พาชมวัดเมืองหลวง

เกือบ ทุกวันจะมีผู้ที่ต้องการหาความสงบแวะเวียนมาที่วัดแห่งนี้ บ้างก็มาสนทนาธรรม บ้างก็มาฝึกสมาธิ หรือบางคนก็ต้องการเพียงแค่นั่งเงียบๆ แม้ว่าจะไม่มีญาติโยมมาทำบุญกันมากเหมือนวัดดังๆ แต่คนที่มาที่นี่.. ส่วนใหญ่คือผู้ที่ตั้งใจจะอาศัยพุทธศาสนาเป็นเครื่องชี้นำจิตใจ และไม่ต้องการใช้ทางลัดในการเข้าถึงบรมธรรม

วัด แห่งนี้ตั้งอยู่ในเขตบางกอกน้อย ไกลจากย่านที่สับสนวุ่นวายเพียงไม่กี่สิบนาที หากแต่เมื่อก้าวเข้ามาอยู่ในร่มครึ้มของวัดแล้ว กลับรู้สึกห่างไกลจากโลกภายนอกมากนักสถานที่ตั้งของวัดป่าเชิงเลน พ้องกับชื่อเพราะบริเวณนั้นคือ ป่าชายเลน ที่เต็มไปด้วยไม้ใหญ่น้อยที่ชอบสภาพชื้นแฉะชุ่มน้ำ รอบวัดแห่งนี้มีต้นไทรอยู่เป็นจำนวนมาก ม่านไทรทำหน้าที่ตกแต่งทางเดินรอบวัดซึ่งยกพื้นสูงอย่างน่าชม
กระทั่ง ในเดือนมีนาคม 2532 ท่านพระอาจารย์อุทัย(ติ๊ก)ฌานุตฺตโมได้มาพบบริเวณวัดร้างนี้โดยบังเอิญ แรกทีเดียวมองเห็นเป็นบึงกว้างใหญ่ กลางบึงเป็นต้นอ้อขึ้นสูงกว่าที่อื่น ใต้พงอ้อเป็นกองอิฐปะปนอยู่ จึงได้เข้าไปสำรวจและแผ้วถางหญ้าบริเวณที่เป็นโบสถ์ พบซากโบสถ์มีกองอิฐและกองไม้โครงหลังคา และเหลือซากกำแพงบางส่วนของตัวโบสถ์โผล่พ้นน้ำเพียงนิดเดียว ซึ่งใกล้ๆ บริเวณนี้ยังพบพระพุทธรูปเศียรขาด 3 องค์ ที่ถูกลักลอบตัดไปนานแล้ว ด้วยความรู้สึกสะเทือนใจจึงได้ดำริจะบูรณะวัดนี้ขึ้นมาใหม่

” เราไม่ต้องการให้คนไปลุ่มหลงกับอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ และสิ่งอื่นที่มาหลอกล่อจิตใจ เพราะมันจะทำให้เราตกอยู่ในกิเลสไม่รู้จบ เราบูรณะวัดนี้ก็เพื่อประโยชน์กับชาวพุทธที่มาปฏิบัติธรรม”

ที่ นี่มีพระจำพรรษาอยู่ 5 รูป ครองตนเยี่ยงพระป่าโดยทั่วไป กิจวัตรเริ่มตั้งแต่ ตี 3 ของทุกวัน ฉันมื้อเดียว และจะต้องทำวัตรเย็นนั่งสมาธิ ตั้งแต่ทุ่มตรงจนถึงสามทุ่ม เป็นที่เลื่อมใสของชาวบ้านที่อยู่ในละแวกนี้

เช่นนั้นเองวัดป่าเชิงเลนจึงให้ความร่มเย็นทั้งทางกายและทางใจอย่างแท้จริง

หลัง จากเริ่มการบูรณะไประยะหนึ่ง เจ้าอาวาสเล่าว่า ได้มีผู้นำเศียรพระห่อผ้าขาวใส่พานมาให้ลองสวมดูกับองค์เดิมใส่ได้พอดี จึงดำเนินการปฏิสังขรณ์พระพุทธรูปทั้ง 3 องค์ใหม่ รวมทั้งสร้างพระประธาน และอาคารต่างๆ ที่จำเป็นขึ้นใหม่ แล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ.2533

แต่ ด้วยเจตนาที่จะให้วัดนี้เป็นสถานที่ปฏิบัติธรรม และละกิเลสในเชิงวัตถุทั้งปวง วัดแห่งนี้จึงไม่มีการก่อสร้างอาคารถาวรวัตถุใหญ่โต สิ่งปลูกสร้างต่างๆ แทรกตัวอยู่ท่ามกลางร่มไม้ เป็นตัวอย่างของการอ่อนน้อมถ่อมตนต่อธรรมชาติผู้มีคุณอันยิ่งใหญ่

สามธิกำเนิดพลัง

สำหรับวีรกรรมที่ไปสร้าง ปรากฎการณ์บนเวทีโลกครั้งนี้ เขาบอกว่า คงมิอาจเกิดขึ้นได้หากไม่มีการเตรียมความพร้อมที่ดีและได้รับการฝึกฝนอย่าง หนักมาก่อนหน้านั้น ผมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระพี่นาง ที่ทรงจัดตั้งมูลนิธิสอวน.(มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐาน วิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์) ทำให้ผมมีความรู้ทางชีววิทยามากขึ้น คุณแม่ที่คอยให้กำลังใจและสนับสนุน คอยชี้แนะแนวทางในการแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ รวมถึง สสวท. และครูอาจารย์ทุกท่านที่ช่วยประสิทธิประสาทความรู้ให้ รวมถึงเพื่อนๆที่ส่งกำลังใจให้ตลอด ผมสามารถประสบความสำเร็จมาถึงจุดนี้ได้

