การมีอยู่ของสวรรค์

อันที่จริง วิมานนั้นได้เกิดขึ้นบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์พร้อมกับขณะที่นันทิยมาณพ ได้สร้างศาลาจัตุรมุขมี ๔ ห้อง ถวายแด่พระบรมพระศาสดาแล้ว หลั่งน้ำทักษิโณทก ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดา พระเถระได้จาริกท่องเที่ยวไปยังสวรรค์ชั้นอื่น ๆ ได้พบเห็นวิมานทองของเหล่าเทพบุตร
เทพธิดาทั้งหลายแล้ว ได้ไต่ถามเทพบุตรเทพธิดาเหล่านั้นว่า ทำบุญอะไร ทานด้วยสิ่งใด จึงได้
เสวยผลบุญ ได้รับทิพยสมบัติวิมานแล้ว วิมานทองอันงดงามยิ่งนัก เช่นนี้

พระเถระได้ขึ้นไปยังดาวดึงส์โลกสวรรค์ ด้วยอริยฤทธิ์ ได้เห็นปราสาทหลังหนึ่ง มีแสงแวววาวด้วยแก้วนานาประการ มีขนาดใหญ่ทั้งกว้าง ทั้งสูง มีนางเทพธิดาอยู่ในปราสาทนั้นจนเนืองแน่น พระเถระจึงถามว่า
“แม่เทพธิดา วิมานนี้เป็นของใคร (เกิดขึ้นเพื่อใคร) ?”
“ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ วิมานนี้เกิดขึ้นเพื่อนันทิยะ ผู้สร้างศาล ๔ มุข ๔ห้อง ถวายพระบรมศาสดา พวกดิฉันมาเกิดในที่นี้ก็ด้วยหวังว่าจะได้เป็นบาทจาริกาของนันทิยะนั้น แต่จนบัดนี้ก็ยังไม่พบนันทิยะ เพราะท่านยังไม่ละอัตภาพจากโลกมนุษย์เลยขอพระคุณเจ้าได้โปรดนำข่าวสารไปบอกแก่นันทิยะให้ละอัตภาพมนุษย์อันเปรียบประดุจถาดดิน มาถือเอาอัตภาพอันเป็นทิพย์ ซึ่งเปรียบประดุจถาดทองคำล้ำค่าในโลกสวรรค์นี้ด้วยเถิด เจ้าค่ะ”

เทพบุตรและเทพธิดาเหล่านั้น ต่างก็รู้สึกละอายที่จะบอกแก่พระเถระเพราะบุญทานที่พวกตนกระทำนั้นมีประมาณเพียงเล็กน้อย คือ:-

-บางองค์บอกว่า เพียงรักษาคำสัตย์ จึงได้สมบัติคือวิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงห้ามความโกรธ จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายอ้อยลำเดียว จึงได้วิมานนี้
-บางองค์บอกว่า เพียงถวายมะพลับ, ลิ้นจี่ ฯลฯ ผลเดียว จึงได้วิมานนี้

พระเถระจาริกไปยังสวรรค์ชั้นต่าง ๆ พอสมควรแก่อัธยาศัยแล้วก็กลับมาสู่มนุษย์โลกนำข่าวสารที่ได้พบเห็นมาแจ้งแก่หมู่ชนทั้งหลาย ซึ่งต่างก็พากันศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ทำบุญสร้างกุศล เพื่อหวังผลอันเป็นสุขสมบัติในปรโลก

การเข้าสมาธิขั้นสูง

ถ้าพิจารณาเห็นสังขารทั้งสิ้นเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็จะเกิดความเบื่อหน่ายในสังขารเหล่านั้น ส่วนตัวความไม่เที่ยง ความเป็นทุกข์ ความเป็นอนัตตาไม่ใช่ตัวตนนั้น ก็ตัวสังขารอีกเหมือนกัน ต้องเบื่อ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตาอีก จึงจะชอบ ตรงนี้แหละผู้ปฏิบัติจนมุมกันมาก มาติดกันเพียงสังขารุเปกขาญาณ หาทางออกไม่ได้ ตกลงกันว่า เห็นนามรูปเบญจขันธ์ไม่ใช่ตัวแล้ว ก็หมดเรื่องกันเท่านั้น ตกลงยกตนเป็นพระโสดาฯ เพราะละสักกายทิฏฐิได้ แต่นามรูปก็ไม่ดับ เบญจขันธ์ก็ไม่ดับ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็ไม่ดับ เป็นพระโสดาฯ กันดื้อ ๆ อย่างนั้นเอง ถ้าอย่างนี้คล้ายกับเอาอนัตตาเป็นโลกุตรธรรม อนัตตาเป็นสังขารจะเป็นโลกุตรธรรมอย่างไรได้ ต้องพยายามตรวจตรองให้เห็นความดับแห่งอุปาทินนกสังขารให้แจ่มแจ้ง

อนิ จฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา ก็อยู่ในพวกอุปาทินนกสังขารเหมือนกัน ตัวสัญญาอดีตทั้งนั้น ต้องเข้าใจว่า บรรดาอุปาทินนกสังขารเป็นชาติ สัญญาอดีตทั้งนั้น เป็นตัวสมุทัยอริยสัจทั้งสิ้น เมื่อตัวของเรายังเป็นสมุทัยอยู่ตราบใด ตัวของเราก็เป็นทุกข์อยู่ตราบนั้น ต้องตรองแก้ให้สมุทัยดับ ทางแก้ก็มีแต่อริยมรรคทางเดียว อริยมรรคเป็นข้าศึกแก่สมุทัย สมุทัยมีกำลังน้อย สู้อริยมรรคไม่ได้ อริยมรรคก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา สมุทัยละเอียดเข้าไปเพียงใด ต้องบำรุงอริยมรรคให้ละเอียดตามเข้าไป ให้ควรแก่ประหารกันได้ อย่าวิตกว่าสังขารจะดับไม่ได้ ทางดับสังขาร พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงไว้โดยอเนกนัย ดังในคาถาสำหรับบังสุกุลกันอยู่นี้เป็นตัวอย่าง “อนิจฺจา วต สงฺขารา อุปฺปาทวยธมฺมิโน อุปฺชฺชิตฺวา นิรุชฺฌนฺติ เตสํ วูปสโม สุโข” ความว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง มีความเกิดขึ้นและความดับเป็นธรรมดา เกิดขึ้นแล้วก็ดับไปเท่านั้น จะเอาความสุขมาแต่ไหน ความสงบระงับดับไปแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น เป็นสุข ดังนี้ สังขารดับในที่นี้ ท่านไม่หมายคนตาย ท่านหมายคนเป็น ๆ เรานี้แหละ สังขารเป็นตัวกิเลส เป็นสมุทัย เมื่ออริยมรรคปัญญาเกิดขึ้น สังขารก็ดับไปเท่านั้น เมื่อเห็นสังขารดับเมื่อใด ก็เห็นนิโรธเมื่อนั้น

วาระนี้ จะแสดงทางออกอีกทางหนึ่งเป็นทางวิปัสสนา เพื่อจะให้กว้างขวางเหมาะแก่อุปนิสัยของพุทธบริษัท เละเพื่อให้เป็นทางที่พุทธบริษัทจะเลือกดำเนินตามให้เหมาะแก่อุปนิสัยของตน เพราะพระธรรมที่จะแสดงต่อไปนี้ ก็เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมอันพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วทั้งนั้น ทางวิปัสสนานั้นควรแก่ผู้มีสีลาจารวัตรบริบูรณ์แล้วจะพึงเจริญ เรียกว่าวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านแสดงไว้โดยอเนกนัย คือมิใช่อย่างเดียว ในที่นี้จะยกเอาใจความในธรรมนิยามสูตรมาแสดงพอเป็นนิทัศนะอุทาหรณ์ให้เห็น ทางแห่งวิปัสสนากัมมัฏฐาน ในความในธรรมนิยามสูตรนั้นว่า สพฺเพ สงฺขารา อนิจฺจา สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สพฺเพ สงฺขารา ทุกฺขา สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา คือไม่ใช่ตัวตน อถ นิพฺพินฺทติ ทุกฺเข ครั้นเมื่อพิจารณาเห็นสังขารธรรมเป็นของไม่เที่ยงเป็นทุกข์ เป็นอนัตตาเช่นนั้น ก็เกิด นิพพิทาญาณ ความหน่ายในทุกข์ เห็นว่าความไม่เที่ยงก็เป็นตัวทุกข์ ทุกข์ความทนยากก็เป็นตัวทุกข์ อนัตตาไม่ใช่ตัวตนก็เป็นตัวทุกข์ (คือเห็นโทษของสังขาร) เอส มคฺโค วิสุทฺธิยา นิพพิทาญาณ ความเบื่อหน่ายในสังขารทั้งหลายเพราะเป็นตัวทุกข์ อันนี้เป็นวิสุทธิมรรค เป็นทางที่ให้ถึงความบริสุทธิ์ ในสุตตันตนัยตรัสเป็นการรับรองว่า อุปฺปาทา วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา ตถาคตานํ, ฐิตา ว สา ธาตุ ธมฺมฐิตตฺตา ธมฺมนิยามตา ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระตถาคตเจ้าทั้งหลายจะบังเกิดขึ้นในโลกหรือไม่บังเกิดขึ้นก็ตาม ขึ้นชื่อว่าสังขารธรรมทั้งหลาย ย่อมเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมธาตุ ธรรมฐิติ ธรรมนิยาม คือตั้งอยู่เป็นธรรมดาอย่างนั้น ไม่แปรผันเป็นอย่างอื่น เป็นแต่เราตถาคตตรัสรู้ดีแล้ว นำมาแนะนำสั่งสอนกระทำให้ตื่นขึ้นเท่านั้น คงได้ใจความตามนัยพระสูตรดังนี้

