การทำบุญ

มีทัศนคติที่ดีต่อการทำบุญ
มี หลายคนที่มีทัศนคติไม่ดีต่อการทำบุญ เช่น คิดว่าทำความดีไม่ได้ดี หรือทำความชั่วได้ดี เป็นต้น ซึ่งท่าทีถือเป็นอุปสรรคต่อการทำบุญ เพราะว่ายังไม่มีความเข้าใจในหลักของพระพุทธศาสนาที่สอนว่าทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว ไม่ใช่ได้ดี

ปัญหานี้ ดร.พระมหาบวรวิทย์ รตนโชโต วัดรวกบางบำหรุ กรุงเทพฯ อธิบายไว้น่าฟังว่า พระพุทธเจ้าตรัส พระเหมือนกับนาข้าว สมมติเรามีข้าวเปลือกอยู่ในกำมือก็ต้องพิจารณานาที่จะหว่านว่าพร้อมที่จะทำ ให้ข้าวของเรานั้นเจริญงอกงามแค่ไหน ถ้าต้องการผลที่ดีอันเกิดจากข้าวก็ต้องเลือกนาที่มีคุณภาพ หากถ้าไม่มีนาที่มีคุณภาพจริงๆ ยังไงก็ต้องเลือกหว่านดีกว่าที่จะปล่อยให้ข้าวเปลือกต้องเน่าในมือ “แต่พอหว่านเสร็จแล้วตอนหลังจึงค่อยไปถอนหญ้าหรือวัชพืช หรือไปให้น้ำ ดูว่านาแล้งหรือน้ำท่วมแล้วค่อยปรับให้เหมาะสมกับเหตุปัจจัย แต่ถ้าไม่ทำเลย คือไม่หว่าน ไม่ดี เพราะถ้าไม่หว่านข้าวก็เน่าในมือ”

ถ้า เราได้ผู้รับทานของเราเป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็เป็นสิ่งที่ประเสริฐ เพราะบุญที่ทำจะได้มีความบริบูรณ์ครบถ้วน แต่ถึงแม้จะได้ทำกับพระที่ไม่ได้อย่างที่ใจคิดก็ยังได้บุญอยู่หากเรามีเจตนา และศรัทธาที่มั่นคง อย่างไรก็ตามถ้าเป็นไปได้ผู้ทำบุญไม่ควรคิดในเรื่องนี้ เพราะการคิดอย่างนี้เท่ากับว่าตัวเรายังสละความตระหนี่ออกไปจากใจของตัวเอง ไม่ได้ อีกทั้งถ้าเลือกมากวันนั้นอาจไม่ได้ใส่บาตรเพราะพระกลับเข้าวัดหมด

การทำบุญเป็นสิ่งที่อยู่คู่กับคนไทยมานานและคนไทยก็ชอบการทำบุญไม่ว่าเด็ก และผู้ใหญ่ ถึงกระนั้นก็ยังมีผู้ที่ไม่เข้าใจในเรื่องของการทำบุญอยู่มากเช่น บางคนอาจคิดว่าการทำบุญต้องเป็นเรื่องของทานคือ การให้อย่างเดียว หรือต้องนึกถึงพระที่วัดเท่านั้น บางคนก็มีความสงสัยในสิ่งที่ตัวเองทำว่าถูกวิธีหรือไม่ เป็นบุญหรือเป็นบาป แต่บางคนก็อยากรู้ว่าทำบุญอย่างไรจึงจะได้บุญมาก เป็นต้น ซึ่งสองกรณีหลังคนไทยจะเป็นกันมาก ทั้งนี้ ไม่รวมพิธีกรรมต่างๆ ที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแต่ก็ถูกนำเข้ามาให้บริการทั้งในวัดและนอกวัด เช่น การสะเดาะเคราะห์ต่อชะตา เป็นต้น

เพื่อ แก้ความสงสัยและความอยากรู้ของผู้ที่รักในการทำบุญทั้งหลาย วันนี้จึงนำเคล็ดลับดีๆ จากผู้ที่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนี้โดยตรงมาบอกเพื่อการทำบุญที่ถูกต้อง ต่อไป

มารู้จักบุญในพระพุทธศาสนาก่อน
อย่าง ที่กล่าวว่าคนไทยชอบทำบุญในเรื่องทาน การให้ การบริจาคเป็นส่วนใหญ่ จนกลายเป็นว่า คิดจะทำบุญทั้งทีก็ต้องทานมาเป็นที่หนึ่งจึงไม่ค่อยเห็นใครให้ความสนใจ ปฏิบัติในบุญอีกสองประการ ทั้งที่มีอานิสงส์มากกว่าการให้ทาน นั่นก็คือการรักษาศีลและการเจริญจิตตภาวนา

บุญ คือ ทาน ศีล ภาวนา เรียกว่า บุญกิริยาวัตถุ 3 หมายความว่า ถ้าประสงค์จะทำบุญสามารถทำได้โดยการให้ทานก็ได้ รักษาศีลก็ได้ เจริญภาวนาก็ได้ แต่เพื่อให้สะดวกแก่ผู้ปฏิบัติก็มีการจำแนกบุญออกไปอีก 10 ประการ เรียกว่าบุญกิริยาวัตถุ 10 ซึ่ง 3 ข้อแรกเหมือนกัน ส่วนอีก 7 ข้อประกอบด้วย การช่วยขวนขวายในกิจที่ชอบ การให้ส่วนบุญ การอนุโมทนาส่วนบุญ การฟังธรรม การแสดงธรรม และการทำความเห็นให้ตรงคือการมีความคิดดี ซึ่งทั้งหมดนี้ก็เป็นเรื่องของบุญทั้งนั้น ถ้าใครทำบุญหรือความดีอะไรก็ตามหากเข้าหลักแห่งบุญทั้ง 10 ประการ ก็ถือว่าได้ทำบุญอย่างใดอย่างหนึ่งแล้ว เช่น การช่วยงานสังคมโดยไม่หวังชื่อเสียงและสิ่งตอบแทน ก็จัดว่าได้ทำบุญข้อประกอบขวนขวายในกิจที่ชอบ เป็นต้น

คิดทำบุญต้องกำจัดตระหนี่ก่อน
มี ปัญหายอดฮิตข้อหนึ่งที่หลายคนสงสัยเป็นอย่างยิ่งว่า ถ้าใส่บาตรให้พระภิกษุสมมติเป็นพระภิกษุที่ไม่ได้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ไม่ตั้งมั่นอยู่ในศีล ผู้ทำจะได้บุญไหม

 

” คนที่มีความตระหนี่ไม่เคยให้อะไรแก่ใครนั้น เปรียบเหมือนน้ำที่ขังซึ่งจะเน่าเร็ว แต่น้ำที่ไม่ขัง มีการไหลเวียนตลอด เช่น แม่น้ำคงคา มีการทิ้งซากศพลง เป็นต้น ก็ไม่เคยปรากฏข่าวว่าแม่น้ำคงคาเป็นบ่อเกิดแห่งเชื้อโรค ซึ่งเรื่องนี้ก็เหมือนใจคนถ้าไม่รู้จักการให้เลย ใจจะเน่าเร็ว แต่ถ้าใจค่อยๆ ขยายออก รู้จักแบ่งปัน ก็จะสดใสตลอด มีอารมณ์อะไรมากระทบก็ผ่องใส เพราะว่ามีการถ่ายเทตลอด”


พระมหา บวรวิทย์ กล่าวว่า การที่จะทำบุญอะไรก็ตามไม่มีอะไรบอกเหตุว่าผลที่ได้จะปรากฏเมื่อใดเหมือนคน ปลูกมะม่วงในวันนี้แล้วหวังที่จะกินผลในวันนี้เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ พระ พุทธเจ้าสอนว่าปลูกมะม่วงผลในวันนี้ที่ที่ได้ชัดเจนก็คือมะม่วงแน่นอน แต่จะได้กินผลของมันหรือไม่ไม่แน่ อาจได้กิน หรือไม่ได้กินก็ได้เพราะมันอาจเน่าก่อนขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัย

เริ่มที่ศรัทธาแต่ต้องคู่ปัญญา
สิ่ง หนึ่งที่การทำบุญจะไม่บริสุทธิ์ก็คือการทำบุญที่ใช้แต่ศรัทธาเป็นตัวนำแต่ ปราศจากปัญญากำกับ ซึ่งปัญหาตรงนี้ก็มีปรากฏในสังคมไทย เช่น บางคนทำบุญจนหมดตัว บางคนทำบุญแล้วมีปากเสียงกับคนในครอบครัว นี้คือลักษณะของคนทำบุญที่ใช้ศรัทธาแต่ไม่ใช้ปัญญา ซึ่งก็ทำให้มองได้ว่าเป็นการกระทำที่ลุ่มหลง ซึ่งพอลุ่มหลงก็มักจะไปผิดทางเสมอ กล่าวคือเห็นเขาทำอะไรก็เอาด้วยหมด

มีโอกาสต้องรีบทำ
ดนัย จันทร์เจ้าฉาย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดีซี คอนซัลแทนส์ฯ มีความเชื่อว่าทุกคนที่เกิดมาโดยพื้นฐานแล้วอยากทำบุญทั้งนั้น แต่ปัญหาที่หลายคนประสบอยู่คือ เจ้ากรรมนายเวรไม่เปิดทางให้ เช่น บางคนวางแผนที่จะทำบุญด้วยการจะไปปฏิบัติกรรมฐานที่วัดนั้นวัดนี้ เคลียร์งานเรียบร้อย แต่พอถึงวันก็ไม่โอกาสได้ทำ เพราะประสบอุบัติเหตุเสียชีวิตก่อน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้มีหลายคนที่ประสบ

เพราะ ฉะนั้น หากคิดจะทำบุญถ้ามีโอกาสต้องรีบทำทันที ไม่ควรปล่อยโอกาสนั้นให้หลุดลอยไป เพราะถ้าโอกาสหลุดลอยไปก็อาจไม่มีวันได้ทำความดีอะไรเลย

” สิ่งหนึ่งที่ผมคิดคือเมื่ออยากทำบุญอะไรจะตั้งจิตเอาไว้ตลอดและบอกว่าในบุญ กุศลที่ได้ทำขอให้ได้มีโอกาสเปิดกองบุญที่ทำมาทั้งสังสารวัฏ ต่อไปนี้ถ้าจะทำบุญอะไรก็ตามที่ไม่เคยทำมาก่อนในสังสารวัฏก็ขอให้พระ พุทธองค์ พระธรรม พระสงฆ์ สิ่งศักดิ์ รวมถึงเจ้ากรรมนายเวรได้มาอนุโมทนาและเปิดทางให้ ซึ่งเมื่อตั้งปรารถนาอย่างนี้เวลาที่ตั้งใจจะทำอะไรพอคิดปุ๊บสำเร็จทันที”

ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันได้บุญมาก
พระ มหาบวรวิทย์ กล่าวว่า การ ทำบุญแบบน้ำคว่ำขันคือ เช่น เมื่อให้อะไรใครแล้วก็ไม่ปรารถนาที่จะได้คืน หรือให้เขาได้ชื่นชมยกย่องว่าเราให้เขา แต่เป็นการสละแบบขาดตัว เหมือนกับน้ำอยู่ในขันที่คว่ำลงไปที่ไม่มีใครอยากได้คืน แต่ ว่าก็มีหลายคนที่ยังอยากได้คืน เช่น เคยนำสิ่งของไปให้เพื่อนบ้าน คิดว่าวันหลังเพื่อนบ้านอาจจะมีสิ่งของมาให้บ้าง หรือแม้ให้อะไรใครก็หวังว่าอย่างน้อยที่สุดเขาจะชื่นชมยกย่องตัวเอง สำหรับพระพุทธเจ้าไม่เคยใส่ใจกับเรื่องเหล่านี้

” พระพุทธเจ้าเมื่อครั้งเป็นพระโพธิสัตว์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแบบน้ำคว่ำขัน เช่น ทานบารมี ก็สามารถให้ได้ทั้งวัตถุ ร่างกาย ชีวิตของตัวเองได้ทันที อย่างเราถ้ามีคนตาบอดมาขอลูกตาข้างเดียวหรือสองข้างจะกล้าควักให้ไหม เชื่อว่าไม่มีใครกล้าหรอก แต่พระโพธิสัตว์ควักให้ทันที” สำหรับเราถ้าทำไม่ได้อย่างพระโพธิสัตว์ก็ให้ทำแบบค่อยเป็นค่อยไปเริ่มที่ สเต็ปง่ายๆ คือพยายามสละสิ่งภายนอกให้ได้ก่อน สุดท้ายก็มาสละอารมณ์ที่เป็นเรืองของจิตใจ เช่น ใครด่าก็เฉยไม่แสดงอาการขุ่นเคือง เป็นต้น

