รักสันโดษ

สมบัติ ของท่านมีมากหรือมีน้อย ไม่ล่วงล้ำเขตแดนโดยเห็นว่าพอเอาได้ เห็นว่าเขามีอำนาจน้อยพอจะเคี้ยวกลืนได้ เห็นว่าเขาโง่พอตบตากินได้ เห็นว่าเขามีพวกน้อยพอข่มขู่เอาได้ เห็นว่าเขาเผลอพอหยิบฉวยเอาได้ เห็นว่าเขานอนหลับพอขโมยเอาได้ เห็นว่าเขามีช่องโหว่พอคดโกงได้ เห็นว่าเขาไม่มีอาวุธพอปล้นจี้เอาได้ เห็นว่ามีแต่ผู้หญิงเฝ้ารักษาสมบัติพอขู่เข็ญเอาได้

ความสันโดษคือความพอดี เช่นน้ำที่เต็มแก้วแล้ว จัดว่าพอดีแล้ว จะเทน้ำลงเพิ่มอีกก็ผิดความพอดี ไม่เป็นประโยชน์อะไร คนที่ตั้งอยู่ในความพอดี คือคนที่รู้จักเราและรู้จักท่าน รู้จักของเราและรู้จักของท่าน เห็นใจเราและเห็นใจท่าน ซึ่งมีความรู้สึกเช่นเดียวกัน จะเป็นคนมีหรือคนจน คนโง่หรือคนฉลาด ก็รู้จักฐานะของกันและกัน ไม่เย่อหยิ่ง ไม่เหยียดหยาม ไม่กล้ำกราย ไม่ล่วงล้ำ ไม่เห็นแก่ได้

ผู้มีธรรมสันโดษในใจแล้วทำไม่ลง ปลงจิตไม่ตกเพื่อจะทำ เพราะความเห็นใจกันและสงสาร เนื่องจากคิดดูใจเรากับใจท่านผู้อื่นแล้ว มีความรู้สึกอันเดียวกัน เรามีสมบัติน้อยมาก เรารักและสงวนของเรา ไม่อยากให้ใครมาล่วงล้ำ มีความยินดีที่จะแสวงหาสมบัติด้วยความชอบ ธรรม หาได้มากเท่าไหร่ก็เป็นที่เย็นใจ เพราะการแสวงหาสมบัติด้วยความชอบธรรม จะได้มามากมายเท่าไหร่ ไม่เป็นการขัดแย้งต่อธรรมสันโดษ เพราะพระพุทธเจ้าสอนให้คนมีความขยันหมั่นเพียรในทางที่ชอบ แต่มิได้สอนให้ขยันในการเบียดเบียนกันและทำลายกัน และถือเอาสมบัติเขามาเป็นของตน

ดังนั้น ความมักน้อยและสันโดษ จึงมิได้เป็นข้าศึกแก่ การงานของโลกทุกประเภท ซึ่งจะเป็นไปเพื่อความเจริญ

พระองค์ยังกลับสรรเสริญคนมีความขยันและอดทนในการงานที่ชอบอีกด้วย สมกับปฏิปทาที่สอนไว้ทุกบททุกบาท เพื่อการรื้อฟื้นโลกและธรรมให้เจริญด้วยความขยันหมั่นเพียร ไม่มีปฏิปทาขี้เกียจแฝงอยู่ในวงธรรมของพระพุทธเจ้าเลย

ธรรม สันโดษ คือ ความยินดีในสมบัติที่มีอยู่ของตน จะมีน้อยมากเท่าไหร่ก็ให้ยินดีในของที่ตนมีอยู่ ถ้าเรามีความขยันและฉลาดสามารถพอ จะทำการเพาะปลูกหรือจะปลูกสร้างโรงงานอุตสาหกรรมใหญ่ๆขึ้นทั่วประเทศ ก็จะเป็นที่นิยมยินดีของคนจนๆเป็นอันมาก เผื่อเขาจะได้อาศัยพึ่งร่มเงาแห่งบารมีของเรา ทั้งจะเป็นที่เบาใจของรัฐบาล ซึ่งกำลังเป็นห่วงพี่น้องชาวไทยเรา กลัวจะไม่มีที่อยู่อาศัย เครื่องอุปโภคบริโภคเพียงพอกับความเป็นอยู่ในครอบครัว ทั้งจะเป็นที่เทิดทูนศาสนธรรมในบทว่า

บาปมิตร ยิ่งเป็นภัยอย่างร้ายแรง ถ้าคบด้วยความสะเพร่า ไม่ใช้ความสังเกตและเลือกเฟ้น ถ้าเป็นกัลยาณมิตร ก็เป็นคุณอย่างมากมาย พึ่งได้ทั้งคราวเป็นคราวตาย ไม่ยอม ทอดทิ้ง สุขก็สุขด้วย ทุกข์ก็ทุกข์ด้วย เมื่อมีกิจจำเป็น ก็ช่วยเหลือได้เต็มไม้เต็มมือ ไม่กลัวความสิ้นเปลืองใดๆทั้งสิ้น ขอแต่เพื่อนผู้จำเป็นหรือจนมุม รอดพ้นออกมาได้ จึงจะเป็นที่พอใจ นี่คือเพื่อนผู้พึ่งเป็นพึ่งตายจริงๆ ควรคบตลอดกาล เพื่อนที่ดีเราชอบคบ แต่เราไม่ดีเพื่อนก็รังเกียจเหมือนกัน ต้องมองดูตัวบ้าง เพื่อจะได้เป็นเพื่อนที่ดีของเขา เขาพลีชีพเพื่อเราฉัน ใด เราต้องพลีชีพเพื่อเขาฉันนั้น
“อุฏฐานสมฺปทา” ถึงพร้อมด้วยความขยันหมั่นเพียร ว่าเป็นประโยชน์แก่โลกจริง คำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจะไม่เป็นโมฆะอยู่เปล่าๆ โดยไม่มีผู้สนใจและปฏิบัติตามจนเกิดผล