ต่อ นี้ จะแสดงตามมติของตนโดยทางไต่สวนพุทธภาษิต เพื่อให้สะกิดใจของพุทธบริษัทผู้เห็นภัยแจ้งชัดในวัฏฏสงสาร มุ่งหาทางที่จะออกจากวัฏฏทุกข์ ทางวิปัสสนานี้เป็นทางสำคัญอย่างยิ่ง แต่ต้องอาศัยศีลสมาธิเป็นภาคพื้นมาแล้ว จึงจะเป็นทางให้สำเร็จได้

วิปัสสนา แปลว่า เห็นแจ้งเห็นจริง คือเห็นจริงตามสภาวะที่เป็นอยู่อย่างไรแห่งธรรมนั้น ๆ เหมือนอย่างในธรรมนิยามสูตรที่ท่านแสดงว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา ดังนี้ ทางไต่สวนควรสงสัยว่า ไฉนหนอ ท่านจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นของไม่เที่ยง สังขารทั้งสิ้นเป็นทุกข์ ทำไมจึงไม่แสดงว่า สังขารทั้งสิ้นเป็นอนัตตา เหตุใดจึงแสดงว่า ธรรมทั้งสิ้นเป็นอนัตตา สังขารทั้งสิ้นกับธรรมทั้งสิ้นนั้น จะมีอาการต่างกันอย่างไร

สังขารก็ชื่อว่าธรรมเหมือนกัน คือ สังขตธรรม คงได้ความว่า สังขารมีนัยเดียว ส่วนธรรมนั้นมีสองนัย คือ สังขตธรรมหนึ่ง อสังขตธรรมหนึ่ง ที่แสดงว่า “สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา” หมายทั้งสังขตธรรม และ อสังขตธรรม มีอาการต่างกันคือ สังขตธรรมมี อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เต็มที่ ส่วนอสังขตะธรรม อนิจฺจํ ทุกฺขํ ไม่มี มีแต่ อนตฺตา อย่างเดียว คือไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก แสดงทางวิปัสสนาต้องแสดงในสกลกายนี้อย่างเดียว แสดงนอกออกไปไม่ได้ ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขตธรรม และ อสังขตธรรมในสกลกายนี้ ให้เห็นชัดว่าสังขตธรรมมีที่สุดเพียงไร ต้องตรวจดูหน้าตาของสังขารทั้งสิ้นเสียก่อน

สังขารในปฏิจจสมุปบาท สังขารในเบญจขันธ์ ท่านหมาย เจตสิกสังขาร คือปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขารเหมือนกัน ถึงกายสังขาร วจีสังขาร มโนสังขาร ก็เกี่ยวด้วยเจตสิกสังขารเหมือนกัน จึงรวมสังขารทั้งสิ้นเป็นสอง คือ อุปาทินนกสังขาร ๑ อนุปาทินนกสังขาร ๑ ชื่อว่าสังขารทั้งสิ้น สังขารทั้งสองนี้มีเต็มโลกด้วยกัน จึงชี้แจงไม่มีที่สิ้นสุด ผู้ปฏิบัติจะเห็นเอง จะชี้พอเป็นอุทาหรณ์เพื่อเป็นทางดำริเท่านั้น

ใน สกลกายนี้เต็มไปด้วยสังขารทั้งสอง ท่านจึงตั้งชื่อว่าสังขารร่างกาย แต่เท่านี้เราไม่พอใช้จึงตั้งชื่อต่อออกไป ให้ชื่อว่าสกลกายบ้าง นามรูปบ้าง ขันธ์บ้าง ธาตุบ้าง อายตนะบ้าง เป็นต้นเป็นตัวอย่าง แล้วแจกอาการของชื่อตั้งนั้น ๆ ดังสกลกายแจกอาการออกไปตามลักษณะของธาตุ ๔ ปฐวีธาตุ ๒๐ มี เกสา โลมา เป็นต้น อาโปธาตุ ๑๒ มี ปิตฺตํ เสมฺหํ เป็นต้น ถ้าแจกแต่สองธาตุนี้เป็น อาการ ๓๒ ถ้าแจกเตโชธาตุ ๖ มี สันตัปปัคคิ เป็นต้น และแจกวาโยธาตุ ๔ มี อุทธังคมาวาตา เป็นต้น ประสมเข้าเป็นอาการ ๔๒ ชื่อว่า สกลกาย รวมสกลกายให้ชื่อว่านามรูป ใจชื่อว่านาม กายทั้งสิ้นชื่อว่ารูป กายกับใจประชุมกันเข้าเป็นหมวดเป็นก้อน ชื่อว่าขันธ์ แจกอาการของขันธ์เป็น ๕ รวมอาการของกายเข้าเป็นหนึ่ง ชื่อว่ารูป ส่วนใจ แจกอาการเป็น ๔ คือเป็น เวทนา ๑ สัญญา ๑ สังขาร ๑ วิญญาณ ๑ ขันธ์อันเดียวนั่นแหละแต่มีอาการ ๕ อย่าง จึงชื่อว่าขันธ์ ๕

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าธาตุ แจกอาการของธาตุในที่นี้เป็น ๖ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม ธาตุอากาศ แจกรูปออกเป็น ๕ ธาตุ วิญญาณนี้เป็นนาม ๑ จึงรวมกันเป็นธาตุ ๖

สกล กายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าอายตนะ แจกอาการของอายตนะเป็น ๖ ตา หู จมูก ลิ้น กาย นี้ส่วนรูป แจกเป็น ๕ ใจนี้ส่วนนาม คงเป็น ๑ จึงรวมเป็นอายตนะ ๖

สกลกายอันเดียวนี้แหละ ท่านตั้งชื่อว่าชาติ ความเกิด ๑ ชรา ความแก่ ๑ มรณะ ความตาย ๑

แจก อาการของชาติ เป็น ๒ คือเป็นปฏิจฉันนชาติ ความเกิดกำบัง คือ ตั้งแต่ประถมปฏิสนธิวิญญาณมา ก็ชื่อว่าชาติ ความเกิด เรื่อยไปจนถึงวันตาย ผู้ไม่พิจารณาไม่เห็น จึงชื่อว่า ความเกิดอันกำบัง ๑ อัปปฏิจฉันนชาติ ความเกิดเปิดเผยรู้ทั่วกัน คือคลอดออกจากครรภ์ของมารดา ๑

แจกชรา ความแก่เป็น ๒ คือปฏิจฉันนชรา ความแก่ปกปิดกำบัง คือ ความแก่มีมาแต่วันแรกเกิดมาจนถึงวันตาย แก่ตามวันคืนเดือนปี ไปจนถึงวันตายเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนชรา ความแก่เปิดเผย ได้แก่ผู้ตั้งอยู่ในปัจฉิมวัย เกิดวิการในร่างกาย มีผมหงอก ฟันหักเป็นต้น ๑

แจก มรณะ ความตายเป็น ๒ คือ ปฏิจฉันนมรณะ ความตายปกปิดกำบัง ได้แก่ความตายที่มีมาแต่แรกเกิด คือตายเรื่อยไปจนถึงวันตายอันเป็นที่สุด ๑ อัปปฏิจฉันนมรณะ ความตายเปิดเผย ได้แก่สิ้นลมหายใจต้องเข้าโลงกัน ๑

ที่ บรรยายมาพอเป็นสังเขปนี้เป็นเรื่องของอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นโลก จะตั้งชื่อว่าสังขารโลกก็ควร เพราะโลกประชุมกันตั้งขึ้น แต่พึงเข้าใจว่า อุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นต้องอาศัยอนุปาทินนกสังขารทั้งสิ้นเกิดขึ้น ส่วนอุปาทินนกสังขารทั้งสิ้น เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ตรงตามธรรมนิยามสูตรทั้งสิ้น

เรื่อง สังขารดับ จะยกตัวอย่างมาแสดงไว้ในที่นี้อีกนัยหนึ่ง ดังปฏิจจสมุปบาทในสมทัยวารแสดงว่า อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขาร สังขารเป็นปัจจัยแก่วิญญาณ วิญญาณเป็นปัจจัยแก่นามรูป เป็นปัจจัยต่อ ๆ กันไปจนถึงชรา มรณะ คงได้ความว่า อวิชชาความไม่รู้ตัวจริงของตัวนี้เอง จึงเป็นปัจจัยอุดหนุนแก่สังขารทั้ง ๓ คือ ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร ปัจจัยไม่ใช่เหตุ เป็นแต่เพียงอุดหนุนเหตุให้มีกำลังเท่านั้น ความจริงอาการทั้ง ๓๒ ประการ มีสังขารเป็นต้น มีมรณะเป็นที่สุด เป็นอาการของอวิชชา เป็นตัวเหตุทั้งสิ้น คือเป็นตัวสัญญาอดีต เป็นชาติสมุทัยด้วยกันทั้งนั้น เป็นอุปาทินนกสังขารด้วยกันทั้งนั้น มีอวิชชาเป็นตัวเหตุด้วย เป็นปัจจัยด้วย สังขารเหล่านั้นจึงตั้งอยู่ได้ ครั้นถึงวาระที่ท่านแสดงนิโรธวาร แสดงอย่างนี้ “อวิชฺชาย เตฺวว อเสสวิราคนิโรธา สงฺขารนิโรโธ สังขารดับโดยไม่เหลือ เพราะคลายความดับโดยหาเศษมิได้แห่งอวิชชานั้นสิ่งเดียว” ดังนี้