การศึกษาพุทธศาสนา

ไปที่บ้านญาติธรรม แกเปิดตู้เห็นรองเท้าสองร้อยกว่าคู่ได้ เพราะบางคนมายุ่งเกี่ยวกับเรื่องกายๆ จนกระทั่งลืมเรื่องของจิตใจ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจก็คือกลับมาดูใจบ้าง เราวุ่นวายกับกายมากเกินไปมีไหม บางคนตื่นเช้าขึ้นมาก็ยุ่งอยู่กับกาย เฉพาะแค่หัวถึงคอใช้เวลาวันหนึ่งเป็นชั่วโมงๆ หมดเงินไปเยอะ เพราะฉะนั้นอย่าไปหลงกายมากเกินไปลองน้อมมาสู่ใจ หลักปฏิบัติก็คือให้เอาความรู้สึกตัวใส่เข้าไปในความเคยชิน วัน ๆ เราจะอยู่กับความเคยชินแทบทั้งวัน รู้สึกตัวจริง ๆ จะไม่ถึง ๑ เปอร์เซ็น คุณแม่สิริ กรินชัย พยายามที่จะย้ำให้พวกเรามีสติรู้อยู่กับปัจจุบัน ขณะรู้กายเคลื่อนไหวก็ได้ รู้ใจนึกคิดก็ได้ เวลาเดินนับเท้า นั่งนับท้อง นอนนับลม ท่านพยายามให้กับมาอยู่กับปัจจุบันขณะ เพราะฉะนั้นน้อมสู่ใจที่จะฝากวันนี้ก็คือน้อมกลับมาดูจิตใจ กลับมาดูเรื่องจิตเรื่องใจของตัวเองศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจใจของตัวเอง เราเรียนกันเยอะศึกษาภายนอกจนกระทั่งลืมที่จะน้อมสู่ใจ กลับมาดูภายใน เรื่องของจิตใจสำคัญ

พระพุทธองค์เดินไปเห็นสุนัขกำลังขบกัดเต่า พระองค์ชี้เลยภิกษุทั้งหลายเธอเห็นสุนัขขบกับเต่าไหม เห็นพระเจ้าค่ะ แล้วมันกัดได้ไหม ไม่ได้พระเจ้าค่ะ ทำไมถึงกัดไม่ได้ เป็นเพราะเต่ามันหด ๖ ทาง ก็คือ หัว ๑ ขา ๔ หาง ๑ พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ถ้าเธอไม่ต้องการความทุกข์ขบกัดเธอฉันใด เธอก็จงรู้จักสำรวมอายะตะนะทั้ง ๖ อายะตะนะทั้ง ๖ มีอะไรบ้าง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ พอสำรวมกลับมาศึกษามาเรียนรู้ มาทำความเข้าใจประคับประคองจิตใจ ไม่มีปัญหาถ้าเข้าใจธรรมะ

พระพุทธเจ้าแบ่งคนในโลกออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ อยู่ในที่ยุ่งเขาก็ไม่ยุ่ง ยิ่งอยู่ในที่ไม่ยุ่งยิ่งสบายใหญ่ กลุ่มที่ ๒ อยู่ในที่ไม่ยุ่งเขาไม่ยุ่งแต่พอเข้าไปอยู่ในที่ยุ่ง อดยุ่งกับเขาไม่ได้ ส่วนกลุ่มที่ ๓ อยู่ในที่ไม่ยุ่งมันก็หาเรื่องยุ่ง ยิ่งเข้าไปอยู่ในที่ยุ่งยิ่งยุ่งหนักเข้าไปใหญ่ พวกเราอยู่กลุ่มไหน ถ้าให้เราเลือกเราอยากจะเลือกเป็นคนกลุ่มไหน กลุ่มที่ ๑

พระ พุทธองค์ท่านเดินไปเจอหนูกำลังขุดรู ท่านก็ตรัส ภิกษุทั้งหลายเธอเห็นหนูกำลังขุดรูไหม เห็นพระเจ้าค่ะ ภิกษุทั้งหลายหนูบางตัวขุดแต่ไม่อยู่ บางตัวอยู่แต่ไม่ขุด บางตัวขุดด้วยอยู่ด้วย บางตัวไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ภิกษุทั้งหลาย คนขุดแต่ไม่อยู่คือ ศึกษาเรื่องธรรมะ มีเข้ากรรมฐานที่ยุวพุทธฯเมื่อไหร่ขอให้บอก มาเข้าตลอด ศึกษาเรียนรู้ทำความเข้าใจ แต่พอกลับไปบ้านเหมือนเดิมไม่ได้เอาไปใช้ ส่วนบางคน อยู่แต่ไม่ขุด เขาไม่มีโอกาสที่จะมาเข้ากรรมฐาน เขาไม่ได้ศึกษา ไม่ได้เรียนรู้ ขันติแปลว่าอะไรเขาก็ไม่ทราบ แต่ว่าทำงานหลังสู้ฟ้า หน้าสู้ดิน ลุยงานตลอด แล้วก็สามารถที่จะมีความสุขกับการทำงานได้ด้วย เขาอยู่แต่เขาไม่ได้ขุด เขามีบุญเก่าทำมาดี กลุ่มที่ ๓ ขุดด้วยอยู่ด้วย เขามาศึกษา มาเรียนรู้ มาเอาความเข้าใจกลับไปใช้ที่บ้านด้วย ส่วนกลุ่มที่ ๔ ไม่อยู่แล้วก็ไม่ขุด ศึกษาธรรมะก็ไม่ศึกษา เปิดTVเจอพระปั๊บเปลี่ยนช่อง แล้วก็ขี้โกรธ ขี้หงุดหงิด ขี้โมโห ขี้น้อยใจ ขี้อึดอัด ขัดเคืองสารพัด ขี้ที่อยู่ในตัวเขา ตื่นเช้าขึ้นมาก็เอาขี้ตัวเองลากไปประจานผู้คนเหม็นทั้งบ้านทั้งเมือง เขาก็ไม่แก้ไขตัวเอง ถ้าให้เลือกเราจะไปเลือกเป็นหนูประเภทไหนดี ที่ ๓ ก็คือขุดด้วยแล้วก็อยู่ด้วย

มายุวพุทธฯแล้วกลับไปต้องให้ คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะโครงการจิตใส ใจสบายเขาตั้งใจที่จะทำโครงการนี้ ต้องการให้พวกเราได้ประโยชน์เต็มที่ จิตใส ใจสบาย มาแล้วกลับไปให้คนทางบ้านเห็นความเปลี่ยนแปลงไปยุวพุทธฯแค่วันเดียวกลับมา นี่นิสัยดีขึ้นตั้งเยอะ ถ้าอย่างนี้ใช้ได้ถือว่าพวกเราช่วยกันประกาศพระศาสนา ไม่ใช่มาเข้ากรรมฐานเสร็จแล้วกลับไปถึงบ้านบางทีมาตั้ง ๕ วัน ๗ วัน พอกลับไปบ้าน ลูกก็สะกิดพ่อบอก พ่อ ๆ ดูแม่สิไปมากี่ครั้ง ๆ กลับมาก็เหมือนเดิม เสียสถาบันนะ เสียชื่อหมด ต้องกลับไปให้เห็นความเปลี่ยนแปลง

อาตมาย้ำนะมายุวพุทธฯ สิ่งที่อาตมาอยากให้ได้ก็คือขอให้ทุกคนได้ดวงตาเห็นทำ แค่นั้นแหละ กลับไปถึงบ้านเห็นบ้านสกปรก ดวงตาเห็นทำ หยิบไม้กวาด ๆ เลยไม่ต้องไปยุ่งกับใคร เข้าไปในครัวถ้วยชามไม่ได้ล้าง ดวงตาเห็นทำ ทำไปเลย ทำทั้งนอกแล้วมันจะเกิดคุณธรรมขึ้นภายใน ข้างนอกเคลื่อนไหวข้างในปกติสงบเย็น

การศึกษาพุทธศาสนาที่ แท้จริงก็คือการมาศึกษาลงไปที่ความรู้สึกสด ๆ ที่เกิดขึ้นที่จิตในแต่ละครั้งของการพบอารมณ์ นี่คือการศึกษาศาสนา การศึกษาศาสนาก็คือการมาศึกษาตนเองมาเรียนรู้ตนเองมาทำความเข้าใจตนเองแล้ว ก็ฝึกควบคุมตัวเองให้เป็น ผู้ใดควบคุมตัวเองได้มากจะมีความทุกข์น้อย ผู้ใดควบคุมตัวเองได้น้อยจะมีความทุกข์มาก ผู้ใดควบคุมตัวเองไม่ได้เลย ชาตินี้ทั้งชาติเขาจะไม่สามารถพบกับความสุขที่แท้จริงได้ เขาจะสุก ๆ ดิบ ๆ อยู่เรื่อย ๆ เวลากระทบอารมณ์เดี๋ยวก็เป๋ ๆ ท ๔ ตัวคือ ทุกข์ ทับ ท่วม ท้น นั่นก็คือเรื่องของชีวิต “กว่าจะรู้จักชีวิตว่ามีกายมีจิตผสมผสาน กว่าจะถอดถอนจิตจากอุปาทาน ก็ซมทรามดื้อตีนกายเหยียบตาเอา กว่าจะรู้ว่าไม่รู้ หลังก็คู้ตาก็มัวหัวก็ขาว กว่าใจจะหายมัวเมา ฟันก็กลับบ้านเก่าเหลือแต่เหงือกแดงๆ”

ช่วงมีปัญหาบ้านเมืองเขียนบท กลอน “ตีนกะตา” เขียนแรงนิดหนึ่งเพื่อที่จะกระตุ้นให้คนเกิดความรู้สึกว่าถ้าไม่สามัคคีไป ไม่รอด “ตากับตีนอยู่กันมาแสนผาสุก จะนั่งลุกยืนเดินเพลินหนักหนา มาวันหนึ่งตีนทะลึ่งเอ่ยปัญญา ว่ามีคุณแก่ตาเสียจริงๆ ตีนช่วยพาตาไปที่ต่างๆ ตาจึงได้ชมนางและสรรพสิ่ง เพราะฉะนั้นดวงตาจงประวิง ว่าตีนนี้เป็นสิ่งควรบูชา ตาได้ฟังตีนคุยโม้ก็หมั่นไส้ จึงร้องบอกออกไปด้วยโทสา ว่าที่ตีนเดินไปได้ก็เพราะตา ดูมรรคคาเสกแก้หนามไม่ตำตีน เพราะฉะนั้นตาจึงสำคัญกว่าตีน ไม่ควรที่จะมาคิดดูหมิ่น สรุปว่าตามีค่าสูงกว่าตีน ทั่วธานินตีนไปได้ก็เพราะตา ตีนได้ฟังคับแค้นแสนจะโกรธ เร่งกระโดดโลดไปใกล้หน้าผา เพราะอวดดีคุยเบ่งเก่งกว่าตา ดวงชีวาจะดับไปไม่รู้เลย ตาเห็นตีนเก่งเร่งกระโดด ก็พิโรธแกล้งระงับหลับตาเฉย ตีนพาตาถลาล้มทั้งก้มเงย ตกผาเลยตายห่าทั้งตาตีน”

มีเรื่องหนึ่ง คือลูกคนหนึ่งเป็นลูกขี้โกรธ ขี้โมโห ขี้หงุดหงิด ขี้น้อยใจ เอาแต่ใจตัวเองจนกระทั่งเพื่อน ๆ ไม่คบ พอเพื่อนหันมาเห็นหน้าเท่านั้นเพื่อนลุกหนีหมดเลยเขากลายเป็นตัวสลายม๊อบนะ อยู่กับสังคมไม่ได้ ก็ไปหาพ่อ พ่อบอกอย่างนั้นเอาเงินไปไปซื้อตะปูมาถุงหนึ่ง ทุกครั้งที่แกอารมณ์เสียแกโกรธแล้วแกแสดงออก ให้เอาตะปูไปตอกที่รั้วหลังบ้าน วันแรกตอกไป ๓๗ ตัว โอ้โหแล้วใครจะไปคบมัน พอวันต่อมาเริ่มมีสติขึ้นตอกน้อยลง ๆ จนกระทั่งนะวันหนึ่งแกมาหาพ่อ เอ..พ่อวันนี้ผมคุมได้ ผมโกรธแต่ผมไม่แสดงออกนะ ตอนนี้ผมชนะมันแล้ว พ่อบอกว่ายังไม่จบ ตอนนี้ขั้นตอนต่อไป ทุกครั้งที่แกโกรธและแกคุมตัวเองได้ ไม่ด่า ไม่กระทืบเท้า ไม่แสดงออก ไปถอนตะปูออกมาตัวหนึ่งนะ แกก็ค่อย ๆ ถอนไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งวันหนึ่งมาหาพ่อ พ่อผมถอนตะปูหมดแล้ว ตอนนี้ที่รั้วบ้านของเราทุกอย่างเหมือนเดิมแล้ว พ่อบอกไม่เหมือนเดิมหรอก ไม่เชื่อตามมาดูพ่อพาไปที่รั้วบ้าน เป็นไงที่รั้วเหมือนเดิมไหมมีอะไร มีรูของตะปู ลูกก็งงแล้วจะทำไงต่อ พ่อบอกว่าถ้าไม่อยากให้รั้วมีรูตะปู ก็ต้องอย่าไปตอกมันอีก เพราะตอกแล้วต้องถอน ถ้าถอนแล้วมันก็มีรู

