ความไม่หลุดพ้น

 

เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้วก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยู ความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่านดูกร ภิกษุทั้งหลาย เรื่องนี้ตถาคตรู้ชัดว่า ฐานะที่ตั้งแห่งทิฏฐิเหล่านี้ บุคคลถืออย่างนั้นแล้ว ยึดอย่างนั้นแล้ว ย่อมมีคติอย่างนั้น มีภพเบื้องหน้าอย่างนั้น และตถาคตย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.บอกว่า เทรวาทไม่ดี แต่ก็อ้าง หลวงปู่มั่น
หลวงปู่มั่นสอนถูกแล้วครับ ไม่ยึดมั่นใน ตัวกุของกุ ละอุปทาน
แต่คุณ อะเอาคำสอน พระอริยะมาอ้างไม่รู้จริง เอาทำสอน ตัดเอาตรงนั้น ตรงนี้มาต่อ
หลอกลวงคนอื่น
เพี้ยน ยังไม่รู้ตัวว่า เพี้ยนครับ

อ้างอิง:
ข้อความดั้งเดิมโดยคุณ จำผมได้ไหม
2. อวดอุตริ ชัดๆๆ …… ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าเลยล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่าน

เหิมเกริมไปแล้วมั้งครับ เอาพระพุทธเจ้ามาเทียบกับตนเอง
คนที่ไม่เข้าใจพระพุทธเจ้าคือ คุณครับ

ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่านั้น มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา ด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้แล.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง มีทิฏฐิว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตาย
มีสัญญา ย่อมบัญญัติว่า อัตตาเหนือขึ้นไปจากการตายมีสัญญา สมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมด
ย่อมบัญญัติด้วยเหตุ ๑๖ ประการนี้เท่านั้น หรือแต่อย่างใดอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ไม่มี.

คุณ มันก็เหมือน พราหม์พวกนั้นครับ ที่ยึดในอัตตา

แต่พระพุทธเจ้าตรัสว่า

ตถาคต ย่อมรู้ชัดยิ่งกว่านั้นทั้งไม่ยึดมั่นความรู้ชัดนั้นด้วย เมื่อไม่ยึดมั่นก็ทราบความเกิดขึ้น ความดับไป คุณและโทษของเวทนาทั้งหลาย กับทั้งอุบายเป็นเครื่องออกไปจากเวทนาเหล่านั้น ตามความเป็นจริง จึงทราบความดับได้เฉพาะตน เพราะไม่ยึดมั่น ตถาคตจึงหลุดพ้น.

ชัดไหมครับ ตถาคต ไม่ยึดมั่นจึงหลุดพ้น

นิพพานไม่ใช่ อัตตา

อุโบสถศีล คืออะไร

บรรดา คนร่ำรวยที่สุดในโลก มหาเศรษฐี มีทรัพย์สินเงินทองมากมายมหาศาลเพียงใดก็ตาม ความร่ำรวยเหล่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์แล้ว ย่อมเป็นของเล็กน้อย ทรัพย์สมบัติของเศรษฐีทุกคนในโลกรวมกัน ก็ไม่เท่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์

ทรัพย์สมบัติของพระเจ้า จักรพรรดิ์ เมื่อเปรียบเทียบกับผลของการรักษาอุโบสถศีล ย่อมเป็นของเล็กน้อย คือ ไม่ถึงเสี้ยวที่ 16 ของผลบุญที่เกิดจากการรักษาอุโบสถศีล

เพราะ สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์เป็นสมบัติมนุษย์ เป็นสมบัติหยาบ เป็นความสุขหยาบ ใช้เวลาเสวยอย่างมากไม่เกินร้อยปี แต่ผลของอุโบสถศีล เป็นเหตุให้ได้สมบัติทิพย์ ความสุขก็เป็นทิพย์ด้วย การเสวยสมบัติทิพย์ กินเวลายาวนานเป็นกัปป์เป็นกัลป์ บางทีเป็นนิรันดร์(นิพพานสมบัติ)

ความมหัศจรรย์แห่งอุโบสถศีล
นาง เอกุโปสติกาภิกษุณี ออกบวชเมื่ออายุได้ 7 ปี บวชแล้วไม่ทันถึงครึ่งเดือน นางก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระอรหันต์ หมดสิ้นอาสวะกิเลส ไม่ต้องเวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

.. หลายคนสงสัยว่า เหตุใดนางจึงได้บรรลุธรรมรวดเร็วอย่างนั้น
นาง จึงเล่าประวัติ การเวียนว่ายตายเกิดของนางว่า เมื่อ 91กัปป์ที่ผ่านมา มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นในโลกมาแล้ว 7 พระองค์ คือ พระวิปัสสีพุทธเจ้า พระสิขีพุทธเจ้า พระกกุสันโธพุทธเจ้า พระโกนาคมโนพุทธเจ้า พระกัสสปะพุทธเจ้า และพระโคตมะพุทธเจ้า ของเราในสมัยนี้
ในสมัยพระเจ้าวิ ปัสสีพุทธเจ้า นางเอกุโปสติกาภิกษุณี เกิดเป็นหญิงรับใช้ของพระเจ้าพันธุมมะ ผู้ครองนครพันธุมดี นางได้เห็นพระเจ้าพันธุมมะ พร้อมด้วยอำมาตย์ ข้าราชบริพาร ทรงสละราชกิจมาสมาทานรักษาอุโบสถศีลในวันพระ นางคิดว่า อุโบสถศีลนี้ น่าจะเป็นของดีวิเศษ เจ้าฟ้ามหากษัตริย์จึงสนใจสมาทานรักษาเป็นประจำ นางคิดได้ดังนี้ จึงศึกษา และทำใจร่าเริงสมาทานรักษาอุโบสถศีลเป็นประจำทุกวันพระ

ผลของการรักษาอุโบสถศีล

ทำ ให้นางได้ไปเกิดในสวรรค์ชั้น ดาวดึงส์ มีวิมานอันสวยงาม มีนางฟ้าแสนนางเป็นบริวาร มีผิวพรรณผุดผ่องดั่งทองคำ มีความงามยิ่งกว่านางฟ้าอื่นๆ ระหว่างที่นาง ยังท่องเที่ยวเวียนว่ายตายเกิดอยู่ ไม่ว่าจะเกิดในภพใดชาติใด นางจะเป็นผู้ประเสริฐในที่ทุกสถานทุกภพทุกชาติ ได้ที่อยู่อาศัยเป็นเรือนยอดปราสาทมณฑป ได้ดอกไม้เครื่องหอม เครื่องลูบไล้ ของกินของใช้ไม่เคยอดอยาก ภาชนะเครื่องใช้ทำด้วยเงินทองแก้วผลึกแก้วปทุมราช ผ้าไหมผ้าฝ้ายผ้าเปลือกไม้ล้วนแต่งามวิจิตรมีราคาสูง พาหนะ ช้าง ม้า รถ มีครบบริบูรณ์ ทุกอย่างเป็นผลบุญที่เกิดขึ้นจากการรักษาอุโบสถศีลในวันพระของนาง ตลอดเวลา 91กัปป์ นางมิได้ไปเกิดในทุคติภูมิเลย

พระพุทธองค์ตรัสว่า ” ดูกร ภิกษุทั้งหลาย อุโบสถศีลประกอบด้วยองค์แปดที่บุคคลสมาทานรักษาแล้วย่อมมีผลยิ่งใหญ่ มีอานิสงส์มหาศาล มีความเจริญรุ่งเรืองยิ่งนัก มีผลอานิสงส์แผ่ไพศาลมาก “

อุโบสถศีล เลิศกว่าสมบัติพระเจ้าจักรพรรดิ์

 

ดัง นั้น ชาย หญิงทั้งหลาย ผู้ได้สมาทานรักษาอุโบสถศีลย่อมได้ชื่อว่า ทำความดีอันมีความสุข เป็นกำไร ไม่มีคนดีที่ไหนจะติเตียนได้ เมื่อสิ้นชีพไปแล้วย่อมเข้าถึงสวรรค์หกชั้น ชั้นใดชั้นหนึ่ง

วิธีการรักษาอุโบสถศีล
เมื่อ วันพระเวียนมาถึง ให้ทำความตั้งใจว่า วันนี้เราจะรักษาอุโบสถศีล เป็นเวลาสิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง คือตั้งแต่เช้าวันพระจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น

เจตนาละเว้นจากความชั่วทางกายวาจานั้นแลคือตัวศีล

โดย ปกติ วันพระ อุบาสก อุบาสิกา จะพากันไปสมาทานอุโบสถศีลที่วัด พักอาศัยอยู่ที่วัดวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ถ้าไม่ได้ไปวัดก็ให้ทำสมาทานวิรัติ หรือเจตนาวิรัติอุโบสถศีลเอาเอง

สมาทานวิรัติ คือ ตั้งใจสมาทานศีลด้วยตนเอง จะรักษากี่วัน กำหนดเอง เว้นจากข้อห้ามของศีลเสียเอง

เจตนาวิรัติ คือ เพียงแต่มีเจตนาเว้นจากข้อห้ามที่ใจเท่านั้น ก็เป็นศีลแล้ว ไม่ต้องใช้เสียงก็ได้

สมาทานวิรัติ ดังนี้
เจต นาหัง ภิกขะเว สีลังวันทามิ สาธุ สาธุ สาธุ คุณพระพุทธ คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์ ตั้งแต่เวลานี้ไปจนถึง… ข้าฯ จะตั้งใจรักษาอุโบสถศีล อันประกอบไปด้วยองค์แปดประการ คือ

1. ปานาติปาตา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการฆ่าสัตว์ คือไมทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป เป็นการลดการเบียดเบียนซึ่งกันและกัน

2. อทินนาทานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการลักทรัพย์ คือไม่ถือเอาสิ่งของที่เขาไม่ได้ให้ เป็นการลดการเบียดเบียน ทรัพย์สินของผู้อื่น

3. อพรหมจริยา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการประพฤติอันเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ คือ ไม่เสพเมถุนล่วงมรรคใดมรรคหนึ่ง (ถ้าไม่แตะต้องกายเพศตรงข้าม และไม่จับของต่อมือกันจะช่วยให้การฝึกสติสัมปชัญญะดียิ่งขึ้น)

4. มุสาวาทา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการพูดปด คือ พูดไม่ตรงกับความจริง

5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มสุราเมรัยของมึนเมาเสียสติ อันเป็นเหตุของความประมาทมัวเมา

6. วิกาลโภชนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดื่มกินอาหารในเวลาหลังเที่ยงไปแล้วจนถึงเช้าวันรุ่งขึ้น เป็นการลดราคะกำหนัด และลดความง่วงเหงาหาวนอน

7. นัจจคีตวา ทิตตะวิสูกะทัสสะนะ มาลาคันธวิเลปานะ ธารณะ มัณฑะนะ วิภูสะนัฏฐานา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการดูละครฟ้อนรำขับร้องประโคมดนตรี ทัดทรงดอกไม้ลูบไล้ของหอม เครื่องย้อมเครื่องทา เครื่องประดับตกแต่งต่างๆ อันปลุกเร้าราคะ กำหนัดให้กำเริบ

8. อุจจา สะยะนะ มะหาสะยะนา เวรมณี ข้าฯ จะเว้นจากการนั่งนอนเครื่องปูลาด อันสูงใหญ่ ภายในยัดด้วยนุ่นหรือสำลี และวิจิตรงดงามต่างๆ เป็นการลดการสัมผัสอันอ่อนนุ่มน่าหลงไหล อดความติดอกติดใจสิ่งสวยงาม มีกิริยาอันสำรวมระวังอยู่เสมอ

ข้าฯ สมาทานวิรัติ ซึ่งอุโบสถศีล อันประกอบด้วยองค์แปดประการนี้ เพื่อจะรักษาไว้ให้ดีมิให้ขาด มิให้ทำลาย สิ้นวันหนึ่งกับคืนหนึ่ง ณ เพลาวันนี้ ขอกุศลส่วนนี้ จงเป็นอุปนิสัยเป็นปัจจัยแก่พระนิพพานในอนาคตกาลเบื้องหน้าโน้นเทอญ สาธุ

เมื่อ วิรัติศีลแล้ว พึงรักษา กาย วาจา เว้นการกระทำ ตามที่ได้ตั้งสัตย์ปฏิญาณไว้จนสิ้น กำหนดเวลา พยายามรักษากาย วาจา มั่นอยู่ในศีล อย่าให้ศีลข้อใดข้อหนึ่งขาด หรือทะลุด่างพร้อยมัวหมอง ถ้ากระทำบ่อยๆ และต่อเนื่องยาวนาน ศีลจะอบรมจิตใจให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ สมาธิจะอบรมปัญญาให้แก่กล้า สามารถรู้ธรรมเห็นธรรม บรรลุมรรคผลนิพพานได้..

ปัญหา ในการรักษาศีล 8
คือ กลัวไม่ได้กินอาหารเย็น กลัวหิว กลัวเป็นโรคกระเพาะ กลัวรักษาศีลไม่ได้แล้วจะยิ่งบาป

ที่จริงแล้ว ผู้รักษาศีล 8 สามารถรับประทาน

น้ำปานะ คือ น้ำที่ทำจากผลไม้ ขนาดเล็กเท่าเล็บเหยี่ยว ขนาดใหญ่ไม่เกินส้มโอตำ หรือ คั้นผสมน้ำกรองด้วยผ้าขาวบางให้ดี 8 ครั้ง ผสมเกลือและน้ำตาล พอได้รส หรือ รับประทาน

เภสัช 5 อย่าง คือ เนยใส เนยข้น น้ำมัน น้ำผึ้ง น้ำอ้อย(น้ำตาล)
นอกจากนี้ยังรับประทานสิ่งที่เป็นยาวชีวิก ได้โดยไม่จำกัดกาล คือ รับประทานเป็น

ยาได้แก่ รากไม้ เช่น ขมิ้น ขิง ข่า ตะใคร้ ว่านน้ำ แฝก แห้วหมู
น้ำฝาด เช่น น้ำฝาดสะเดา ใบมูกมัน ใบกระดอม ใบกะเพราหรือแมงลัก ใบฝ้าย ใบชะพลู ใบบัวบก ใบส้มลม
ผลไม้ เช่น ลูกพิลังกาสา ดีปลี พริก สมอไทย สมอพิเภก มะขามป้อม ผลแห่งโกฐ รวมยางไม้จากต้นหิงค์และเกลือต่างๆ

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลักของสมถะและวิปัสสนา

หลัก ของสมถะ เรื่องของสมถะ หรือ สมาธิ โดยย่อ ก็คือ การทำจิตให้สงบนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่ต้องการ จะเอาอะไรมาเป็นอารมณ์ เพื่อให้จิตจับสงบนิ่งอยู่ในอารมณ์นั้นโดยไม่กวัดแกว่งไปในอารมณ์อื่น ตามอำนาจของกิเลสนิวรณ์ก็ใช้ได้
ส่วนการที่จะให้รู้อะไรหรือไม่นั้น ไม่ถือเป็นเรื่องสำคัญ ขอเพียงแต่ให้จิตใจตั้งมั่นนิ่งอยู่ในอารมณ์ที่เพ่งนั้นก็แล้วกัน เมื่อจิตเข้าถึงสมาธิแล้ว ในด้านความรู้นั้น อย่างดีก็จะมีความรู้สึกเพียง ว่าง ๆ เฉย ๆ หรือ สงบเยือกเย็น เท่านั้น ที่จะให้เกิดความรู้ในเหตุผลนั้น ไม่มีเลย
หลักของ สมาธิ นั้น ถ้าความรู้ใน เหตุผล ยิ่งน้อยลงไปเท่าใด สมาธิ ก็จะมีกำลังมากขึ้นเท่านั้น หรือ สมธิ ยิ่งมีกำลังมากขึ้นเท่าใด ความรู้ในเหตุผลก็ยิ่งลดน้อยลงไปเท่านั้น จนเกือบจะไม่มีความรู้สึกอะไรเลย นี่คือ หลักของ สมถะ หรือ สมาธิแต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพากันเสียเวลา มาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน
นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง
สมถะ ที่เกี่ยวข้องกับ วิปัสสนา นั้น หมายเอาเฉพาะ สมาธิ ที่ตั้งอยู่ในอารมณ์ของ ปัญญา คือ ขณะเจริญสติปัฏฐาน เท่านั้นหรือที่เรียกว่า สมาธิในองค์มรรค คือ ขณะเจริญมรรค ๘ หรือมัชฌิมาปฏิปทา
ส่วนสมถะ หรือ สมาธิใด ไม่ได้ตั้งอยู่ในอารมณ์ของปัญญา หรืออารมณ์สติปัฏฐาน ๔ คือ นามรูป แล้ว สมถะ หรือสมาธินั้น ก็ไม่เกี่ยวกับวิปัสสนาซึ่งจะเรียกว่า สมาธินอกพระพุทธศาสนา ก็ว่าได้
ฉะนั้น สมถะหรือสมาธิ ที่เป็นไปในอารมณ์ของปัญญา คือ นามรูป เท่านั้น จึงจะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนา ซึ่งเรียกได้ว่า สมถะหรือสมาธิในพระพุทธศาสนา
หลักของวิปัสสนา ต้องการให้ ปัญญา รู้เหตุผลตามความจริงและสภาวธรรม ไม่ใช่ต้องการให้นิ่ง หรือ สงบ หรือ สุขสบาย แต่ต้องการให้ความจริงของธรรมชาติ ที่กำลังปรากฏเป็นอารมณ์เท่านั้น
หลัก ของปัญญาในทางที่ถูกต้องนั้น ยิ่งเพ่งยิ่งรู้ ยิ่งเพ่งอารมณ์ที่เป็นความจริงได้มากเท่าใด ปัญญาก็จะยิ่งรู้เหตุผลที่ถูกต้องมากยิ่งขึ้นเท่านั้น ยิ่งเกิดความเห็นถูกมากยิ่งขึ้นเท่าใด ความสงสัยและความเห็นผิด ก็จะยิ่งหมดไปเท่านั้น กิเลส คือ ความเห็นผิดและความสงสัย ถูกละไปหมดเท่าใด จิตใจก็จะบริสุทธิ์หมดจดจากกิเลสมากขึ้นเท่านั้น
ฉะนั้น วิปัสสนา จึงเป็นชื่อของปัญญา ที่รู้ความจริง แล้วละกิเลสให้บริสุทธิ์หมดจดได้ นี่คือหลักการของ วิปัสสนา

สมถะเกี่ยวข้องกับวิปัสสนาอย่างไร ?

สม ถภาวนา เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สงบจากกิเลสนิวรณ์ มิใช่เป็นทางปฏิบัติเพื่อพ้นความทุกข์โดยตรง ทั้งยังไม่เป็นเหตุให้เข้าถึงอริยสัจ ๔ ประการ เช่น การปฏิบัติของท่านอาฬารดาบส กาลมโคตร และอุทกดาบส รามบุตร ที่สำเร็จอรูปฌาน ถึงอากิญจัญญายตนฌานและเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน และเคยสอนการทำฌานแก่พระพุทธเจ้ามาก่อน ก็ยังไม่บรรลุมรรค ผล นิพพาน เพราะสมถะไม่อาจหยั่งสู่สภาวะของรูปนามตามความเป็นจริง และไม่อาจทำลายความเห็นผิดที่คิดว่า รูปนามขันธ์ ๕ เป็นอัตตาตัวตน เป็นเราได้
เมื่อไม่รู้ว่า รูปนาม ก็ไม่เห็นไตรลักษณ์ เพราะไตรลักษณ์ คือ ความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา มีอยู่ที่ รูปนาม แต่พระพุทธองค์ประสงค์จะอนุเคราะห์แก่บรรดาฌานลาภีบุคคล ที่เคยเจริญสมถภาวนามาจนสำเร็จฌานชำนิชำนาญแล้ว ก็ให้ยกองค์ฌานคือ สภาวะของ นามธรรม มีวิตก วิจาร ปิติ สุข (เวทนา) เอกัคคตา (สมาธิ) ขึ้นเป็นอารมณ์ของวิปัสสนาโดยต้องออกจากฌานเสียก่อน และมีความชำนิชำนาญในวสี ๕ ประการด้วย นามธรรมที่เป็นองค์ฌานเหล่านี้ มีสภาพธรรมที่เป็นความจริง จึงจะแสดงความเป็นไตรลักษณ์ให้ปรากฏได้
อนึ่ง ผู้เจริญสมถภาวนาจนจิตสงบ ข่มกิเลสนิวรณ์ลงได้แล้ว แม้ยังไม่สำเร็จฌานหรือยังไม่ชำนาญในฌาน แต่การที่สงบจากกิเลสนิวรณ์ ก็เป็นปัจจัยช่วยการปฏิบัติวิปัสสนาให้สะดวกขึ้นได้ เพราะอาศัยกิเลสนิวรณ์สงบลง จึงเป็นปัจจัยให้ปัญญารู้นามรูป ตามความเป็นจริงได้ง่ายขึ้น ในวิสุทธิมรรคอรรถกถาจึงได้แสดงฌานเป็นบาทของวิปัสสนาไว้ โดยหมายถึงการได้ฌานแล้ว จึงมาเจริญวิปัสสนาต่อไป หรือหมายถึง เมื่อเจริญสมถภาวนาจนจิตสงบจากกิเลสนิวรณ์แล้วจึงมาเจริญวิปัสสนากรรมฐานต่อ ไป เรียกผู้ปฏิบัติวิปัสสนาโดยอาศัยสมถะนี้เป็นบาทว่า สมถยานิกกะ แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายถึงว่า หากไม่ทำสมถกรรมฐานเสียก่อนแล้ว วิปัสสนาย่อมเกิดไม่ได้ ความเข้าใจอย่างนี้ เป็นการไม่ถูกต้อง เพราะวิปัสสนานั้นเป็นชื่อของปัญญา ที่เห็นรูปนาม ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ผู้ใดเมื่อได้ศึกษารูปนามตามนัยปริยัติแล้ว จะยกรูปนามสู่การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานโดยตรงก็ได้ เรียกผู้นั้นว่า วิปัสสนายานิกกะ