คง ได้เนื้อความว่า อวิชชาดับสิ่งเดียวเท่านั้น สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดไปถึง ชรา มรณะ ดับตามกันไปหมด ที่แสดงความดับแห่ง อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรุปเป็นต้นในปฏิจจสมุปบาทนี้ ไม่ได้หมายคนตาย หมายดับที่คนเป็น ๆ เรานี้เอง มีพระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นตัวอย่าง สมัยที่พระองค์จะตรัสรู้พระอนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ได้ทรงพิจารณาปฏิจจสมุปบาทเป็นทางวิปัสสนา เมื่ออวิชชาเกิดขึ้น อวิชชา สังขาร วิญญาณ นามรูป ตลอดถึงชรา มรณะดับหมด แต่พระองค์หาได้นิพพานไม่ ยังอยู่โปรดเวไนยสัตว์ถึง ๔๕ พรรษา จึงเสด็จเข้าสู่พระนิพพาน เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ตนของพระองค์ก็ยังเต็มที่ แต่ส่วนที่เหลืออยู่นั้นจะเรียกว่าวิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อนุปาทินนกสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อเนญชาภิสังขารก็ได้ จะเรียกว่า อสังขตธรรมก็ได้ จะเรียกว่า สังขารธรรมก็ได้ จะเรียกว่า โลกุตรธรรมก็ได้ ไม่เห็นเป็นปัญหาอะไรกับชื่อนามกร ข้อสำคัญคือตัวอวิชชาดับ เกิดเป็นวิชชาขึ้นเท่านั้น ส่วนธรรมที่ยังเหลืออยู่นี้ เป็นธรรมพิเศษ ไม่มีอนิจจัง ไม่มีทุกขัง คงมีอยู่แต่อนัตตาเท่านั้น เพราะไม่ใช่ตัวตน เป็นธรรมต่างหาก อนิจฺจํ ทุกขํ อนตฺตา ดับไปตามอุปาทินนกสังขาร ถ้าไตรลักษณ์อย่างนี้ไม่ดับ ไม่รู้จักวิโมกข์ ๓ แสดง วิโมกข์ ๓ ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความ ถ้าสังขารไม่ดับ แสดงนิโรธก็ไม่ได้ แสดงได้ก็ไม่ได้ความเหมือนกัน ถ้ายังแสดงว่าตัวของตัวยังเป็น อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา อยู่ตราบใด พึงรู้เถิดว่า ตัวยังจมอยู่ในกองทุกข์ตราบนั้น เพราะ อนิจฺจํ ทุกฺขํ อนตฺตา เป็นตัวทุกข์ เพราะเป็นสังขาร เมื่อสังขารดับหมดแล้ว ยังเหลืออยู่แต่วิสังขาร เป็นนาถกรณธรรม คือทำตนให้เป็นแก่นสาร เกิดศรัทธาความเชื่อตนขึ้นเป็นอจลศรัทธา ไม่งมงายหลงเชื่อแต่คนอื่น คนเราโดยมากมักเชื่อแต่ตำรา เชื่อตามเขาว่า หาได้น้อมธรรมเข้ามาในตน ให้เห็นจริงที่ตน เกิดความเชื่อขึ้นในตนไม่ จึงออกจากสมมติไม่ได้ ติดสมมติตายอยู่นี้เอง สมมติกับสังขารอันเดียวกัน จะแสดงความดับแห่งสังขารหรือดับแห่งสมมติไว้เป็นตัวอย่าง

ความจริง สังขารหรือสมมติเป็นของไม่มีอยู่แต่เดิม จึงเป็นของดับได้ เปรียบเหมือนไฟฟ้าที่ติดอยู่ในศาลาหลังนี้ เมื่อดูไม่เป็น เปิดสวิตช์ไฟก็เกิด ปิดสวิตช์ไฟก็ดับ ก็รู้อยู่แต่เพียงเกิด ๆ ดับ ๆ เท่านั้น ถ้าดูเป็น สาวไปถึงวัดราชบูรณะ (ท่านหมายถึงโรงไฟฟ้าที่วัดเลียบ – ผู้คัดลอก) ก็จะเป็นความไม่เกิดไม่ดับกันเท่านั้น เมื่อรู้ไม่จริง ก็จักรู้อยู่ว่าไฟฟ้า คือเข้าใจว่า ไฟมาแต่ฟ้า ถ้าสาวหาเหตุตามสาย ไปจนถึงวัดราชบูรณะ ก็จักเห็นว่า ไฟแกลบเรานี้เอง (สมัยนั้นโรงผลิตไฟฟ้ายังคงใช้แกลบเป็นเชื้อเพลิง – ผู้คัดลอก) หาใช่ไฟฟ้าไม่ ไฟฟ้าที่ใจของเรานั้นก็ดับ รู้จริงว่าเป็นไฟธรรมดาเรานี้เอง เขาสมมติให้เป็นไฟฟ้าต่างหาก ความจริงไฟฟ้าไม่มีอยู่แต่เดิม ดับของไม่มีนั่นเอง แต่ก็คงเรียกไฟฟ้าตามเขาอย่างเดิม เป็นผู้ไม่หลงติดสมมติ คือรู้เท่าสมมติ สมมติก็ดับเป็นวิมุตติขึ้นเท่านั้น

แม้ นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ เหมือนกัน ที่เราเรียนเข้าไว้ จำเข้าไว้ ในชั้นแรกเป็นสมมติ ครั้นมาพบตัวจริงเข้า ก้อนนี้ไม่ใช่นามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะเสียแล้ว เป็นอยู่เพียงสมมติเท่านั้น ความจริงเป็นสภาวธรรมต่างหาก เขาเคยเป็นอยู่อย่างใด ก็คงเป็นอยู่อย่างนั้น เมื่อรู้เห็นความจริงอย่างนี้ สมมติก็ดับ เมื่อสมมติดับไปแล้ว ก็คงเรียกนามรูป ธาตุ ขันธ์ อายตนะ อยู่อย่างเดิม ส่วนนี้เป็นบัญญัติ เป็นพุทธบัญญัติเหมือนกัน แต่ไม่ได้ใช้ทั่วกัน ใช้จำเพาะแต่พวกท่านที่บรรลุวิมุตติแล้ว และเป็นบัญญัติไม่มีอาชญา พุทธบัญญัติอีกแผนกหนึ่งคือบัญญัติสิกขาบท ส่วนนี้มีอาชญาระวางโทษหนักเบาตามควร เหมือนกันกับพระราชบัญญัติของพระเจ้าแผ่นดิน ผู้รู้ ผู้ไม่รู้ก็ตาม ถ้าล่วง ต้องได้รับโทษตามบัญญัติ ผู้ที่เพิกสมมติออกจากตนได้แล้ว เป็นผู้รู้คติของธรรมดา โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส ตัวผลดับหมด เป็นผู้ไม่มี โสกะ ปริเทวะ ทุกขโทมนัส อุปายาส เพราะเหตุภายนอก เพราะเหตุภายใน อันนี้เป็นตัวอานิสงส์ แสดงออกจากโลกโดยทางวิปัสสนานัยไว้เพียงเท่านี้ แต่ให้พึงเข้าใจว่า ไม่อื่นไปจาก ศีล สมาธิ ปัญญา ทางเดียวกันทั้งนั้นเอง ต่างแต่อาการเท่านั้น

วิปัสสนา นัยที่แสดงมานี้เป็นสวากขาตธรรม เป็นธรรมที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสดีแล้วและเป็น สนฺทิฏฐิโก ผู้ปฏิบัติจะเห็นด้วยตน และเป็น อกาลิโก ผู้ปฏิบัติไม่ต้องอ้างกาล เพราะตนมีอยู่ทุกเมื่อ และเป็น เอหิปสฺสิโก ผู้ปฏิบัติอาจท้าทายอวดเขาได้ เพราะเป็นของจริง และเป็น โอปนยิโก ผู้ปฏิบัติอาจน้อมเข้ามาสู่ตนได้ เป็น ปจฺจตฺตํ เวทิตพฺโพ วิญฺญูหิ ผู้รู้ คือผู้ปฏิบัติจะพึงรู้แจ้งจำเพาะที่ตน ได้แสดงธรรมรัตนกถาโดยทางวิปัสสนานัยพอเป็นทางบำรุงสติปัญญาของพุทธบริษัท

เมื่อ ท่านทั้งหลายได้สดับแล้ว พึงโยนิโสมนสิการ แล้วอุตสาหะประพฤติปฏิบัติก็จักได้รับความงอกงามในพระพุทธศาสนา โดยนัยดังแสดงมา ด้วยประการฉะนี้

ความทุกข์อยู่ที่ใจ

หลวงพ่อดีเนาะ เป็นเกจิอาจารย์มีชื่อที่ใครๆก็รู้จัก ท่านมีลูกศิษย์ลูกหา
และผู้เคารพนับถือ มีเรื่องเกี่ยวกับการบำเพ็ญบารมี และการประพฤติปฏิบัติ
ตนของหลวงพ่อ และเนื่องจากหลวงพ่อดีมีคนเคารพนับถือมาก จึงมีผู้มา
ถวายจตุปัจจัยข้าวของเครื่องใช้ที่มีค่าแก่ท่านมากมาย ในกุฏิของหลวงพ่อดี
จึงมีข้าวของเงินทองที่เตะตา ล่อโจรให้อยากลองของมากมาย แต่ดูเหมือน
หลวงพ่อท่านไม่ค่อยจะสนใจวัตถุรอบกายของท่านแต่อย่างใด