ใคร เคยตอกตะปูใส่คุณพ่อ คุณแม่ของพวกเราบ้าง มีเด็กคนหนึ่งเรียนจบไปสมัครงาน วันนั้นเถ้าแก่มารับสมัครเอง เด็กหนุ่มเอาแฟ้มประวัติความสามารถพิเศษเยอะแยะ เอาไปวางตั้งให้เถ้าแก่ เถ้าแก่พอเห็นเสร็จปั๊บเอาวางไว้ตรงนั้นแหละ เดี๋ยวอั้วสัมภาษณ์ลื้อหน่อย ลื้อเคยกราบเท้าพ่อ เท้าแม่หรือไม่ ไม่เคยครับ กลับไปได้แล้ว อะไรแฟ้มประวิติเยอะแยะยังไม่ได้อ่าน กลับไปได้แล้ว คนไม่กราบเท้าพ่อ เท้าแม่ไม่ต้องมาทำงานที่นี่ เด็กหนุ่มคนนั้นพอโดนไล่กลับโกรธมาก กลับไปถึงแม่มาเปิดประตูบ้าน ให้พอเห็นหน้าแม่ แม่เห็นหน้าหมอง ๆ ทำไมเป็นอะไรหรือเปล่าลูก ไม่อยากคุย ขึ้นบ้านเดินตึง ๆ ขึ้นไปชั้นบน แม่เห็นลูกก็ใจแป้วเลยลูกอารมณ์เสีย แม่รีบเลย สมองสั่งการทันทีว่าทุกครั้งลูกอารมณ์เสียแม่แก้ไขอย่างไร ของอะไรที่ลูกชอบที่สุดแม่รีบไปเตรียมจัดหา หาไปหามาปีนเก้าอี้ ตกโครมลงมา พอเสียงดังโครมลูกตกใจรีบวิ่งลงมาดูเห็นลูกส้มอยู่ในมือแม่เป็นของโปรดที่ ตัวเองชอบกิน

ลูกรู้เลยทุกครั้งเวลาอารมณ์เสียแม่จะต้องทำสิ่งนั้น ให้กิน เด็กหนุ่มรีบเข้าไปประคองแม่ แม่บอกไม่เป็นไร ๆ พอลุกแล้วก็ล้มปรากฏว่าเท้าแพลง แม่ก็บอกไม่เป็นไรไม่เป็นไร ลูกจับดูมันปูดขึ้นมาเป็นลูกมะนาว เท้าเริ่มค่อย ๆ ช้ำ บอกไปหาหมอ เด็กหนุ่มพอจับเท้าแม่ปั๊บ มันแว๊บขึ้นมาในใจว่าเท้าคู่นี้เลี้ยงเขามาตั้งแต่เขาเกิดจนกระทั่งเขาจบ มหาวิทยาลัย เขาไม่เคยจับเท้าแม่เขาเลย แต่เท้าของตัวเขาเองแม่เคยอุ้มเคยหอมเท้าเขา แต่เขาเองเท้าแม่ไม่เคยจับ ความรู้สึกซึ่งไม่เคยเกิดกับเขามาก่อนมันเกิดขึ้นเขา ก้มลงกราบเท้าแม่น้ำตาไหล เพราะว่าที่แม่เจ็บเท้าตอนนี้เป็นเพราะเขา ผมขอโทษแม่ แม่ก็ว่าลูกไม่ได้ผิดอะไร ๆนะ เด็กหนุ่มเงยหน้าน้ำตาไหลแม่ไม่เป็นอะไร ๆ ลูกไม่ผิดนะลูกไม่ผิด แม่ผิดเอง

เด็ก หนุ่มเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ฟังว่าวันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นบ้าง แม่บอกไม่เป็นไร ๆ นะ เดี่ยวเราไปสมัครงานที่อื่นก็ได้เจ้าของบริษัทเขาคงจะไม่ค่อยเต็มเท่าไหร่ แม่ยังอุตส่าห์แก้ตัวด้วยความรักลูก เด็กหนุ่มพอวันรุ่งขึ้นออกไปหางานใหม่แต่เขากลับไปที่เก่า พอไปถึงเถ้าแก่มองลื้อมาทำไม เด็กหนุ่มบอกว่าขออภัยครับผมไม่ได้มาสมัครงาน แต่ผมมาขอบคุณเถ้าแก่ครับ ถ้าเมื่อวานเถ้าแก่ไม่พูดเรื่องกราบเท้าแม่ผมคงจะไม่มีความรู้สึกใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ขอบคุณเถ้าแก่มากที่ทำให้ผมได้เข้าใจความหมายความรักของแม่นะ แกก็เล่าเหตุที่เกิดขึ้นเมื่อวานหลังกลับไปให้เถ้าแก่ฟังพอเล่าเสร็จเท่า นั้น เก้าแก่ก็ยิ้มพรุ่งนี้ลื้อมาทำงานได้นะ

อาตมากลับไปโพธารามกราบ ครูท่านหนึ่ง เอาสบู่ ยาสีฟัน แปรงสีฟัน แล้วก็ผ้าเช็ดตัวผืนเล็กไปฝาก บอกว่าตอนนี้ไปอยู่อเมริกากลับมาระลึกถึงคุณครูเอาของมาฝาก ครูประทับใจเก็บเอาไว้ ๔-๕ ปี อาตมาไปเยี่ยมอีกที ใช้สบู่ยังไงก็ไม่รู้มันไม่หมดสักที ตั้งไว้ในตู้โชว์ ไว้คุยเวลาคนมา คุณครูใช้ของเมืองนอกเลยนะ ลูกศิษย์เป็นเจ้าอาวาสอยู่อเมริกาเขาเอามาฝากครูคุยได้ตั้ง ๔-๕ ปี ปัจจุบันยังคุยอยู่มั้ง แต่มันเป็นความสุขของท่าน อาตมาทำงานใหม่ ๆ ได้เงินเดือน ๔๐๐ บาท กลับไปเยี่ยมบ้านเอาไปให้แม่ ๒๐๐ บาท ให้อาโกว(พี่สาวหรือน้องสาวพ่อ)ไปร้อยหนึ่ง พอให้แม่น้ำตาไหลเลย แต่พอเราจะกลับไปทำงานแม่เรียกเข้าไปหาให้อาตมา ๕๐๐ บาท เห็นไหมมันน่าให้แม่นะ แม่อาตมาน้ำตาไหลเพราะข้อที่ ๑ ก็คือมันไม่ลืมกูมันเป็นความรู้สึกตื่นขึ้นมา ข้อที่ ๒ มันช่วยเหลือตัวมันเองได้แล้ว ข้อที่ ๓ เมื่อมันมีความกตัญญูไม่ต้องไปห่วงมัน มันเอาตัวเองรอดได้ นั่นคือความรู้สึกของแม่ อาโกวอาตมาให้ไปร้อยเดียวก็วางไว้ ๓ -๔ เดือนไปทำงานกลับมาสตางค์ยังอยู่บนเชี่ยนหมากของอาโกว ใครไปก็พูด สงค์หลานมันทำงานแล้วมันให้มาร้อยหนึ่งคุยมา ๔ เดือนแล้วยังไม่ได้ใช้เลย ตกลงเก็บสตางค์ไว้ เอาไว้คุย มันเป็นความสุข

ปัจจุบันพ่อแม่เราคุย ถึงตัวเราได้ไหม ลูกเอ็งเป็นยังไง คือมันคุยไม่ออกระหว่างโทรไปหาแฟนกับระหว่างโทรไปหาคุณพ่อ คุณแม่ โทรหาใครมากกว่ากัน คนส่วนมากจะผูกลงไม่ยอมผูกขึ้น ผูกลงก็คือพอมามีแฟนก็ไปผูกแฟน พอมามีลูกก็ไปผูกลูก พอมีหลานผูกลงไปที่หลาน แต่ไม่ยอมผูกกลับไปที่คุณพ่อ คุณแม่ ปู่ ย่า ตา ยาย เราแกะปมเหล่านั้นออก ใครที่รักเรา เราแกะทิ้งๆ ส่วนเรารักใครเราผูกขึ้นมา มันผูกลง ปัจจุบันก็เลยมีลูกบังเกิดเกล้า

อีกเรื่องหนึ่ง เด็กหนุ่มมาเรียนจบที่กรุงเทพฯ พอจบปั๊บไม่ได้กลับบ้าน ได้งานก็เลยทำงานอยู่กรุงเทพไม่ยอมกลับบ้าน แม่โทรศัพท์มาหาอาตี๋ปีนี้มาไหว้ตรุษจีนนะ กลับไม่ได้นะงานยุ่งแม่ กลับไม่ได้ แม่บอกว่าไม่เป็นไรอาตี๋ดูแลสุขภาพด้วยนะอย่าทำงานหนักเกินไป อาตี๋วางหูฉับแม่ นั่งซึมแล้วเอามือมาดึงลิ้นชักมองลงไปในลิ้นชักมีซองอั่งเปาที่เตรียมไว้สาม ซองแม่เอามือล้วงลงไปในกระเป๋าเสื้อที่หน้าอกหยิบมาอีกซองหนึ่ง แล้วก็วางลงไปในลิ้นชักแล้วก็ปิดก๊อก กี่ปีแล้วที่อาตี๋ไม่กลับบ้าน ๔ ปี ความผูกพันมันหายไป


แต่เรื่องที่สะเทือนใจมากก็คือ เด็กหนุ่มที่มาเรียนในกรุงเทพแล้วก็มีแฟน ชวนเขากินข้าวแล้วก็โทรศัพท์คุยกะเขาทุก ๆ คืน ส่วนสิ่งที่เด็กหนุ่มคนนี้เกลียดมากเบื่อมากก็คือ กลางคืนจะมีโทรศัพท์ของแม่มาหาแก แล้วพอแกรับขึ้นมาก็ “เหนื่อยไหมลูก กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านเป็นไงบ้างหนักไหม” ลูกจะเบื่อคำเหล่านี้มากแต่ทุกคืนเขาก็จะโทรไปหาผู้หญิงคนที่เขารัก เหนื่อยไหมวันนี้ กินข้าวหรือยัง อาบน้ำหรือยัง แล้วการบ้านหนักไหม แล้วมันเอาคำเน่านั่นแหละแต่มันก็ใช้ของมัน คืนนั้นขณะหนึ่งที่เขากำลังโทรขอความรักจากแฟน มีโทรศัพท์ซ้อนเข้ามาเขาเหลือบดูแม่ แม่โทรมาทำไมกำลังขอความรัก เข้ามายุ่งอะไรกันตอนนี้ไม่ยอมรับโทรศัพท์แม่ คุยจนแม่วางสายไปแล้ว คืนนั้นเขาก็นอนอย่างมีความสุขของเขาที่ได้คุยกะสาว ตอนเช้าโทรศัพท์มา รีบกลับบ้านด่วนแม่เสียชีวิต เขาตกใจเกิดอะไรขึ้นก็เมื่อคืนแม่ยังโทรมา พอกลับไปถึงบ้านทราบว่าโจรขึ้นบ้านเมื่อคืนนี้ปล้นแต่พอจะไปเอาสตางค์ที่แม่ เก็บไว้เพื่อส่งลูกเรียน แม่ไม่ยอมสู้กับโจรก็เลยโดนโจรแทงจนกระทั่งเสียชีวิต ก่อนเสียชีวิต แม่กดโทรศัพท์มาหาลูก ลูกไม่ยอมรับ เงินก็เอาไปหมด แต่ว่าโทรศัพท์ที่อยู่ที่มือแม่เขาไม่ได้เอาไป พอญาติมาเยี่ยมเขาไปดูเบอร์ที่โทร ไม่ได้โทรไปหาตำรวจ ไม่ได้โทรบอกญาติที่อยู่ใกล้ ๆ มีอยู่เบอร์เดียวก็คือโทรหาลูก อยากได้ยินเสียงลูกเป็นครั้งสุดท้าย แต่ลูกก็ไม่ยอมรับโทรศัพท์ของแม่เป็นมิสคอนแน็ค(ไม่สามารถติดต่อได้) เด็กหนุ่มพูดอะไรไม่ถูกหลังจากนั้นเขากลับไปเรียน เรียนไม่รู้เรื่อง แล้วแฟนก็ทิ้งเขาไป

เรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์ อาตมาอยากจะฝากพวกเรา ใครที่มีบุญคุณ แล้วเราไม่เคยบอกรักเขาเลย ไม่เคยขอบคุณเขาเลย ผิดพลาดเราก็ไม่เคยขอโทษเขาด้วยวันนี้เปิดโอกาสพิเศษ ขอฝาก ๔ ข้อ ๑. โทรไปบอกรักท่านถ้าพ่อ แม่เสียชีวิตไปแล้วใครที่มีบุญคุณกับเราโทรศัพท์ไปบอกรักท่าน ข้อที่ ๒. ขอบคุณที่บุคคลเหล่านั้นมีบุญคุณแก่เรา ตอนนี้มีพ่อ แม่สามีหรือภรรยาที่ดีต่อเราทำกับข้าวดูแลเราหรือหาเงิน หาทองมาให้เราขอบคุณเขา ข้อที่ ๓. ขอโทษสิ่งที่เราเคยผิดพลาดบกพร่อง ขอโทษเขา ส่วนข้อที่ ๔ สำคัญอย่าบอกว่าพระบอกให้โทร

(พระอาจารย์ เริ่มสอนภาวนา) พวกเราขยันภาวนาวันนี้ตั้งใจมา แต่เวลาเหลือนิดหนึ่งภาวนากัน นั่งตั้งกายตรงนะปิดไฟได้ก็ปิดไฟสักพักหนึ่งนะ ให้สงบ ๆ เหมาะกับการภาวนา ในช่วงเวลาต่อไปนี้เป็นช่วงเวลาของการให้อาหารใจ หลักการให้อาหารใจเบื้องต้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าอุชุกายังตั้งกายให้ตรง อาตาปีท่านให้มีความเพียร สัมปะชัญโน มีสัมปชัญญะ สติมา มีสติ วิริยะโลเก อภิชฌาโทมนัสสะ ท่านให้ถอดความพอใจและความไม่พอใจในโลกออกเสีย ตอนนี้ลองสลัดความคิดความวุ่นว่ายต่าง ๆ ออกไปให้หมดไม่ต้องยุ่งกับใคร อดีตผ่านไปแล้วไม่ต้องดึงมาขบเคี้ยว อนาคตยังมาไม่ถึงไม่ต้องไปกังวล ลองอยู่กับปัจจุบันขณะดูนะ หายใจเข้าทำใจให้สบาย หายใจออกทำใจให้สบาย ในช่วงแรกลองดึงลมหายใจให้ยาว ๆ ก่อน หายใจเข้ายาว หายใจออกยาวดีมาก ใจนิ่ง ๆ โปร่ง ๆ โล่ง ๆ สบาย ๆ นิ่งๆ อยู่ภายใน
พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่าจิตที่ ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้ สุขอื่นเหนือความสงบไม่มี สุขอื่นไม่สนใจ ไม่สนใจสิ่งต่าง ๆ ไม่มีเสียงใดที่จะมาทำร้ายใจเรา ถ้าเราไม่สนใจแส่ส่ายให้วุ่นวายเรื่องภายนอกตอนนี้ตั้งใจไว้ที่ใจ กายตั้งตรง คอตั้งตรง ใจยิ้ม ๆ เบิกบานอยู่ภายในดีมาก อย่าน้อมใจให้ลึกนะปล่อยให้โปร่ง ๆ ให้สบาย ๆ ใครรู้สึกซึม ๆ ก็ดึงลมหายใจให้แรงขึ้น อาหารของกายก็คือข้าวปลาที่เราทานกัน ส่วนอาหารของใจคือความสงบ ใจกินความสงบเป็นอาหาร ตอนนี้เราอยู่กับความสงบด้วยใจ ที่จริงใจมันสงบอยู่ก่อนนั้น แต่ที่มันฟุ้งมันวุ่นวายขึ้นมาเพราะเราไปดึงอดีตบ้าง ดึงอนาคตบ้าง เอามาแบก เอามาหอบ เอามากอดมารัดไว้ ใจก็เลยอึดอัดตอนนี้เราปล่อยวางสิ่งต่าง ๆ ปล่อยไม่พอนะต้องวางด้วยเขาเรียกว่าปล่อยแล้วก็วาง

แต่ถ้าใคร รู้สึกงงจะหาจุดยืนอื่นของใจก็ได้ จะมาอยู่ที่ท้องพอง ยุบ ก็ได้ อยู่ที่ลมหายใจออก เข้าก็ได้ นั่งนับท้องไปดูใจสบาย ๆ สำคัญก็คือเวลาปฏิบัติ อย่าให้หนัก อย่าให้อึด อย่าให้ดื้อ อย่าให้ทึบ อย่าให้มึน อย่าให้งง ทำใจโปร่ง ๆ ดีมากเราจะเห็นว่าใจเริ่มมีพลังขึ้นมา เวลาเริ่มแรกเราหายใจลึก ๆ ตรงนั้นเป็นการบริหารปอด ขณะหายใจเราเอาสติตามรู้ไปด้วยเป็นการบริหารใจ ในช่วงนี้เราจะรู้สึกว่าร่างกายสดชื่น จิตใจก็สดชื่น จิตใส ใจสบาย ๆ ดีมาก เราอยู่กับความโปร่ง ความโล่ง ความเบา ความสบายใจเบิกบานแบบนี้สักครู่หนึ่งใจสงบ ตั้งใจแล้วก็ตั้งใจอีก เราค่อยสูดลมหายใจเข้าช้า ๆ ยาว ๆ ผ่อนลมหายใจออกสบาย ๆ น้อมความแช่มชื่นเบิกบานเกิดขึ้นภายใน น้อมความชุ่มเย็นให้เกิดขึ้นภายในแล้วสร้างความรู้สึกยิ้มภายในใจ การทำความสงบเย็นภายใน เพียงแค่ไก่กระพือปีกก็เป็นกุศล


บัด นี้บุญกุศลได้เกิดขึ้นแล้ว เพราะฉะนั้นต่อไปนี้ตั้งกายตั้งใจน้อมที่ได้บำเพ็ญบุญแล้วนี้แก่คุณพ่อ คุณแม่ ลองดึงลมหายใจยาว ๆ ดึงน้อมให้เห็นคุณพ่อ คุณแม่ท่านจะยังมีชีวิตอยู่หรือละโลกนี้ไปแล้วก็ไม่เป็นไร ทำความรู้สึกเสร็จแล้ว ก็ลองดึงลมหายใจอีกนิดหนึ่งน้อมแสงสว่างให้เกิดขึ้นภายใน แล้วทำความรู้สึกเหมือนกับเราเอาแสงสว่างนั้นแทนบุญกุศลไปวางใส่ตักคุณพ่อ คุณแม่ ถ้าท่านมีความทุกข์ก็ขอให้พ้นจากทุกข์ทั้งปวง ถ้าท่านมีความสุขก็ขอให้สุขยิ่ง ๆ ขึ้นไป และมีโอกาสได้รู้ธรรมเห็นธรรมเข้าถึงธรรม ขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า เสร็จแล้วก็ตั้งใจน้อมแผ่ส่วนกุศลไปยังครูบาอาจารย์ ปู่ ย่า ตา ยาย ญาติสนิท มิตรสหาย เจ้ากรรมนายเวรทั้งหลาย ตลอดจนสรรพศัตรูหมู่มารทั้งหลาย และแม้กระทั่งผู้ใดที่เราเคยโกรธ เคยเกลียด เคยอาฆาต เคยพยาบาท ก็ให้แผ่เมตตาไปให้แก่เขาเหล่านั้น ขอเขาเหล่านั้นจงได้มีความสุขโดยทั่วหน้ากัน จงได้รับผลบุญที่เราได้บำเพ็ญนี้โดยทั่วกันด้วยเถิด เราค่อย ๆ พนมมือขึ้นช้า ๆ จับความรู้สึกตามในขณะที่พนมมือตั้งใจกรวดน้ำด้วยน้ำจิต น้ำใจ กรวดน้ำแผ่เมตตาว่าตาม อิทังเม ญาตินังโหตุ สุขิตาโหตุ ญาตะโย ขอเดชะตั้งจิตอุทิศผล บุญกุศลนี้แผ่ไปให้ไพศาล ถึงบิดา มารดา ครูอาจารย์ ทั้งวงศ์วานญาติมิตรสนิทกัน คนเคยรักเคยชังแต่ครั้งไหน มีส่วนได้ในกุศลผลของฉัน ทั้งเจ้ากรรมนายเวรและเทวัน ขอให้ท่านได้กุศลผลนี้เทอญ สาธุ สาธุ สาธุ

โลกที่วุ่นวาย

สัตว์ทุกประเภทเมื่อเห็นแก่ตัวแล้ว ก็จะต้องขวนขวายแสวงหาแต่ความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียว การขวนขวาย หาความสุขเพื่อตัวฝ่ายเดียวนั้น ก็จะต้องเป็นเรื่องกระทบ กระเทือนเบียดเบียนถึงคนอื่นหรือสัตว์อื่น ให้ได้รับความ ทุกข์เดือดร้อน นี่เป็นวิสัยของโลก มันเป็นอยู่อย่างนี้ตลอดกาล

ถ้า หากว่าเราเห็นเรื่องการเบียดเบียน หรือการเห็นแก่ตัวเป็นเรื่องทำลายความสุขของคนอื่น เป็นเครื่องทำความเดือดร้อนให้กับคนอื่นหรือสัตว์ตัวอื่น เราจึงหันมารักษาศีล คือหาเครื่องกรองเพื่อให้เห็นว่าการทำเช่นนั้นมันไม่ดี มันเป็นเรื่องนำมาซึ่งความทุกข์เดือดร้อนให้แก่คนอื่นและสัตว์ตัวอื่น ตัวอย่างเช่นงดเว้นจากการฆ่าสัตว์

ตามปกติคนเรามีนิสัยชอบกินเนื้อเขาเป็นพื้น เห็นเนื้อเขาก็น้ำลายพุ่งออกมาเลยไม่ว่าเนื้ออะไรทั้งหมด มันติดนิสัยกินเนื้อเขาเอามาเป็นอาหารเอามาบำรุงร่างกายของตัว อันนี้เรียกว่าเห็นแก่ตัว

ถ้า หากผู้ใดรู้เรื่องหมด เห็นโทษ เห็นภัยอย่างนี้แล้วหันมาพยายามรักษาศีล คือ งดเว้นการฆ่าสัตว์ ถึงแม้จิตใจมันยังชอบหรือยังอยากอยู่ก็ตาม แต่กายและวาจาไม่กระทำ คือกายไม่ไปฆ่าหรือวาจาไม่บังคับให้เขาฆ่า งดเว้นเพียงข้อเดียวเท่านั้น ธรรมะก็ปรากฏขึ้นมาแล้วในกายในวาจาของคนคนนั้น คือไม่เบียดเบียนสัตว์อื่น นี่มันกรองได้อย่างนี้

คนเราเกิดขึ้นมาในโลกนี้แล้วก็ปะปนอยู่กับโลก วุ่นวายอยู่กับโลก เห็นเรื่องของโลก ได้ผ่านได้ประสบพบเหตุการณ์มาแล้วทุกอย่างทุกประการ ผู้ที่ปฏิบัติศีลธรรมทั้งหลายล้วนแล้วแต่เบื่อเรื่องโลก เห็นโทษของเรื่องโลกของเรื่องวัฏสงสาร จึงได้พากันพยายามมาปฏิบัติทางด้านศีลธรรม เพื่อกลั่นกรองเอาธรรมะออกมาจากโลกอันนี้ ในทางพุทธศาสนาเครื่องกลั่นกรองนี้พระพุทธเจ้าทรงเรียกว่า ไตรสิกขา ได้แก่ ศีล สมาธิ ปัญญา เครื่องกลั่นกรองมี ๓ อย่างนี้เท่านั้น

ศีล เป็นเครื่องกลั่นกรองอย่างหยาบก็จริงอยู่ แต่ถ้าหากไม่มีศีลเป็นเครื่องกรองเสียแล้ว เราก็ไม่รู้จักว่าคนเรามีเรื่องของโลกปะปนอยู่มากน้อยเท่าใด คำว่า สัตว์โลก แปลว่า ผู้ยังข้องยังติดอยู่กับโลก คนเรามันยังติดอยู่กับโลก พอใจยินดีกับโลก ท่านจึงเรียกว่าสัตว์ มนุษย์คือสัตว์ประเภทหนึ่ง สัตว์โลกเมื่อเกิดขึ้นมาตามธรรมดาสามัญทั่วไปย่อมเห็นแก่ตัว เอาแต่ความสุขส่วนตัวเป็นพื้น การเห็นแก่ตนนั่นแหละเป็นวิสัยของสามัญสัตว์ทั่วไป หรือจะพูดอีกนัยหนึ่งว่าเป็นเรื่องของโลก

