สัมผัสกับความสุขในการนั่ง เมื่อคิดว่าสุขสบายที่พึงพอใจแล้ว ก็หลับตาลง นั่งคิดถึงเหตุการณ์แก้วแตกในชีวิตของตน ถ้าคิดไม่ออก ก็คิดถึงแก้วน้ำที่เจียรนัยอย่างดี ราคาแพงๆ ว่าถ้าแก้วใบนี้แตก เรารู้สึกอย่างไร? เมื่อรู้สึก แล้ว ก็คิดต่อไปว่า ทำอย่างไรแก้วใบนี้จะไม่แตก วิธีที่คิด นี้เราจะทำได้ไหม หลวงพ่อจะให้เวลาคิดไปก่อนนะ อย่าลืมตาเด็ดขาด ให้มีความคิดจดจ่อเรื่องแก้วแตกอย่างเดียว เริ่มเลย”

………

“คงมีคำตอบในใจกันทุกคนแล้วนะ ต่อไปนี้ลืมเรื่องแก้วแตกที่คิดได้ไปให้หมด อย่าให้มีความคิดใดในหัว กำหนดความรู้สึกมาที่หู ฟังเสียงหลวงพ่ออย่างเดียว ฟังให้จบ แล้วค่อยคิดตามไป ถ้าเกิดความรู้สึกว่าเสียงหลวงพ่อหายไป ก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ถ้ารู้สึกว่าง่วงนอน ก็หลับไปเลย ไม่เป็นไร เอ้า..ทำหัวให้ว่าง อย่าให้มีความคิดสักอย่างเลยนะ

แก้ว น้ำจะเป็นชนิดใดก็ตาม ราคาถูกแพงก็ตาม แก้วน้ำนั้นก็เป็นเพียงวัสดุสำหรับใช้สอยในชีวิต การคงอยู่ของแก้วน้ำ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของ ตราบใดที่เจ้าของมีความพึงพอใจอยู่ แก้วน้ำใบนั้นก็ยังมีคุณค่าอยู่ ความพึงพอใจในแก้วน้ำ เราเป็นคนกำหนด เราเป็นคนรู้คุณค่า แต่ชีวิตของเรา ใครเป็นผู้กำหนด? ใครเป็นผู้รู้คุณค่า?

ในคราที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสแห่งพระเจ้า สุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระสวามีแห่งพระนางยโสธรา ความสมบูรณ์พูนสุขในสรรพสิ่งที่ปุถุชนปรารถนา พระองค์ทรงมีครบทุกประการ ชีวิตของเจ้าชาย สิทธัตถะเป็นเหมือนแก้วเจียรนัยที่งดงามและสูงค่า ที่ถูกตั้งประดับโชว์ความงดงามในสถานที่อันอลังการ แต่ความผกผันของชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะได้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเห็นสภาพของ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงตริตรองถึงสภาพของคนเหล่านั้น พร้อมกับย้อนมาพิจารณาพระองค์เอง ในที่สุดทรงพบว่าชีวิตของพระองค์ก็จักเป็นเช่นนั้น ไม่ต่างกันเลย พระองค์ทรงคิดต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นไปจากสภาพเช่นนี้ได้ ทรงเห็นว่าการออกบวชศึกษาปรัชญาในเรื่องนี้จากสำนักคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง จักเป็นการช่วยพระองค์ได้ พระองค์เสด็จออกบรรพชาด้วยความอาจหาญ ไม่เสียพระทัยต่อสรรพสุขที่ทรงมี นี่จึงเป็นภาวการณ์แก้วแตกของพระพุทธองค์