อยู่มาวันหนึ่ง หลวงพ่อดีก็ถูกโจรที่ชอบปล้นฆ่าเจ้าทรัพย์มากมาย ถือปืน
บุกเข้าประชิดตัวหลวงพ่อบนกุฏิ พร้อมทั้งประกาศว่า ” นี่คือการปล้น อย่าได้
ขัดขืนนะหลวงพ่อ ” หลวงพ่อก็ยิ้มกับโจรด้วยอารมณ์ดี และไม่มีอาการ
สะทกสะท้าน ท่านกล่าวกับโจรอย่างนิ่มนวลว่า ” ปล้นก็ดีเนาะ ” โจรชัก
แปลกใจในคำพูดและท่าทีของหลวงพ่อ โจรถามว่า ” ถูกปล้น ทำไมว่าดีหละ
หลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ทำไมจะไม่ดีหละ ก็ข้าต้องทนทุกข์ทรมาน เฝ้า
ไอ้สมบัติบ้าๆนี่ตั้งนานแล้ว เอ็งเอาไปเสียให้หมด ข้าจะได้ไม่ต้องเฝ้ามันอีก ”

นั่งรถไปได้สักพัก เครื่องรถก็ดับอีก คนขับรถบอก ” รถเสียครับ ” หลวง
พ่อก็บอกว่า ” ดีเนาะ ได้หยุดพักชมวิวเนาะ ” คนขับซ่อมรถได้สักพัก ก็ออก
ปากขอให้หลวงพ่อช่วยเข็นรถ ความจริงหลวงพ่อก็แก่ ข้าวก็ฉันได้ไม่กี่คำ
แต่ท่านก็ยิ้มแล้วบอกว่า ” โอ้ดีเนาะ ได้ออกกำลังกายเนาะ ”

แล้วก็ขมีขมันออกแรงช่วยเข็นรถ จนวิ่งได้ไปถึงบ้านงาน เวลาเลยเที่ยง
หมดเวลาฉันไปแล้ว เป็นอันว่าวันนั้นหลวงพ่ออดข้าว เจ้าภาพก็ร้อนใจ อะไรๆ
ก็เลยเวลามานาน นิมนต์ท่านขึ้นเทศน์ทันที ” ดีเนาะ มาถึงก็ได้ทำงานเลย
เนาะ” หลวงพ่อว่าแล้วก็ขึ้นธรรมาสน์เทศน์จนจบ มีคนชงกาแฟถวาย แต่
เผลอตักเกลือใส่แทนนำ้ตาล หลวงพ่อจิบกาแฟไปหนึ่งคำ แล้วก็บอกโยมว่า
” โอ้ดีเนาะ ดีๆ ” แล้วก็วางไว้

ธรรมเนียมของหลวงพ่อที่หลังๆเวลาท่านฉันอะไร ลูกศิษย์ก็อยากได้บ้าง
ว่ากันว่าเป็นสิริมงคลดีนัก เรียงหน้ารอกันเป็นแถว แล้วลูกศิษย์คนแรกก็ดื่ม
กาแฟ ก็พ่นพรวดออกมา ” เค็มปี๋เลยหลวงพ่อ ฉันเข้าไปได้ยังไง ! ”

หลวงพ่อว่า ” ก็ดีเนาะ ฉันกาแฟหวานๆมานาน ฉันเค็มๆมั่งก็ดีเหมือนกัน ”

ไม่ว่าฝนจะตก แดดจะออก ลมแรง นำ้ท่วม หรือคนด่า หลวงพ่อท่านมอง
ไปในแง่ดีได้หมด

มีลูกศิษย์ใกล้ชิดคนหนึ่งไปทำผิด ถูกจับไปติดคุก ท่านก็ว่า ” ก็ดีเนาะ
มันจะได้ศึกษาชีวิต ”

แต่โจรก็ขู่อีกว่า ” ไม่ใช่ปล้นอย่างเดียว ฉันต้องฆ่าหลวงพ่อด้วย เพื่อปิด
ปากเจ้าทรัพย์ ” หลวงพ่อดีก็ตอบเหมือนเดิม ” ฆ่าก็ดีเนาะ ” โจรแปลกใจจึง
ถามว่า ” ถูกฆ่ามันจะดีได้อย่างไรหละหลวงพ่อ ” หลวงพ่อตอบว่า ” ข้ามันแก่
แล้ว ตายเสียได้ก็ดี จะได้ไม่ทุกข์ร้อนอะไร ” โจรรู้สึกอ่อนใจเลยบอกว่า
” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ฆ่าหรอก ” หลวงพ่อก็พูดเหมือนเคยว่า ” ไม่ฆ่าก็ดีเนาะ ”
โจรก็ถามอีกว่า ” ทำไมฆ่าก็ดี ไม่ฆ่าก็ดีอีก ” หลวงพ่อบอกว่า ” การฆ่ามันเป็น
บาป เอ็งจะต้องชดใช้เวรทั้งชาตินี้และชาติหน้า อย่างน้อยตำรวจจะต้องตาม
จับเอ็งเข้าคุก เข้าตาราง หรือไม่ก็ถูกฆ่าตาย ตายแล้วก็ยังตกนรกอีก ”

โจรเลยเปลี่ยนใจ ” ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่ปล้นหลวงพ่อแล้ว ” หลวงพ่อดีก็
ตอบอีกว่า ” ไม่ปล้นก็ดีเนาะ ”

ในที่สุดโจรคนนั้นก็สำนึกบาป เข้ามอบตัวกับตำรวจ เมื่อพ้นโทษออกมาก็
ขอให้หลวงพ่อดีบวชให้ และบำเพ็ญศีลภาวนาตลอดมา ส่วนหลวงพ่อมีคนให้
ฉายาท่านว่า ” หลวงพ่อดีเนาะ ”

หลวงพ่อมองโลกในแง่ดี ไม่เคยจับผิดใคร ไม่เคยว่าใคร เจอปัญหาอะไรๆ
ก็พูดว่า ” ดีเนาะ ” จนกระทั่งได้รับพระราชทานสมณศักดิ์จากพระบาทสมเด็จ
พระเจ้าอยู่หัวให้เป็น ” พระเทพวิสุทธาจารย์สาธุอุทานธรรมวาที ” ซึ่งแปลว่า
” ดีเนาะ “

กรรมของการฆ่ามดและแมลง

คุณรู้ไหมผลกรรมจากฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ คืออะไร?

1. เพราะคุณฉีดสารเคมีเข้าไปฆ่ามัน  สารเคมีเหล่านั้นมันจะสะสมไปตามผิวหนังของคุณ  แล้ววันใดวันหนึ่ง  หรือหลายวัน  หรือประจำเลย  คุณจะเกิดอาการแพ้ อาคารผื่นคัน…..นี่เป็นการมองแบบมนุษย์ธรรมดา  ที่ไม่ได้ฝึกจิตจนถอดกายทิพย์ได้ และไม่ได้ปัญญาทางศาสนา

2. แต่ถ้ามองแบบผู้ที่รู้  ถอดกายทิพย์ไปเห็นมา  และมีปัญญาเกิดขึ้นจากการปฏิบัติธรรม  จะรู้ว่าอาการแพ้ อาคารผื่นคันนั้น  เป็นผลมาจากบาปที่เบาบางมากจากการฆ่ามด ฆ่าปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ      ในชาติที่คุณบรรลุธรรมชั้นสูง  หรือชาติที่คุณทำสมาธิกรรมฐาน  วิญญาณมด ปลวกและสัตว์เล็กอื่นๆ ที่คุณฆ่าตาย  จะรวมตัวกัน  แปลงร่างเป็นตัวใหญ่ หรือมาเป็นฝูงใหญ่ มาเข้าฝันคุณ หรือมาทำให้คุณรู้ว่า  คุณต้องแผ่เมตตาอุทิศส่วนกุศลจากการทำสมาธิของคุณให้กับพวกมัน

ประสพการณ์จริงทางวิญญาณของผม

1. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณปลวก

3 ปีมานี้ ผมเป็นโรคผื่นคันตามผิวหนังทุกเดือน เดือนละ 2-3 ครั้ง ครั้งละ 3-5 นาที   ทำให้รำคาญนิดหน่อย  ผมรู้ว่าโรคทุกชนิดที่เราเป็น ล้วนเกิดจากเจ้ากรรมนายเวรทั้งนั้น  ปีที่แล้วผมเลยนั่งสมาธิแล้วแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้กับเจ้ากรรมนายเวร  ที่ทำให้เกิดโรคผื่นคันตามผิวหนัง  แผ่เมตตาให้ 3 ครั้ง ใน 3 วัน

คืน วันที่ 3 นั้น  ผมนอนอยู่ในภวังค์ไม่ได้หลับสนิท  ปากของกายทิพย์หรือวิญญาณผม  มันอ้าอยู่  แล้วมีวิญญาณปลวกนับเป็นหมื่นเป็นแสนตัว  คลานออกมาจากปากผมไม่ยอมหยุดกว่า 10 วินาที     ตั้งแต่นั้นมา โรคผื่นคันตามผิวหนัง ที่ผมเคยเป็นเดือนละ 2-3 ครั้ง ก็ลดลงฉับพลัน  เป็น 2 เดือน เป็นผื่นคันตามผิวหนังสักครั้งหรือ 2 ครั้ง

2. ใช้หนี้กรรมให้วิญญาณแมลงสาบและสัตว์เล็กต่างๆ

เมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน  ผมรู้ในจิตว่าน่าจะบรรลุธรรมสูงกว่าโสดาบันแล้ว  เพราะผมอ่านข้อความที่เขาเขียนมาด่าว่าผม  ผมไม่รู้สึกโกรธแต่อย่างใด  ล้อเล่นกับผู้ด่าว่าผมได้สบาย  ช่วงนั้นผมเสียเงินไป 3 แสน ผมก็ไม่รู้สึกเสียดายะไร  รู้ว่ามันเป็นกรรมเก่าของเรา  จิตกับเคราะห์กรรมรู้สึกว่า  มันไม่ผสมรวมกัน  จึงไมทำให้เกิดทุกข์เหมือนในอดีต