หากใจยังคิดนึกอยู่ท่านก็ไม่ได้ปรับโทษว่าเป็นการล่วงละเมิดศีลข้อ ๑ คือฆ่าสัตว์ เพราะกายและวาจางดได้ไม่ยอมทำ เนื่องจากกลัวศีลจะขาด แต่ใจยังรักษาไม่ได้ เท่านี้ก็เป็นการกรองออกมาจากโลก ไม่เป็นโลกแล้ว มีธรรมขึ้นมาแล้ว แต่ธรรมตอนนี้ยังไม่ทันบริสุทธิ์ ธรรมยังเศร้าหมองยังไม่ทันผ่องใสเต็มที่ เปรียบเหมือนกับทองคำที่เขาหล่อหลอมแล้ว ไล่ขี้มันออกแล้วเป็นทองบริสุทธิ์ก็จริง แต่ยังไม่ได้ทำรูปพรรณให้เป็นเครื่องใช้ มันยังไม่สวยสดงดงามพอจะเป็นเครื่องประตับตกแต่งได้ ศีลก็ขนาดนั้นเหมือนกัน สำหรับข้อแรกเราก็พอจะเห็นการกลั่นกรองออกมาได้แล้ว

ข้อ ที่สอง งดเว้นเสียจากการลักขโมยฉ้อโกงของของคนอื่น เอามาเป็นกรรมสิทธิ์ของตน คนเราเมื่อเห็นแก่ตัวแล้วก็ต้องแสวงหา ทีแรกก็นำมาค้าขายแลกเปลี่ยน หาผลกำไรเป็นธรรมดา เมื่อหาผลหากำไรได้ไม่พอใจ เพราะความโลภมันแทรกซึมอยู่มาก ก็จะมีการละโมบ ฉ้อโกง หรือเห็นของที่เขาทอดทิ้งไว้ไม่เห็นเจ้าของ ก็จะหยิบฉวยเอาไปเป็นของตน นี่เป็นโลกมันแทรกซึมอยู่กับธรรมอย่างนี้ ถ้าหากว่าเรามาสมาทานศีล หรือตั้งใจงดเว้นศีลข้อที่สอง คือไม่ลักขโมยฉ้อโกงของเขา ถ้าใจมันยังอยากอยู่แต่เรากลัวศีลจะขาด เราก็พยายามไม่ฉ้อโกงไม่ขโมยของเขา อันนี้ก็เรียกว่าเรากรองจากโลกออกมาแล้ว จะปรากฏขึ้นมาแก่ใจของตนว่า ธรรมะของเราปรากฏขึ้นแล้ว

ส่วน ข้ออื่นๆ เช่นการประพฤติผิดมิจฉาจาร กล่าวมุสาวาจา ดื่มสุราเมรัย หรือศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ถ้าจะไล่เป็นข้อๆ ไปแล้วก็ยืดยาว เพียง ๒ ข้อนี่ก็แสดงให้เห็นชัดอยู่แล้วว่า การกลั่นกรองธรรมะออกมาจากโลกกรองได้ด้วยวิธีนี้ คือกรองด้วยการรักษาศีล

พระสูตร

ศาสนาพระสูตรนี้มีสาระหลากหลายตามแต่วิจารณญาณของแต่ละท่าน สำหรับผู้เขียนพอจะสรุปได้จากปัญญาอันน้อยนิด ดังนี้

๑. ในห้วงนั้น พระวินัยหรือศีลของพระคงเพิ่งจะมีแค่ ๑๕๐ ข้อ แม้เพียงเท่านี้พระชาววัชชีบุตรก็แหกปากร้องลั่นว่า รักษาไม่ไหวแล้ว ศีลมันมากเหลือเกิน

๒. พระพุทธองค์ทรงเป็นผู้ฝึกคนที่ยอดจริงๆ ทรงรวมสิกขา คือ ข้อปฏิบัติให้เหลือเพียง ๓ อย่าง แท้ที่จริง ๓ อย่างนี้ว่าไปทำไมมีกลับมากกว่าศีล ๑๕๐ ข้อเสียอีก เพราะมิได้รักษาแต่กายและวาจาเท่านั้น แต่ได้ครอบคลุมไปถึงจิตและปัญญาด้วย (แต่พระวัชชีบุตรกับปฏิบัติได้) พุทธอุบายนี้ต้องนับว่าเป็นจิตวิทยาชั้นยอด แม้ว่าจะยากลำบากในเชิงปฏิบัติ แต่เมื่อคนเห็นว่ามันมีน้อยความย่อท้อจึงไม่มี แต่จะเกิดขันติและวิริยะที่จะปฏิบัติให้ยิ่งๆ ขึ้นไป และท่านก็ทำจนสำเร็จได้จริง

๓. การรักษาศีลโดยมีปัญญาร่วมด้วย มีการฝึกฝนอบรมจิตร่วมด้วย เป็นการรักษา “ต้นศีล” (ไม่ใช่ต้นธรรมต้นธาตุนะ) เมื่อรักษาศีล (จิต) ได้แล้ว ปลายศีลคือการควบคุมกายและวาจา มันก็จะไปไหนเสีย  รักษาจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ก็ได้ชื่อว่าย่อมรักษาทุกสิ่งไว้ได้ทั้งหมดในโลก !

ถ้าจะมีคำถามว่า แล้วจะเอาอะไรไปรักษาจิตล่ะ  ก็เอา “สติ” น่ะซิไปรักษาจิต อย่างอื่นไม่มี

แล้ว สติอย่างเดียวจะใช้ดับทุกข์ได้หรือ ไม่ได้ , สติอย่างเดียวใช้ดับทุกข์ไม่ได้ ต้องมีปัญญาร่วมด้วย แต่ก็ต้องไม่ลืมว่า ในที่นี้ว่าถึงการรักษาศีล ถ้ามีสติควบคุมจิตไว้ได้ทั้งกายและวาจา ก็ย่อมจะไม่ละเมิดศีล แต่กิเลสที่เกิดทางใจนั้นยังไม่ได้พูดถึง ในพระสูตรนี้ พระพุทธองค์ทรงแสดงถึงการรักษาศีลที่ “ครบวงจร” จริงๆ คือ การละราคะ โทสะ และโมหะด้วย จึงทรงนำเอาอธิจิตและอธิปัญญาเข้ามาร่วมด้วย

ใน ปัจจุบันนี้ ถ้านักบวชรูปใดมีความเห็นว่าศีล ๒๒๗ ข้อมันมากไปรักษาไม่ได้ จะหันมารักษาเพียง ๓ ข้อ ตามแนวของพระพุทธองค์ก็ได้ หรือเห็นว่า ๓ ข้อมันยากไปอีกเพราะคลุมไปหมด จะเอาเพียงศีล ๑ ก็ยังได้ นั่นคือ การเอาสติควบคุมจิต ไว้เพียงอย่างเดียว เมื่อสามารถคุมจิตไว้ได้เพียงอย่างเดียว ศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ก็เป็นอันว่าได้ถูกรักษาไว้แล้วโดยอัตโนมัติ

ธรรมะใกล้ตัว

พุทธประวัติของพระพุทธเจ้าสามารถเป็นที่พึ่งให้บุคคลผู้ปรารถนาความสำเร็จ ในชีวิต สามารถนำไปเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต พระธรรมย่อมเป็นที่พึ่งที่ช่วยทำจิตใจให้เข้มแข็งในการดำเนินชีวิต พระสงฆ์ย่อม เป็นที่พึงได้ในยามที่ปรารถนาความสุขสำราญใจ

พระ พุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ล้วนแต่ต้องอาศัยกาลเวลาในการบ่มเพาะให้เกิดขึ้นในโลก เหมือนดังดินที่แปรสภาพกลายเป็นเพชร ก็เพราะกาลเวลา เพชรแม้มีค่ามาก ก็ต้องการคนคอยระวังรักษา ไม่ใช่รักษาคน แต่พระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นดุจแก้วที่มีแสงสว่างชี้นำการดำเนินชีวิตของบุคคล

ดังนั้นด้วยความประเสริฐกว่าเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงขนามนามพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ว่าพระรัตนตรัย แก้วอันประเสริฐ ๓ ประการ รัฐบาลได้ประกาศ ให้วันที่ระลึกถึงพระรัตนตรัยหรือวันอาสาฬหบูช เป็นวันสำคัญแห่งชาติ เมื่อประมาณปีพ.ศ. ๒๔๙๘ เป็นต้นมา

โยมส่วนมากไม่ระลึกถึงพระรัตนตรัย จึงทำให้ชีวิตเป็นดุจแก้วแตก ถ้ามาศึกษาในคุณพระรัตนตรัยแล้ว ก็จักเป็นผู้มีแก้วอันประเสริฐประจำตน

“โยม.. แก้วน้ำเป็นเพียงวัตถุที่ทำหน้าที่ใส่น้ำเพื่อดื่มเพื่อใช้เท่านั้น แก้วน้ำแตกก็เป็นธรรมดาของแก้วน้ำ แก้วน้ำที่ทำมาจากแก้ว มีความแตกมาตั้งแต่เริ่มถูกสร้างเสร็จแล้ว มันไม่แตกวันนี้ พรุ่งนี้หรือวันต่อๆไป ก็ต้องแตก ถึงไม่มีใครทำแตก เมื่อเก่าคร่ำคร่า เจ้าของก็โยนทิ้งให้แตกสลายไปในที่สุด มันเป็นธรรมชาติของแก้วน้ำนะโยม”

“นี่แสดงว่า ถ้าแก้วน้ำเป็นสิ่งที่มีชีวิต มันก็มีความแตกดับสลายตายจาก เป็นที่สุดเหมือนกันซิครับ”

“ใช่แล้วโยม โยมเคยพิจารณาไหมว่าแก้วน้ำที่ใช้กันอยู่นั้น มีราคาคุณภาพที่แตกต่างกัน พวกแก้วพลาสติกนี่ก็ถูกที่สุด แก้วแสตนเลส แก้วไม้ แก้วน้ำใสๆ ธรรมดา ก็มีราคาแพงขึ้น แก้วเจียรนัยอย่างดีก็แพงที่สุด โยมเห็นถึงความแตกต่างไหม?”

“ผมคิดว่ามันแพงตามมูลค่าวัสดุและขบวนการผลิตนะหลวงพ่อ แก้วเจียรนัยที่แพงกว่าเพื่อนก็เพราะมีขั้นตอนการผลิตที่มีคุณภาพและศิลปะ มากกว่าเพื่อนนะครับ”

“ชีวิตของพวกโยมล่ะ เป็นแก้วอย่างไหน ?”

“พูดยากครับ บางทีก็เป็นแก้วพลาสติก บางทีก็เป็นแก้วเจียรนัย บางทีก็เป็นแก้วน้ำธรรมดา แล้วแต่โอกาสเวลาครับ คนอื่นล่ะว่าไง”

“ผม/ดิฉัน ก็เหมือนกันละครับ/ค่ะ”

“ทำไมชีวิตของโยมจึงเป็นแก้วหลากชนิดเช่นนี้ล่ะ ?”

“พวก ผมยังมีความอยากได้อยู่มากละครับ บ่อยครั้งที่ผมปล่อยอารมณ์ตนเองให้มีความอยากได้ ครั้นไม่สมหวัง ก็แสดงอาการโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง ตอนนี้ชีวิตของผมก็เป็นแก้วพลาสติกที่มีคุณค่าน้อยๆในสังคม บางครั้งก็มีความตั้งใจจะทำตนเป็นคนดีของสังคม ก็พยายามทำตนเป็นคนดี ซึ่งมันรู้สึกว่าทำยากเหมือนกันนะครับ ตอนนี้ก็เป็นเหมือนแก้วเจียรนัย บางครั้งผมก็รู้สึกว่าทำดีบ้างทำไม่ดีบ้าง ผมมันก็คนธรรมดานี่ครับ ตอนนี้ก็เป็นแก้วน้ำธรรมดานะครับ”

“โยมรู้สึกว่าตนเป็นเหมือนแก้วแตกบ้างไหมในชีวิต?”

“โอ.. บ่อยครั้งครับ ที่ผมมีชีวิตเหมือนแก้วน้ำที่แตก มันเกิดจากความไม่ดีในตัวของผมเองครับ ผมบอกแล้วว่าความอยากในบุคคล วัสดุสิ่งของ ของผม ทำให้ผมไม่ค่อยคิดถึงความรู้สึกคนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้าง เมื่อผมได้ทำร้ายความรู้สึกของเขาด้วยเจตนาก็ดี ไม่มีเจตนาก็ดี จะเป็นทำร้ายด้วยกำลังหรือวาจา ความแตกร้าวในความคิดของผู้ที่ถูกผมทำร้ายก็เกิดขึ้น นี่เป็นชีวิตแก้วแตกของผมแม้จะรู้ว่าแก้วแตกแล้วยากที่จะประสานให้เหมือน เดิม นอกจากนำไปหลอมใหม่ ผมก็ลืมตัวอยู่เสมอครับ เพื่อนที่อยู่นี้ก็คงเหมือนกันนะครับ วันนี้จึงพากันมาหาหลวงพ่อที่ธรรมสถานหลังนี้”

“ดิฉันก็เป็นเหมือนพี่คนนี้เจ้าค่ะ บ้านช่องที่อยู่นี้ เหมือนนรกเลย ทำให้ไม่อยากกลับบ้าน บางทีตื่นมาก็รีบออกจากบ้านโดยเร็ว ชีวิตของดิฉันก็เป็นแก้วแตกเจ้าค่ะ”

“คงเหมือนกันหลายคนนะ เห็นหัวคิ้วขมวดเป็นโบว์เลย แก้วแตกก็ทิ้งไปเลย จะไปนั่งคิดทำไมล่ะ มันเป็นของเสียหายไปแล้ว เก็บไว้ก็ไม่เกิดประโยชน์ เป็นธรรมชาติของแก้วที่ต้องแตก โยมว่าไหม?”