ส่วน การเตรียมความพร้อมทางด้านร่างกายนั้น ส่วนใหญ่เป็นเรื่องของการรับประทานอาหารโดยจะเน้นอาหารที่ช่วยบำรุงสมองและ สายตา โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์อาหารเสริมต่างๆ ขณะที่การเตรียมความพร้อมทางด้านจิตใจนั้น เป็นสิ่งที่เขาทำอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือ การนั่งสมาธิ ในระหว่างการแข่งขัน ช่วงที่สอบภาคปฏิบัติ วิชาชีวเคมี ซึ่งเป็นการสอบภาคปฏิบัติมีทั้งหมด 4 ส่วน ด้วยกันคือ สัตว์และระบบนิเวศ, พืช, จุลชีววิทยา และชีวเคมี ผมเกือบจะทำการทดลองไม่ทัน เพราะเสียเวลาไปกับการคำนวณอยู่เกือบครึ่งชั่วโมง แต่ยังดีที่ผมควบคุมสติได้ และไม่ลน ทำให้สามารถทำการทดลองได้ทัน ซึ่งเป็นผลพวงของการนั่งสมาธิเป็นประจำ

ท่านทั้งสอง (คุณสมชายและคุณกมลพร จันทรโชติชัชวาล) จะคอยสนับสนุนให้ผมได้ทำในสิ่งที่ชอบอยู่ตลอด ตั้งแต่เด็กๆ คุณพ่อคุณแม่จะหาซื้อหนังสือวิทยาศาสตร์ และสารานุกรมภาษาอังกฤษมาเก็บไว้ที่บ้าน ทำให้ผมมีความคุ้นเคยและเป็นคนที่ชอบอ่านหนังสือ นอกจากนั้นเวลาที่ทำอะไร ท่านจะคอยช่วยเหลือไม่ทางตรงก็ทางอ้อม คอยชี้แนะและสั่งสอนสิ่งที่เหมาะสมให้ตลอด

เมื่อถามถึงกิจกรรมยามว่าง น้องบุ๊คบอกว่าก็มีชีวิตประจำวันเหมือนกับเด็กในวัยเดียวกัน นับตั้งแต่ดูภาพยนตร์ ฟังเพลงเกาหลี อ่านหนังสือการ์ตูนญี่ปุ่น เลยไปถึงการลงมือวาดการ์ตูนตัวเอกที่ชื่นชอบ แต่สิ่งที่ขาดไม่ได้ เรียกว่า ต้องทำเป็นกิจวัตร นั่นก็คือ การศึกษาหาความรู้ด้านชีววิทยาเพิ่มเติมอย่างสม่ำเสมอ ผมคิดว่า งานอดิเรกที่ทำอยู่ มีประโยชน์เพราะนอกจากจะเป็นการฝึกภาษาต่างประเทศไปในตัว คือ ได้ทั้งภาษาเกาหลีและญี่ปุ่นแล้ว ยังได้ฝึกฝีมือในการวาดรูปซึ่งเป็นความสามารถพิเศษอย่างหนึ่งของผมด้วย ที่สำคัญยังสร้างความผ่อนคลายให้ หลังจากที่ต้องเผชิญกับความเครียดในชีวิตประจำวัน

ส่วนเคล็ดลับในการ ท่องตำรับตำราเรียนให้ได้ผลการเรียนในระดับ 4.0 นั้น เขาบอกเคล็ดลับซึ่งเป็นเทคนิคที่ใครๆก็ทำได้ให้ฟังว่า เวลาเรียนต้องตั้งใจเรียน หมั่นทบทวนบทเรียนอย่างสม่ำเสมอ โดยเวลาทบทวนนั้น มิใช่ท่องเป็นนกแก้วนกขุนทอง แต่ต้องทำความเข้าใจไปกับบทเรียน และคิดเชื่อมโยงสิ่งที่เรียนไปกับบทอื่นๆ หรือวิชาอื่นก็ได้ เพื่อให้เกิดความเข้าใจมากขึ้น และฝึกการคิด เช่น เรื่องกลไกการทำงานของหู ก็สามารถประยุกต์กับเรื่อง moment และเสียง ในวิชาฟิสิกส์ หรือ กราฟแสดงคุณสมบัติของ enzyme เราก็นำคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยคำนวณต่อยอดเพื่อให้ได้ข้อมูลดีๆ เพิ่มเติมก็ได้ แต่หลักการเรียนที่สำคัญมาก คือ ควรแบ่งเวลาพักผ่อนให้เพียงพอด้วย ไม่ใช่เอาแต่เรียน จนขาดสังคม และการหาประสบการณ์ในชีวิต

ในฐานะที่เด็กรุ่นใหม่คนหนึ่งให้ความ สำคัญ กับการเมืองและเศรษฐกิจอย่างไรบ้าง? ยังคิดว่าเป็นเรื่องที่ไกลตัวเกินไปไหมที่จะพูดถึง? ผมว่าเรื่องเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องไกลตัว เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นในสังคมที่เราเป็นสมาชิกอยู่ หากเราติดตามและเข้าใจสถานการณ์ของการเมืองและเศรษฐกิจ ย่อมทำให้เราเป็นคนก้าวทันโลกและสังคม ในขณะเดียวกันก็ทำให้เราเข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้น และสามารถร่วมกันแก้ไขปัญหานั้นได้อย่างถูกต้อง