ผมเลยทำสมาธิและบอกเจ้ากรรมนายเวร ทั้งหลายว่า  ผมทั้งทำบุญหลายครั้งตามวัด และแผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร ที่ส่งผลกรรมมาให้ผมในชาตินี้มาหลายเดือนแล้ว  ในจิตของผมรู้ว่า  กรรมส่วนใหญ่ไม่มีแล้ว  แต่ก็ยังมีเจ้ากรรมนายเวรอีกส่วนหนึ่ง  ยังไม่มารับการแผ่เมตตาอุทิศกุศล   ขอให้เจ้ากรรมเหล่านั้นช่วยแสดงตัวด้วย

คืน นั้น ผมนอนอยู่ในภวังค์  เหมือนกับมีสัตว์ตัวใหญ่หลายตัวมาดันหลังผม  ผมเลยถอดจิตออกไปดู  พบวิญญาณแมลงสาบ+แมลงวัน+สัตว์อีกหลายชนิด  เรียกว่า  พันธ์ผสมปนกันมั่ว อยู่ 4 ตัว  แต่ละตัวตัวใหญ่ขนาดทีวี 19 นิ้วสมัยก่อน  แต่ผมเลิกกลัวสิ่งที่อยู่ในโลกวิญญาณนานแล้ว  ผมเลยเข้าไปหาพวกมัน  แล้วบอกว่าเดี๋ยวผมจะแผ่เมตตาอุทิศกุศลไปให้

แล้วผมก็กลับเข้าร่าง กายเนื้อ  ลุกขึ้นไป “ฉี่” สักนิด  แล้วก็ “ล้างหน้า” สักหน่อย  แล้วก็นั่งสมาธิบริกรรม “รัก เมตตา กรุณา ให้อภัย” สัก 15 นาที   จนจิตสงบนิ่งเข้าสู่ฌาน 4  พอชาร์ตพลังจิตเสร็จ  ผมก็แผ่เมตตาอุทิศกุศลให้บรรดาเจ้ากรรมนายเวร  ที่แปลงร่างมาเป็นสัตว์ประหลาดๆ  และบรรดาเจ้ากรรมนายเวรอื่นๆ ผมก็ขอให้มารับผลบุญนี้ไปด้วย

ผ่านมา 2 สัปดาห์แล้ว  ผมรู้สึกว่าโรคผื่นคันตามผิวหนังของผมหายสนิทเลย  แต่ต้องดูอีกเดือนหนึ่ง  ถ้ายังไม่เป็นโรคผื่นคันตามผิวหนัง  โรคผื่นคันนี้ก็น่าจะเกิดจากการฆ่ามด แมลง สาบ ปลวก ฯลฯ นั่นเอง  เมื่อสัตว์เล็กทุกชนิดผมใช้กรรมให้หมดแล้ว  มันจึงไม่มีโรคผื่นคันตามผิวหนังอีกเลย  ถ้ายังใช้กรรมไม่หมด ใช้เพียงบางส่วน ระยะเวลาการคันมันก็จะน้อยลง

ฟังธรรมแล้วได้บุญ

ศาสนาธรรมสวนานิสงส์ คือ อานิสงส์ของการฟังธรรม หมายถึงผลดีหรือส่วนดีที่เกิดขึ้นทันทีที่คนเรามีความตั้งใจฟังธรรม คือหลักคำสั่งสอนอันประเสริฐของพระพุทธเจ้า ที่พระภิกษุค้นคว้านำมาเทศน์ ปาฐกถา บรรยายหรือบอกเล่ากล่าวสอนในกาลเทศะต่างๆ โดยไม่ต้องรอการให้ผลในชาติหน้า มี 5 ประการ ดังนี้

1. ผู้ฟังธรรมย่อมได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟังหมายถึงว่า การฟังธรรมนั้นเป็นการหาความรู้ที่ดีอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะความรู้ที่เกี่ยวกับหลักพระพุทธศาสนาจากพระภิกษุผู้มีภูมิธรรมศึกษา ปฏิบัติพุทธธรรมตามหลักพระพุทธพจน์ในพระไตรปิฎกอย่างเชี่ยวชาญ พร้อมที่จะนำออกเผยแผ่แก่ประชาชน โดยมีคุณสมบัติของการเป็นนักเทศน์หรือนักสอนธรรมที่ดี

แต่การฟังธรรมนั้น ผู้ฟังจะได้รับอานิสงส์หรือจะสำเร็จ ผลได้อย่างแท้จริง ต้องอาศัยความตั้งใจฟังโดยเคารพ คือมีสติสัมปชัญญะคอยควบคุมจิต ให้มุ่งดำเนินไปตามกระแสธรรมที่พระภิกษุท่านนำมาแสดง ไม่ปล่อยใจให้ฟุ้งซ่านไปตามอารมณ์ต่างๆจึงจะได้รับอานิสงส์ทั้ง 5 ประการดังที่แสดงมา

แต่หากว่าผู้ฟังแสดงอาการไม่เคารพในการฟัง เช่น ในขณะฟังหรือในขณะที่พระท่านเทศน์ กลับพูดคุยกัน แข่งแย่งกันพูด บ่นว่าปวดเมื่อยหรือรำคาญ แสดงอาการเหม่อ ใจลอย หรือหลับ ไม่ใช้สติปัญญาคิดพิจารณาตามกระแสธรรม การฟังธรรมก็จะไม่สำเร็จประโยชน์เป็นอานิสงส์ใดๆ แก่ผู้ฟังเลย กลับจะทำให้เสียเวลาโดยเปล่าประโยชน์

โดยเหตุที่ผู้ฟังคือคฤหัสถ์หรือชาวบ้านนั้น เป็นผู้มีโอกาสน้อยที่จะได้ศึกษาค้นคว้าหลักพุทธธรรมในพระไตรปิฎกโดยตรง ดังนั้น จึงต้องอาศัยการฟังจากพระภิกษุที่เมตตาแสดงธรรม

เมื่อตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ อานิสงส์ที่จะได้อย่างแน่นอน เป็นประการแรก ก็คือได้ฟังสิ่งที่ยังไม่เคยฟัง เพราะพระภิกษุนั้นท่านย่อมจะมีวิธีการนำเสนอหลักธรรมที่ไม่ซ้ำๆ กันอย่างชาญฉลาด พร้อมทั้งให้ข้อคิดความเห็นแปลกๆ ใหม่ๆ โดยปรับปรุงวิธีการเทศน์การสอน ที่ประยุกต์เข้ากับสถานการณ์ปัจจุบันอยู่เสมอ

2. สิ่งใดได้เคยฟังแล้ว แต่ไม่เข้าใจชัด ย่อมเข้าใจสิ่งนั้นชัด หมายความว่า ธรรมข้อใด หรือเรื่องใดที่เคยฟัง มาแล้วจากการแสดงธรรมเป็นต้น ของพระภิกษุในครั้งก่อน แต่ยังไม่เข้าใจแจ่มแจ้ง เมื่อตั้งใจฟังอีกครั้ง อานิสงส์ที่จะได้อย่างแน่นอนเป็นประการที่ 2 ก็คือความเข้าใจ ชัดแจ่มแจ้ง ซึ่งเป็นการทบทวนความรู้เดิมที่ดีอีกด้วย

3. บรรเทาความสงสัยเสียได้ หมายความว่า ตามปกติ ของผู้ไม่มีโอกาสศึกษาหลักพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ย่อมจะเกิดความสงสัยในเรื่องนามธรรมที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า เช่น เรื่องบาป บุญ คุณ โทษเป็นอย่างไร มีผลอย่างไร อะไรเป็นบุญกุศล อะไรคือบาปอกุศล ผลของบาปหรือบุญมีจริงหรือไม่ ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ เป็นต้น ความสงสัยเช่นนี้ จะบรรเทาลงได้ ถ้าตั้งใจฟังธรรม ซึ่งนับเป็นอานิสงส์ประการที่ 3 ที่ผู้ฟังธรรมจะได้รับทันทีเมื่อฟังธรรมจากพระภิกษุผู้มีความสามารถในการ เทศน์ ซึ่งจะอธิบายเรื่องที่เป็นนามธรรม ด้วยการสาธกยกอุปมาเปรียบเทียบให้เข้าใจง่าย

4. ทำความเห็นให้ถูกต้องได้ หมายถึงว่า เพราะคฤหัสถ์ ชาวบ้านบางคนได้นับถือพระพุทธศาสนาตามที่บรรพบุรุษนับถือมา ดังนั้น จึงอาจจะมีความคิดเห็นที่ผิดจากทำนองคลองธรรมได้ เช่น เห็นว่าทำดีเมื่อไม่มีคนเห็น ก็ไม่ได้รับผลดี หรือเห็นว่าจะดีหรือชั่ว ก็แล้วแต่โชคชะตาฟ้าลิขิต เป็นต้น

การมีความคิดเห็นเช่นนี้จะถูกทำลายลงได้ คือเปลี่ยนความคิดเห็นเป็นสัมมาทิฏฐิ ก็ต่อเมื่อตั้งใจฟังธรรมโดยเคารพ จากพระภิกษุผู้มีความสามารถในการแสดงธรรม ที่จะพรรณาสาธกยกเหตุผลประกอบจนผู้ฟังนั้นคล้อยตาม ปรับความเห็นให้ถูกต้องอย่างปราศจากข้อโต้แย้งในใจ

5. จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส หมายถึงว่า การตั้งใจฟังธรรมนั้น ท่านจัดเป็นส่วนหนึ่งของการภาวนา คือการฝึกอบรมพัฒนาจิตให้ เกิดปัญญา เพราะเมื่อตั้งใจฟัง จิตของผู้ฟังย่อมผ่องใส อันเป็นคุณสมบัติของสมาธิจิต เมื่อจิตผ่องใสตั้งมั่นเป็นสมาธิ ย่อมมีพลานุภาพที่จะคิดอ่านทำการต่างๆ อย่างสร้าง สรรค์ด้วยปัญญา สามารถที่จะรู้และเข้าใจธรรมต่างๆ ที่ลึกซึ้งสุขุมคัมภีรภาพได้ง่าย และอานิสงส์ข้อนี้เป็นผลสืบเนื่องมาจากอานิสงส์ทั้ง 4 ข้อดังกล่าวมา