ความแตกต่างระหว่างสมถะ กับวิปัสสนา

๑. โดยปรารภผล
สมถะ เพ่ง เพื่อให้จิตสงบ ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว
วิปัสสนา เพ่ง เพื่อรู้อารมณ์ตามความเป็นจริง

๒. โดยอารมณ์
สมถะ มีนิมิตบัญญัติเป็นอารมณ์กรรมฐานเป็นส่วนมากเพราะต้องการความมั่นคง
วิปัสสนา ต้องมีรูปนาม เป็นอารมณ์ เพราะต้องเป็นอารมณ์ที่มีการเกิด – ดับ ตรงตามธรรมชาติที่เป็นความจริง

๓. โดยสภาวธรรม
สมถะ มีสมาธิ คือเอกัคคตาเจตสิก ที่ให้จิตตั้งมั่นในอารมณ์
วิปัสสนา มีปัญญา รู้รูปนามว่า ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

๔. โดยการละกิเลส
สมถะ ละกิเลสอย่างกลาง ปริยุฏฐานกิเลส
วิปัสสนา ละกิเลสอย่างละเอียด อนุสัยกิเลส

๔. โดยอาการที่ละกิเลส
สมถะ ละด้วยการข่มไว้ เป็น วิกขัมภนปหาน
วิปัสสนา ละด้วยการขัดเกลาเป็นขณะ ๆ เป็น ตทังคปหาน

๕. โดยอานิสงส์
สมถะ ให้อยู่เป็นสุขด้วยการข่มกิเลส และให้ไปเกิดในพรหมโลก
วิปัสสนา เพื่อละวิปลาสธรรม และเข้าถึงความพ้นทุกข์ คือ ถึงความไม่เกิดเป็นที่สุด

 

พุทธประวัติ กัยความจริงที่ปรากฏ

ความเป็นจริงในด้านประวัติศาสตร์  ในเรื่องนี้เรามีหลักฐานด้านโบราณคดี  วรรณกรรม  ภูมิศาสตร์  ที่สามารถทำลายความสงสัยได้เป็นอย่างดี ยิ่งบุคคลเหล่านั้นได้ไปให้ถึงดินแดนอันเป็นพุทธภูมิด้วยแล้ว จะไม่ติดใจสงสัยเลยว่า เจ้าชายสิทธัตถะ โอรสของพระเจ้าสุทโธทนะและพระนางสิริมหามายา  แห่งกรุงกบิลพัสดุ์  ได้เสด็จออกผนวชจากราชตระกูลศากยะ บำเพ็ญเพียรจนตรัสรู้ ประดิษฐานพระพุทธศาสนา จนมีคนเคารพนับถือสืบต่อกันมาถึงปัจจุบันนั้น เป็นบุคคลที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์หรือไม่  เช่นเดียวกับนักศึกษาประวัติศาสตร์ ปรัชญา  เชื่อในความมีอยู่ของ เธเลส อันเป็นปรัชญาเมธีของกรีกในยุคก่อนและยุคใกล้เคียงกับพระพุทธเจ้า ยอมรับถึงความมีอยู่ของ พระนางคลีโอพัตรา  ของอียิปต์ เล่าจื้อ  ขงจื้อ เม่งจื้อ อันเป็นปรัชญาเมธีของจีน ตลอดถึงคนสำคัญอื่นๆ  ในอดีตพระพุทธเจ้าเป็นบุคคลที่เคยเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และดับไปในอดีตเช่นเดียวกับคนอื่นๆ  นั้นเอง  ไม่น่าจะมีปัญหาในเรื่องนี้

ความจริงในด้านปาฎิหาริย์  อันเป็นพระคุณสมบัติที่ทรงขจัดสิ่งที่เป็นปฏิปักษ์ออกไปได้ คือ การที่ทรงขจัดกิเลสและบาปธรรมทั้งปวงได้ จนทำให้ทรงประกอบด้วยปาฏิหาริย์หรือความอัศจรรย์ ๓ ประการ  คือ

เรื่องราวที่เป็นพระประวัติของพระพุทธเจ้านั้น ผู้ศึกษาหากต้องการจะพิสูจน์ว่า พระองค์เป็นบุคคลในประวัติศาสตร์จริงหรือไม่แล้ว เราจะต้องศึกษาใน ๓ ด้านด้วยกัน  คือ

๑. อิทธิปาฏิหาริย์  ทรงประกอบด้วยฤทธิ์  คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์  บางอย่างเกินกว่าวิสัยของสามัญชนแต่เมื่อบุคคลได้ศึกษาให้ทราบถึงความหมาย และเหตุแห่งฤทธิ์แล้ว  สามารถปรับความเข้าใจในรูปของการเปรียบเทียบกับความสำเร็จทางกายของ นักกายกรรม  ยิมนาสติก  ผู้ฝึกมาอย่างดีแล้วก็จะพบว่า คนเหล่านั้นมีความสำเร็จที่เกินวิสัยของสามัญชน เหมือนกัน เรื่องอิทธิปาฏิหาริย์ในพระพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นเรื่องของพระพุทธเจ้าหรือ พระสาวก เป็นคุณสมบัติเฉพาะของท่านที่ฝึกจิตมาดีแล้ว เช่นเดียวกับพวกกายกรรม ที่ฝึกมาในเรื่องนั้นๆ มาดีแล้วฉะนั้น

๒.  อาเทสนาปาฏิหาริย์  เป็นผลของ เจโตปริยญาณ อันผ่านการฝึกอบรมทางจิตมาตามลำดับ  ทำให้พระพุทธเจ้าทรงรู้ใจ  ทายใจ เข้าใจคนอื่นได้ในแง่มุมต่างๆ   อันเป็นอุปกรณ์สำคัญประการหนึ่งที่ทำให้พระองค์ทรงแสดงธรรมให้คนต่างๆเข้า ใจได้  ตามพื้นฐานความรู้ของเขาเหล่านั้น ที่ทรงรู้ด้วยอาเทสนาปาฏิหาริย์

๓.  อนุสาสนีปาฏิหาริย์  ทรงมีพระธรรมคำสั่งสอนเป็นอัศจรรย์ คือ ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นโทษ ก็คงเป็นโทษตลอดไป  ข้อใดที่ทรงแสดงไว้ว่าเป็นคุณ ก็คงเป็นคุณตลอดไป  เมื่อคนนำมาปฏิบัติแล้วจะอำนวยผลให้ตามสมควรแก่การประพฤติปฏิบัติ  พระธรรมคำสอนของพระองค์  จึงสามารถพิสูจน์ตัวเองได้ทุกเวลาทั้งในอดีตกาล ปัจจุบันกาล และอนาคตกาล

แต่ข้อที่ไม่ควรลืมประการหนึ่ง คือการเรียบเรียงเรื่องราวของบุคคลในประวัติศาสตร์นั้น       ? ความบันดาลใจ ประทับใจ ของผุ้เรียบเรียง มีบทบาทร่วมอยู่ด้วย ?  คือผู้เรียบเรียงมีความประทับใจ เลื่อมใส จนเกิดเป็นจินตนาการการเห็นเป็นเช่นนั้นจริงๆ  จึงได้เรียบเรียงไว้เช่นนั้น แม้ว่าพระประวัติของพระพุทธเจ้า ผู้เรียบเรียงจะอยู่ในฐานะของ สุตกวี  คือแต่งโดยได้ยินได้ฟัง ได้ศึกษามา และ อรรถกวี  แต่งโดยเนื้อหาความจริงเป็นหลักก็ตาม แต่มีบางเรื่องบางตอนที่เกิดขึ้นจากแรงบัลดาลใจ อันอาศัยศรัทธาปสาทะแต่งออกมาในฐานะของ จินตกวี และ ปฏิภาณกวี คือ แต่งโดยปฏิภาณของตนปะปนอยู่บ้างเป็นธรรมดา แต่ผู้ศึกษาต้องยอมรับว่า นั้นเป็นความจริงตามแรงบัลดาลใจของกวี ซึ่งจะต้องยอมรับในฐานะนั้นๆ  ในกรณีของพุทธประวัติ ผลงานแบบจินตกวีมีบ้างก็ไม่มากนัก

โปรดเข้าใจ ว่า เรื่องราวของพระพุทธเจ้านั้น แม้จะตัดเรื่องฤทธิ์ปาฏิหาริย์ออกหมด ก็ไม่ทำให้กระทบกระเทือนอะไรแม้แต่น้อย เพราะนั่นไม่ใช้รากฐานของพระพุทธเจ้า  แต่รากฐานที่แท้จริงของพระพุทธเจ้า คือ  พระปัญญาคุณ  พระบริสุทธิคุณ และพระมหากรุณาคุณ  อันพระองค์ทรงกระทำสิ่งที่เป็นประโยชน์  เกื้อกูลและความสุขแก่โลก จากอดีตถึงปัจจุบันและอาจพิสูจน์ตนเองได้ทุกกาลเวลา

๒.  ที่ว่าภายหลังประสูติ ทันทีที่พระพุทธเจ้าทรงดำเนินไปด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวนั้นจริงหรือไม่ ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?