สุดท้ายก่อนร่ำลาจาก กัน น้องบุ๊คฝากข้อคิดให้กับเพื่อนวัยเดียวกันไว้ว่า แต่ละคนนั้นย่อมมีความชื่นชอบและความถนัดที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม หากมีความพยายาม และตั้งใจทำสิ่งนั้นอย่างเต็มที่ ด้วยความสุจริต ทุกคนย่อมประสบความสำเร็จได้อย่างแน่นอน..สำหรับผมในอนาคตฝันอยากเป็นนัก วิจัยทางด้าน molecular medical science ซึ่งเป็นสาขาย่อยเกี่ยวกับทางการแพทย์ (หมอวิจัยประเภทหนึ่ง) แต่ศึกษาลงลึกถึงกลไกระดับพันธุกรรม และกระบวนการทางเคมีใน cell โดยผมตั้งใจจะไปเรียนต่อที่สหรัฐอเมริกา ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะเรียนต่อที่ Harvard University ครับ

ประวัติหลวงปู่ท่อน

๏ การอุปสมบท

ช่วงวัยหนุ่มฉกรรจ์ เป็นคนติดเพื่อนฝูง กินเหล้าเมายา จีบสาวตามบ้านต่างๆ ในละแวกนั้น
ทำให้โยมบิดา-โยมมารดา เป็นกังวลใจมาก หากเป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรชายคงจะเสียคนเป็นแน่
จึงได้ปรึกษากันขอให้บุตรชายบวชเรียน โยมบิดาจึงนำตัวบุตรชายไปฝากกับหลวงปู่คำดี ปภาโส
พระเกจิชื่อดังแห่งวัดป่าชัยวัน ต.เมืองเก่า อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่หลวงปู่คำดีมีข้อแม้ว่า
ก่อนบวชจะต้องรักษาศีล นุ่งห่มขาว เจริญภาวนา กินข้าวมื้อเดียวก่อน

ครั้นอยู่ทดสอบจิตใจได้ 5 เดือน หลวงปู่คำดีได้อนุญาตให้เข้าพิธีอุปสมบทเป็นพระภิกษุ
ขณะมีอายุ 20 ปีบริบูรณ์ เมื่อวันที่ 7 มิถุนายน พ.ศ.2491 ณ พัทธสีมาวัดศรีจันทร์ (พระอารามหลวง)
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.ขอนแก่น โดยมีพระเทพบัณฑิต ครั้งหนึ่งท่านได้มีโอกาสพบหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต บูรพาจารย์สายพระป่า
และได้รับโอวาทอันทรงคุณค่าอย่างหาที่เปรียบมิได้จากหลวงปู่มั่น
“ให้เร่งทำความเพียร มิให้ประมาท ชีวิตนี้อยู่ได้ไม่นานก็ต้องตาย”

หลวงปู่ท่อน ยังได้มีโอกาสไปกราบเยี่ยมครูบาอาจารย์หลายท่าน อาทิ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม,
หลวงปู่หลุย จันทสาโร, หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี, หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต เป็นต้น(มหาอินทร์ ถิรเสวี สินโพธิ์ ป.ธ.5)
เมื่อครั้งดำรงสมณศักดิ์ที่พระพิศาลสารคุณ วัดศรีจันทร์ เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูคัมภีรนิเทศ
เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ อุตฺตโม เป็นพระอนุสาวนาจารย์

ภายหลังอุปสมบทแล้ว ท่านได้เดินทางไปพำนักจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่คำดี ณ วัดป่าชัยวัน
โดยหลวงปู่คำดีเป็นอาจารย์กัมมัฏฐาน คอยสอนให้ทำภาวนา นั่งสมาธิกัมมัฏฐาน
เน้นเรื่องสติ สมาธิ และปัญญา ระยะเวลาผ่านไปนานพอสมควร ท่านได้ช่วยครูบาอาจารย์แบ่งเบาภาระในการสอนคนที่จะมาบวช
ด้วยการสอนขานนาค เป็นต้น ครั้นถึงช่วงออกพรรษา ได้เป็นหัวหน้าออกเดินธุดงค์เข้าป่าเป็นกิจวัตร

ความตอนหนึ่งจากธรรมโอวาทของ “พระราชญาณวิสุทธิโสภณ” หรือ “หลวงปู่ท่อน ญาณธโร”
ที่คอยอบรมสอนสั่งสาธุชนให้ปฏิบัติตาม ด้วยกุศโลบายอันแยบคายในการแสดงพระธรรมเทศนา
ให้ผู้ฟังนำไปขบคิดพินิจพิจารณาด้วยปัญญา

ท่านเป็นพระเถราจารย์ผู้ใหญ่สายวิปัสสนาธุดงค์กัมมัฏฐาน เป็นพระผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
ที่มีความเชี่ยวชาญด้านจิตตภาวนา การเทศนาธรรม และวิทยาคมอันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ

หลวงปู่ท่อน ญาณธโร มีนามเดิมว่า ท่อน ประเสริฐพงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม พุทธศักราช 2471
ตรงกับวันพฤหัสบดี ขึ้น 15 ค่ำ เดือน 6 ปีมะโรง ณ บ้านหินขาว ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น
โยมบิดา-โยมมารดาชื่อ นายแจ่ม และนางทา ประเสริฐพงศ์ มีพี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกันทั้งหมด 19 คน

หลังจากช่วยงานการครูบาอาจารย์เสร็จสิ้น หลวงปู่คำดีได้นำหมู่คณะออกวิเวกไปทาง จ.เลย
ตอนนั้นหลวงปู่ท่อนบวชได้ 7 พรรษาแล้ว

พ.ศ.2497 หลวงปู่คำดี นำคณะเข้าป่าและถ้ำต่างๆ ได้ภาวนาทำความเพียร
ตลอดจนให้ศรัทธาญาติโยมมาฟังธรรมะ และในพรรษานี้หลวงปู่ท่อนได้อยู่จำพรรษา
ณ วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย กับหลวงปู่คำดีด้วย