“หลวงพ่อพูดง่ายจริงนะครับ บริษัทส่งพวกเรามาหาหลวงพ่อก็เพราะความรู้สึกแก้วแตกนะครับ”

“โยม ทั้งหลายรู้ตัวว่าเป็นแก้วแตก ก็นับว่าเป็นการดี เพราะโยมแต่ละคนย่อมรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุแห่งแก้วแตกของชีวิต เอาล่ะตอนนี้ทุกคนนั่งให้สบายๆ นั่งท่าไหนสบาย ก็นั่งท่านั้น ทำตนให้มีอิสระในการนั่ง ทำตนให้สัมผัสกับความสุขในการนั่ง เมื่อคิดว่าสุขสบายที่พึงพอใจแล้ว ก็หลับตาลง นั่งคิดถึงเหตุการณ์แก้วแตกในชีวิตของตน ถ้าคิดไม่ออก ก็คิดถึงแก้วน้ำที่เจียรนัยอย่างดี ราคาแพงๆ ว่าถ้าแก้วใบนี้แตก เรารู้สึกอย่างไร? เมื่อรู้สึก แล้ว ก็คิดต่อไปว่า ทำอย่างไรแก้วใบนี้จะไม่แตก วิธีที่คิด นี้เราจะทำได้ไหม หลวงพ่อจะให้เวลาคิดไปก่อนนะ อย่าลืมตาเด็ดขาด ให้มีความคิดจดจ่อเรื่องแก้วแตกอย่างเดียว เริ่มเลย”

………

“คงมีคำตอบในใจกันทุกคนแล้วนะ ต่อไปนี้ลืมเรื่องแก้วแตกที่คิดได้ไปให้หมด อย่าให้มีความคิดใดในหัว กำหนดความรู้สึกมาที่หู ฟังเสียงหลวงพ่ออย่างเดียว ฟังให้จบ แล้วค่อยคิดตามไป ถ้าเกิดความรู้สึกว่าเสียงหลวงพ่อหายไป ก็ช่างมัน ปล่อยมันไป ถ้ารู้สึกว่าง่วงนอน ก็หลับไปเลย ไม่เป็นไร เอ้า..ทำหัวให้ว่าง อย่าให้มีความคิดสักอย่างเลยนะ

แก้ว น้ำจะเป็นชนิดใดก็ตาม ราคาถูกแพงก็ตาม แก้วน้ำนั้นก็เป็นเพียงวัสดุสำหรับใช้สอยในชีวิต การคงอยู่ของแก้วน้ำ ก็ขึ้นอยู่กับความพึงพอใจของเจ้าของ ตราบใดที่เจ้าของมีความพึงพอใจอยู่ แก้วน้ำใบนั้นก็ยังมีคุณค่าอยู่ ความพึงพอใจในแก้วน้ำ เราเป็นคนกำหนด เราเป็นคนรู้คุณค่า แต่ชีวิตของเรา ใครเป็นผู้กำหนด? ใครเป็นผู้รู้คุณค่า?

ในคราที่ทรงเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ โอรสแห่งพระเจ้า สุทโธทนะ และพระนางสิริมหามายา พระสวามีแห่งพระนางยโสธรา ความสมบูรณ์พูนสุขในสรรพสิ่งที่ปุถุชนปรารถนา พระองค์ทรงมีครบทุกประการ ชีวิตของเจ้าชาย สิทธัตถะเป็นเหมือนแก้วเจียรนัยที่งดงามและสูงค่า ที่ถูกตั้งประดับโชว์ความงดงามในสถานที่อันอลังการ แต่ความผกผันของชีวิตเจ้าชายสิทธัตถะได้เกิดขึ้นเมื่อพระองค์ทรงเห็นสภาพของ คนแก่ คนเจ็บ คนตาย และนักบวช ที่พระองค์ไม่เคยเห็นมาก่อนในชีวิต พระองค์ทรงตริตรองถึงสภาพของคนเหล่านั้น พร้อมกับย้อนมาพิจารณาพระองค์เอง ในที่สุดทรงพบว่าชีวิตของพระองค์ก็จักเป็นเช่นนั้น ไม่ต่างกันเลย พระองค์ทรงคิดต่อไปว่าทำอย่างไรจึงจะพ้นไปจากสภาพเช่นนี้ได้ ทรงเห็นว่าการออกบวชศึกษาปรัชญาในเรื่องนี้จากสำนักคณาจารย์ที่มีชื่อเสียง จักเป็นการช่วยพระองค์ได้ พระองค์เสด็จออกบรรพชาด้วยความอาจหาญ ไม่เสียพระทัยต่อสรรพสุขที่ทรงมี นี่จึงเป็นภาวการณ์แก้วแตกของพระพุทธองค์

ภาวการณ์ แก้วแตกแม้จะทำให้เกิดความรู้สึกในทางที่ไม่ดีได้มากมาย แต่ถ้าเรารู้จักคิดถึงสภาวะของท่านผู้ผ่านเหตุการณ์เช่นนั้นมาบ้าง เราก็สามารถสรรสร้างสิ่งที่ก่อประโยชน์จากภาวการณ์ที่สูญเสียได้ พึงศึกษาดูเถิดว่า ถ้าเจ้าชายสิทธัตถะไม่เกิดภาวการณ์แก้วแตก พุทธศาสนาก็คงไม่มีในโลกนี้ คุณประโยชน์อันมหาศาลที่เจ้าชายสิทธัตถะทรงค้นพบ จนนำให้พระองค์เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ก็คือพระธรรมอันเป็นธรรมชาติปกติของโลก พระองค์ทรงเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่า ธรรมชาติเหล่านี้ดำรงอยู่คู่กับโลกเสมอมา เพราะเหตุที่คนไม่เข้าใจในธรรมชาติ ของปกติโลก ชีวิตคนจึงหมุนเวียนไปตามกระแสโลกที่มีวิวัฒนาการไปตลอดเวลา ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องประสบ ไม่มีใครเอาชนะความแก่ ความเจ็บ ความตายได้ การรู้จักธรรมชาติของความแก่ ความเจ็บ ความตาย อย่างถ่องแท้ ย่อมนำให้รู้จักการดำเนินชีวิตที่เป็นนิรันดร์ สิ่งนี้ก็คือพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าตลอด ๔๕ พรรษา

ถ้าคิดอย่างพุทธศาสนิกชน ก็ตอบว่า กรรมของเราเป็นผู้กำหนด เราเป็นผู้รู้คุณค่าของชีวิต กรรมคือการกระทำในสิ่งต่างๆ ที่เราเป็นคนกระทำ ก่อนทำกรรมเราอาจจะคิดหรือไม่คิดก็ตาม แต่เมื่อเราทำกรรมนั้นไปแล้ว เราต้องเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น แม้ผลของกรรมอาจจะไม่ปรากฏในทันที แต่ผลของกรรมนั้นก็จะปรากฏในอนาคตที่ไม่มีใครรู้กำหนดเวลาที่จริงแท้ได้

พึง พิจารณาดูคนที่ขโมยของชาวบ้าน ก่อนจะขโมยอาจจะคิดวางแผนไว้เป็นอย่างดี หรือไม่ได้มีความคิดจะขโมย แต่พอได้พบเห็นโอกาสจะขโมยของที่พึงใจ ก็ขโมย เมื่อเขาได้ขโมยสิ่งของนั้นแล้ว เขาก็ได้รับผลของการขโมยเป็นความสุขใจ แต่ผลของการขโมยยังไม่สิ้นสุด ทันทีที่เจ้าทรัพย์สามารถจับตัวเขาได้ เขาก็ต้องได้รับโทษ ตามกฎหมายต่อไป ซึ่งผลที่ไม่พึงใจนี้ก็ไม่อาจบอกได้ว่าจะทันทีหรือต้องใช้เวลานานเท่าใด แต่เป็นที่แน่นอนว่าเขาต้องได้รับผลที่ไม่พึงใจแน่นอน

เมื่อเราได้ทราบว่ากรรมหรือการกระทำล้วนเกิดจากตัวเรา ทำไมเราไม่พัฒนาคุณค่าของตัวเราให้มีคุณค่าเพิ่มมากขึ้น ด้วยคุณธรรมที่บุรพชนยกย่อง อันได้แก่คำสอนในพระพุทธศาสนาที่แฝงเป็นคติธรรมในขนบธรรมเนียมประเพณีของ ชาติไทย ด้วยอายุของคำสอนที่มีมานานกว่า ๒,๕๕๓ ปี เราอาจจะคิดไปว่าเป็นคำสอนที่คร่ำครึ ไม่ทันสมัย ผลที่ติดตามมาก็คือ การดูหมิ่นเหยียดหยามขนบ ธรรมเนียมประเพณีของชาติไทย นำให้เกิดความล่มสลายในสังคมไทยเป็นที่สุด สภาพแก้วแตกที่โยมทั้งหลายกำลังประสบอยู่ก็เป็นผลมาจากเหตุนี้เหมือนกัน

ทุก ชีวิตในโลกนี้ต้องประสบกับสภาพแก้วแตกทุกคน ลักษณะของแก้วที่ปรากฏในแต่ละบุคคลอาจเหมือนกันหรือต่างกัน คนที่มัวแต่หวนรำลึกถึงความพึงพอใจในสภาพของแก้วที่สมบูรณ์ ก็ต้องมีความทุกข์เพราะความพลัดพรากจากของรัก คนที่ไม่สนใจในแก้วที่แตก แต่มุ่งแสวงหาแก้วใบใหม่แทน ก็ต้องแสวงหาไปไม่มีที่สิ้นสุด คนที่รู้จักพิจารณาความเป็นแก้วตั้งแต่แก้วยังมีสภาพสมบูรณ์จนแก้วแตก และวิเคราะห์หาเหตุและผลของแก้วนั้นจนมีความเข้าใจถึงธรรมชาติของแก้ว ย่อมจะพบกับแนวทางในการดำเนินชีวิตที่ก่อสุขประโยชน์แก่ตนและสังคม เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงบำเพ็ญมาแล้ว

เพราะเหตุที่ทรงค้นพบพระธรรม นำให้พระองค์ปรารถนาจะสอนบุคคลอื่นให้มีความรู้ความเข้าใจในพระธรรมด้วย ปัญจวัคคีย์ผู้อุปัฏฐากพระองค์ ล้วนมีใจมุ่งหวังจะได้ผลแห่งการค้นคว้าของพระองค์ เป็นบุคคลกลุ่มแรกที่พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาเพื่อแสดงสิ่งที่ทรงค้นพบ เมื่อผ่านการสนทนาที่เต็มไปด้วยเหตุและผลของชีวิต ธัมมจักกัปวัตตนสูตรก็ได้ถูกพระพุทธองค์นำมาสั่งสอนปัญจวัคคีย์ นำผลให้อัญญาโกณฑัญญะได้ดวงตาเห็นธรรม รู้ว่าธรรมชาติของโลกย่อมมีความเกิดขึ้น เป็นเบื้องต้น และมีความตายเป็นเบื้องปลาย ท่านจึงขอบรรพชากับพระพุทธเจ้า เป็นพระภิกษุรูปแรกในพระพุทธศาสนา พระพุทธองค์ทรงประทานการบวชให้ พระอัญญาโกณฑัญญะจึงเป็นพระสงฆ์รูปแรกในโลก

เรา ทั้งหลายเป็นแก้วที่แตกแล้วในความคิดของตนเอง ความรู้สึกนี้ทำให้เราเกิดความแปลกแยกแตกต่างกับคนอื่น รู้สึกว่าเราเป็นปัญหาของสังคมที่เราอาศัย นี่เป็นเรื่องปกติของคนที่ไม่มีที่พึ่งของจิตใจ ยามเกิดภัยอันตรายก็ย่อมมีความหวาดกลัวเป็นปกติ เหมือนดังคนที่ถือแก้วเจียรนัยด้วยความกลัวว่าแก้วจะหลุดมือ เพราะความเข้าใจในความรู้สึกเช่นนี้ บรรพชนไทยจึงได้สรรหาแก้วที่ทรงคุณค่ายิ่งในโลก มาเป็นที่พึ่งของบุตรหลาน ท่านพิจารณาดูไปในโลกแล้วพบว่า ไม่มีสิ่งใดจะประเสริฐ เลิศยิ่งเท่าพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์

พรรณนาธรรมมานี้ พอจะได้แนวทางบ้างไหมล่ะโยม”