๑.  สมเด็จพระนารายณ์มหาราช  เมื่อประสูติใหม่ ๆ พระญาติวงค์เห็นเป็น ๔ กร จึงได้ถวายพระนามว่านารายณ์ราชกุมาร เป็นหลักฐานในประวัติศาสตร์ แต่พระกรจริงๆ  มีเพียง ๒ กรเท่านั้น สิทธัตถราชกุมารปรากฎว่าเดินด้วยพระบาทได้ ๗ ก้าวเพียงขณะเดียว  ต่อแต่นั้นก็เป็นทารกที่เดินไม่ได้เช่นเดียวกับทารกทั่วไป  เพราะตอนอสิตดาบสเข้าเยี่ยม พระเจ้าสุทโธทนะทรงอุ้มพระกุมารให้อสิตดาบสดู   การเสด็จดำเนินไปได้  ๗ ก้าว    จึงเป็นเรื่องของบุญฤทธิ์       ที่ท่านเรียกว่า       ปุณณวโตอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ เป็นคุณสมบัติเฉพาะผู้มีบุญเท่านั้น

๒.  เจ้าชายสิทธัตถะ เป็นอัจฉริยบุคคล ที่สร้างสมอบรมบารมีมาเป็นพิเศษ การเสด็จดำเนินได้ ๗ ก้าว จึงอาจเป็น กัมมวิปากชาอิทธิ คือความสำเร็จอย่างอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นด้วยอำนาจกรรมที่เรียกว่า กรรมโยนิ คือ กุศลกรรมอย่างสูงมาเป็นกำเนิน ก่อให้เกิดความอัศจรรย์ขึ้น อันเป็นเรื่องเฉพาะของท่านที่เป็นอัจฉริยบุคคล ซึ่งผู้มีปัญญาอาจพิจารณาเทียบเคียงกับอัฉริยบุคคลในปัจจุบันได้เป็นอันมาก เช่น

- ด.ช. กิมอี้ชุน ชาวเกาหลี อายุ ๖ ขวบ พูดได้ ๖ ภาษา อายุ ๖ เดือน ฟันเต็มปาก

- ด.ญ. สกุลตลาเทวี ชาวอินเดีย ด.ช.เงา ชาวเกาะสมุย สามารถบวกเลขได้เร็วกว่าเครื่องคิดเลข เมื่ออายุได้เพียง ๖ ขวบ

- คุณสมเถา สุจริตกุล อ่านเอนไซโครปีเดียบริตานิกาจบ เมื่ออายุ ๕ ขวบ

- คุณทิพย์สุดา สุนทรเวช อ่านภาษาไทย อังกฤษ ได้คล่องเมื่ออายุ ๑๗ เดือน เรียน ป.๓ ที่โรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เมื่ออายุ ๒ ขวบ

- และเด็กแขกอีกคนหนึ่ง ที่สามารถอธิบายไตรเพทได้เมื่ออายุเพียง ๒ ขวบกว่า ๆเป็นต้น

- ตามพุทธประวัติ  คนที่เห็นเหตุการณ์ในยุคนั้นบอกว่าเป็นเช่นนั้น คนที่เกิดไม่ทันและไม่ได้ร่วมอยู่ในกลุ่มของพวกที่โดยเสด็จพระนางสิริมหา มายาไปที่ลุมพินีวัน ถ้าไม่คิดว่าตนเองเก่งจนสามารถรู้ว่าอะไรในอดีตจริงหรือไม่จริง ก็ต้องยอมรับว่า  ? ท่านแสดงไว้ในคัมภีร์ว่าเป็นเช่นนั้น ?   ทำไมต้องเป็นเช่นนั้นหรือ?

เรื่องนี้ต้องมองกันในแง่ของหลักฐานในด้านต่างๆ  ซึ่งอาจจะเปรียบเทียบได้ในระดับหนึ่งเช่น

คนเหล่านี้ไม่ได้เป็นพระโพธิสัตว์ ยังแสดงความเป็นอัจฉริยะในด้านต่างๆ  ออกมาได้ แล้วทำไมเล่า พระพุทธเจ้าท่านเป็นพระโพธิสัตว์ เป็นอัจฉริยะบุคคลที่ไม่มีใครเหมือนจะไม่เหมือนใครในบางเรื่องไม่ได้เชียว หรือ?

๓.เป็นพุทธวิสัยคือวิสัยของคนที่จะเป็นพระพุทธเจ้าและองค์พระพุทธเจ้า เรื่องที่เกี่ยวกับพระองค์หลายเรื่อง ที่เราไม่อาจหยั่งรู้ได้ด้วยความคิด พิจารณา ใครขืนจะรู้เรื่องนี้ให้ได้ด้วยการคิดเอาเอง ทั้งๆ  ที่เป็นเหตุการณ์ที่ผ่านมานานแล้ว อาจกลายเป็นคนบ้าไปได้ง่ายๆ  เพราะเป็นอจินไตย คือเรื่องที่ไม่ควรคิด ซึ่งท่านแสดงไว้ ๔ ประการ คือ

-พุทธวิสัย     เรื่องอันเป็นวิสับของพระพุทธเจ้า

-อิทธิวิสัย     วิสัยแห่งท่านที่บรรลุฤทธิ์ ในชั้นต่างๆ

-กัมมวิปากวิสัย    วิสัยแห่งวิบากกรรม

-โลกจินตา    ความคิดเรื่องกำเนิด ความเป็นมาของโลก

แต่ ข้อที่ไม่ควรลืม  คือ บัณฑิตในพระพุทธศาสนาไม่ได้ติดใจในเรื่องเหล่านี้ว่าจะเป็นจริงๆ  หรือไม่ เพราะบัณฑิตย่อมนับถือพระพุทธเจ้าในฐานะที่ทรงประกอบด้วยพระคุณดังกล่าว และ  พระพุทธคุณที่สำคัญคือการที่พระองค์ทรงประกอบด้วยพระมหากรุณา สั่งสอนธรรมที่พระองค์ทรงตรัสรู้แก่ชาวโลก และพระธรรมนั้นสามารถรักษาคุ้มครองผู้ปฏิบัติตามได้จริง ชาติกำเนิน   พระรูปกาย  ตลอดถึงจะดำเนินได้ด้วยพระบาท ๗ ก้าวเมื่อประสูติหรือไม่ ไม่ถือเป็นประเด็นสำคัญ แต่นั้นเป็นข้อเท็จจริงในทางประวัติศาสตร์  ที่ท่านผู้อยู่ในเหตุการณ์ได้เห็นและบอกกล่าวสืบต่อกันมา ผู้ฉลาดจึงไม่บังอาจปฏิเสธในเรื่องที่ตนเกิดไม่ทัน  และเป็นพุทธวิสัย เพราะไม่เห็นว่าจะได้อะไรขึ้นมา นอกจากจะเป็นการเพิ่มมลทินใจ คือความสงสัยขึ้นภายในจิตใจให้มากขึ้น และเป็นการเสียเวลาในการพัฒนาจิตของตนไปโดยเปล่าปราศจากประโยชน์.

ในพระไตรปิฎกยังแสดงไว้ชัดเจนถึงคำตรัสของพระพุทธองค์ คือพระองค์ทรงเล่าความเป็นมาของพระองค์เองนับตั้งแต่ครั้งที่เสวยชาติอยู่ใน สวรรค์ชั้น ดุสิต จนถึงวันพระประสูติว่า ”

ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! แม้ข้อนี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมีเกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

คัดจาก พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ (พุทธทาส)

จะสังเกตได้ว่าพระองค์ทรงเน้นย้ำถึงความมีสติอันสมบูรณ์ของพระโพธิสัตว์ ว่ารู้ตัวทั่วพร้อมมิใช่คนหลงสติหลงตายมาเกิดดังเช่นสัตว์ทั้งหลายทั่วไป

๓.พระ พุทธเจ้าเมื่อประสูติใหม่ ๆ พราหมณ์ทำนายว่ามีคติเป็นสอง คือถ้าอยู่ครองฆราวาสจะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิราช   หากออกผนวชจะได้เป็นศาสดาเอกในโลก   ทำไมพระองค์จึงเสด็จออกผนวชเสียเล่า ?
ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์ ! โพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่ เทพชั้นดุสิต ดำรงอยู่ในหมู่เทพชั้นดุสิต จนกระทั่งตลอดกาลแห่งอายุ” ดังนี้. ข้าแต่พระองค์ ผู้เจริญ ! ข้อที่พระโพธิสัตว์ มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม บังเกิดขึ้นในหมู่เทพชั้นดุสิต นี้ ข้าพระองค์ย่อมถือไว้ว่า เป็นของน่าอัศจรรย์ ไม่เคยมี เกี่ยวกับพระผู้มีพระภาค.

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! ข้อนี้ ข้าพระองค์ได้ฟังมาเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้า ได้จำมาแต่ที่เฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ดูก่อนอานนท์! โพธิสัตว์มีสติ รู้ตัวทั่วพร้อม จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดา  ในขณะนั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้, ได้ปรากฏขึ้นในโลกพร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก ในหมู่สัตว์พร้อมทั้งสมณพราหมณ์พร้อมทั้งเทวดาแลมนุษย์ ถึงแม้ในโลกันตริกนรก อันโล่งโถงไม่มีอะไรปิดกั้น แต่มืดมน หาการเกิดแห่งจักขุวิญญาณมิได้ อันแสงสว่างแห่งดวงจันทร์และดวงอาทิตย์ อันมีฤทธิอานุภาพอย่างนี้ ส่องไปไม่ถึงนั้น แม้ในที่นั้น แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ยิ่งใหญ่กว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ ก็ได้ปรากฏขึ้นเหมือนกันสัตว์ที่เกิดอยู่ ณ ที่นั้น รู้จักกันได้ด้วยแสงสว่างนั้น พากันร้องว่า ! ท่านผู้เจริญทั้งหลายเอ๋ย ผู้อื่นอันเกิดอยู่ในที่นี้ นอกจากเรา ก็มีอยู่เหมือนกัน’ ดังนี้ และหมื่นโลกธาตุนี้ ก็หวั่นไหว สั่นสะเทือนสะท้าน. แสงสว่างอันโอฬารจนหาประมาณมิได้ ได้ปรากฏขึ้นในโลก เกินกว่าอานุภาพของเทวดาทั้งหลายจะบันดาลได้ เมื่อใดโพธิสัตว์ จุติจากหมู่เทพชั้นดุสิต มีสติสัมปชัญญะ ก้าวลงสู่ครรภ์แห่งมารดาเมื่อนั้น แผ่นดินย่อมหวั่นไหว ย่อมสั่นสะเทือน ย่อมสั่นสะท้าน. อานนท์ ! นี้เป็นเหตุปัจจัยคำรบสามแห่งการปรากฏการไหวของแผ่นดินอันใหญ่หลวง.