หลวงปู่ท่อนอยู่ที่วัดถ้ำผาปู่นิมิตร ได้ 2 พรรษา ก็มีศรัทธาญาติโยมมา
ขอให้ไปโปรดที่วัดถ้ำตีนผา อ.เชียงคาน จ.เลย 1 พรรษา
ต่อมาหลวงปู่คำดีเกิดอาพาธเจ็บป่วยด้วยโรคชรา
ท่านจึงกลับมาเยี่ยมและช่วยสร้างวัดถ้ำผาปู่นิมิตรไปด้วย จวบกระทั่งหลวงปู่คำดีได้มรณภาพลงอย่างสงบ

๏ สร้างวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2500 ศรัทธาญาติโยมได้นิมนต์ให้หลวงปู่ท่อนไปอยู่ที่ป่าช้านาโป่ง
และได้สร้างเป็นวัดศรีอภัยวัน บนเนื้อที่ประมาณ 40 ไร่ รวมทั้งรักษาความเป็นป่าอย่างสมบูรณ์ไว้

จากนั้นมา หลวงปู่ท่อนได้จำพรรษาที่วัดศรีอภัยวัน จ.เลย ตราบจนถึงปัจจุบัน

เนื่องจากหลวงปู่ท่อนเป็นพระป่า ที่วัดจึงไม่มีสิ่งก่อสร้างใหญ่โต กุฏิเป็นเพียงกุฏิเล็กๆ
ปัจจัยที่ได้รับจากญาติโยม ล้วนแบ่งเอาไว้ใช้เท่าที่จำเป็น ส่วนใหญ่จะแบ่งปันให้แก่สำนักสงฆ์ วัด ที่ขาดแคลนหรือทุรกันดาร

๏ ลำดับงานปกครองคณะสงฆ์

พ.ศ.2503 เป็นเจ้าอาวาสวัดวัดศรีอภัยวัน

พ.ศ.2510 เป็นเจ้าคณะตำบลเมือง เขต 2 (ธรรมยุต)

พ.ศ.2526 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ภูเรือ (ธรรมยุต)

พ.ศ.2532 เป็นเจ้าคณะอำเภอเชียงคาน-ปากชม (ธรรมยุต)

วันที่ 26 มกราคม พ.ศ.2550 ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)
ตามกฎของมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 23/2541 ว่าด้วยระเบียบการปกครองคณะสงฆ์
ท่านบุตรคนที่ 6 ปัจจุบัน สิริอายุได้ 79 พรรษา 59 (เมื่อปี พ.ศ.2550)
ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดศรีอภัยวัน บ้านหนองมะผาง ต.นาอ้อ อ.เมือง จ.เลย และเจ้าคณะจังหวัดเลย (ธรรมยุต)

๏ การศึกษาเบื้องต้น

ในวัยเยาว์ สำเร็จการศึกษาในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จากโรงเรียนบ้านหินขาว
ต.สาวะถี อ.เมือง จ.ขอนแก่น แต่ด้วยฐานะทางบ้านยากจน
ท่านจึงได้ลาออกจากโรงเรียนมาช่วยบิดามารดาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

ต่อมาได้เรียนต่อที่โรงเรียนผู้ใหญ่ที่บ้านหินขาว สอบเทียบได้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4

หลังจากจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 แล้ว ท่านไม่ได้เข้าศึกษาต่อ
เพราะต้องเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของครอบครัว จึงเป็นเหตุให้ต้องออกจากโรงเรียนอีกครั้ง เพื่อมาทำงานหาเลี้ยงครอบครัว

Traval to Wat Phra That Pha Ngao.

The Wat Phra That Pha Ngao.

Name of Wat Phra That Pha Ngao. The name of this measure is derived from the name of the Pha Ngao. Located on top of a large rock. The shadow the shadow of the rock mass (of stone) stone stupa shaped like a large and very well sheltered. The villagers named. “Phra That Pha Ngao” true measure before moving here. Formerly called “Wat Sop word” located on the banks of the Mekong River. The water has broken down. The area of the temple collapsed almost completely underwater Mekong measure of faith has moved to a new temple on the hill. , Not far from the original.

Wat Phra That Pha Ngao is located on the banks of the Mekong River on the west side. Opposite Laos. Junction in the village, Tambon Wiang, Chiang Saen, Chiang Rai.
South of Chiang Saen District, about 3 km with a total area of 743 acres, most of the small hill. Since putting down home stretch.
Ban Doi Chan and ends at the junction. But before that locals call the mountain “Doi Kham”, but later during the holidays. People called “Doi chan”.

Slopes below. The site of the Pha Ngao. Created on a large rock. Next, rising to 300 meters, a height of about five meters, the pagoda called Phra That Chom Chan. The highest part of the hill was the site of another pagoda, about 5 feet high, as the locals call it. Seven relics. The temple was built relics of Buddhist pagodas around Phra Chedi original vision. But can still see the remains of a stupa at the top seven within the new stupa. In summary, this temple is an ancient pagoda built in the past to the third episode.

Creator Phrathatphadaeng shadow. Annals of the Ionian said. Khun Khun Pha lean or lean (against him), who ruled from 494 to 512 fathoms the 23 year period is a pagoda built on a large rock at the foot of Doi Mon Which means that the Pha Ngao in this temple. Phra That Pha Ngao has deteriorated significantly. Expected to be restored to some. Relics because they are located at the lower slopes of the mountain. For easy maintenance.