ธรรมข้อที่สองว่า “อารกฺขสมฺปทา” ถึงพร้อมด้วยการ เก็บรักษาทรัพย์ที่แสวงหามาได้ด้วยความชอบธรรม ไม่จับจ่ายอย่างสุรุ่ยสุร่ายโดยไม่มีขอบเขต การจับจ่ายควรถือความจำเป็น เป็นประมาณ ทรัพย์จะมีสถานที่จอดแวะบ้าง ไม่ไหลผ่านมือไปเสียทีเดียว ธรรมคือ มตฺตญญุตา ความรู้จักประมาณในการเก็บรักษา และการจับจ่ายที่เป็นฝาปิดและเปิดทรัพย์ในคราวจำเป็นที่ควรปิดและควรเปิด แม้แต่บ้านเรือนก็ยังมีประตูเปิดปิด ที่เก็บทรัพย์ ก็ควรจะมีบ้าง ถึงคราวจำเป็น เช่น เจ็บไข้ เป็นต้น ทรัพย์ก็จะมีทางช่วยเปลื้องทุกข์ได้เท่าที่ควร

ข้อที่สาม “สมชีวิตา” การเลี้ยงและรักษาตัวให้เป็นไปพอประมาณ อย่าให้ถึงกับฟุ่มเฟือยหรือฝืดเคืองจนเกินไป ทั้งๆที่ทรัพย์เครื่องแก้ขัดจนมีอยู่ แต่อย่าให้กลายไปว่า ทรัพย์เป็นเครื่องเสริมคนให้เสีย และเสริมคนให้ขี้เหนียวจนเข้ากับใครไม่ได้ เหม็นฟุ้งไปหมดด้วยกลิ่นของความตระหนี่ถี่เหนียว และส่งกลิ่นฟุ้งไปไกลด้วย ทั้งตามลมและทวนลมจนหาที่หลบซ่อนจมูกไม่ได้เลย

ข้อที่สี่ “กัลยาณมิตตตา ความมีมิตรสหายที่ดีงาม การคบมิตรเป็นสิ่งสำคัญมาก ควรเลือกเฟ้นด้วยดี แม้อาหารในถ้วยในจานซึ่งเป็นสิ่งสำเร็จรูปมาเรียบร้อยแล้ว ผู้รับประทานยังต้องเลือกเฟ้นทุกครั้ง เพราะในอาหารย่อมมีทั้งกระดูกทั้งก้าง ซึ่งเป็นภัยต่อร่างกายปะปนอยู่ และอาหารบางชนิดยังแสลงต่อโรค จำต้องสังเกตด้วยดี ไม่เช่นนั้นอาจเป็นภัยต่อร่างกาย

กุศลธรรม 7

พระสงฆ์

กุศลธรรม 7 ประการนี้เรียกว่า สัปปุริสธรรม 7 มีอธิบายดังนี้

1. ธัมมัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเหตุ หมายถึง ความเป็นผู้รู้หลัก คือความเป็นผู้รู้จักว่าสิ่งนี้เป็นเหตุของสิ่งนั้น สิ่งนั้นเป็นเหตุของสิ่งนี้ เช่นรู้ว่า เมื่อคนเราขาดอิทธิบาท 4 ในการประกอบอาชีพทำมาหากิน หรือในการทำกิจต่างๆ ก็จะไม่ประสบความสำเร็จ เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความเป็นผู้รู้หลักการและกฎเกณฑ์ของสิ่งทั้งหลายที่ตนเข้าไปเกี่ยวข้องในการ ดำเนินชีวิต ในการปฏิบัติหน้าที่และดำเนินกิจการต่างๆ โดยรู้เข้าใจสิ่งที่ตนจะต้องประพฤติปฏิบัติตามเหตุผล เช่น ชาวพุทธรู้ว่าหลักธรรมเพื่อการสร้างตนให้มีหลักฐานมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือหลักการแสวงหาทรัพย์ในทางที่ชอบคืออะไร มีอะไรบ้าง ผู้นำประเทศทราบถึงหลักการปกครองประเทศที่ดีเป็นอย่างไร มีอะไรบ้าง รู้ว่าจะต้องกระทำเหตุนี้ๆ หรือกระทำตามหลักการนี้ๆ จึงจะให้เกิดผลที่มุ่งหมายหรือต้องการนั้นๆ เป็นต้น ตลอดจนชั้นสูงสุดคือรู้เท่าทันกฎธรรมดาหรือหลักความจริงของธรรมชาติเพื่อ ปฏิบัติต่อโลกและชีวิตได้อย่างถูกต้อง มีจิตเป็นอิสระ ไม่ตกเป็นทาสของวัตถุ

2. อัตถัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักผล หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักว่า ผลอันนี้เกิดจากเหตุอันนี้ เช่น เมื่อไม่ประสบความสำเร็จในการประกอบอาชีพทำมาหากินในทางสุจริต การศึกษาเล่าเรียน หรือในการทำกิจต่างๆ ก็รู้ว่าเป็นเพราะขาดหลักอิทธิบาท 4 กล่าวคือ ไม่มีฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา ในการประกอบอาชีพนั้น ในการศึกษาเล่าเรียนนั้น หรือในการทำงานนั้น เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความเป็นผู้รู้จักอรรถคือ ความหมายหรือความมุ่งหมายของหลักการที่ตนต้องปฏิบัติ โดยมีความเข้าใจประโยชน์ที่ประสงค์หรือวัตถุ ประสงค์ของกิจการที่ตนทำ รู้ว่าสิ่งที่ตนทำอยู่อย่างนั้นๆ ดำเนินชีวิตอย่างนั้นเพื่อประสงค์ประโยชน์อะไร หรือควรจะได้บรรลุผลอะไร รวมถึงรู้จักผลที่จะเกิดขึ้นสืบเนื่อง จากการกระทำหรือความเป็นไปตามหลัก เช่น รู้ว่าหลักธรรมหรือพุทธศาสนสุภาษิตข้อนั้นๆ มีความหมายว่าอย่างไร การที่ตนกระทำอยู่อย่างนั้นมีความมุ่งหมายอย่างไร เมื่อทำไปแล้วจะบังเกิดผลอะไรบ้าง ดังนี้เป็นต้น ตลอดจนถึงขั้นสูงสุดคือรู้ความหมายของคติธรรมดา และประโยชน์ที่เป็นจุดหมายแท้จริงของชีวิต

3. อัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักตน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักฐานะ ภาวะ เพศ กำลังความรู้ความสามารถ ความถนัดและคุณธรรม เป็นต้น ของตนว่ามีสภาพอย่างไร แล้วประพฤติปฏิบัติตนให้เหมาะสมและทำการต่างๆ ให้สอดคล้องถูกจุดที่จะสัมฤทธิ์ผล ตลอดจนพร้อมแก้ไขปรับปรุงตนให้เจริญงอกงามถึงความสมบูรณ์อันยิ่งขึ้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความสามารถมองตนเองออก ว่าตนเองเป็นใคร มีฐานะและภาวะอย่างไร กำลังต้องการอะไร เมื่อมองออกแล้วก็พยายามปรับตนเองให้เป็นอย่างที่ตนเป็นได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม พยายามวางตนให้เหมาะสมกับฐานะและภาวะของตนและใช้กำลังความรู้ความสามารถของ ตนพัฒนาตนเองให้ได้มาซึ่งสิ่งที่ตนต้องการในทางที่ชอบ รวมถึงความรู้จักหยุดยั้งความต้องการอันเกินขอบเขตกำลังความรู้ความสามารถ ของตน และหยุดยั้งการแสวงหาอันเกินกำลังหรือในทางที่มิชอบธรรม อันจะทำให้ตนเดือดร้อนในภายหลัง

4. มัตตัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประมาณ หมายถึง ความรู้จักพอดีในสิ่งต่างๆ เช่น รู้จักประมาณในการบริโภคและการใช้จ่ายทรัพย์ รู้จักความพอเหมาะในการพูด การปฏิบัติกิจและทำการต่างๆ ตลอดจนการพักผ่อนนอนหลับและการสนุกสนานรื่นเริงทั้งหลาย ทำการงานทุกอย่างด้วยความเข้าใจวัตถุประสงค์เพื่อผลดีแท้จริงที่ พึงต้องการ โดยมิใช่เพียงเพื่อเห็นแก่ความพอใจ ชอบใจ หรือเอาแต่ใจของตน แต่ทำตามความพอดีแห่งเหตุปัจจัย หรือองค์ประกอบทั้งหลายที่จะลงตัวให้เกิดผลดีงามตามที่มองเห็นด้วยปัญญา

5. กาลัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักกาล หมายถึง การรู้จักเวลาอันเหมาะสมและระยะเวลาที่จะต้องใช้ในการประกอบกิจกระทำหน้าที่ การงาน เช่น ให้ตรงเวลา ให้เป็นเวลา ให้ทันเวลา ให้พอเวลา ให้เหมาะเวลา เป็นต้น หรือการรู้จักกาลเวลาในอันที่จะประกอบกิจนั้นๆ เป็นต้นว่า ตนมีหน้าที่การงานจะพึงทำหลายอย่างด้วยกัน จะเป็นกิจการทางโลกหรือทางธรรมก็ตาม จะต้องแบ่งเวลาให้เหมาะแก่กิจที่จะต้องทำนั้นๆ การงานจึงจะดำเนินไปโดยเป็นระเบียบเรียบร้อยดี ไม่ยุ่งยิ่งยุ่งเหยิง คั่งค้างอากูล ตลอดจนรู้จักกะเวลาและวางแผนการใช้เวลาอย่างได้ผล

6. ปริสัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักประชุมชน หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักถิ่น รู้จักที่ชุมนุม รู้จักสังคม คือรู้จักว่า ชุมชนหรือสังคมนั้นเป็นอย่างไร จะต้องปฏิบัติอย่างไร จึงจะเหมาะกับสังคมนั้นเพื่อให้สามารถเข้ากับชุมชนนั้น โดยไม่เก้อเขินหรือประหม่า เช่น เมื่อไปร่วมพิธีงานศพจะต้องแต่งกาย จะพูดและจะทำอย่างไร เมื่อเข้าวัดไปในพิธีทำบุญต่างๆ จะต้องปฏิบัติตัวอย่างไร จึงจะเหมาะสม จะวางตัวอย่างไรเมื่อพูดคุยกับพระสงฆ์ เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ ความรู้การอันควรประพฤติปฏิบัติในถิ่นที่ชุมนุมและต่อชุมชนนั้นว่า ชุมชนนี้เมื่อเข้าไปหาควรทำกิริยาอย่างนี้ ควรต้องพูดอย่างนี้ ชุมชนนี้ มีระเบียบวินัยอย่างนี้ มีวัฒนธรรมประเพณีอย่างนี้ มีความต้องการอย่างนี้ ควรเกี่ยวข้อง ควรสงเคราะห์ อนุเคราะห์ ควรรับใช้ ควรบำเพ็ญประโยชน์อย่างนี้ๆ เป็นต้น