ประวัติ หลวงปู่สาม อกิญฺจโน

ประวัติ
“หลวงปู่สาม อกิญฺจโน” อดีตเจ้าอาวาสวัดป่าไตรวิเวก ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ พระป่าปฏิบัติศิษย์สายหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต, หลวงปู่ดูลย์ อตุโล และหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม หลวงปู่สาม มีนามเดิมว่า สาม เกษแก้วสี เกิดเมื่อวันอาทิตย์ เดือน ๑๐ ตรงกับเดือนกันยายน พ.ศ.๒๔๔๓ ณ บ้านนาสาม ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายปวม และนางถึง เกษแก้วสี มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด ๑๑ คน ท่านเป็นบุตรคนโต (หัวปี)

ท่านไม่ยอมลลดต่อสู้กับโรคภัยนั้น ชนิดผอมหนังหุ้มกระดูก ต้องอาศัยกำลังใจ และไม้เท้ายันตัวเดิน ท่านเคยเล่าไว้ตอนหนึ่งว่า
“เรานักต่อสู้ลูกพระพุทธเจ้า ถ้ามันยังไม่ตายยังหายใจอยู่ แม้ขาเดินไม่ได้เอาไม้เท่าเดินก็ต้องยอมตายกับความดีงามนะพวกเธอ”
ครั้นได้พบหลวงปู่มั่นและหลวงปู่สิงห์ และหลวงปู่ทั้งสองได้รับตัวท่านไว้เป็นศิษย์ ให้การอบรมสั่งสอนแล้ว
ท่านจึงกราบลาไปจำพรรษาที่จังหวัดสุรินทร์

๏ การบรรพชาและอุปสมบท
ชีวิตใน วัยเด็กนั้นสุดแสนยากลำบาก เพราะท่านต้องทำงานทุกอย่าง ลักษณะคล้ายผู้หญิงด้วยว่า น้องๆ ของท่านเป็นผู้ชายเสียหมด ไม่มีผู้หญิงเลย เมื่ออายุ ๑๙ ปี ได้บรรพชาเป็นสามเณร สายมหานิกาย ณ วัดบ้านนาสาม อันเป็นวัดใกล้บ้านเกิดของท่าน จนกระทั่งอายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ โดยมีพระครูวิมลศีลพรต เป็นพระอุปัชฌาย์

๏ พระป่าศิษย์ “หลวงปู่มั่น”

ภายหลังอุปสมบท ท่านได้มุ่งมั่นศึกษาพระธรรมวินัย ต่อมาใน พ.ศ.๒๔๖๗ เมื่อทราบข่าวและกิตติศัพท์ของหลวงปู่ดูลย์ อตุโล
ว่า ได้กลับจากธุดงค์และจำพรรษาที่วัดป่าหนองเสม็ด ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ จึงได้ไปกราบขอฝากตัวเป็นศิษย์เพื่อฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลวงปู่ดูลย์ เห็นถึงความตั้งใจและความพากเพียรที่จะเอาดีทางด้านประพฤติปฏิบัติของศิษย์ จึงแนะนำให้ไปศึกษาธรรมกับหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่จังหวัดสกลนคร
ท่านจึงกราบลาออกเดินธุดงค์รอนแรมไปท่ามกลางป่าเขาเป็นเวลาหลายเดือน กว่าจะได้เข้านมัสการหลวงปู่มั่น
แล้วท่านก็ได้พักปฏิบัติธรรมอยู่กับหลวงปู่มั่น ๓ เดือน ภายหลังจากสามเดือนผ่านไป หลวงปู่มั่นได้แนะนำให้หลวงปู่สาม
ไปพบกับหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพื่อเป็นพระผู้ฝึกฝนอบรมสั่งสอนต่อไป
ในปีที่มาอยู่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่สิงห์นั้น ท่านได้ทุ่มเทชีวิตจิตใจอยู่กับการปฏิบัติจนต้องล้มป่วยอย่างหนักเกือบเสีย ชีวิต
แต่ด้วยจิตใจเข้มแข็งแรงกล้าในธรรมะของพระศาสดาเจ้า พร้อมกับได้เห็นความจริงที่เกิดขึ้นภายในใจ

๏ ญัตติเป็นธรรมยุต
หลวง ปู่สาม แต่เดิมท่านบวชพระเป็นฝ่ายมหานิกาย เพราะในจังหวัดสุรินทร์สมัยนั้นยังไม่มีพระฝ่ายธรรมยุตเลย ต่อมา หลวงปู่สามได้ย้อนกลับไปพบหลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม เพื่อญัตติเป็นสายธรรมยุต ณ วัดป่าสาลวัน ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยมีพระครูจิตวิโส เป็นพระอุปัชฌาย์, หลวงปู่สิงห์ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์มหามึน เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “อกิญฺจโน”

๏ ออกเดินธุดงค์เพื่อมุ่งปฏิบัติภาวนา
หลวงปู่สาม เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ท่านไม่ค่อยยอมอยู่กับที่ จะอยู่ก็เพียงเข้าพรรษา
หรือขออุบายธรรมจากครูบาอาจารย์ชั่วครู่ชั่วคราวเท่านั้น ท่านก็จะเดินธุดงค์ต่อไปตั้งแต่เหนือจดใต้จากภาคกลางจดภาคตะวันออก
ภาคอีสานทั้งหมด ท่านเป็นพระนักธุดงค์กรรมฐานที่มีความมานะอดทนเป็นพิเศษ
ท่านถือคติที่ว่า “ท่านเป็นศิษย์ของพระตถาคต แม้ยังมีลมหายใจอยู่ ก็ต้องสู้กันให้ถึงที่สุด”
หลวงปู่สิงห์ได้ชี้แนะให้ท่านไปธุดงค์ฝึกจิตกัมมัฏฐาน
เทศนาสั่งสอนญาติโยม ร่วมกับพระอาจารย์ลี ธัมมธโร ในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี

ต่อมา พระอาจารย์ลี ธัมมธโร แจ้งให้ทราบว่า หลวงปู่มั่นจำพรรษาที่จังหวัดสกลนคร
จึงพากันเดินทางไปขอคำปรึกษาข้อปฏิบัติธรรมที่ติดขัด หลวงปู่มั่นแนะให้ไปฝึกกับหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี
ที่วัดหินหมากเป้ง ต.พระพุทธบาท อ.ศรีเชียงใหม่ จ.หนองคาย เมื่อทราบว่า หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต
ได้ถึงแก่มรณภาพลงที่จังหวัดสกลนคร หลวงปู่เทสก์, หลวงปู่ดูลย์, หลวงปู่แหวน, หลวงปู่ฝั้น, หลวงปู่สาม, พระอาจารย์ลี,
พระอาจารย์อ่อน, พระอาจารย์วัน และพระอาจารย์จวน ไปร่วมจัดงานบุญให้หลวงปู่มั่น
ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ผู้เจริญด้วยธุดงควัตรสัมมาปฏิบัติ กตัญญูกตเวทีต่อพระบูรพาจารย์เป็นที่ตั้ง
เมื่อท่านพระอาจารย์มั่น เข้าสู่อนุปาทิเสสนิพพาน ท่านนอนเฝ้ารักษาศพท่านพระอาจารย์มั่นตลอด 3 เดือน จนถึงพิธีประชุมเพลิง


๏ เผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานในภาคใต้

วันหนึ่ง หลวงปู่สามได้รับจดหมายจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ส่งจากมาจากจังหวัดภูเก็ต
ให้ไปช่วยเผยแผ่แนวทางกัมมัฏฐานให้พระภิกษุ-สามเณร ในภาคใต้ หลวงปู่สาม ท่านจึงเป็นกำลังใน “กองทัพธรรม”
ที่สำคัญองค์หนึ่ง กล่าวคือ ท่านเดินทางร่วมไปปูพื้นฐานทางธรรมกับหลวงปู่เทสก์ และคณาจารย์อีกหลายสิบองค์ทางภาคใต้
การเผยแผ่ในครั้งนั้น แม้จะมีอุปสรรคอย่างมากมาย แต่ด้วยกำลังใจอันแน่วแน่มั่นคงของพระธุดงค์กรรมฐาน
จึงสามารถฟันฝ่าอุปสรรคนั้นๆ ได้สำเร็จผลอย่างงดงาม เป็นที่ยอมรับในหมู่ชนชาวภาคใต้เป็นอันมาก

คติธรรมที่หลวงปู่เทสก์ปรารภแก่คณะผู้ออกเผยแผ่ธรรมยึดมั่นในจิตใจ คือ “เปียกได้…ไหม้เสีย” หลวงปู่สาม
ได้นำมาสอนอบรมบรรดาศิษย์ในกาลต่อมา เป็นกำลังใจแก่ผู้ปฏิบัติธรรม ควรน้อมเข้ามาพิจารณาคำนี้ให้จงหนัก
หลวงปู่สามท่านเป็นพระภิกษุสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนำธรรมะออกเผยแผ่สู่ ประชาชนด้วยเมตตาธรรม หลวงปู่สาม
เผยแผ่ธรรมที่ภาคใต้ เป็นเวลา ๕ ปี จึงเดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ ก่อนย้อนกลับไปที่จังหวัดภูเก็ต และที่ภาคตะวันออก
รวมระยะเวลา ๒๐ ปี ในการแสวงบุญธุดงค์ทำให้หลวงปู่สาม บังเกิดความเพียร ลดละกิเลส
คือ ความอยาก ความรัก และความชัง หากปล่อยวางได้จนหมดสิ้นแล้ว