พระพุทธศาสนาได้ให้ความสำคัญต่อการฟังธรรมเป็น อย่างมาก เพราะการฟังธรรมเป็นเหตุให้เกิดปัญญา ที่เรียกว่า สุตมยปัญญา คือ ปัญญาที่เกิดจากการฟังธรรม ข้อนี้มีพระพุทธภาษิตตรัสรับรองไว้ว่า สุสฺสุสํ ลภเต ปัญญํ ฟังด้วยดีย่อมได้ปัญญา

การ ฟังธรรมท่านจัดเป็น 1 ในบุญกิริยาวัตถุ 10 (ธัมมเทสนามัย บุญสำเร็จด้วยการฟัง) ซึ่งเป็นบ่อเกิดแห่ง ความดีในการพัฒนาตนให้มีความคิดสติปัญญาที่ถูกต้อง เป็นสัมมาทิฏฐิ และเจริญงอกงามในพุทธธรรมต่อไป

คำสอนของ หลวงปู่ดู่

เมื่อบุคคลตรัสรู้อริยสัจจ์ 4 ประชุมลงในขณะจิตอันเดียวได้แล้วชื่อว่า เป็นผู้ละสักกายทิฏฐิ เมื่อบุคคลใดมาเข่นฆ่า ซึ่งอัตตานุทิฏฐิ คือความเห็นผิดว่าเป็นอัตตาตัวตนลงเสียได้แล้วก็จะพึงเป็นบุคคลผู้ข้ามมฤตยู ความตายเสียได้ เอวํ โลกํ อเวกขนตํ มจจุราชา น ปสสติ เมื่อบุคคลมาเห็นซึ่งโลกทั้งหลาย คือขันธโลก อายตนโลก และธาตุโลก โดยความเป็นของสูญ สังหารอัตตานุทิฏฐิลงเสียได้อย่างนี้ มฤตยุราช คือความตายย่อมไม่เห็น เพราะบุคคลผู้นั้นพ้นสัตว์วิสัยเสียแล้ว มัจจุราชย่อมไม่เห็นซึ่งผู้นั้น ผู้นั้นย่อมถึงพระนิพพานธรรมอันเป็นวิสัยแห่งมฤตยูราช ล่วงวิสัยมฤตยูราชเสียได้ด้วยประการฉะนี้ฯ

อวดอุตริ ชัดๆๆ ……ผู้ที่อวดอุตริจะไม่เข้าใจพระธรรมของพระพุทธเจ้า เช่นคุณนั่นแหละ อวดอุตริ
ถ้า เป็น พระ ก็ อรัชชี ถ้าเป็น ปถุชน ก็คือ คนบ้า……งั้้นพระพุทธเจ้าก็ต้องเป็นอลัชชี และเป็นคนบ้าล่ะซิ เพราะผมเข้าใจเหมือนกับท่าน
พระนิพพานอุปมาขนาดเท่าเส้นผม ผู้ที่จะผ่านพ้นในขั้นสุดท้ายไปได้หรอืไม่ได้อยู่เพียงนิดเดียวในการทำจิต ตัดจุดนี้ได้หรือไม่เท่านั้น พระพุทธเจ้าตอนที่ท่านจะปรินิพพาน ท่านได้ปรินิพพานไประหว่างรูปฌานและอรูปฌาน เป็นการดับขันธ์ด้วยความบริสุทธิ์เหนือสมมติโดยสิ้นเชิง

สำหรับนักวิปัสสนาคงจะไม่ชอบที่ผมพูดแบบนี้ เพราะท่านไม่เน้นฌาน ได้แค่ฌาน 1 ก็พอแล้ว ผมจึงขอนำคำของหลวงปู่ดูลย์ อตโล มาลงดีกว่า:

หลวงปู่ดูลย์ อตโล

….พระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้เข้าสู่นิพพานในฌานสมาบัติอะไรที่ไหนหรอก เมื่อพระองค์ออกจากจตุตถฌานแล้ว จิตขันธ์หรือนามขันธ์ ก็ดับพร้อม ไม่มีอะไรเหลือ นั่งคือพระองค์ดับเวทนาขันธ์ ในภาวะจิตตื่น หรือวิถีจิตอันปกติของมนุษย์ ครอบพร้อมทั้งสติ และสัมปชัญญะ ไม่ถูกภาวะอื่นใดมาครอบงำอำพรางให้หลงใหลใดๆ ทั้งสิ้น เป้นภาวะแห่งตนเองอย่างสมบูรณ์ ภาวะนันเรียกว่า มหาสุญญตา หรือจักรวาลเดิม หรือเรียกกว่า นิพพาน อย่างใดอย่างหนึ่งก็ได้ ……

อัต ตานุทิฏฐิ (หลวงปู่มั่น ภูคิทัตโต) – เห็นซึ่งอาตมะตัวตน ได้ในขันธ์ 5 (เห็นผิดว่าขันธ์ 5 มีตัวตน) เห็นรูปมีในตนบ้าง เห็นตนมีในรูปบ้าง เห็น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่ามีในตนบ้าง เห็นตนว่ามีเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณบ้าง

 

เล่าเรื่องธรรมยามเช้า

กรรม ของมนุษย์แต่ละคนมีแตกต่างกันไป  ตามบาปที่เคยพลาดพลั้งทำผิดมา เช่นคนที่เคยทำผิดเรื่องการเคยทำให้ทรัพย์สินคนอื่นเสื่อม  อาจจะถูกจัดฉากไปอยู่ในสถานที่ที่เจอคนขโมยของได้ง่าย ๆ คนที่มีกรรมเรื่องเคยลวนลามทางเพศคนอื่นมาก่อน กรรมจะจัดให้เจอคนลามกชอบลวนลามทางเพศ กรรมของการที่เคยทำร้ายร่างกายคนอื่นมาก่อน จะจัดฉากให้เจอคนรายที่มาทำร้ายร่างกายได้ง่าย ๆ

เอา แค่แคบ ๆ  ในกรุงเทพนี่นะคะ วัน ๆ  หนึ่งต้องมีเรื่องราวร้ายแรงเกิดขึ้นทุกวัน ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุรถชนกันเสียชีวิตหรือแค่บาดเจ็บบ้าง หรือทุกเขตในกรุงเทพในตอนนี้อาจจะมีคนกำลังโดนขโมยทรัพย์สิน หรือกำลังโดนคนอื่นรังแกข่มขู่อยู่ก็ได้

โลก ของเราในแต่ละวันก็มีคนตายวันประมาณแสนกว่าคนอยู่แล้ว ซึ่งจากสถิติของคนที่เสียชีวิตเพราะโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ นั้น ไม่ได้มากกว่าไปกว่าจำนวนคนที่ตายในแต่ละวัน เมื่อคิดอย่างนี้แล้วโรคนี้ก็ไม่ได้ถึงขั้นที่น่ากลัวมาก แต่ก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต ป้องกันได้ก็ต้องป้องกันไว้ก่อนไม่ให้ติดเชื้อได้ง่าย ๆ หลักเบื้องต้นที่ทำกันคือ ไม่ใช้ภาชนะร่วมกัน เวลาไม่สบายไม่ออกไปไหน เป็นไข้เกินสามวันต้องไปหาหมอ ตามที่ทางการแนะนำการป้องกันและดูแลขั้นต้นมา

พอ มองแบบนี้แล้วจะทำให้ความกลัวที่จะติดเชื้อในจิตใจน้อยลง เพราะมีบางคนกลัวมาก ๆ ที่จะตาย ความจริงความตายอยู่ใกล้ตัวเรามากพออยู่แล้ว เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมามีโอกาสไปทำบุญที่สวนสันติธรรม หลังจากนั้นก็ขับรถเลยไปดูฟาร์มเห็ดที่พัทยา ขณะที่ขับรถกลับ เห็นรถชนกันข้างทางมีคนตายขณะเกิดเหตุทันที เจ้าหน้าที่กำลังทำงาน กำลังเอาผ้าคลุมศพอยู่ข้างถนน ช่วงนี้จะเจอแบบนี้บ่อยเหมือนกันค่ะ ทำให้เห็นว่าคนตายกันทุกวันอยู่แล้ว คนที่ตายยังไม่ทันติดไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ เลยค่ะ

มีภรรยานาย ทหารคนหนึ่งมาดูดวง เล่าให้ฟังว่า ช่วงนี้ทหารต้องถูกส่งตัวลงภาคใต้ คนที่กลัวไม่อยากไปต้องทำเรื่องขอย้ายกันใหญ่ บางคนย้ายไม่ได้ถึงขั้นต้องลาออกจากราชการเลย มีลูกน้องของสามีถูกส่งตัวไปภาคใต้ ก่อนไปตัวเขาเองและครอบครัวร้อนใจกลัวจะเป็นอะไร พอไปทำงานจริง ๆ ไม่เป็นอะไร กลับมาที่บ้านได้สามวันสี่วันขับรถไปกินเหล้ากับเพื่อนรถเกิดอุบัติเหตุ นายทหารคนนี้ตายคาที่ ภรรยานายทหารคนนี้บอกว่าเหตุการณ์ของนายทหารคนนี้ ทำให้ที่กองทัพไม่ค่อยกลัวการไปใต้เท่าไหร่แล้วค่ะ จากเรื่องราวดังกล่าวทำให้เห็นได้ว่าชีวิตของแต่ละคนมีกรรมเป็นเครื่องกำหนด ไว้แล้ว แต่เราก็ต้องไม่ประมาทในชีวิต