Creator Phra That Chom Chan and relics are the top seven finishing up later on to occupy the city. “Wiang Sa peeled” (City of London today) 996-1007 during the year he had persuaded the people of the city are home to help build the Pagoda atop Mount term. Currently, people called nibble Monday This means that the Chedi Phra That Chom Phra Chan and seven were the pinnacle of the two disasters destroyed. Such themes sunny – rain and wind destroyed thousands of years until the remains of the base is about 5 meters and the help that the economy may be sparse until the villagers abandoned religion, lack of parental care and the countless two. drilling marks. They may be made of antique collectors antiques soils it is not.

Creating a new measure. At first it was assumed that the hillock ball was cleared, this must be the old me. I have found the remains of artifacts all over the area. In February 2519, it has embarked on forest clearing. Originally this was a cave called “Tham Pha shadow” mouth of the cave was closed for a long time. The backwoods wilderness area is filled with antique ruins scattered all over everywhere. There is one piece of the Buddha is a Buddha. Suspension lap four broad belief that the Buddha in the temple. Intends to complete the restoration of the faith intact.

York city.

The dream of Mr. Chandra carpet on February 28, 2519, Mr. Chandra rugs are one of the pioneers of the faith all forest clearing. Sleep and dream in the middle of that. A monk one. Tall – Black says that “before the remaining half of the principal body parts out. I was invited to a ceremony to pray for the removal of 8 photos first. You will find even more amazing than this “.

The liturgy following the withdrawal date is March 1, 2519, Mr. Chandra rugs to bring the dream to tell the audience all believers. And then everything is done according to the dreams. To adjust to the different areas of the stump. Roots and large rocks. Work the area was carried out with difficulty.

Buddha cliffs discovered my shadow on March 17, 2519 at 14:00 pm, when the believers have the area already. Everyone excitement and joy. When it was found that under the stump. (Principal base page) has arranged the ancient bricks. I found out on the brick mask (the solid) pose together on the mask. Buddha has found that looks very beautiful. Antiques expert analysis that the Buddha between 700 to 1,300 years, all the same, the Buddha’s name. “Pastor Cliff Shadows” and change the name of a new measure. “Wat Phra That Pha Ngao” From that time onwards.

The Buddha discovered on the cliff silhouette and father. This temple was built and developed continuously. Construction of various permanent objects. Was conducted relentless as the arch, the front wall, monastic cloister, the Sala Rai and Pha Ngao. When you are the first abbot of the developers. You can build a temple which enshrines a pastor cliff shadow. Seen today.
Measure the old town. During the reign of the kingdom fathoms. The abandoned property is in the thriving extreme. Speculated that there may be a more important measure, and the old is to see that Buddha Luang Pha shadow excavated was constructed and buried under the Big Buddha (Buddha) to hide a fear of being stolen from. The popular collection.

Faber is a measure of the normal When developing continuously. The Department of Religious Affairs has announced the cancellation of the abandoned temple to temple with typical novice monk resolve since October 22, 2522.

List abbot of the monastery. Since the monks from the temple to meet with the abbot of Wat Phra That Pha Ngao is included 3.
1. The teachers are very sharp, the Vedic God is good abbot Year 2519-2529.
Two. Phra Ajarn Chai abscesses Four mosques Mano determined to be a pastor from 2530 to 2531.
3. The cognitive perception Muni. The abbot years 2531 – present.
The abbot of the 3 you are the developer and have far-reaching vision. You can follow the development of the first abbot of the temple, you have performed since the beginning.

เที่ยวชมวัดสิงเชียงใหม่

พระอุโบสถ

เมื่อ ถึงปี พ.ศ. ๒๓๕๔ พระเจ้ากาวิละได้ โปรดฯ ให้สร้างอุโบสถ และหอไตรขึ้น โดยมีลักษณะเป็นอาคารทรงล้านนาขนาดใหญ่ ตรงกลางอาคารมีกู่ซึ่งแต่เดิมคงเป็นสถานที่ที่ประดิษฐานพระประธาน

* พระมหาเถรโพธิรังสีชาวหิริภุญไชย รจนาภาษาบาลีไว้ว่า เมื่อประมาณ พ.ศ. ๗๐๐ พระเจ้าสีหฬะแห่งลังกาทวีป ได้โปรดให้หล่อพระพุทธรูปขึ้นองค์หนึ่งเรียกว่า “พระพุทธสิหิงค์” แต่ในชินกาลมาลีปกรณ์เรียกว่า”สีหฬะปฏิมา” ตามนามกษัตริย์ผู้สร้าง
* พ.ศ. ๒๒๐๕ – สมเด็จพระนารายณ์มหาราชทรงยกทัพมารบเชียงใหม่ และทรงอัญเชิญลงไปไว้ที่อยุธยาอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้อยู่นานถึง ๑๐๕ ปี
* พ.ศ. ๒๓๑๐ – กรุงศรีอยุธยาแตก ทัพทหารเชียงใหม่ที่มาในกองทัพพม่าอัญเชิญกลับนครเชียงใหม่ทางเรือ และประดิษฐานอยู่ที่วัดพระสิงห์ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
* พ.ศ. ๑๘๓๙ – กษัตริย์เมืองนครศรีธรรมราช ได้แต่งทูตไปขอคัมภีร์พระไตรปิฎกจากลังกา และได้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์อีกองค์หนึ่ง(ศิลปะลังกา)กลับมาด้วย ภายหลังมาประดิษฐานอยู่ที่กรุงสุโขทัย เมื่อพระบรมราชาธิราชที่ ๑ (ขุนหลวงพะงั่ว) ตีกรุงสุโขทัยได้ หลายสิบปีต่อมาพญาไสลือไทยได้อัญเชิญมาไว้ที่เมืองพิษณุโลก เมื่อพญาไสลือไทยสิ้นพระชนม์ จึงอัญเชิญมาที่กรุงศรีอยุธยา