ภายหลังได้ทราบข่าวว่า หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม ได้มรณภาพลง ณ วัดป่าสาลวัน จ.นครราชสีมา
จึงไปช่วยงานบุญพระราชทานเพลิงศพ ก่อนเดินทางไปธุดงค์ที่จังหวัดพิษณุโลก พ.ศ.๒๕๑๐
ได้มีญาติโยมนิมนต์หลวงปู่สาม ไปพำนักจำพรรษาที่บ้านขนาดปริ่ง ต.เชื้อเพลิง อ.ปราสาท จ.สุรินทร์
แต่ได้มีหน่วยงานราชการ ชี้แจงว่า บริเวณสำนักสงฆ์เป็นพื้นที่ป่าทำเลเลี้ยงสัตว์ พ.ศ.๒๕๑๒ หลวงปู่สาม
ได้ย้ายไปอยู่ในป่าละเมาะ บ้านตระงอน กิโลเมตรที่ ๑๑ ถนนสุรินทร์-ปราสาท ต.นาบัว ไม่วายโดนร้องอีก
แต่ถึงจะเป็นผู้บริสุทธิ์แล้ว ก็ยังถูกลอบทำร้ายจากมนุษย์ใจบาป ในเรื่องนี้ท่านกล่าวว่า
“ลูกเอ๋ย..มันเป็นกรรมนะต้องใช้กรรมเวร ยุติธรรมดีแล้ว แม้พระพุทธเจ้าของเราลูกเห็นไหม ?
พระองค์ยังต้องประสบในเรื่องเช่นนี้นะ ฉะนั้น จงปล่อยไปตามกรรมที่ทำไว้แต่หนหลัง
ปัจจุบันทำจิตใจของตนเองให้บริสุทธิ์ก็พอแล้ว ทำอย่างไรหนอ จึงจะพ้นทุกข์นี้ไปได้เท่านั้น”

เมื่อถึงช่วงออกพรรษา หลวงปู่สาม จะเสาะหาสถานที่วิเวกตามป่าเขา เพื่อประกอบความเพียร เมื่อเดินทางกลับทุกครั้ง
หลวงปู่สามจะไปพบหลวงปู่ดูลย์ ที่วัดบูรพาราม จ.สุรินทร์ เพื่อช่วยบูรณะสร้างอุโบสถ และได้ไปธุดงค์ในภาคตะวันออก
เช่น จันทบุรี ระยอง เป็นต้น ตั้งแต่สมัยเป็นพระภิกษุหนุ่มจนเข้าสู่วัยชรา ท่านได้ต่อสู้ชีวิตทุ่มเทกับการปฏิบัติมาอย่างโชกโชน
ท่านเพ่งเพียรภาวนาอยู่เป็นนิจ ครั้นมาปรารภกับตนเองว่า “บัดนี้กำลังกายของเราก็อ่อนแอลงไปมากแล้ว น่าจะกลับมาอยู่ถิ่นเดิม
คือในจังหวัดสุรินทร์ นอกจากนี้แล้วก็ยังจะได้อยู่ใกล้ครูบาอาจารย์ คือหลวงปู่ดูลย์ อีกทั้งมารดาของท่านก็ได้ชราภาพมากแล้ว
เป็นโอกาสอันดีที่จะได้นำธรรมะที่ท่านได้รับมาทั้งหมดเผยแผ่แก่บรรดาสาธุชน ต่อไปอีกด้วย” หลวงปู่สาม
จึงได้เดินทางกลับจังหวัดสุรินทร์ตั้งแต่บัดนั้น ท่านเคยเล่าเหตุการณ์ของพระธุดงค์สมัยก่อนนั้นว่า
“สมัยโน้นพระธุดงค์ก็ลำบาก ชาวบ้านก็ลำบาก เพราะไม่เจริญอย่างปัจจุบันนี้นะ แต่มีความเพียรแรงกล้า
มุ่งอรรถมุ่งธรรมกันจริงๆ มาสมัยนี้หละหลวมไม่เอาดีเลย สอนแล้วก็ลืม…ลืมปฏิบัติกัน” ผลแห่งความเพียรปฏิบัติธรรม
ท่านได้ฝึกจิตให้แกร่งกล้า ถึงขั้นฌานสมาบัติ อันเป็นรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔

๏ สร้างวัดป่าไตรวิเวก
เวลาไม่นาน ได้มีคณะญาติโยมมีจิตศรัทธาถวายที่ดิน กิโลเมตรที่ ๑๒ สร้างเป็นสำนักสงฆ์เล็กๆ เพื่อพำนักปฏิบัติธรรม
กลายเป็นที่มาของการจัดตั้งวัดป่าไตรวิเวก

๏ ปฏิปทา
“ปฏิปทาของหลวงปู่สาม อกิญฺจโน นั้น สาธุชนที่เคยเดินทางไปกราบนมัสการคงจะตระหนักดีว่า
มีความคล้ายคลึงกับหลวงปู่ดูลย์ อตุโล มากทีเดียว ท่านมากไปด้วยขันติ โสรัจจะ อดทน สงบเงียบ เยือกเย็น
ชีวิตเพศแห่งสมณะหลวงปู่ไม่เคยว่างเว้นในการเดินธุดงค์ไปตามป่าเขาและใน จังหวัดต่างๆ
จิตของท่านเต็มไปด้วยเมตตา ไม่เคยขัดศรัทธาคณะศรัทธาญาติโยมใครๆ เลย”

๏ การมรณภาพ
หลวงปู่สาม อกิญฺจโน ท่านเป็นพระนักปฏิบัติที่เคร่งครัดในพระธรรมวินัย บ่อยครั้งเกิดอาการอาพาธ
ต้องเข้า-ออกรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลท่านเข้าสู่นิพพานที่โรงพยาบาลศิริราช เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์ พ.ศ.๒๕๓๔ เวลา ๑๙.๓๐ น.
สิริอายุได้ ๙๑ ปี ๔ เดือน ๑๙ วัน ๖๒ พรรษา

การจำศีล

สมัย พุทธกาล เวลาที่พระพุทธเจ้า ประทับอยู่วัดเวฬุวัน เมืองราชคฤห์ แคว้นมคธ มีเสียงติฉินนินทาจากชาวบ้านถึงฤดูฝน ชาวบ้านทำนา พระสงฆ์ก็ยังไม่ยอมหยุดจาริก เหยียบย่ำข้าวกล้าเสียหาย

“ฝูงนกยังหยุดพัก นักบวชศาสนาอื่นก็ไม่ออกนอกที่พำนัก มีแต่พระของสมณโคดม พวกเดียว”

พระพุทธองค์สั่งประชุมสงฆ์ สอบถามได้ความจริง

“ภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาตให้พวกเธออยู่จำพรรษา”

รับ สั่งนี้จึงเป็นข้อบัญญัติของการเข้า พรรษา เริ่มแต่วันแรม 1 ค่ำ เดือน 8 ไปสิ้นสุด ในวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 11 ครบ 3 เดือน ตลอดฤดูฝน

ใน ประเทศไทย ประชาชนส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร พอเข้าพรรษา ก็เสร็จงานในไร่นามีเวลาว่าง ชาวบ้านก็ถือเป็นโอกาสเข้าวัดถวายทานรักษาศีลและฟังธรรม ที่มีลูกชายอายุได้ 20 ปี ก็ให้บวชเป็นพระ

ผ้าไตรจีวรสำเร็จรูปทั้งไตร หรือผืนใดผืนหนึ่งก็ได้ แม้ผ้าขาวก็ได้ บางทีมีไทยธรรมอย่างอื่นเป็นบริวารด้วย เมื่อถึงกำหนดทายก และชาวบ้านนำผ้าและไทยธรรม ไปพร้อมยังสถานที่นัดภายในวันมีโรงอุโบสถ หรือศาลาการเปรียญ เมื่อได้เวลาพระสงฆ์ลงประชุม ถ้าเจ้าภาพคนเดียวมีไทยธรรมเหมือน ๆ กัน ก็กล่าวคำถวายแล้วประเคนเรียงไปโดยลำดับ แต่ถ้าทำร่วมกัน ผ้าและของไม่เหมือนกัน ก็ต้องติดเลขหมายแล้วถวายให้พระสงฆ์ไปจับสลาก ก่อนจับสลากทายกกล่าวคำถวาย ดังนี้
อิมานิ มยํ ภนฺเต วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ภิกขุสงฺฆสฺส , โอโณชยาม ,
สาธุโน ภนฺเต , ภิกฺขุสงฺโฆ , อิมานิ , วสฺสาวาสิกจีวรานิ , สปริวารานิ , ปฏิคณฺหาตุ ,
อมฺหากํ , ฑีฆรตฺตํ , หิตาย , สุขาย.
ข้าแต่พระสงฆ์ผู้เจริญ ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมถวายผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ แก่พระภิกษุสงฆ์ ขอพระภิกษุสงฆ์จงรับผ้าจำนำพรรษา กับทั้งบริวารเหล่านี้ของข้าพเจ้าทั้งหลาย เพื่อประโยชน์และความสุข แก่ข้าพเจ้าทั้งหลาย สิ้นกาลนาน เทอญ ฯ
ระหว่างทายกกล่าวคำถวายพระสงฆ์ควรประนมมือ พอจบคำถวายก็รับ “สาธุ” พร้อมกัน ทายกถวายของแล้วอนุโมทนา
บทวิเสสอนุโมทนาในทานนี้นิยมใช้บท กาเล ททนฺติ… ทายกกรวดน้ำ แล้วประนมมือรับพรไปจนจบ เป็นอันเสร็จพิธี

สมัยสุโขทัย บรรยากาศการเข้าพรรษา มีบันทึกไว้ในศิลาจารึก

“พ่อ ขุนรามคำแหง เจ้าเมืองสุโขทัยนี้ทั้งชาวแม่ชาวเจ้า ทั้งท่วยปั่วท่วยนาง ลูกเจ้า ลูกขุนทั้งสิ้นทั้งหลาย ทั้งหญิงทั้งชาย ฝูงท่วยมีศรัทธาในพุทธศาสน์ มักทรงศีลเมื่อพรรษาทุกคน”

เมื่อพระเข้า พรรษา…ก็ต้องมีกิจวัตร ทำวัตรสวดมนต์เช้ามืดและตอนพลบค่ำ รวมทั้งการศึกษาเล่าเรียนปริยัติธรรม จำเป็นต้องการใช้ แสงสว่าง จึงมีประเพณีหล่อเทียนต้นใหญ่ ใหญ่ ขนาดที่จะใช้ได้ตลอดเวลา 3 เดือน ถือกันว่า เป็นพุทธบูชา…