7. ปุคคลปโรปรัญญุตา ความเป็นผู้รู้จักเลือกคบบุคคล หมายถึง ความเป็นผู้รู้จักบุคคล คือรู้จักและเข้าใจความแตกต่างแห่งบุคคลว่าโดยอัธยาศัย ความสามารถ และคุณธรรม เป็นต้น ใครๆ ยิ่งหรือหย่อนอย่างไร และรู้จักที่จะปฏิบัติต่อบุคคลนั้นๆ ว่าควรคบหรือไม่ จะใช้ จะตำหนิ ยกย่อง และแนะนำสั่งสอนอย่างไร จึงจะได้ผลดี เป็นต้น
ความรู้จักประมาณในสิ่งต่างๆ ดังกล่าวนั้นต้องเป็นไปใน 3 ขณะ คือ ในขณะแสวงหา ในขณะรับ และในขณะบริโภคใช้สอย

โดยความรู้จักประมาณในขณะแสวงหาย่อมเป็นเหตุให้ประกอบอาชีพโดยทางที่ชอบ ธรรมไม่ใฝ่สูง ทะเยอทะยานจนเกินประมาณ อันจะก่อให้เกิดการแสวงหาในทางทุจริตต่อมา

ความรู้จักประมาณในขณะรับย่อมเป็นที่ยินดีและเลื่อมใสของบุคคลผู้ให้ และไม่ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนในภายหลัง ทั้งเป็นที่สรรเสริญของบุคคลผู้อื่นด้วย

ส่วนความรู้จักประมาณในขณะบริโภคใช้สอย โดยการพิจารณาอย่างรอบคอบแล้วบริโภคอาหารหรือใช้สอยพัสดุสิ่งของต่างๆ ให้พอเหมาะพอควร ไม่ให้มากนัก ไม่ให้ฟุ่มเฟือยนัก ก็จักเป็นเหตุให้เกิดความเจริญ เช่น เมื่อบริโภคอาหารพอเหมาะพอดี ก็จะก่อเกิดความมีสุขภาพ ดีแก่ร่างกาย และเมื่อร่างกายปราศจากโรคแล้ว หากต้องการฝึกอบรมจิตให้เป็นสมาธิหรือให้เกิดปัญญา ก็ทำได้ง่ายขึ้น เป็นต้น

กล่าวอีกนัยหนึ่ง ได้แก่ความสามารถอ่านคนออก โดยรู้จักบุคคลแต่ละคนว่ามีลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร มีความสามารถในด้านใด มีคุณภาพเป็นอย่างไร ชอบหรือไม่ชอบอะไร ใครควรคบหรือไม่ควรคบอย่างไร เป็นต้น เมื่อรู้จักลักษณะนิสัยของบุคคลนั้นๆ เป็นอย่างไรแล้ว ก็สามารถที่จะปฏิบัติต่อเขาได้อย่างถูกต้อง

สัปปุริส ธรรมทั้ง 7 ข้อนี้ สรุปเป็นคำจำกัดให้กำหนดง่ายๆ ว่า รู้เหตุ รู้ผล รู้ตน รู้ประมาณ รู้กาล รู้สังคม รู้บุคคล เป็นกุศลธรรมที่ทำให้บุคคลเป็นคนดี โดยไม่ขึ้นอยู่กับชาติกำเนิด ฐานะ ความเป็นอยู่ หรือความมีการศึกษาสูง บุคคลใดเป็นผู้รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักความพอดี รู้จักเวลา รู้จักชุมชนหรือสังคม และรู้จักเลือกคบคน บุคคลนั้นก็สามารถที่จะเป็นคนดี เป็นมนุษย์สมบูรณ์แบบ หรือเรียกว่า เป็นคนเต็มคน คนดีที่แท้ ซึ่งถือว่าเป็นสมาชิกที่ดีมีคุณค่าอย่างแท้จริงของมนุษยชาติ

ผลของการตัดชีวิต

กรรม

เมื่อย่างปลาเสร็จก็นำไปตากแดดอีกครั้งให้แห้ง หลังตากปลาแล้ว เขาก็เข้าไปพักผ่อน คิดว่าแดดแรงๆอย่างนี้อีกสักพักปลาก็คงแห้งสนิทดี ก็จะได้เก็บเข้าบ้าน เพื่อใช้ปรุงอาหารในมื้อต่อๆไป

แต่ ในระหว่างที่เขากำลังหลับสบายอยู่นั้น ก็มีแมวตัวหนึ่งเดินผ่านมาพอดี และด้วยความหอมของปลาย่างนั่นเอง มันจึงเดินเข้ามายังที่สมหมายตากปลาไว้ เมื่อเห็นปลาย่างจำนวนมากวางอยู่ต่อหน้า เจ้าแมวก็เลยกินปลาย่างเหล่านั้นอย่างสบายใจ

แต่ก่อนที่ปลาย่างจะหมด สมหมายก็ตื่นพอดี เขารีบลุกขึ้นเพื่อจะไปเก็บปลาที่ตากไว้ แต่บังเอิญมาเจอแมวกำลังกินปลาย่างของเขาอยู่ และเมื่อมองเห็นว่าปลาย่างที่ตากไว้หายไปเยอะ เหลือเพียงไม่กี่ตัว ทำให้สมหมายโกรธ จัดจนเลือดขึ้นหน้า เขารีบคว้าท่อนไม้เท่าที่หาได้ วิ่งไล่ตีแมว เจ้าแมวตกใจจึงปล่อยปลาย่างที่อยู่ในปากแล้วรีบกระโดดหนีไปอย่างรวดเร็ว สมหมายพยายามวิ่งไล่ตีแมว แต่ก็ไม่ทันมันเสียแล้ว