นอกจากนี้เคยเจอเหตุการณ์ที่ กรรมจัดหน้าที่ได้ลงตัว คือมีน้อง ผู้ชายสองคนเป็นเพื่อนสนิทกัน ทั้งสองคนไปสมัครงานบริษัทเดียวกัน แต่กรรมทำให้ต้องอยู่คนละแผนก คนหนึ่งมีกรรมของการที่ใช้แรงงานทาสทำให้ต้องทำงานหนัก กรรมจะจัดให้อยู่แผนกที่นายมีปัญหา งานหนักมาก ส่วนอีกคนหนึ่งเป็นคนที่เคยมีน้ำใจชอบช่วยเพื่อน ชอบทำบุญช่วยคนอื่น บุญจัดสรรให้ไปอยู่ในแผนกที่เจ้านายน่ารักมาก งานเบา ๆ สบาย ๆ เงินเดือนดี

ธรรมชาติ ของกฎแห่ง กรรมจะทำหน้าที่คัดสรรตัวบุคคล เมื่อถึงคราวที่จะต้องใช้กรรม ก็ต้องใช้กรรม ส่วนคนที่ยังไม่ถึงคราวที่จะต้องเดือดร้อน ต่อให้อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวยังไม่โดนเลย จะถูกคัดออกไปอยู่คนละส่วนกัน ซึ่งน่าอัศจรรย์จริง ๆ ค่ะ อยู่ใกล้กันแค่ก้าวเดียวแต่ไม่เจอเรื่องราวที่เลวร้าย

โดย ปรกติโลกของเราทุกวันนี้ เคลื่อนไปด้วยแรงของกรรม วัฏจักรของกฎแห่งกรรมทำหน้าหมุนไปไม่มีวันหยุด ไม่มีความลำเอียง ทุกสิ่งจะถูกจัดสรรด้วยกฎแห่งกรรมทั้งนั้น
มนุษย์ ส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีใครรู้ว่าตัวเองทำกรรมเรื่องอะไรมาบ้าง ชีวิตจะต้องตกเป็นเหยื่อเมื่อไหร่ก็ไม่สามารถทราบได้ เราต้องทำอย่างไรบ้างกับสิ่งที่เราไม่รู้ ควรจะเตรียมตัวแบบไหน ทำอย่างไรจึงจะดีกับชีวิตของเรา ทำให้ไม่ต้องพบเจอกับความโชคร้ายมากเกินไป

พระ พุทธเจ้าท่านให้แนวทางกับ พวกเราไว้แล้ว  คือเริ่มต้นให้รักษาศีลห้า  จะทำให้ชีวิตไม่ค่อยเจอภัยเวรต่าง ๆ ส่วนใหญ่คนเราไม่สามารถทราบได้ว่าทำผิดอะไรมา ดังนั้นการรักษาศีลห้าเป็นเสมือนเกราะไม่ให้สร้างบาปเพิ่ม กรรมจะได้ตามไม่ทัน

บาง คนที่เคยรักษาศีลห้ามาจากอดีตชาติ จะมีนิสัยที่จะไม่ค่อยทำอะไรผิดศีลอยู่แล้ว จะรักษาศีลได้ง่าย แต่บางคนตอนเด็ก ๆ ศีลห้ารักษาง่ายมาก พอตอนโตเริ่มทำผิดศีลเห็นว่าการรักษาศีลห้าทำให้ใช้ชีวิตไม่คุ้มค่า เริ่มทำบาปใหม่ พอจะมารักษาศีลห้า ก็ทำได้ยากมาก

พอ เริ่มรักษาศีลห้าได้สักพัก จะเริ่มรู้สึกได้ถึงความปลอดภัย กรรมดีจะจัดให้อยู่ในอาณาเขตที่ดี และถึงแม้ชีวิตต้องเป็นอะไรไป หากเป็นในขณะที่รักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ ก็เป็นหลักประกันของการมีชีวิตหลังความตายที่ดีได้

คน ที่เริ่มต้นรักษาศีลได้ยาก ให้เริ่มรักษากันทีละวัน เช่นวันอาทิตย์ถึงวันพฤหัสบดี จะไม่ดื่มเหล้าหรือชวนเพื่อนดื่มเหล้า ถือว่ารักษาศีลข้อห้าได้ตั้งห้าวัน พอทำได้ให้อธิษฐานต่อว่า ขอให้อานิสงส์ของศีลที่ลูกได้รักษาเป็นผลใจจิตเข้มแข็ง มีสิทธิรักษาศีลห้าได้ตลอดไป ทำแบบนี้ต่อไปจิตใจจะเข้มแข็งได้เอง

ผล ของการรักษาศีลห้า อย่างน้อย ๆ จะช่วยบรรเท่าไม่ให้เราโชคร้ายทางร่างกาย เหลือแต่ความทุกข์ทางจิตใจ ซึ่งเป็นธรรมดาที่ต้องทุกข์ หลายคนที่มีทุกข์ทางใจอยู่ ความจริงต้องขอบคุณความทุกข์นั้น เพราะเราโชคดีว่าคนอื่นตั้งเยอะ ที่ยังไม่ต้องถึงขั้นใช้กรรมที่ทำให้ร่างกายเป็นอะไรไป

ความ ทุกข์ทางจิตนั้น เพียงรักษาศีลห้าไม่พอที่จะช่วยให้พ้นทุกข์ได้ หลังจากรักษาศีลแล้ว ต้องใช้หลักของการภาวนาเข้ามาช่วย ถึงจะทำให้พ้นทุกข์ได้จริง ๆ

ดัง นั้นศีลห้านี่แหละค่ะ จะเป็นจุดเริ่มต้นทำให้ชีวิตถูกจัดอาณาเขตใหม่ให้อยู่ในอาณาเขตที่ดีขึ้น เริ่มต้นให้รักษาศีลไว้ก่อน อย่ามัวแต่ปล่อยให้ใจให้กลัวแต่ความโชคร้าย กลัวตาย กลัวไม่ดีกว่านี้ โดยเปล่าประโยชน์ ต้องเริ่มทำดีจึงจะถูกต้องค่ะ

การบวชนาค สำคัญอย่างไร

การบวชนาค ในประเพณีการบวชของชาวบ้านเชียงหวางเวลาบวชนาคหรือเวลาพานาคเข้าโบสถ์พ่อจะจูงมือซ้า
ย แม่จะจูงมือขวา ถ้าไม่มีพ่อแม่จะให้ญาติเป็นผู้จูงถึงภายในโบสถ์แล้วนาคจะนำดอกไม้ธุปเทียนไปบูชาพระ
พ่อ กับแม่จะยกผ้าไตรส่งให้นาค ก่อนจะรับผ้าไตรนาคต้องกราบพ่อกับแม่ก่อน แล้วเดินอุ้มผ้าไตรเดินคุกเข่าประนมมือเข้าไปท่ามกลางพระสงฆ์ กล่าวคำขอบรรพชาแล้วออกมาครองผ้าแล้วเข้าไปขอศีลกับพระอาจารย์ หลังจากนั้นอุ้มบาตรเข้าหาพระอุปัชฌาย์กล่าวคำขอนิสัย เมื่อท่านเอาบาตรคล้องคอแล้วมอบบาตรจีวรให้ ตอนนี้พระอาจารย์คู่สวดมนต์จะสมมุติตนเป็นผู้สอนและซักซ้อมนาค แล้วออกไปซักซ้อมนาคพอถารมแล้วก็เรียกนาคเข้ามาถามต่อหน้าพระสงฆ์ พระอุปัชฌาย์ ทำหน้าที่บอกเล่าสงฆ์ พอถามเสร็จแล้วก็สวดญัตติ
การบอกอนุศาสน์ คือการบอกกิจที่ควรทำและไม่ควรทำ
การกรวดน้ำ เมื่อเสร็จสิ้นจากการบวชแล้วต่อจากนั้นพระที่บวชใหม่จะนำจตุปัจจัยไปถวายพระอุปัชฌาย์
การกรวดน้ำในพิธีนี้ถือว่าเป็นการแผ่ส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้วเป็นการเสร็จพิธีของการบวช
การ ลาสิกขา ผู้ที่จะลาสิกขาจะต้องมีการเตรียมดอกไม้ธูปเทียนไปทำวัตรพระอุปัชฌาย์ อาจารย์เมื่อถึงวันกำหนดแล้วให้จัดสถานที่นิมนต์พระสงฆ์มาพร้อมกันพระภิกษุ จะลาสิกขาต้องแสดงอาบัติ
เสียก่อนแล้วว่านโม3 จบหลังจากนั้นพระเถระจะชักผ้าสังฆาติออกจึงออกไปเปลืองผ้าเหลืองนุ่งผ้าขาวเข้ามา
กล่าวคำขอสรณคมณ์และศีล 5 แล้วกล่าวคำปฏิญาณตนเป็นพุทธมามะกะส่วนการลาสิกขาของสามเณรไม่มีคงอนุโลมตามอย่างพระภิกษุบวชนาค
ภาคเช้าเข้าอุโบสถนาคเครื่องอุปชายะ
- อุ้มผ้าไตรประนมมือเปล่าวาจาขอบบรรพชา
- พระอุปชายะรับผ้าไตร
- เปล่งคำขอบรรพชาต่อไป
- พระอุปัชฌายะ
- ชักอังสะออกจากผ้าไตยแล้วสวมให้ผู้บวช
- ให้ผู้ออกไปครองผ้าให้ครบไตย เสร็จก็รับเครื่องไทยทานไปถวายพระอาจารย์ กราบ3 ประนมมือเปล่าวาจาขอสรรณะและศีล
- เมื่อกล่าวขอเป็นสามเณรสำเร็จสมาทานสิกขาบท เสร็จแล้วก็รับบาตรอุ้มเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์ วางไว้ข้างตัวด้านซ้าย กราบ 9 หนยืนประณมมือกล่าวคำขอนิสัย
- จากนั้นพระอุปัชฌายะทั้ง 6 บอกให้ออกไปข้างนอก แล้วพระอุปัชฌายะจะถาม (อันตรายิกรรม) ผู้บวชพึงรับว่าอัตถิ ภันเต 5 หน อามะภันเต 3 หน
- กลับเข้ามากราบพระอุปัชฌายะ 3 หน แล้วนั่งคุกเข่าเปล่งวาจาขออุปสมบท
- ในขณะ พระอุปัชฌายะกล่าวเผดียงสงฆ์ และสวดสมมติตนถามอันตรายิกรรม จากนั้นนั่งฟังท่านสวดกรรมวาจาอุปสมบทไปจนจบพอจบท่านจะเอาบาตรออกจากตัว พึงกราบลง 3 หน แล้วนั่งพับเพียบฟังพระอุปัชฌายะบอกอนุฅศาสน์ไปจนจบ แล้วกล่าวรับจากนั้นก็ถวายไทยทานรับพร ก็เป็นอันเสร็จพิธีทั้งหมด