* พ.ศ. ๑๙๒๗ – พระญาณดิศ เชื้อวงศ์พระร่วงได้กราบทูลพระเจ้ากรุงศรีอยุธยาขออัญเชิญมาไว้ที่เมืองกำแพงเพชร

* พ.ศ. ๑๙๓๔ – เจ้ามหาพรหม พระปิตุลาของเจ้าแสนเมืองมาได้อัญเชิญไปไว้ที่เมืองเชียงราย ด้วยเหตุนี้จึงปรากฏ วัดที่ประดิษฐานพระพุทธสิงหิงค์อีกแห่งหนึ่ง ที่เมืองเชียงรายมีชื่อว่า วัดพระสิงห์ จังหวัดเชียงราย และโปรดให้หล่อพระพุทธสิหิงค์จำลองขึ้น เมื่อเจ้ามหาพรหมถึงแก่พิราลัยแล้ว พระพุทธสิหิงค์จึงได้มาประดิษฐาน ณ วัดลีเชียงพระ ในนครเชียงใหม่ เช่นเดิม

พญาผายู กษัตริย์เชียงใหม่ราชวงศ์เม็งราย โปรด เกล้าฯให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ. ๑๘๘๘ ขั้นแรกให้สร้างเจดีย์สูง ๒๓ วา เพื่อบรรจุพระอัฐิ ของพญาคำฟู พระราชบิดา ต่อมาอีกสองปีจึงสร้างพระอาราม เสนาสนวิหาร ศาลาการเปรียญ หอไตร และกุฎิสงฆ์เรียบร้อย ทรงตั้งชื่อว่า “วัดลี” ต่อมาบริเวณหน้าวัดมีตลาดเกิดขึ้นชาวบ้านเรียกว่า “ตลาดลีเชียง” แล้วเรียกวัดว่า “วัดลีเชียง” และ “วัดลีเชียงพระ” ระหว่างปี พ.ศ. ๑๙๓๑ – ๑๙๕๔ สมัยพระเจ้าแสนเมืองมา ขึ้นครองนครเชียงใหม่โปรดให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาจากเมืองเชียงราย เมื่อขบวนช้างอัญเชิญพระพุทธสิหิงค์มาถึงหน้าวัดลีเชียงก็ไม่ยอมเดินทางต่อ พระเจ้าแสนเมืองมาจึงให้อัญเชิญพระพุทธสิหิงค์ประดิษฐาน ณ วัดลีเชียง ประชาชนทางเหนือนิยมเรียก”พระพุทธสิหิงค์” สั้นๆ ว่า “พระสิงห์” จึงเรียกชื่อวัดตามพระพุทธรูปว่า “วัดพระสิงห์”

* พ.ศ. ๒๐๘๔ – พระไชยเชษฐากษัตริย์ล้านช้างเชื้อ สายล้านนา ทรงนำพระพุทธสิหิงค์ และพระพุทธรูปจากเชียงใหม่หลายองค์ไปไว้ที่ล้านช้าง(หลวงพระบาง) เมื่อทางเชียงใหม่ทวงถามจึงทรงคืนพระพุทธสิหิงค์มาเพียงองค์เดียว

พาชมวัดวีระโชติธรรมาราม

คุณโยมทวี (ซึ่งเป็นน้องชาย) คุณโยมลออ(ภรรยาคุณโยมทวี) โชติบรรยง ได้มีจิตศรัทธาถวายที่ดิน จำนวน ๓๐ ไร่ ในปีพุทธศักราช
ใน เบื้องต้น พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร จึงกล่าวกับคุณโยมทั้ง ๒ ท่าน ที่ว่าจะต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ วันนั้นตรงกับวันที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๔๕ เวลาประมาณ เวลา ๑๗.๐๐ น. ภายในพระอุโบสถวัดสระเกศ เขตปัอมปราบศัตรูพ่าย กรุงเทพมหานคร จึงได้ไปกราบทูลรายงานต่อเจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ประธานคณะผู้ปฏิบัติหน้าที่สมเด็จพระสังฆราช กรรมการมหาเถรสมาคม เจ้าคณะใหญ่หนตะวันออก เจ้าอาวาสวัดสระเกศ ราชวรวิหาร ถึงการเปลี่ยนชื่อ เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ จึงประทานชื่อให้ เอาชื่อเจ้าของที่ดินทั้ง ๒ ท่าน และนามสกุลมาตั้งให้สมกับที่เจริญศรัทธาแก่ท่านเจ้าของที่ โดยใช้ชื่อใหม่ว่า “สำนักสงฆ์วีระโชติธรรมาราม” ซึ่งแยกออกเป็นดังนี้ คำว่า “วีระ”  หมายความถึงชื่อของคุณโยมระเบียบ๒๕๓๖ และในเวลาต่อมาปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้ถวายเพิ่มอีก จำนวน ๖ ไร่ รวมเป็นจำนวน ๓๖ ไร่ เพื่อจะทำการก่อสร้างให้เป็นวัดขึ้นตามเจตนารมณ์ที่ศรัทธา จึงได้มอบที่ดินให้คณะสงฆ์ในเขตนั้น และมีพระภิกษุอยู่จำพรรษาตามกำลังที่จะอยู่ได้ เนื่องด้วยสภาพแวดล้อมนั้น ส่วนใหญ่ชาวบ้านจะเป็นชาวมุสลิม ๗๐ – ๘๐ เปอร์เซ็น มีชาวไทยพุทธอยู่เป็นจำนวนน้อย  จึงลำบากในการพัฒนาเท่าที่ควร