เมื่อ สมหมายทำอะไรเจ้าแมวไม่ได้ เขาก็ยิ่งโมโหหนักขึ้นไปอีก ไฟแห่งความโกรธได้ลุกโพลงอยู่ในใจของเขาตลอดเวลา ยามที่เห็นปลาย่างจำนวนมากที่ตนเองหามาได้ ต้องหายไปในพริบตา เพราะแมวมาขโมยกิน ซึ่งความจริงแล้วแมวอาจจะไม่ได้ขโมย มันเห็นอาหารมันก็กินไปตามประสาของมัน แต่สำหรับสมหมาย.. ไม่ได้คิดเช่นนั้น
ในช่วงฤดูฝน มีน้ำหลาก นายสมหมายก็ออกไปหาปลาที่ท้องไร่ท้องนาตามปกติ วันหนึ่งสมหมายหาปลาได้มากกว่าปกติ มีแต่ปลาช่อนตัวใหญ่ๆ ทั้งนั้น เขาดีใจมาก กลับมาที่บ้านก็มีแต่คนชมว่าเก่ง สามารถหาปลาได้มากมาย เขาเอาปลาที่หามาได้ทั้งหมดขังไว้ในตุ่ม

สมหมายหลงกระหยิ่มยิ้มย่องกับความโชคดีของตน แต่หารู้ไม่ว่าความโชคดีนั้นกำลังจะนำไปสู่ความหายนะของชีวิตตนเอง เขาไม่เคยหวาดกลัวกับบาปกรรมที่ตนกระทำไว้เลย

เขา ได้นำปลาที่ตนเองหามาได้นั้นมาปรุงเป็นอาหารอยู่หลายวัน แต่ปลาก็ยังไม่หมด ยังเหลืออยู่จำนวนมาก เขาจึงคิดว่าจะย่างปลาแล้วตากแห้ง เพราะจะทำให้เก็บไว้ได้นาน คิดแล้วเขาก็จัดการฆ่าปลาทุกตัวที่ขังอยู่ในตุ่ม และย่างปลาเหล่านั้นทันที
เวลาผ่านไปสองสามวัน สมหมายยังไม่หายโกรธ เขาคิดวางแผนที่จะจัดการกับแมวตัวนี้ให้จงได้ แล้วเขาก็หาปลาย่างมาล่อแมวให้ติดกับดักของเขา และแล้วแมวก็หลงกลของเขาจริงๆ มันเดินมาเจอปลาย่างอีก และรีบเข้าไปกินทันที โดยไม่ได้เฉลียวใจอะไร แต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งก่อน เพราะสมหมายรอดักจับอยู่ ขณะที่เจ้าแมวกำลังเพลินกับการกินปลาย่างนั้น สมหมายก็ย่องเข้ามาตะครุบแมวหัวขโมยทันที

สม หมายหัวเราะด้วยความดีใจระคนเคียดแค้น คราวนี้เขาจะได้จัดการกับมันอย่างสาสมกับที่มันมาขโมยปลาย่าง เขาอุ้มแมวเดินไปหาเชือกไนล่อนเส้นเท่านิ้วก้อยที่เตรียมไว้ เอาปลายเชือกข้างหนึ่งมาผูกที่คอของแมว ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งโยงเข้าไว้กับกิ่งไม้ใหญ่ที่สูงทีเดียว เจ้าแมวจึงห้อยโตงเตงอยู่ที่ต้นไม้ เพราะเขาต้องการให้มันตายอย่างช้าๆและทุกข์ทรมาน แต่แค่นี้ยังไม่หนำใจ เขานำปลาย่างมาโชว์ให้มันดูด้วย

ผ่านไปได้สักพัก เจ้าแมวก็รู้สึกอึดอัดและหายใจไม่ค่อยออก เพราะเชือกที่รัดคอมันแน่นมาก มันจึงร้องและดิ้นอย่างทุรนทุราย ขณะที่สมหมายนั่งมองดูด้วยความสะใจ พร้อมกับพูดสมน้ำหน้าว่า “เป็นไงล่ะ..สาสมดีแล้ว กับที่เจ้ามาขโมยของข้ากิน ก็จะต้องตายแบบนี้”

สมหมาย ได้ระบายความโกรธที่อยู่ในใจของเขาอย่างโหดเหี้ยม แต่เขาไม่เคยรู้เลยว่า การกระทำด้วยความโกรธเช่นนี้จะส่งผลกรรมอันใหญ่หลวงต่อชีวิตของเขา เพราะอำนาจของความโกรธได้ปิดบังดวงตาแห่งปัญญาของเขาไม่ให้รู้บาปบุญคุณโทษ นั่นเอง เขาเพียงแต่นึกว่า มันสาสมกันแล้วที่แมวมาขโมยกินปลาย่างของเขา มันจึงสมควรตาย

หลังจากนั้นต่อมาไม่ถึงปี กรรมที่สมหมายได้กระทำไว้กับแมว ก็เริ่มย้อนเข้ามาหา ในช่วงงานเทศกาลบุญบั้งไฟ ซึ่งสมหมายก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ชอบทำบั้งไฟ ทุกๆ ปีเขาก็จะต้องทำบั้งไฟเล่นกับเพื่อนๆ เป็นประจำ

แล้ว วันที่สมหมายต้องชดใช้กรรมก็มาถึง ในระหว่างที่เขากำลังทำบั้งไฟอยู่นั้น ปากของเขาก็คาบบุหรี่ไปด้วย และด้วยความประมาททำให้สะเก็ด ไฟจากบุหรี่หล่นลงมาถูกดินปืนที่ใช้สำหรับทำบั้งไฟ จึงเกิดระเบิดขึ้นเสียงดังสนั่นหวั่นไหว