ภาวการณ์ แก้วแตกแม้จะทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ไม่ดีได้มากมาย แต่ถ้าเรารู้จักคิดถึงสภาวะของท่านผู้ผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาบ้าง เราก็สามารถสรรสร้างสิ่งที่ก่อประโยชน์จากภาวการณ์ที่สูญเสียได้ พึงศึกษาดูเถิดว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เกิดภาวการณ์แก้วแตก พุทธศาสนาก็คงไม่มีในโลกนี้ คุณประโยชน์อันมหาศาลที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบ จนนำให้พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือพระธรรมอันเป็นธรรมชาติปกติของโลก พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมชาติเหล่านี้ดำรงอยู่คู่กับโลกเสมอมา เพราะเหตุที่คนไม่เข้าใจในธรรมชาติ ของปกติโลก ชีวิตคนจึงหมุนเวียนไปตามกระแสโลกที่มีวิวัฒนาการไปตลอดเวลา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ไม่มีใครเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ การรู้จักธรรมชาติของความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างถ่องแท้ ย่อมนำให้รู้จักการดำเนินชีวิตที่เป็นนิรันดร์ สิ่งนี้ก็คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา

ถ้าคิดอย่างพุทธศาสนิกชน ก็ตอบว่า กรรมของเราเป็นผู้กำหนด เราเป็นผู้รู้คุณค่าของชีวิต กรรมคือการกระทำในสิ่งต่างๆ ที่เราเป็นคนกระทำ ก่อนทำกรรมเราอาจจะคิดหรือไม่คิดก็ตาม แต่เมื่อเราทำกรรมนั้นไปแล้ว เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น แม้ผลของกรรมอาจจะไม่ปรากฏในทันที แต่ผลของกรรมนั้นก็จะปรากฏในอนาคตที่ไม่มีใครรู้กำหนดเวลาที่จริงแท้ได้

พึง พิจารณาดูคนที่ขโมยของชาวบ้าน ก่อนจะขโมยอาจจะคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ได้มีความคิดจะขโมย แต่พอได้พบเห็นโอกาสจะขโมยของที่พึงใจ ก็ขโมย เมื่อเขาได้ขโมยสิ่งของนั้นแล้ว เขาก็ได้รับผลของการขโมยเป็นความสุขใจ แต่ผลของการขโมยยังไม่สิ้นสุด ทันทีที่เจ้าทรัพย์สามารถจับตัวเขาได้ เขาก็ต้องได้รับโทษ ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผลที่ไม่พึงใจนี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะทันทีหรือต้องใช้เวลานานเท่าใด แต่เป็นที่แน่นอนว่าเขาต้องได้รับผลที่ไม่พึงใจแน่นอน

เมื่อเราได้ทราบว่ากรรมหรือการกระทำล้วนเกิดจากตัวเรา ทำไมเราไม่พัฒนาคุณค่าของตัวเราให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ด้วยคุณธรรมที่บุรพชนยกย่อง อันได้แก่คำสอนในพระพุทธศาสนาที่แฝงเป็นคติธรรมในขนบธรรมเนียมประเพณีของ ชาติไทย ด้วยอายุของคำสอนที่มีมานานกว่า ๒,๕๕๓ ปี เราอาจจะคิดไปว่าเป็นคำสอนที่คร่ำครึ ไม่ทันสมัย ผลที่ติดตามมาก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยามขนบ ธรรมเนียมประเพณีของชาติไทย นำให้เกิดความล่มสลายในสังคมไทยเป็นที่สุด สภาพแก้วแตกที่โยมทั้งหลายกำลังประสบอยู่ก็เป็นผลมาจากเหตุนี้เหมือนกัน

ทุก ชีวิตในโลกนี้ต้องประสบกับสภาพแก้วแตกทุกคน ลักษณะของแก้วที่ปรากฏในแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกัน คนที่มัวแต่หวนรำลึกถึงความพึงพอใจในสภาพของแก้วที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความพลัดพรากจากของรัก คนที่ไม่สนใจในแก้วที่แตก แต่มุ่งแสวงหาแก้วใบใหม่แทน ก็ต้องแสวงหาไปไม่มีที่สิ้นสุด คนที่รู้จักพิจารณาความเป็นแก้วตั้งแต่แก้วยังมีสภาพสมบูรณ์จนแก้วแตก และวิเคราะห์หาเหตุและผลของแก้วนั้นจนมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของแก้ว ย่อมจะพบกับแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ก่อสุขประโยชน์แก่ตนและสังคม เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมาแล้ว