“ผมว่าจะหลับไปแล้วนะครับ แต่เมื่อได้ฟังไป..ฟังไป ก็พบว่าผมยังไม่มีแก้วอันประเสริฐในตนเอง จึงทำให้ผมเป็นแก้วแตกอยู่เสมอ คงจะต้องกลับไปทบทวนคำสอนของบรรพชนบ้างแล้วครับ”

“ขณะ นี้เวลาก็พอสมควรแก่กาลแล้ว ก็ขอให้ทุกคนจงกลับบ้านไป ทำบ้านของตนให้สว่างไสวด้วยแสงแห่งแก้วอันประเสริฐนี้ และลืมเลือนชีวิตที่มีสภาพดุจแก้วแตกเสีย แล้วตั้งต้นชีวิตไปสู่สิ่งที่ดีงาม ก็ขอยุติการสนทนา ธรรมแต่เพียงนี้ ขออนุโมทนาให้ทุกคนจงมีความสุขในธรรมเทอญ”

นิกายต่างๆ

ศาสนาความจริงแล้วหลักธรรม ของพุทธศาสนาไม่ว่าจะเป็นของนิกายใดก็ตรงกันทุกฝ่าย ที่มุ่งไปที่ความหลุดพ้น ข้อที่เราเห็นว่าแตกต่างนั้นไม่ได้อยู่ที่หลักธรรม แต่อยู่ที่หลักในการประพฤติปฏิบัติ หรือวิธีการประพฤติให้ถึงความหลุดพ้น ทางฝ่ายเถรวาทนั้นถือว่าบุคคลควรทำตนให้หลุดพ้นให้บริสุทธิ์ก่อนบรรลุหลัก ธรรมโดยปราศจากอาสวะเสียก่อน แล้วจึงทำตนให้เป็นแบบอย่างและเป็นครูผู้สอนผู้อื่น ส่วนฝ่ายมหายานไม่ได้ปฏิเสธหลักการดังกล่าว แต่ก่อนที่จะบำเพ็ญตนให้หลุดพ้นไปก่อนแต่ผู้เดียว ทางมหายานเสนอว่าควรจะได้มีโอกาสบำเพ็ญให้ประโยชน์แก่ผู้อื่นไปพร้อมๆ กันด้วย

พุทธศาสนาที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ทั่วโลกขณะนี้ แบ่งออกได้เป็น 2 นิกายใหญ่ๆ คือ

นิกายเถรวาทหรือหินยาน คือพุทธศาสนาแบบดั้งเดิมที่ยังคงใช้แนวทางนี้อยู่ในประเทศศรีลังกา พม่า ลาว เขมร และไทย เป็นต้น ตามนิกายนี้ถือเอา อรหันต์มรรคเป็นหลัก

นิกายมหายานหรืออาจาริยวาท เป็นนิกายที่ประพฤติปฏิบัติกันอยู่ในประเทศธิเบต มงโกเลีย เกาหลี ญี่ปุ่น ใต้หวัน ฮ่องกง และจีน เป็น นิกายนี้ถือเอาพระโพธิสัตว์มรรค์เป็นหลัก

สำหรับ สาเหตุที่ทำให้แยกเป็นสองนิกายนั้นมาจากเหตุเล็กน้อยสองประการคือ การประพฤติปฏิบัติไม่ตรงกันในเรื่องบทสิกขาเล็กๆ น้อย ในส่วนที่เรียกว่า ศีลสามัญญตา  อีกประการหนึ่งคือ จากการที่ต่างฝ่ายต่างเห็นไม่ตรงกัน อันเป็นทิฆฐิสามัญญตา ก็เลยเป็นเหตุให้แยกออกจากกัน

ในความเป็นจริง อุดมการและการประพฤติปฏิบัติไม่ได้แตกต่างกันมากมายนัก เมื่อมีการเผยแพร่ไปในประเทศต่างๆ มีการปรับปรุงการดำเนินชีวิตและการประพฤติปฏิบัติให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม ทางธรรมชาติและสังคมประเพณีของประเทศนั้นๆ เช่นการนุ่งห่ม การขบฉัน และยิ่งเมื่อมีการแตกย่อยเป็นนิกายอื่นอีก ข้อปฏิบัติต่างๆ ก็อาจแตกต่างกันมากขึ้น โดยเฉพาะนิกายมหายาน ที่ประกาศตนเป็นมหายานประมาณพุทธศตวรรษที่ 7-8

นิกายเซน

คำว่า เซน (禅) ในภาษาญี่ปุ่นมาจากคำว่า ฌาน (禪) ในภาษาจีนที่มาจากภาษาบาลีอีกต่อหนึ่ง ซึ่งหมายถึงการเข้าฌาน

นิกายเซน เป็นชื่อญี่ปุ่นของพุทธศาสนา นิกายมหายาน โดยมีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย และผ่านมาทาง ประเทศจีน เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่น โดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิเต๋าจากประเทศจีนในช่วงระหว่างที่ เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง

ในกลางคริสต์ศตวรรษที่ 20 นอกจาศาสนาพุทธนิกายเซน เซนยังได้เป็นปรัชญาในการดำรงชีวิต และรู้จักกันทั่วโลก โดยแสดงถึงแนวทางการใช้ชีวิต การทำงาน และศิลปะ

เซน เป็นสาขาหนึ่งของพุทธศาสนา ซึ่งยึดถือหลักปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของอริยสัจ 4 และ มรรค 8 เซน ได้รับการยอมรับจากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอก ทวีปเอเชีย ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและปฏิบัติธรรมได้ และได้เกิดนิกายสายย่อยออกมาที่เรียกว่าคริสเตียนเซน

The recitals

กรรม

I did the same thing. If the girl I love. If you do not like to disagree with this objection was not resumed. He would love for him to be satisfied until. Until that happens, it will damage it .. I know it’s wrong to. But it’s wrong to do it to the position it was not. This is a simple example. What is the diagnosis. Be diagnosed by carrying out a large I usually can. Bias arises in the mind. This is called ฉantacti. I hate the place. We do not like it. Do not like it when people do not have a resolution that is not bad is it altogether.

The resolution in the case. It has a base that is like. I do not like that it is. The sake of the example as well. I love that it is selfish like that. It’s a pleasure to enjoy the best. I want to get involved in another one that I do not like I do not appreciate what he was doing was not my mood. I hate it. The bias that occurs immediately. That does not apply. Action is not valid. Although it was not to be. But if you did not go ahead. Adgtikieแpaale ever called. I have the same. I hate to call it biased.

Biased because of fear. Some fear that this decision is influenced him. He feared henchmen. I was afraid of the big powers. The diagnosis is usually built into the fear. To provide a safe Selfishness is the same. Put into use again. What is the diagnosis was wrong and it was not exactly the truth. This is called biased because of the fear.

This selfishness. I’m saying it. What they often turn to the subject. Because it is important. The base of both the good and the bad people. If it’s in the bad. That’s a selfish element. To make people think it’s wrong to commit to anything. In ways that are damaged. Because of the selfishness that has happened before. If not selfish. Is seen in the fact that Dharma. It would not be wrong. Because the Dharma. I think it will be like. Target. I have to get involved. Thought to be caused by it.

For a simple example, that the “A.” This is the one. Then that person to act for him as one. Most of the people he saw that it was not any different, but not with the “J” did not think so. Did not see in it. To say that he was so good as well as the “Republic” was organized under the patronage of the then hold up in a variety of ailments. He helps his mother died. Funeral for his help. That has suffered distress, ran to assist. Help and support are a bunch of his mind, “a” for the love and respect that person. But do not think that what we have, it is a matter of individual Or the public. The only think that I was good at it. What is he doing to the damage that was wrong. Back out of sight. I can not see. Because it overcomes prejudice.

Bias is bias when it happens. Because it is biased. Called ฉantacti, I hate bias. Call it hate, fear and prejudice. Called prejudice, bias due to ignorance. Called intolerance.

4 The objective of this one. If it happens in the mind of any person. The person must continue to decline. Why the Great Depression. I think it’s wrong to say that the criminal association, they are pebble stones go wrong with. This is the base for the four bias in mind. Otherwise, it will happen, it will tilt the bias that exists as we have love, we have to look at the positive. Useful to them. Anyone that does not agree.

Suppose that a young girl has a crush on each other. The young girl in love. I looked down and saw that my parents did not have it. But the young people are the ones finical A rancher. I do not have bad habits. Then I told her that. I consider this to be the young man she had a fan here. It does not matter what. Daughter to believe. I like it … do not believe. That you find offensive or otherwise objectionable in this. I do not like to say that this different manner. He did not see any of the people he loves. I love him so much. He has very little bias. Called partial sides were very little. Who says it is not for this that I do not like it. I usually take the environment as an excuse to claim that he is not just the poor. He does not miss the USSR. I accept the fact that others see. Because of the eye, it is translucent. What a blur to me. Not clear as to the actual situation.

The bias is due to the fall. I do not know what is. I do not understand. There is no reason not affect intelligence. He heard that it was said to him. This is called intolerance. If these people are so prejudiced. It also distracted by it.

Now he is one. Is often used to bias the thing. To do this and that next. Damage to various reasons. What’s the diagnosis that was. That evil is not evil. Will not be prejudiced. Widgets will be fairly diagnostic. With fairness, it must be attributed to many things, such as taking the Five Precepts before the diagnosis. The action is good or evil. It is an offense to pay or not. What are the five precepts, we are very well known. Is to not kill each other. Do not plug the well. The Act does not encroach love to entertain, not to speak lie. Not consume alcohol as the site of negligence. This is the primary We will take a decision as to what is wrong.