สมหมายได้รับบาดเจ็บสาหัส ตามลำตัวของเขาถูกสะเก็ดดินปืนจนเป็นบาดแผล โดยเฉพาะที่คอสาหัสมาก จนหายใจไม่ค่อยออก เขานอนกุมคอร้องโอดครวญดิ้นทุรนทุราย ไม่ต่างอะไรกับแมวที่เขาเคยผูกคอมันจนตาย และในช่วงนั้นเอง กรรมที่เขาเคยทำไว้ก็ได้แวบขึ้นมาปรากฏในใจทันที เหมือนกับว่ามันมาทวงสัญญาคืน สมหมายจึงรีบตั้งจิตอธิษฐานว่า หากไม่ตายจะทำบุญอุทิศไปให้แมวตัวนี้

ใน ที่สุดเพื่อนๆที่เล่นบั้งไฟอยู่ด้วยกันแถวนั้นก็ได้นำเขาส่งโรงพยาบาล หมอสามารถช่วยชีวิตไว้ได้ แต่ไม่สามารถให้กลับมาเป็นปกติได้เหมือนเดิม เพราะมีปัญหาที่คอ เวลากินอาหารทุกครั้งจะกินและกลืนด้วยความยากลำบาก บางทีถึงกับต้องกินอาหารทางสายยาง สมหมาย รู้สึกทรมานมาก แต่เขาก็ต้องก้มหน้ารับกรรมที่ได้ก่อไว้

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาออกจากโรงพยาบาลแล้ว เขาก็พยายาทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับแมวตัวนั้น และไม่กล้าทำบาปอีกเลยจนกระทั่งทุกวันนี้

ความ ดีเท่านั้นเป็นสิ่งประเสริฐ และทำให้เรามีความสุขอย่างแท้จริง กรรมชั่วไม่เคยทำให้ใครได้ดีจริง ไม่สามารถสร้างความสุขให้ได้อย่างแท้จริง กรรมดีต่างหาก ที่นึกถึงเมื่อใหร่ก็สุขใจเมื่อนั้น การทำกรรมดียังทำให้เราเป็นคนองอาจในทุกที่ทุกสถาน ไปไหนก็ได้รับความเคารพยกย่อง เทิดทูนบูชา อยู่ที่ไหนก็มีแต่ความสุขสงบเย็นตลอดไป

กรรมของนักพนัน

กรรม
คนที่เล่นการพนันส่วนใหญ่จึงมักจะเสียมากกว่าได้ ซ้ำร้ายบางคนต้องกู้หนี้ยืมสิน บางคนต้องกลายเป็นคนลักขโมย เป็นคนขี้โกหกหลอกลวงตามมา ในที่สุดชีวิตก็จมอยู่กับวังวนแห่งความทุกข์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ กรณีต่อไปนี้เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทำให้เห็นอำนาจของกฎแห่งกรรมที่ทำ งานอย่างตรงไปตรงมา เรื่องมีอยู่ว่า

มี ชายคนหนึ่งชื่อ “สิทธิกร” เป็นคนกรุงเทพฯ ฐานะครอบครัวนับว่าดีพอสมควร มีกินมีใช้ไม่เคยอดอยาก แต่ก็เป็นธรรมดาของคนทั่วไป ที่มักจะไม่ค่อยพอใจกับสิ่งที่ตนเองมีอยู่ เป็นอยู่ จึงดิ้นรนขวานขวายหาสิ่งต่างๆ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดเวลา สิทธิกรก็เป็นอีกคนหนึ่งที่มีลักษณะเช่นเดียวกันนี้

อยู่มาวันหนึ่ง เพื่อนของสิทธิกร ชื่อ “สมหมาย” บังเอิญได้มาเจอกัน สมหมายนั้นเป็นนักพนันตัวยงอยู่แล้ว เมื่อได้พบเจอกับสิทธิกร จึงชักชวนให้สิทธิกรไปเล่นการพนันกับเขา โดยอ้างถึงความเป็นไปได้ที่จะได้กำไรมากที่สุด เพราะเชื่อมั่นว่าตนเองมีความเชี่ยวชาญใน การพนัน และการพนันนั้นจะสามารถทำให้เงินที่มีอยู่ไม่กี่แสนบาทนั้น กลายเป็นเงินหลายล้านขึ้นมาในทันที

    การอยากร่ำรวยเพิ่มมากขึ้น เป็นเรื่องปกติของปุถุชนคนธรรมดาอยู่แล้ว เพียงแต่ว่า วิธีการแสวงหาให้ได้สิ่งที่ตนต้องการนั้น มันควรอยู่แต่ในทางที่ถูกต้องดีงามเท่านั้น หากแสวงหาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้องไม่ดีไม่งามแทน ที่จะได้ก็อาจจะกลับเสียมากกว่า หรือได้มาแล้ว ก็ต้องทุกข์ใจในภายหลัง

สิทธิกร มีเงินอยู่หลายแสนบาท แต่ไม่พอใจกับความเป็นอยู่ของตัวเอง เขาต้องการจะมีเงินมากขึ้น จึงคิดหาวิธีที่จะทำให้ตัวเองร่ำรวยกว่าเดิม เขาได้ไปปรึกษากับหลายคนว่าจะลงทุนอะไรดี จึงจะได้กำไรมากที่สุด แต่สุดท้ายก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะลงทุนอะไร

พอ สิทธิกรได้ยินเช่นนั้น ดวงตาจึงลุกโพลงขึ้นมาทันที ไฟแห่งความโลภที่มีอยู่ในจิตใจได้ลุกโหมขึ้นมาอย่างหนัก เมื่อความโลภมาบดบังดวงตา ปัญญาก็ย่อมไม่เกิดขึ้น สิทธิกรไม่เคยคิดถึงผลเสียที่จะตามมาแต่ประการใดเลย คิดเพียงอย่างเดียวว่า ในเวลาไม่นานนี้ตนเองจะต้องร่ำรวยเป็นมหาเศรษฐีอย่างแน่นอน