วัดวีระโชติธรรมาราม ตั้งอยู่ เลขที่ ๓๒ หมู่ที่ ๔ ตำบล คลองหลวงแพ่ง (คลองลำวังคา) อำเภอ เมือง จังหวัด ฉะเชิงเทรา รหัสไปรษณีย์ ๒๔๐๐๐ สำนักสงฆ์ แห่งนี้เดิมชื่อ “สำนักสงฆ์ทองธรรมโชติ” โดยมีคุณโยมระเบียบ โชติบรรยง (ปัจจุบัน ถึงแก่กรรมแล้ว)
จนปี พุทธศักราช ๒๕๔๕ คุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ซึ่งเป็นเจ้าของที่ ที่มีจิตศรัทธาถวาย ได้มากราบพระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ซึ่งในขณะนั้นอยู่จำพรรษาอยู่ที่วัดกระทุ่มเสือปลา แขวง ประเวศ เขต ประเวศ กรุงเทพมหานคร ได้ปรารถนาเรื่องสร้างวัดให้ฟังถึงความยากลำบากในการพัฒนา จึงมากราบอาราธนา พระอาจารย์ องอาจ อาภากโร ไปดูสถานที่ เมื่อมาดูแล้วเห็นว่าภายภาคหน้าสถานที่นี้จะเป็นที่รุ่งเรืองได้ จึงรับปากจะช่วยพัฒนาตามกำลังที่พึงจะมี
คุณโยมทวี โชติบรรยง (วี+ระ) และชื่อจริงของพระเดชพระคุณพระราชพรหมยาน (หลวงพ่อฤาษีลิงดำ) หรือ พระมหาวีระ ถาวโร วัดจันทาราม (ท่าซุง) ตำบล น้ำซึม อำเภอ เมือง จังหวัดอุทัยธานี ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ ของท่านอาจารย์ องอาจ อาภากโร คำว่า “โชติ”  หมายความถึง คำนำหน้านามสกุลของคุณโยมทวี คุณโยมลออ โชติบรรยง ดังนั้นแล้ว จึงริเริ่มพัฒนามาโดยลำดับ ตามกำลังตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา
ในปีพุทธ ศักราช ๒๕๕๑ ทางคุณโยม ส.พุ่มพวง ชาวบ้านแถบประเวศ ได้มีจิตศรัทธาเป็นเจ้าภาพหล่อพระหลวงพ่อโต วัดบางพลี ขนาดหน้าตัก ๔ ศอก ขึ้นอีก ๑ องค์ และมีศรัทธาช่วยทำนุบำรุงวัดวีระโชติธรรมารามแห่งนี้ให้เจริญรุ่งเรือง สืบไป

พระไตรปิฎกฉบับย่อ

ต่อมาท่านได้เป็นผู้นำคณะศิษยานุศิษย์ในยุคแรกนั้นค่อยๆ ทำการบูรณะปฏิสังขรณ์และพัฒนาวัด จนเจริญรุ่งเรืองมีเนื้อที่กว่า ๒๘๙ ไร่ มีอาคาร วิหาร มณฑปต่างๆ มากมายดังที่เห็นอยู่ในปัจจุบัน จวบจนกระทั่งพระเดชพระคุณหลวงพ่อได้มรณะภาพ ใน วันที่ ๓๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๓๕ และในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสองค์ต่อมา คือ ท่านพระครูปลัดอนันต์ พทฺธญาโณ พร้อมคณะสงฆ์วัดท่าซุง ได้ดำเนินการบูรณะซ่อม สร้าง และขยายวัดท่าซุงจนในปัจจุบันมีพื้นที่กว่า ๕๐๐ ไร่

ทั้งนี้ โดยศาลา อาคาร วิหาร มณฑปต่างๆได้จำแนกออกเป็นกลุ่มๆจำนวน ๑๓ กลุ่ม ดังต่อไปนี้คือ

กลุ่มที่ ๑. หอสวดมนต์-ศาลาการเปรียญเก่า

กลุ่มที่ ๒. อาคารกลุ่มชายน้ำแม่น้ำสะแกกรัง
อันประกอบไปด้วย
- หอกรรมฐาน หรือ “หอขาว”
- อาคารกรมยุทธการทหารอากาศสงเคราะห์ (ปัจจุบันก่อสร้างเป็นโรงครัววัด)
- ศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์ (กำลังก่อสร้างใหม่)

กลุ่มที่ ๓. กลุ่มอาคารฝั่งพระอุโบสถหลังใหม่
อันประกอบไปด้วย
- พระอุโบสถใหม่
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- มณฑปหลวงพ่อพระราชพรหมยาน (เดิมเรียกหลวงพ่อใหญ่)
- มณฑปหลวงพ่อเส็ง (หลวงพ่อขนมจีน)
- มณฑปหลวงพ่อสีวลี
- ศาลานวราชบพิตร
- พลับพลาจตุรมุข
- หอระฆัง-หอกลอง
- โรงเรียนพระพินิจอักษร (ทองดี) พ.ศ. ๒๕๑๙
- อาคารรัตนพฤกษ์ (เรือนกระเหรี่ยง)
- เรือนผีเสื้อ (สร้างแทน “กุฏิเดิม” ของหลวงพ่อ)
- กุฏิ ๑๐ หลัง (ชุดแรก)
- กุฏิเจ้าอาวาส (กุฏิมุมเศรษฐี)
- อาคารธรรมสถิตย์ (ที่พักฆราวาสที่เป็นสตรี)
- ห้องพักชาย (สำหรับนาค, และฆราวาส)