เพราะเหตุที่ทรงค้นพบพระธรรม นำให้พระองค์ปรารถนาจะสอนบุคคลอื่นให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมด้วย ปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากพระองค์ ล้วนมีใจมุ่งหวังจะได้ผลแห่งการค้นคว้าของพระองค์ เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาเพื่อแสดงสิ่งที่ทรงค้นพบ เมื่อผ่านการสนทนาที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของชีวิต ธัมมจักกัปวัตตนสูตรก็ได้ถูกพระพุทธองค์นำมาสั่งสอนปัญจวัคคีย์ นำผลให้อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่าธรรมชาติของโลกย่อมมีความเกิดขึ้น เป็นเบื้องต้น และมีความตายเป็นเบื้องปลาย ท่านจึงขอบรรพชากับพระพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชให้ พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก

เรา ทั้งหลายเป็นแก้วที่แตกแล้วในความคิดของตนเอง ความรู้สึกนี้ทำให้เราเกิดความแปลกแยกแตกต่างกับคนอื่น รู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของสังคมที่เราอาศัย นี่เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่มีที่พึ่งของจิตใจ ยามเกิดภัยอันตรายก็ย่อมมีความหวาดกลัวเป็นปกติ เหมือนดังคนที่ถือแก้วเจียรนัยด้วยความกลัวว่าแก้วจะหลุดมือ เพราะความเข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงได้สรรหาแก้วที่ทรงคุณค่ายิ่งในโลก มาเป็นที่พึ่งของบุตรหลาน ท่านพิจารณาดูไปในโลกแล้วพบว่า ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐ เลิศยิ่งเท่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

พรรณนาธรรมมานี้ พอจะได้แนวทางบ้างไหมล่ะโยม”

“ผมว่าจะหลับไปแล้วนะครับ แต่เมื่อได้ฟังไป..ฟังไป ก็พบว่าผมยังไม่มีแก้วอันประเสริฐในตนเอง จึงทำให้ผมเป็นแก้วแตกอยู่เสมอ คงจะต้องกลับไปทบทวนคำสอนของบรรพชนบ้างแล้วครับ”

“ขณะ นี้เวลาก็พอสมควรแก่กาลแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงกลับบ้านไป ทำบ้านของตนให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งแก้วอันประเสริฐนี้ และลืมเลือนชีวิตที่มีสภาพดุจแก้วแตกเสีย แล้วตั้งต้นชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม ก็ขอยุติการสนทนา ธรรมแต่เพียงนี้ ขออนุโมทนาให้ทุกคนจงมีความสุขในธรรมเทอญ”

ที่มาของศาสนา

ศาสนา

เรื่องศาสนาของโลก  เป็นเรื่องของการค้นหาตัวของเราเองว่ามาจากไหน  และจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขชั่วนิจนิรันดร  แม้ว่าคำสอนในศาสนาต่างๆจะแตกต่างกันมาก   แต่ความแตกต่างนั้นก็มาจากมิจฉาทิฏฐิของมนุษย์ ที่ใช้สมองในการตีความ ไม่ใช้การปฏิบัติให้ถึงปัญญา แล้วตีความ    จึงทำให้ถูกอวิชชาหรือพญามารแทรกแซงความคิดที่ถูกต้องได้  เป็นเหตุให้เขาตีความข้อเท็จจริงผิดไป

ศาสนา ทุกศาสนาล้วนซ่อนความจริงหรือสัจธรรมสูงสุดไว้ภายใน  เช่น  ในศาสนาพราหมณ์พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก(พระพรหมโลกุตตระ)  พระเจ้าผู้รักษาโลก(พระนารายณ์)  พระเจ้าผู้ทำลายโลก(พระศิวะ)  นั่นคือหลักความจริงทั้ง 3 ในศาสนาพุทธ นั้นเอง

พรหมผู้สร้างโลก     = หลักเกิดขึ้น
นารายณ์รักษาโลก   = หลักตั้งอยู่
ศิวะผู้ทำลายโลก     = หลักดับไป