สมหมายได้พาสิทธิกรไปที่บ่อนการพนัน และแนะนำวิธีการเล่นต่างๆ ตอนแรกๆเขาก็ไม่กล้าเล่นอะไรมาก แค่ลองดูนิดๆหน่อยๆเท่านั้นเอง ซึ่งก็ได้บ้างเสียบ้างเป็นธรรมดา แต่เมื่อเล่นไปเล่นมาสิทธิกรก็เริ่มจะมีความมั่นใจมากขึ้น และใจใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ

สิทธิกร เล่นการพนันอย่างนั้นต่อเนื่องกันเรื่อยมา จนกระทั่งติดและกลายเป็นนิสัย วันไหนไม่ได้เข้าบ่อนพนัน ก็จะรู้สึกอึดอัดขึ้นมาทันที นิสัยนักพนันนี้เป็นกรรมที่เขาสร้างขึ้นมาเอง เป็นการสั่งสมอุปนิสัยที่ไม่ดีให้กับตนเอง แต่เขาไม่เคยรู้สึกเลยว่า สิ่งเหล่านั้นมันไม่ดีอย่างไร เพราะมันทำให้เขาได้เงินมาอย่างง่ายดาย

พอสิทธิกรเริ่มหน้ามืดตามัวอยู่กับการพนันแล้ว ไม่ว่าอะไรก็ใจกล้าได้ทั้งนั้น ไม่นานเขาก็เสียการพนันจนหมดตัว จึงไปหยิบยืมเงินจากเพื่อนมาอีกสองแสน เพื่อจะกลับมาเอาทุนคืนให้ได้ แต่ก็เหมือนบาปซ้ำกรรมซัด ที่ยิ่งอยาก จะได้มากก็ยิ่งเสียมาก พอเอาทุนคืนไม่ได้ ก็ต้องดิ้นรนแสวงหามาให้ได้ เขาจึงเอาโฉนดบ้านไปจำนอง เพื่อเอาเงินมาเล่นการพนัน แต่สุดท้ายเขาก็หมดตัว ไม่เหลืออะไร อยู่ในมือแม้แต่บาทเดียว

เมื่อ ตกอยู่ในสถานการณ์ลำบากเช่นนั้น ความเครียดก็เกิดขึ้นทันที เมื่อกลับถึงบ้านก็ทะเลาะเบาะแว้งกับภรรยา ซึ่งในที่สุดทั้งสองก็ต้องแยกทางกัน และบ้านก็ถูกยึดไป สิทธิกรจึงกลายเป็นคนไม่มีบ้านอยู่ จะไปพึ่งพาเพื่อนคนไหนก็ไม่ได้ ชีวิตของเขาในช่วงนี้จึงดำมืด ไม่เห็นทางออก ต้องเผชิญกับปัญหามากมาย หนี้เพื่อนก็ยังใช้ไม่หมด ข้าวก็ไม่มีจะกิน ครอบครัวที่เคยอยู่กันอย่างอบอุ่น ก็ตกอยู่ในสภาพบ้านแตกสาแหรกขาด

      สิทธิกร วางแผนที่จะขโมยเงินในบ้านหลังหนึ่งที่ดูแล้วน่าจะร่ำรวย เมื่อสบโอกาสเหมาะที่เจ้าของบ้านไม่อยู่ เขาจึงได้แอบลงมืองัดบ้านและขโมยข้าวของเงินทองมากมาย แต่เหมือนว่าโชคจะไม่เข้าข้าง เพราะขณะที่เขากำลังย่องออกมานั้น บังเอิญเจ้าของบ้านกลับมาเห็นพอดี จึงคว้าไม้ไล่ตี พร้อมกับตะโกนให้คนช่วยจับขโมยด้วย

สิทธิกรถูกรุมจับและถูกเจ้าของบ้านทุบตีแบบไม่ยั้ง เพราะความโกรธที่ถูกขโมยทรัพย์สิน สิทธิกรได้แต่ร้องขอชีวิตและใช้แขนรับท่อนไม้ที่กระหน่ำลงมาอย่างหนัก จนกระทั่งแขนของเขาหัก เจ้าของบ้านตีจนหมดแรงจึงเลิก และจับเขาส่งตำรวจ

เมื่อความวุ่นวายเข้ามาในชีวิต จิตใจก็ไม่สงบ การแก้ปัญหาจึงเป็นไปได้ยากมากยิ่งขึ้น เขาคิดวางแผนที่จะไปปล้นร้านทองหลายครั้งแต่ยังไม่กล้า ได้แต่พยายามคิดหาวิธีทางต่างๆ ที่จะให้ได้เงินมาแบบง่ายดาย แต่เมื่อเขาไม่เคยสั่งสมกรรมดีไว้ ความคิดชั่วต่างๆก็เข้ามาในสมองทันที นั่นก็คือเขาต้องขโมยเงิน เพราะไม่มีทางอื่นที่จะได้เงินง่ายและรวดเร็วอย่างนี้อีกแล้ว

สิทธิกร ได้พบกับความทุกข์อีกครั้งเมื่อต้องตกอยู่ในสภาพที่บาดเจ็บ แขนหัก และติดคุก แต่ก็นับว่าโชคดีที่ยังไม่ตาย ในระหว่างที่อยู่ในคุกนั้นเขามีโอกาสได้ฟังธรรม จากอนุสาสนาจารย์บ้าง จากพระที่เข้าไปแสดงธรรมในคุกบ้าง ทำให้เขาได้สติกลับคืนมา พร้อมกับระลึกถึงกรรม ต่างๆ ที่เขาได้เคยกระทำไว้ ซึ่งทำให้เขารู้ว่า สิ่งที่เขาได้รับทั้งหมดนั้น ล้วนแต่เป็นกรรมที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเขาเองทั้งสิ้น หากเขาไม่โลภจนเกินเหตุ ชีวิตก็คงไม่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้