 

 

การประเคนนาค เมื่อบุตรหลานมีอายุครบพอที่จะบวช เป็นพระหรือเณรพ่อกับแม่จะนำไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดก่อนบวชเพื่อให้บุตร หลานของท่าน
ได้ ศึกษาเล่าเรียนและ ท่องบทขานนาค เรียนหนังสือธรรม การนำลูกหลานไปฝากไว้กับเจ้าอาวาสวัดเขาจะจัดดอกไม้ธูปเทียนใส่ขันนำตัวนาค ไป เมื่อพระท่านรับขันแล้วก็จะมีการตีโปงหรือระฆังให้ชาวบ้านได้อนุโมทนาสาธุ เรียกว่าการประเคนนาค
การปล่อยนาค เมื่อจะถึงวันบวชนาคจะนำดอกไม้ธูปเทียนไปลาญาติพี่น้อง เพื่อขอขมาลาโทษผู้หลักผู้ใหญ่ที่ตนเคารพนับถือและไปสั่งลาชู้สาวถ้ามี หากมีหนี้สินติดตัวก็รีบชำระเพื่อที่จะได้เป็นคนบริสุทธิ์ การปล่อยนาคมีกำหนดได้ 3 วันเพื่อให้นาคได้มีโอกาสเวลาบวชจะได้ตั้งหน้าตั้งตาบำเพ็ญกุศลต่อไป

กองบวช เครื่องที่จะนำมาใช้เป็นกองบวชได้แก่บริขาร 8 มีผ้านุ่ง ผ้าห่ม ผ้าสังฆาฏิ บาตร มีดโกน เข็ม ประคตเอว ผ้ากรองน้ำ ถ้าทำพร้อมกันหลายกองให้ขนมารวมกันที่วัด ตอนค่ำสวดมนต์ เสร็จแล้วบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ญาติที่ล่วงลับไปแล้ว ถ้าบวชในบ้านของตนเอง ตอนค่ำจะนิมนต์พระไปสวดที่บ้าน ตอนเช้าเลี้ยงพระแล้วแห่กองบวชมารวมกันที่ศาลาวัดกองบวชจะใช้เตียงหามออกมา เตียงที่ใช้เป็นเตียงนอนของพระบวชใหม่ ก่อนจะสู่ขวัญนาคต้องบังสุกุลอุทิศส่วนกุศลแด่ญาติผู้ตาย

การแห่นาค การแห่นาคทำตามศรัทธาของเจ้าภาพส่วนใหญ่ถ้าเป็นในเขตของภาคอีสาน การแห่นาคจะใช้พาหนะในการแห่คือรถ นาคทุกคนต้องโกนผม โกนคิ้ว นุ่งเสื้อผ้าให้เรียบร้อย ถ้าตั้งกองบวชที่บ้าน ให้แห่กองบวชมารวมกันที่วัดเมื่อพร้อมกันแล้วก็แห่รอบศาลาอีครั้งหนึ่ง
การ สู่ขวัญนาค เมื่อแห่รอบศาลานาคทุกคนเตรียมเข้าพาขวัญ ญาติพี่น้องนั่งห้อมล้อมพาขวัญพราหมณ์เริ่มทำพิธีสู่ขวัญเสร็จแล้วผูกแขนนาค นำเข้าพิ
ธีบวชต่อไป


 

ขั้นตอน การละกิเลส

พระอรหันต์ คือ บุคคลที่ดับความหลง(ดับอวิชชา)ได้หมดสิ้น จึงไม่คิดด้วยกิเลส(ไม่มีสังขารในปฏิจจสมุปบาท) และไม่มีความทุกข์ที่เกิดจากความคิดที่เป็นกิเลสอีกเลย คงมุ่งปฏิบัติตนตามโอวาทปาฏิโมกข์ จิตใจจึงมีความบริสุทธิ์ผ่องใส เข้าถึงภาวะความดับทุกข์(นิโรธหรือนิพพาน)ได้อย่างต่อเนื่อง.
ระดับของ พระอริยบุคคลหรือความสามารถในการดับกิเลสนั้น ไม่ใช่เรื่องของอดีตหรืออนาคต แต่เป็นเรื่องของความรู้และความสามารถด้านสติปัญญาทางธรรมที่ใช้ดับกิเลสใน ปัจจุบันขณะเท่านั้น.

ความรู้และความสามารถทั้งทางโลกและทางธรรมเป็น ไตรลักษณ์ เพราะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจากการทำงานของสมอง ซึ่งสมองเป็นเพียงส่วนหนึ่งของร่างกาย และร่างกายนี้เป็นไตรลักษณ์. ดังนั้น ความรู้และความสามารถในการดับกิเลสของอนาคตจึงไม่แน่นอน เพราะขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยต่าง ๆ ในอนาคต และก็เป็นไตรลักษณ์เช่นกัน.

เมื่อมีการคิดด้วยกิเลส(คิดด้วยความโลภหรือโกรธ)ซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความทะยานอยาก(เกิดตัณหา)ที่จะให้ได้มาตามความคิดที่เป็น กิเลส.
เมื่อคิดด้วยความทะยานอยากซ้ำแล้วซ้ำอีก ก็จะทำให้เกิดความยึดมั่นถือมั่น(เกิดอุปาทาน)ที่จะต้องให้ได้มาตามความคิด ที่เป็นกิเลส ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดความทุกข์.

เนื่องจากหัวหน้าใหญ่ของกิเลส คือ ความหลง(อวิชชา) ดังนั้น การดับความหลงได้หมด(มีวิชชา) จะทำให้สามารถควบคุมความคิดไม่ให้คิดด้วยกิเลสได้อย่างต่อเนื่อง เป็นผลให้ความทะยานอยากและความยึดมั่นถือมั่นไม่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ด้วย.

ในสมัยพุทธกาล พระโสดาบัน คือ บุคคลที่มาฟังธรรม(ศึกษาธรรม)แล้วเริ่มมีความรู้ในเรื่องอริยสัจ ๔ ที่ถูกต้องและครบถ้วนตามสมควร เรียกว่า ผู้มีดวงตาเห็นธรรม แต่เนื่องจากพระโสดาบันยังมีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)เหลืออยู่มาก ดังนั้น พระโสดาบัน จึงเป็นเพียงผู้เริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)

พระสกิทาคามี คือ บุคคลที่มีกิเลส(โลภ โกรธ หลง)ลดน้อยลงตามลำดับ.

พระอนาคามี คือ บุคคลที่ละกิเลสที่เป็นสังโยชน์เบื้องต่ำได้หมด.

 

การบรรลุพระโสดาบัน

ท่านอุปติสสะ(ชื่อเดิมของพระสารีบุตร)ได้ฟังธรรมเรื่องอริยสัจ ๔ จากพระอัสสชิ(หนึ่งในปัญจวัคคีย์)เพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมตามความเป็นจริง จึงเป็นพระโสดาบัน.

ในวันเดียวกัน ท่านอุปติสสะได้ไปเล่าเรื่องอริยสัจ ๔ ที่จดจำมาได้ให้กับท่านโกลิต(ชื่อเดิมของพระโมคคัลลานะ)ฟัง เมื่อท่านโกลิตฟังจบ ก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันในวันเดียวกันนั้นเอง.

โจรองคุลิมาล ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าเพียงครั้งเดียว เมื่อฟังจบก็เริ่มมีความรู้เรื่องอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือมีดวงตาเห็นธรรมเป็นพระโสดาบันทันที.

พระเจ้าสุทโธทนะ(พระราชบิดาของพระพุทธเจ้า) ประทับยืนฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าบนถนนเพียงครั้งเดียว เมื่อทรงฟังธรรมจบ ก็เริ่มมีความรู้ในอริยสัจ ๔ ตามความเป็นจริง หรือเป็นผู้ที่มีพระเนตรเห็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอน จึงเป็นพระโสดาบัน.

จะเห็นได้ว่า การเป็นพระโสดาบันนั้น ไม่ใช่เรื่องยากจนเกินไป ขอเพียงให้ท่านได้ศึกษาอริยสัจ ๔ ด้วยสติปัญญาอย่างถูกต้อง ครบถ้วน ตามความเป็นจริง เพื่อเริ่มดับความหลง(เริ่มดับอวิชชา)ได้ตรงประเด็น ซึ่งมีเนื้อหาไม่มากนัก(เปรียบเหมือนใบไม้ในกำมือเดียว) เพราะใช้เวลาสั้น ๆ ในการฟังธรรมเพียงครั้งเดียว.