เรียกกันว่า เทียนจำนำพรรษา

ในพรรษา วัดสมัยโบราณ จึงมีแสงเทียนสว่างไสว ทั้งในอุโบสถ หอพระธรรม วิหาร ศาลาการเปรียญ

ถึง วันนี้ ทุกวัดมีไฟฟ้าใช้แล้ว แต่ชาวบ้านก็ยังถือเป็นงานบุญ ที่ทำกันเป็นประเพณี ที่อุบลราชธานี งานประกวดเทียนจำนำพรรษา งานแห่เทียนจำนำพรรษา เป็นประเพณีเด่น ดึงดูดนักท่องเที่ยว

ประเพณีถวายเทียนจำนำพรรษา เชื่อว่าเกิดภายหลังประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน

สมัย พุทธกาล นางวิสาขา มหาอุบา-สิกา เดินเข้าไปในวัดในเวลาฝนตก พบพระเปลือยกายอาบน้ำเป็นที่อุจาด ก็เข้าไปกราบทูลขอพระบรมพุทธานุญาต ถวายผ้าอาบน้ำฝน ไว้ผลัดเปลี่ยนแทนจีวร

ถวายกันสืบเนื่องมาถึงวันนี้ พระมีห้องน้ำสรงน้ำเป็นสัดส่วนแล้ว แต่ผ้าอาบน้ำก็ยัง เป็นของจำเป็น จึงเกิดเป็นประเพณีถวายผ้าอาบน้ำฝน หลายวัดถือเป็นโอกาสบอกญาติโยม แจกฎีกา ถวายผ้าอาบน้ำฝน

ชาวบ้านก็มีศรัทธา ถวายผ้าอาบแล้ว ก็ถือเป็นโอกาสถวายของกินของใช้ที่จำเป็น รวมทั้งปัจจัยให้พระ ไว้ใช้ตลอดเวลาเข้า พรรษาด้วย

ผ้าอาบน้ำฝน ภาษาบาลีเรียกว่าผ้าวัสสิกสาฎก ภาษาชาววัดนิยมเรียกว่าผ้าจำนำพรรษา.

The teachings of the Buddha.

Buddha said, “Allah created the New Security Governance cross the canals, the Venice canals Spirit of nuisance” priests before God. It is shining “R’s favorite doll and Lahiri Lahiri any skill level line Accessories I mosques ฐํ Turkish Republic,” but I was miserable then. The caller had a passion “.

Buddha reminds us all to wake up and up. To realize it. When we do so with the peace of mind or meditation Brikrrm’s “Buddha” but we did not do that Brikrrm word “Buddha” is what exactly. The Buddha also reminds us that the meaning of the word “Foundations of Mindfulness” goat or devil, but in our mind. I never bothered to give us the true meaning of the word “Foundations of Mindfulness” and “Buddha” play.

- I Ppassr the spiritual glory of rulers, so it does not explicitly sensual nirvana Ppassr is rare and immortal existence in the Nirvana = true.

Evidence

Formula 2 Bhikkhu Maha For. (31-32).

“Priests before God. The removal of sensuality. The elimination of anger. The removal of the rulers. Nirvana is the name of the element.
The end of the anger and the desire of the rulers is known as Amt picture …… “.

- The psychological distress and then this. The Passion of the guests came. Where is it. It is because God is spiritual glory. Therefore, we are spiritual glory, so share the world and the universe, heaven, hell and the mental distress is 31 Love Landscape = false.

Evidence

1. In Christianity and Islam, in the chapter on the long-time Genesis / Genesis Genesis 1 creation.
1:1 In the beginning God created the heaven and the earth, etc..

On the last day of creation. Buddha said. “Let us make man in our image, according to” (Genesis 1:26) This is why God is not a body of spiritual glory alone. I use the word we. If the evidence is not clear. Read on this verse Genesis 1:26 God said … Let us make man in our image. According to them …….. “another one verse” Behold, the man has become like one of us, then. Know good and evil “.

2. In the three Buddhist sutras to confirm: Trrmtatu / God / Buddha. The Creator of all things, the conclusion was made that Trrmtatu or Sagkttrrm. A true and durable for every day (or Trrmtatu Sagkt elements that Santino God) more in http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0.

The fact of the matter is.

We have ourselves another or the mental one. Buddhist saint who is suffering now. We were lying in wait in Nirvana. But we’re going to wake up at once. We actually had to wait in vain for a saint by millions around the year. Because we are human gods Brahma, the imp as hell is not lost in dreams awake.

Passion and ignorance is making us dream. And I continue in samsara PRODUCT. Cross over the end of the day is not waking up. Back into the world to attain. Heaven is eternal.

As long as we (I’d not pure in this world) is still me in my virtual world and humans in 31 world climates as long as we (I innocence in this world, the butt) but I was not.

ผลของการตัดชีวิต

กรรม

เมื่อย่างปลาเสร็จก็นำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้ง หลังตากปลาแล้ว เขาก็เข้าไปพักผ่อน คิดว่าแดดแรงๆอย่างนี้อีกสักพักปลาก็คงแห้งสนิทดี ก็จะได้เก็บเข้าบ้าน เพื่อใช้ปรุงอาหารในมื้อต่อๆไป

แต่ ในระหว่างที่เขากำลังหลับสบายอยู่นั้น ก็มีแมวตัวหนึ่งเดินผ่านมาพอดี และด้วยความหอมของปลาย่างนั่นเอง มันจึงเดินเข้ามายังที่สมหมายตากปลาไว้ เมื่อเห็นปลาย่างจำนวนมากวางอยู่ต่อหน้า เจ้าแมวก็เลยกินปลาย่างเหล่านั้นอย่างสบายใจ

แต่ก่อนที่ปลาย่างจะหมด สมหมายก็ตื่นพอดี เขารีบลุกขึ้นเพื่อจะไปเก็บปลาที่ตากไว้ แต่บังเอิญมาเจอแมวกำลังกินปลาย่างของเขาอยู่ และเมื่อมองเห็นว่าปลาย่างที่ตากไว้หายไปเยอะ เหลือเพียงไม่กี่ตัว ทำให้สมหมายโกรธ จัดจนเลือดขึ้นหน้า เขารีบคว้าท่อนไม้เท่าที่หาได้ วิ่งไล่ตีแมว เจ้าแมวตกใจจึงปล่อยปลาย่างที่อยู่ในปากแล้วรีบกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว สมหมายพยายามวิ่งไล่ตีแมว แต่ก็ไม่ทันมันเสียแล้ว

เมื่อ สมหมายทำอะไรเจ้าแมวไม่ได้ เขาก็ยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก ไฟแห่งความโกรธได้ลุกโพลงอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา ยามที่เห็นปลาย่างจำนวนมากที่ตนเองหามาได้ ต้องหายไปในพริบตา เพราะแมวมาขโมยกิน ซึ่งความจริงแล้วแมวอาจจะไม่ได้ขโมย มันเห็นอาหารมันก็กินไปตามประสาของมัน แต่สำหรับสมหมาย.. ไม่ได้คิดเช่นนั้น
ในช่วงฤดูฝน มีน้ำหลาก นายสมหมายก็ออกไปหาปลาที่ท้องไร่ท้องนาตามปกติ วันหนึ่งสมหมายหาปลาได้มากกว่าปกติ มีแต่ปลาช่อนตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น เขาดีใจมาก กลับมาที่บ้านก็มีแต่คนชมว่าเก่ง สามารถหาปลาได้มากมาย เขาเอาปลาที่หามาได้ทั้งหมดขังไว้ในตุ่ม

สมหมายหลงกระหยิ่มยิ้มย่องกับความโชคดีของตน แต่หารู้ไม่ว่าความโชคดีนั้นกำลังจะนำไปสู่ความหายนะของชีวิตตนเอง เขาไม่เคยหวาดกลัวกับบาปกรรมที่ตนกระทำไว้เลย

เขา ได้นำปลาที่ตนเองหามาได้นั้นมาปรุงเป็นอาหารอยู่หลายวัน แต่ปลาก็ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เขาจึงคิดว่าจะย่างปลาแล้วตากแห้ง เพราะจะทำให้เก็บไว้ได้นาน คิดแล้วเขาก็จัดการฆ่าปลาทุกตัวที่ขังอยู่ในตุ่ม และย่างปลาเหล่านั้นทันที
เวลาผ่านไปสองสามวัน สมหมายยังไม่หายโกรธ เขาคิดวางแผนที่จะจัดการกับแมวตัวนี้ให้จงได้ แล้วเขาก็หาปลาย่างมาล่อแมวให้ติดกับดักของเขา และแล้วแมวก็หลงกลของเขาจริงๆ มันเดินมาเจอปลาย่างอีก และรีบเข้าไปกินทันที โดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร แต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะสมหมายรอดักจับอยู่ ขณะที่เจ้าแมวกำลังเพลินกับการกินปลาย่างนั้น สมหมายก็ย่องเข้ามาตะครุบแมวหัวขโมยทันที

สม หมายหัวเราะด้วยความดีใจระคนเคียดแค้น คราวนี้เขาจะได้จัดการกับมันอย่างสาสมกับที่มันมาขโมยปลาย่าง เขาอุ้มแมวเดินไปหาเชือกไนล่อนเส้นเท่านิ้วก้อยที่เตรียมไว้ เอาปลายเชือกข้างหนึ่งมาผูกที่คอของแมว ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งโยงเข้าไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ที่สูงทีเดียว เจ้าแมวจึงห้อยโตงเตงอยู่ที่ต้นไม้ เพราะเขาต้องการให้มันตายอย่างช้าๆและทุกข์ทรมาน แต่แค่นี้ยังไม่หนำใจ เขานำปลาย่างมาโชว์ให้มันดูด้วย

ผ่านไปได้สักพัก เจ้าแมวก็รู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ค่อยออก เพราะเชือกที่รัดคอมันแน่นมาก มันจึงร้องและดิ้นอย่างทุรนทุราย ขณะที่สมหมายนั่งมองดูด้วยความสะใจ พร้อมกับพูดสมน้ำหน้าว่า “เป็นไงล่ะ..สาสมดีแล้ว กับที่เจ้ามาขโมยของข้ากิน ก็จะต้องตายแบบนี้”