แล้ว โลกแท้จริงก็คือตัวเรา(จิตสังขาร)เอง ซึ่งคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  และทำอกุศล(บาป)ลงไป   ทำให้พวกเราต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องดับไป คือ ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายไปเรื่อยๆ   หลีกหนีไม่ได้สักคนเดียว

เนื่องจากศาสนาพราหมณ์และโซโรอัสเตอร์  รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ผู้สอนและเผยแพร่ศาสนาล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงปรมาตมัน   ปรมาตมัน หรือพระนิพพาน หรือพระธรรม หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระบิดาของทุกสรรพสิ่ง จึงได้อวตารลงมาเป็นโคตมพุทธเจ้า  ผู้สอนธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนให้มนุษย์เอง  เพียงพอที่จะนำพวกเราเหล่ามนุษย์สามารถดับทุกได้สมบูรณ์  เนื่องจากพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลก  ที่สะสมบุญบารมีและปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์  ตามหลักการที่พวกเราทั้งหมดสมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน(องค์พระผู้ เป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา)กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

ศาสนาพุทธซึ่งแต่เดิมนิกายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ) รวมอยู่ด้วยกันได้จนถึงยุคหลังปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกเท่านั้น  เนื่องจากในปฐมสังคายนา  มีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 เท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้  ซึ่งมีพระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบ  500 รูป ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ)ล้วนรับรองทุกพระสูตรของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่าง ไรก็ดี  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  สาวกฝ่ายเถรวาทมีผู้ปฏิบัติไม่ถึงขั้นเยอะ  ทำให้พวกนี้ใช้กฎหมู่  เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก   โดยระบุว่าพระภิกษุธรรมดา ก็เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎกได้  นอกจากนี้ก็ยังไม่เชิญฝ่ายมหายาน(มหาสังฆิกะ)เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วย   เอาเฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาทเท่านั้น  ปิฎกมหายานไม่เอาทั้งสิ้น  เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเขาล้วนไม่เข้าใจในส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานในเรื่องที่เกิน อวิชชา และจิตปภัสสร  เช่น  เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า พุทธเกษตรค่างๆ  ฯลฯ

ที่สำคัญ ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งต่อๆมา  มารก็สิงใจพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  แต่มีอำนาจการปกครองสงฆ์  ให้ค่อยๆเขี่ยทิ้งพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกินอวิชชา และจิตประภัสสร  ออกไป คือ เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ  แม้แต่เรื่อง 49 วันหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับ พระอมิตา และพระไวโรจนพุทธเจ้า และท่านก็แสดงธรรมในฐานะพระไวโรจนพุทธเจ้า(องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระ บิดา)   ตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นในพระไตรปิฎกปัจจุบันแล้ว

แม้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามปัญจวัคคีย์ถึงเรื่อง  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก(พระปฐมพุทธเจ้า) ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่า “พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า”  ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่แบ่งแยกพระองค์ออกเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า เรื่องนี้ก็หายสาบสูญไปจากพระไตรปิฎกของไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังพอมีหลักฐานอยู่บ้างในคัมภีร์ปฐมมูล

โชคยังดีที่…แม้ว่าพระ ไตรปิฎกที่หายสาบสูญไปนั้น  ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ของไทย  ท่านสามารถติดต่อกับเหล่าพระพุทธเจ้าได้  ท่านก็ยังเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่ให้คนไทยฟังอยู่เสมอ   เช่น  เรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล  ไปเจอพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งที่หน้าคาเหมือนพระพุทธเจ้าของเราเลย คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่อยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร(แดนนิพพานของพวกสัมโภคกาย หรือพวกกายทิพย์อมตะ หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์)”   ที่ศาสนาคริสต์เรียกว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

เสียดายที่ชาวพุทธเถรวาทไม่ รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ   รู้จักแค่เพียงผิวเผิน  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเทวนิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  แต่ชาวพุทธเถรวาทโดยเฉพาะพระปริยัติ  กลับไปบอกว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นปรมาตมัน(องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระ บิดา)อุตส่าห์ลงมาเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธแท้ๆ