เรื่องเล่าจากคนเล่นพระ

ชาย ผู้หนึ่ง  เป็นผู้ที่ชอบสะสมพระและของขลังเป็นอย่างมาก  ไม่ว่าพระที่ไหนดัง ของขลังที่ไหนมีชื่อ  ไม่ว่าจะราคาเท่าไร ชายผู้นี้ก็จะทำทุกวิธีให้ได้พระ และของขลังนั้นมาให้ได้  อยู่มาวัน ชายผู้นี้ก็ได้ยินข่าวว่า มีพระสงฆ์รูปหนึ่ง  ท่านเก่งในเรื่องคาถาอาคมเป็นอย่างมาก
สามารถหยั่ง รู้เรื่องต่างๆได้  ชายผู้นี้จึงได้ออกเดินทางเพื่อไปตามหาพระสงฆ์รูปนี้  โดยทิ้งผู้หญิงแก่ๆคนนึงไว้ที่บ้าน ตลอดเวลาที่ชายผู้นี้ออกไปข้างนอก  หญิงแก่ๆคนนี้ก็จะคอยชะเง้อมองว่า  ชายคนนี้จะกลับมาเมื่อไรเค้าจะได้ทานข้าวมาหรือยัง จะเจออันตรายใดๆหรือไม่  แต่ก็ไม่มีสิ่งใดที่จะทำให้ความกังวลของหญิงแก่ๆผู้นี้คลายลงได้ เรามาย้อนดูชายผู้นี้  เค้าเดินทางไปเรื่อย โดยที่ไม่รู้ว่ามีใครสักคนนึงคอยนึกถึงแต่เค้าอยู่ จนได้เจอกับพระสงฆ์ที่เค้าร่ำรือกัน  ชายผู้นี้จึงเข้าไปกราบนมัสการพระสงฆ์รูปนั้น  พระสงฆ์จึงได้ถามชายผู้นี้ว่าา  “ท่านเดินทางมาหาเรา ด้วยกิจอันใดหรือ” ชายผู้นี้จึงตอบว่า “กระผมทราบมาว่า  ท่านเป็นพระชื่อดัง ที่สามารถหยั่งรู้ฟ้าดิน และมีคาถาอาคมที่สูงส่ง  ดังนั้นท่านต้องมีของดี” พระสงฆ์จึงถามไปว่า “แล้วท่านก็มาที่นี่เพื่อที่จะขอของดีที่ว่านั่น  ใช่หรือไม่”  ชายผู้นี้ก็ตอบว่า “ใช่ครับ  ท่านจะให้กระผมบูชาไปได้หรือไม่” พระสงฆ์จึงตอบว่า  “เราในตอนนี้ไม่มีพระที่วิเศษหลงเหลืออยู่แล้ว  แต่ท่านสิ  ท่านยังมีพระที่วิเศษที่สุดในโลกอยู่”  “จริงหรือครับ  กระผมมีพระที่วิเศษขนาดนั้นอยู่เหรอครับ”  ชายผู้นี้ถามด้วยความสงสัย  พระสงฆ์จึงตอบว่า  “ใช่แล้ว  ท่านมีพระที่วิเศษอยู่แล้ว  พระที่ท่านมีอยู่นั้น  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ศักธิ์สิทธิ์ที่สุดในโลกนี้” ชายผู้นี้ก็ถามไปด้วยความสงสัยอีกครั้งว่า “แล้วพระที่ว่านั้น  อยู่ตรงไหนของโต๊ะพระหรือครับ  แล้วมีลักษณะเป็นอย่างไร” พระสงฆ์จึงตอบไปว่า “เมื่อท่านกลับไปแล้ว  ท่านก็จะเจอด้วยตัวของท่านเอง  พระที่วิเศษของท่างองค์นี้ จะมีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาด” ชายผู้นี้จึงได้เดินทางกลับไปที่บ้านของตอนเอง  เพื่อหาพระที่พระสงฆ์รูปนี้พูดถึง ระหว่างการเดินทาง  ชายผู้นี้ก็คิดมาตลอดว่า  เรามีพระแบบนั้นด้วยเหรอ  ผมขาว เสื้อผ้าเก่าๆ รองเท้าขาดๆ  ชายผู้นี้คิดมาตลอดทาง  จนกลับมาถึงบ้าน  เค้าก็รีบไปดูในห้องพระ  แล้วก็หาพระที่มีลักษณะตามที่พระสงฆ์รูปนั้นบอก  เค้าหาเท่าไรก็หาไม่เจอ  พระที่มีผมสีขาว ใส่เสื้อผ้าเก่า  สวมรองเท้าขาด  ในใจเค้าก็คิดว่า พระสงฆ์รูปนั้นจะต้องโกหกเค้าแน่ๆ   เค้าจึงตั้งใจจะกลับไปถามพระสงฆ์รูปนั้นอีกครั้ง  ทันใดที่เค้าเปิดประตูห้องพระ  เค้าก็พบกับผู้หญิงแก่ๆคนนึง  ที่มีผมสีขาว  ใส่เสื้อผ้าเก่าๆ  สวมรองเท้าขาด  หญิงแก่คนนี้เข้ามาถามเค้าว่า  “จะไปไหนอีกหรือ กินข้าวมาหรือยัง”  เพียงแค่นี้  ชายผู้นี้ถึงกับคุกเข่า  แล้วก้มลงกราบที่เท้าของหญิงแก่คนนี้  ซึ่งเป็นแม่ของเค้าเอง  แม่ที่เค้าไม่เคยใส่ใจสักครั้ง  แม่ที่คอยดูแล เป็นห่วงเป็นใยเค้า  แต่เค้าไม่เคยที่จะสนใจเลยสักครั้ง แม่ที่เมื่อก่อนคอยอุ้มชูเค้า  เคยใส่เสื้อผ้าสวยๆ ผมดกดำ  แต่ตอนนี้กลับกลายเป็นคนแก่คนหนึ่ง  ที่สวมเสื้อผ้าเก่าๆ  ผมสีขาวๆ  เป็นเพราะว่าเค้าไม่เคยใส่ใจเลย  ชายผู้นี้จึงกราบลงกับเท้า  แล้วก็บอกกับแม่ว่า “พระโพธิสัตว์ของลูก  พระที่ศักดิ์สิทธิ์ที่สุดของลูก  ลูกคอยแต่จะค้นหาพระจากนอกบ้าน  โดยลืมไปว่า ยังมีแม่  แม่ที่เป็นพระโพธิสัตว์ของลูกรออยู่ที่บ้าน  ลูกไม่เคยดูแลแม่เลย  ทำให้แม่ต้องสวมใส่เสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ  แม่ครับ  แม่ผู้เป็นพระโธสัตของลูก  จากนี้ลูกจะไม่ออกไปหาพระที่วิเศษจากข้างนอกอีกต่อไปแล้ว  เพราะตอนนี้ลูกรู้แล้วว่า  ลูกมีพระที่วิเศษที่สุดในโลก อยู่ที่บ้านนี้  เป็นพระโพธิสัตว์ที่ในชาตินี้ลูกไม่อาจจะหาที่ไหนได้อีกแล้ว”
พอพูดจบชายผู้นี้ก็ได้กอดกับหญิงแก่ที่เป็นแม่ของตน  ด้วยจิตสำนึกของลูกที่กลับตัว

พระ ที่วิเศษที่สุดนั้น  หาใช่พระที่ผ่านพิธีการปลุกเสกที่ยิ่งใหญ่ไม่  แต่พระที่วิเศษที่สุดนั้น  ก็คือพระที่คอยเลี้ยงดูและอุ้มชูเรามา คือ  พ่อและแม่ของเรานั่นเอง

คำสอนของพระพุทธเจ้า

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น มีผู้นำมาใช้โดยศรัทธาความเชื่อความเลื่อมใส ด้วยความตั้งใจ ความเสียสละใน สิ่งที่ควรเสียสละ ตัดในสิ่งที่ควรตัด เมื่อตัดบางสิ่งบางอย่างแล้ว บางสิ่งบางอย่างมันเกิดขึ้นได้ มันมีขึ้นได้ แต่ถ้าไม่ตัดบางอย่างที่เราต้องการ ความสงบก็ไม่บังเกิด

เพราะฉะนั้นพอตัดอันหนึ่ง ทิ้งอันหนึ่งไปแล้ว ความสงบเกิดขึ้นแทน ความสุขเกิดขึ้นแทน เราควรเอาความสุข ควรเอาความสงบ ควรเอาการงานภาระของเราให้น้อยลง ให้เบาบางลง

เพราะฉะนั้น คำว่า “ละ” ไม่ใช่ว่าละแล้วไม่ได้อะไร ถ้าละแล้วสูญเปล่า พระพุทธเจ้าก็ไม่สอนให้ละ แต่เราละอันหนึ่งแล้ว อันหนึ่งงอกงาม

เราเห็นสิ่งหนึ่งไม่ดี แต่สิ่งหนึ่งมันดีผ่องใส เช่น เห็นกายในกาย ที่พระพุทธเจ้าท่านให้เห็นตามความเป็นจริง ก็เพื่อกำจัดสิ่งที่หลอกลวง สิ่งที่ไม่จริง ที่มีอยู่ในจิตใจ ที่เคยหลงมาก่อน เพราะความจริงเท่านั้น ทำให้เรายึดมั่นได้ เป็นที่พึ่งได้ กำจัดภัยได้ เพราะความรู้จริงเห็นจริงตามสภาวะธาตุสภาวะธรรม ที่มีปัจจัยปรุงแต่ง ที่ทำให้เราและสัตว์ทั้งหลายเข้าใจผิด สำคัญผิด ยึดถือไปผิด เลยได้รับทุกข์จากความรู้ผิด เข้าใจผิด มาเป็นเวลายาวนาน ไม่ใช่เฉพาะปีนี้ หรือไม่ใช่เฉพาะแต่ชาตินี้ หลายชาติหลายภพมาแล้ว หมุนเวียนอยู่อย่างนี้ แต่เมื่อเราไม่รู้จักแล้ว ก็นึกว่าไม่มีอะไร

พระ พุทธเจ้าพระองค์ทรงรู้เห็นตลอดเวลา เพราะพระปัญญาของพระองค์ละเอียดอ่อน ของลึกลับขนาดไหน พระองค์ก็เห็นได้ จิตใจของเรา ฝึกฝนยังไม่พอ จึงรับยังไม่ได้ รู้ไม่ได้ แม้สิ่งเหล่านั้นมีอยู่ บาปมีอยู่ บุญมีอยู่ นรกมีอยู่ สวรรค์มีอยู่ แต่ก็ยังสงสัย เพราะไม่ประจักษ์ในใจของเราเอง

เมื่อตราบใด เราพยายามทำใจของเราให้มีญาณเป็นเครื่องรู้เครื่องเห็นขึ้นมาแล้ว เราก็จะสิ้นสงสัยทันที เมื่อเราไม่สงสัยแล้ว กำลังใจในการปฏิบัติ ก็เพิ่มขึ้นทันที

ความสงสัย เป็นตัวอุปสรรคอย่างสำคัญมาก เพราะฉะนั้น ผู้ที่ตัดความสงสัยเสียได้ จึงเป็นผู้ที่เข้าเขตแดนอริยะ แก้ความสงสัยก็ด้วยการปฏิบัติจิตภาวนา สร้างสติสร้างปัญญาในสมาธิให้เกิดขึ้น ปรากฏในจิตใจของเรา เมื่อมันชัดในจิตใจแล้ว ความสงสัยก็เลิกไปเอง หมดไปเอง

สิ่งใดที่ว่าละยากๆ ถ้าจิตมันเข้าไปถึง เข้าไปรู้ไปเห็น แล้ว เมื่อเราต้องการละ มันก็ละ ต้องการบำเพ็ญ มันก็บำเพ็ญให้เรา เพราะฉะนั้น เราต้องพยายามอบรมจิตของเรานี้แหละ ให้รู้เห็นธรรมะที่ละเอียดไปตามลำดับ ที่ไม่สามารถที่จะไปเห็นด้วยตาธรรมดา ไม่สามารถสัมผัสได้ในจิตธรรมดา แต่สัมผัสได้ในจิตที่ได้อบรมละเอียดในองค์สมาธิ จึงจะสัมผัสได้ จึงจะรู้ได้

เพราะ ฉะนั้น พยายามรวบรวมจิตของเรา ให้มีอารมณ์อันเดียว มีจิตดวงเดียว มีธรรมอันเดียว ให้จิตเข้าสู่ความสงบความละเอียดไปตามลำดับ ตัดความวุ่นวาย ยุ่งเหยิงภาระภายนอก ไม่ให้มีอยู่ในจิตในใจ ปล่อยวาง ให้หมด สละให้หมด สละด้วยสติด้วยปัญญาอันชอบ สละด้วยความเห็นชอบ ไม่ต้องไปแก้ไขภายนอก คือสละใน จิตนั้นเอง ไม่ต้องไปเกี่ยวข้องไปทำอะไรกับภายนอก เพราะวัตถุภายนอกนั้น เขาไม่เป็นมูลแห่งสุขและแห่ง ทุกข์ ส่วนมูลที่ให้เกิดสุขเกิดทุกข์ มันเป็นเรื่องของจิต

เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นอะไรที่เราจะไปตัดสิ่งภายนอก จะไปแก้สิ่งภายนอก ด้วยกายด้วยวาจา แต่มาแก้จิตใจของเรา ด้วยสติปัญญาอันชอบ อันถูกต้อง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงพาปฏิบัติพากระทำ เดินตามพระองค์ เชื่อตามพระองค์ ส่วนไหนที่เรารู้แล้วว่าไม่ดี ที่พระพุทธเจ้าท่านให้ละ เราก็อบรมจิตใจของเราให้เห็นชอบตาม ให้ละได้ตาม ให้ปล่อยวางตาม

สมาธิ…ควรทำจิตให้สงบ เราก็เห็นตามชอบตามสงบตาม

ควรอยู่ในความวิเวก เราก็กำหนดจิตให้เกิดความวิเวก มีความปีติมีความสุขในธรรม เพราะอาศัยความวิเวก มีอารมณ์อันเดียว ที่ท่านยกย่องว่าผู้มีอารมณ์อันเดียว มีสติบริสุทธิ์ มีความสุข

อัน นี้เป็นเรื่องจิตกับความคิดดำริอันชอบภายในเท่านั้นเอง ไม่เกี่ยวกับสิ่งอื่นเลย โดยเฉพาะจิตเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้น เรื่องเฉพาะจิตอันนี้แหละ ถ้าสติเข้าไปรักษาให้เป็นปัจจุบัน รู้อันมั่นคง ไม่วอกแวก ไม่ริบหรี่ เหมือนกับไฟเทียนที่ไม่มีลมพัด มันก็เที่ยง ถ้ามีลมพัดมา วิบๆแวบๆ อ่านหนังสือก็ไม่ออก รู้อะไรก็ไม่ชัด จิตที่มัน ไม่เที่ยงนี้แหละ ที่ขึ้นๆ ลงๆ ลุ่มๆ ดอนๆ ความรู้ที่เรารู้ ให้มันตั้ง เหมือนกับหลักหินที่มันตั้ง ลมพัดจากทิศต่างๆ ไม่กระเทือนไม่หวั่นไหว

เราปฏิบัติจิตอบรมจิตให้มีสมาธิ ให้ตั้งอย่างนั้นแหละ อย่าให้มันหลวม อย่าให้มันโยกเยกๆ ให้มันตั้งมั่น โดยสติเป็นผู้ระลึกสัมปชัญญะเป็นผู้รู้ สติระลึกเตือนคำบริกรรม กำกับให้มันทำงาน ไม่ให้เผลอ ไม่ให้ปล่อยทอดธุระ ละไปเอาอันอื่นมาแทน เอาเฉพาะจำกัดที่เรา มอบงานให้ทำ แม้นานเท่าไรเราก็ทำ ยอมรับทำอยู่อันเดียว เพื่อให้เกิดฐานอันมั่นคงก่อน สำหรับผู้ที่ยังไม่มั่นคง ยังไม่รู้ไม่เห็นก็ตาม ให้เห็นความมั่นคงเกิดขึ้น ในจิตใจก่อน ให้เห็นอันนี้ก่อน เป็นประตูแรก เป็นขั้นแรก ของมรรคของการปฏิบัติ เพื่อออกจากทุกข์อย่างแท้จริง