กลุ่มที่ ๔. กลุ่มอาคารด้าน “ตึกอำนวยการ” และอนุสาวรีย์ต่างๆ อันประกอบไปด้วย
- พระจุฬามณี
- อนุสาวรีย์กรมหลวงชุมพรเขตอุดมศักดิ์
- อนุสาวรีย์เจ้าพระยาโกษาธิบดี (เหล็ก)
- ศาลาท่านปู่-ท่านย่า
- ตึกอำนวยการ ด้านข้างมีห้องน้ำ – ห้องสุขา
- ศาลาพระนอน
- อนุสาวรีย์พระเจ้าพรหมมหาราช
- เมรุ และ ห้องน้ำ – ห้องสุขา

กลุ่มที่ ๕. กลุ่มศาลา ๒ ไร่, ๓ ไร่, ๔ ไร่, ๑๒ ไร่ อันประกอบไปด้วย
- ศาลา ๒ ไร่
- ศาลา ๓ ไร่
- ศาลา ๔ ไร่
- ศาลา ๑๒ ไร่

กลุ่มที่ ๖. กลุ่มวิหารสมเด็จองค์ปฐม, ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก), วิหาร, พระชำระหนี้สงฆ์ อันประกอบไปด้วย
- วิหารสมเด็จองค์ปฐม
- ปราสาททองคำ (กาญจนาภิเษก)
- พระชำระหนี้สงฆ์
- พระยืน ๘ ศอก
- มณฑปพระศรีอาริยเมตไตรย
- ศาลท่านท้าวเวหน

กลุ่มที่ ๗. กลุ่มโรงพยาบาลแม่และเด็กฯ อันประกอบไปด้วย
- โรงพยาบาลแม่และเด็กฯ
- ตึกปฐมราชานุสรณ์
- ตึกปัญจมราชานุสรณ์
- อนุสาวรีย์ในโรงพยาบาล
องค์กลาง “พระพินิจอักษร” (ทองดี)
องค์ซ้าย “สมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก รัชกาลที่ ๑”
องค์ขวา “สมเด็จพระปิยะมหาราช”

กลุ่มที่ ๘. กลุ่มพระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- พระประธาน (พระพุทธชินราช)
- พระอรหันต์อสีติมหาสาวก ๗ องค์
- เจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ
- รูปปั้นหลวงพ่อยืนถือไม้เท้า
- บุษบกหลวงพ่อฯ

กลุ่มที่ ๙. กลุ่มมณฑปและอนุสาวรีย์ หน้ามหาวิหาร ๑๐๐ เมตร อันประกอบไปด้วย
- มณฑปพระปัจเจกพุทธเจ้า
- มณฑปหลวงพ่อปาน
- พระราชานุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช (ทรงเครื่องพระมหากษัตริย์และทรงผนวช)
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๑
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๕
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๖
- พระราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ ๗
- ป้ายอักษรฯ รัชกาลที่ ๙
- พระมหาวิหารแก้ว ๑๐๐ เมตร
- ศาลามิตรศรัทธา

กลุ่มที่ ๑๐. กลุ่มหอพระไตรปิฎกและพระยืน ๓๐ ศอก อันประกอบไปด้วย
- ด้านหน้าพระยืน ๓๐ ศอก (หลวงพ่อเงินไหลมาเทมา) ด้านหลังเป็นหอพระไตรปิฎก
- เจดีย์พุดตาน

กลุ่มที่ ๑๑. กลุ่มโรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา อันประกอบไปด้วย
- โรงเรียนพระสุธรรมยานเถระวิทยา
- มณฑปหลวงพ่อ, พระพุทธรูป, และท่านปู่ท่านย่า

กลุ่มที่ ๑๒. กลุ่มมณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒), ตึกรับแขก, ฝั่งริมแม่น้ำฯ อันประกอบไปด้วย
- มณฑปแก้ว (พระองค์ที่ ๑๐-๑๒)
- ตึกรับแขก (จำหน่ายวัตถุมงคล)
- หอฉัน
- หอกรรมฐานเก่า (ข้างหอฉัน ปัจจุบันทำใหม่ ๒ ชั้น)
- โรงครัวใหม่ (ด้านหลังหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- ตึกกองทุน
- แพปลา (วังมัจฉา)
- ตึกอินทราพงษ์
- หน้าตึกริมน้ำ (อยู่ข้างโรงครัวเก่าใต้ต้นโพธิ์)
- ตึกเสริมศรี-เฉิดศรี ศุขสวัสดิ์

กลุ่มที่ ๑๓. กลุ่มฝั่งโบสถ์เก่าฯ
- พระอุโบสถหลังเก่า
- วิหารหลวงพ่อใหญ่ (หลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์)
- หอไตรกลางน้ำ
- วิหารพระองค์ที่ ๑๐-๑๒
- มณฑปท้าวมหาราชทั้ง ๔
- กุฏิเก่าหลวงพ่อ (เพิงหมาแหงน)
- เมรุเก่า (หน้าตึกรับแขก)
- โรงลิเกเก่า (ปัจจุบันเป็นที่เก็บของ)

กลุ่มที่ ๑๔. กลุ่มมูลนิธิฯ และศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนฯ
- ป้ายศูนย์สงเคราะห์ผู้ยากจนในแดนทุรกันดารฯ บริเวณหน้าพระอุโบสถใหม่
- ธนาคารข้าวฯ ตั้งเมื่อ ๑๑ เม.ย. ๒๕๒๑ (เดิมอยู่ด้านหน้าศาลา ๕ พระองค์ ปัจจุบันรื้อไปหมดแล้ว เพื่อขยายสร้างศาลาหลวงพ่อ ๕ พระองค์)
- โรงสีข้าวพระสุธรรมยานเถระ ตั้งเมื่อ ๑๑ ม.ค. ๒๕๓๑ แห่งที่ ๒ บริเวณสวนไผ่