สมหมาย ได้ระบายความโกรธที่อยู่ในใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่า การกระทำด้วยความโกรธเช่นนี้จะส่งผลกรรมอันใหญ่หลวงต่อชีวิตของเขา เพราะอำนาจของความโกรธได้ปิดบังดวงตาแห่งปัญญาของเขาไม่ให้รู้บาปบุญคุณโทษ นั่นเอง เขาเพียงแต่นึกว่า มันสาสมกันแล้วที่แมวมาขโมยกินปลาย่างของเขา มันจึงสมควรตาย

หลังจากนั้นต่อมาไม่ถึงปี กรรมที่สมหมายได้กระทำไว้กับแมว ก็เริ่มย้อนเข้ามาหา ในช่วงงานเทศกาลบุญบั้งไฟ ซึ่งสมหมายก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบทำบั้งไฟ ทุกๆ ปีเขาก็จะต้องทำบั้งไฟเล่นกับเพื่อนๆ เป็นประจำ

แล้ว วันที่สมหมายต้องชดใช้กรรมก็มาถึง ในระหว่างที่เขากำลังทำบั้งไฟอยู่นั้น ปากของเขาก็คาบบุหรี่ไปด้วย และด้วยความประมาททำให้สะเก็ด ไฟจากบุหรี่หล่นลงมาถูกดินปืนที่ใช้สำหรับทำบั้งไฟ จึงเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

สมหมายได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามลำตัวของเขาถูกสะเก็ดดินปืนจนเป็นบาดแผล โดยเฉพาะที่คอสาหัสมาก จนหายใจไม่ค่อยออก เขานอนกุมคอร้องโอดครวญดิ้นทุรนทุราย ไม่ต่างอะไรกับแมวที่เขาเคยผูกคอมันจนตาย และในช่วงนั้นเอง กรรมที่เขาเคยทำไว้ก็ได้แวบขึ้นมาปรากฏในใจทันที เหมือนกับว่ามันมาทวงสัญญาคืน สมหมายจึงรีบตั้งจิตอธิษฐานว่า หากไม่ตายจะทำบุญอุทิศไปให้แมวตัวนี้

ใน ที่สุดเพื่อนๆที่เล่นบั้งไฟอยู่ด้วยกันแถวนั้นก็ได้นำเขาส่งโรงพยาบาล หมอสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ไม่สามารถให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม เพราะมีปัญหาที่คอ เวลากินอาหารทุกครั้งจะกินและกลืนด้วยความยากลำบาก บางทีถึงกับต้องกินอาหารทางสายยาง สมหมาย รู้สึกทรมานมาก แต่เขาก็ต้องก้มหน้ารับกรรมที่ได้ก่อไว้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็พยายาทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับแมวตัวนั้น และไม่กล้าทำบาปอีกเลยจนกระทั่งทุกวันนี้

ความ ดีเท่านั้นเป็นสิ่งประเสริฐ และทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง กรรมชั่วไม่เคยทำให้ใครได้ดีจริง ไม่สามารถสร้างความสุขให้ได้อย่างแท้จริง กรรมดีต่างหาก ที่นึกถึงเมื่อใหร่ก็สุขใจเมื่อนั้น การทำกรรมดียังทำให้เราเป็นคนองอาจในทุกที่ทุกสถาน ไปไหนก็ได้รับความเคารพยกย่อง เทิดทูนบูชา อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุขสงบเย็นตลอดไป

การบวชชี ต้องใช้อะไรบ้าง

ปฎิบัติธรรม

พอดีว่าเมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา มีโอกาศได้ไปบวชเนกขัมมะ ถือศีล8 ที่วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรีมาค่ะ แต่กว่าจะหาสถาณที่ในการบวชได้ ก็ค่อนข้างที่จะใช้เวลาในการหาข้อมูลนาน เนื่องจากว่าตัวเองทำงานเป็นพนักงานบริษัท วันหยุดไม่ตายตัว วัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ถือว่าเป็นวัดที่สามารถตอบโจทย์ คนที่ต้องการปฎิบัติธรรม ของคนในยุคนี้ได้เป็นอย่างดี

ข้อมูลทั่วไปในการสมัครบวช
-เปิดรับสมัครบวชทุกวัน ไม่มีวันหยุด
-เจ้าหน้าที่พักเที่ยงเวลา 12.00-13.30 น.ควรมาเร็วกว่าเวลาที่เจ้าหน้าที่จะพัก หรือมาหลังเวลา 13.30 น. จะได้ไม่ต้องมานั่งรอนานมากค่ะ
-รับศีล 8 ได้ทุกวันเวลา 17.00 น. บนศาลา (ไม่ใช่ที่ลานปฎิบัติธรรม)
-สามารถบวชได้นานสุงสุดไม่เกิน 7 วัน
-สิ่งที่ต้องเตรียม ของใช้ส่วนตัว (ไม่ควรมีของหอม ครีม/โรลออน น้ำหอมต่างๆ ควรงดใช้ เนื่องจากผิดศีล8) มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
-ชุดบวชสามารถจัดหามาเองได้ ต้องเป็นชุดสีขาวทั้งหมด
1.1ผู้หญิงต้องนุ่งเป็นผ้าถุงเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม (ควรหากางเกงขาสั้นมาใส่ด้านในด้วยค่ะ) ห้ามใส่กางเกงขายาวแทนผ้าถุงเด็ดขาด / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเลยข้อศอกลงมาเท่านั้น / ควรใส่เสื้อทับข้างในด้วยค่ะ / มีผ้าสไบ 1 ผืน
1.2ผู้ชายเป็นกางเกงขายาวเลยหัวเข่าลงมาจนถึงตาตุ่ม / เสื้อต้องเป็นแขวยาวเท่าข้อศอก
-หรือถ้าไม่สะดวกจัดหามาเอง ให้มาเช่าที่วัดได้ (ควรเช่า 2 ชุด) ชุดล่ะ 40 บาทพร้อมค่าซัก 20 บาท ถ้านำชุดมาเปลี่ยนคิดค่าบริการแค่ 10 บาทค่ะ (ไม่สามารถเลือกชุดเ่ก่า-ใหม่ได้ค่ะ) ถ้าจะซื้อชุดใหม่ที่วัดก็มีจำหน่ายนะค่ะ เข้าไปด้านในจะเป็นร้านลักษณะคล้ายร้านสหกรณ์ มีของจำหน่ายมากมาย ตั้งแต่เสื้อใน กางเกงในก็มีจำหน่ายนะค่ะ
-ควรมีกระบอกน้ำส่วนตัว 1 กระบอกติดตัวไว้ใส่น้ำปานะ (ทางวัดมีจัดไว้ให้พิจรณาได้ตลอดค่ะ) คำว่าพิจรณา ส่วนมากทางวัดใช้แทนคำว่า กิน หรือ ฉัน
- เอกสารที่ต้องเตรียมในการสมัคร มีดังนี้
1.1 สำเนาบัตรประชาชน
1.2 รูปถ่ายหน้าตรงประมาณ 1 นิ้ว 1 ใบ
-แต่ถ้าเราไม่สะดวกเตรียมไปเอง ให้เตรียมแค่บัตรประชาชน 1 ใบ เดี๋ยวทางเจ้าหน้าที่ที่รับสมัครจะดำเนินการทั้งหมด (ถ่ายเอกสาร และถ่ายรูป) ให้เองโดยเราหยอดตู้เป็นค่าบริการประมาณ 21 บาทค่ะ(แนะนำให้เจ้าหน้าที่ทำให้น่าจะสะดวกว่าเตรียมมาเองค่ะ)
-เมื่อสมัครบวชแล้วให้นำกระเป๋ามาเก็บที่สถาณที่พักซึ่งจะเปิด-ปิดเป็น เวลา (ไม่แน่ใจว่ามีเวลาอะไรบ้าง แต่สามารถตรวจสอบได้จาก หน้าประตูศาลาที่เราจะพักได้ เค้าจะเขียนแจ้งไว้ค่ะ )มี 2 ที่ให้เลือกพักได้
1.1 ที่พักแรกเรียกว่าเรือนแพ จะอยู่กลางน้ำ มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยุ่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้ค่ะ
1.2 เรียกว่าศาลาสว่างใจ (ถ้าจำชื่อศาลามาผิดต้องขออภัยค่ะ) มีห้องน้ำที่อาบน้ำอยู่ด้านใน มีสถาณที่ให้ซักผ้า / ตากผ้าได้เช่นกันค่ะ
-ที่นี่พิจรณาอาหารทุกวัน วันล่ะ 1 มื้อนะค่ะ
หวังว่าข้อมูลที่แจ้งเบื้องต้นจะมีประโยชน์กับท่านที่ต้องการหาสถาณที่ ในการปฎิบัติธรรม ถ้าหากมีข้อมูลสอบถามเพิ่มเติมเกี่ยวกับการไปปฎิบัติธรรมที่ วัดสังฆทาน จ.นนทบุรี ลองสอบถามเข้ามานะค่ะ ถ้ารู้จะแจ้งข้อมูลให้ทราบนะค่ะ

ศีล 8
ข้อ 1. ปาณาติปาตา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฆ่าสัตว์ ทั้งมนุษย์และสัตว์เดรัจฉาน)
ข้อ 2. อะทินนาทานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการลักทรัพย์)
ข้อ 3. อะพรัหมะจะริยา เวระมะณีสิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากอสัทธรรม กรรมอันเป็นข้าศึกแห่งพหรมจรรย์)
ข้อ 4. มุสาวาทา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการพูดเท็จ และฉ้อฉลหลอกลวง)
ข้อ 5. สุราเมระยะมัชชะปะมาทัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการดื่มสุราและเมรัย)
ข้อ 6. วิกาละโภชะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการบริโภคอาหารในเวลาวิกาล คือตั้งแต่หลังเที่ยงจนรุ่งอรุณ)
ข้อ 7. นัจจะคีตะวาทิตะวิสูกะทัสสะนา มาลาคันธะวิเลปะนะธาระณะ มัณฑะนะวิภูสะนัฏฐานา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการฟ้อนรำขับร้องและการบรรเลง ตลอดจนถึงการดู การฟังสิ่งเหล่านั้น และเว้นจากการทัดทรงดอกไม้ การใช้ของหอมเครื่องประทินผิวหรือเครื่องสำอางค์ทุกชนิด)
ข้อ 8. อุจจาสะยะมะหาสะยะนา เวระมะณี สิกขาปะทัง สะมาทิยามิ
(เว้นจากการนอนที่นอนสูงใหญ่ และยัดนุ่นสำลีหรือของนุ่มอันมีลายวิจิตร)