ความ โลภ ความโกรธ ความหลงที่มีมากจนเกินไปมักจะบดบังปัญญาของเรา ไม่ให้มองเห็นความผิดชอบชั่วดีทั้งหลาย หากรู้จักวิธีที่จะควบคุมกิเลสเหล่านั้นให้อยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดี ก็จะไม่ทำให้ชีวิตของเราเดือดร้อน หรือว่าหากจะให้ดีก็ต้องพยายามกำจัดมันให้น้อยลง จนกระทั่งไม่เหลืออยู่เลย แต่สำหรับคนธรรมดาสามัญทั่วไปแล้ว การจะกระทำได้อย่างนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่ง เพียงควบคุมไม่ให้มันมากจนเกินไปก็นับว่าเป็นประโยชน์แก่ชีวิตมากแล้ว

วิธีเดินจงกรม

พระสงฆ์
การฝึกหัดทำสมาธิภาวนานี้ ในตอนแรกๆ จะทำได้ยาก มักจะมีอาการปวดเมื่อยตามแข้งตามขาหรือตามเอวตามหลัง ในตอนแรกๆ นี้จะต้องอาศัยความอดทนและต้องอาศัยความฝืนอยู่มากพอสมควร แต่เมื่อกระทำไปประมาณ ๒-๓ อาทิตย์ ก็จะรู้สึกเคยชิน อาการปวดเมื่อยต่างๆ ก็จะค่อยๆ หายไป

เมื่อเรารู้สึกปวดเมื่อยแล้ว ท่านจึงแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถ จากนั่งสมาธิไปเป็นการเดินจงกรม ซึ่งการกำหนดใจในขณะเดินจงกรมนั้นก็เหมือนกับเรากำหนดเวลาที่เรานั่งสมาธิ นั่นเอง เพียงแต่ต่างจากการนั่งเป็นการเดินเท่านั้น
สำหรับการทำสมาธินั้น เราจะกำหนด “พุทโธ” เป็นอารมณ์ หรือเรียกว่าเอา “พุทโธ” เป็นเป้าหมายก็ได้ หรือว่าจะ “กำหนดลมหายใจเข้า-ออก” เป็นอารมณ์หรือเป้าหมายก็ได้ เป็นต้น อันนี้แล้วแต่ว่าเราจะชอบอย่างไหนหรือถูกจริตกับสิ่งใด

เมื่อเรากำหนดสติของเราตั้งมั่นอยู่ที่ไหน จิตของเราก็ให้อยู่ที่นั่น เพราะสติเป็นเครื่องผูกเป็นเครื่องครอบงำเป็นเครื่องบังคับ

นอกจาก “สติและความรู้” แล้ว ไม่มีสิ่งไหนในโลกที่จะสามารถบังคับจิตให้สงบลงได้ เมื่อเราต้องการบำเพ็ญสมถะเราต้องเจริญสติให้มากๆ

ในบางครั้งเมื่อเราทำสมาธิได้แล้ว เมื่อจิตเริ่มรวมจะเกิดอาการต่างๆ เช่น มีความรู้สึกว่าเบามือทั้งสองข้าง ซาบซ่านตามร่างกาย ขนลุกขนพองคล้ายกับพบสิ่งที่น่ากลัว มีอาการตัวเบาหวิว เป็นต้น

บางคนเมื่อรู้ว่าจิตเริ่มจะรวม จึงคอยดูว่าจิตจะรวมอย่างไร จิตก็รวมไม่ได้ สมาธิก็ไม่เกิด อันนี้เป็นการกระทำที่ผิด

เมื่อเรารู้ว่าจิตของเรากำลังจะรวม ให้เรากำหนดผู้รู้ นิ่งอยู่ สติกับใจอย่าให้เคลื่อนจากกัน อย่าให้สติเคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ เมื่อสติไม่เคลื่อนไหวไปกับอาการใดๆ แล้วจิตก็รวมเอง บางครั้งก็รวมสนิทเลย เปรียบเหมือนเอาไม้ปักลงไปในน้ำที่ไหลเชี่ยว ปักให้นิ่งไว้อย่าให้เคลื่อนไปตามน้ำ อย่าให้จิตเคลื่อนจากผู้รู้

อานิสงส์ของการเดินจงกรม ๕ อย่าง
๑. ทนต่อการเดินทาง คือเดินทางได้ไกล
๒. ทนต่อการทำความเพียร คือทำความเพียรได้มาก
๓. อาหารที่บริโภคเข้าไปแล้วย่อมจะย่อยได้ง่าย
๔. อุคคหนิมิตที่เกิดขึ้นเวลาเดินจงกรมจะไม่เสื่อมง่าย
๕. การเดินจงกรมนั้นจิตก็สามารถที่จะรวมได้
และเป็นการบริหารร่างกายให้แข็งแรง โรคที่จะมาเบียดเบียนก็น้อยลง

ผู้ ที่สามารถทำจิตรวมได้แล้วก็ให้กำหนดจิตตามเดิม กำหนดอย่างไรที่ให้จิตรวมกันได้ก็กำหนดอย่างนั้น ถ้าจิตรวมสนิทก็อย่าเพิ่งออกจากสมาธิเสียทีเดียว

ก่อนออกจากสมาธิก็ให้พิจารณาเสียก่อน เราจะได้ทราบว่าเราบริกรรมอย่างใด ตั้งสติอย่างใด ละวางอารมณ์ สัญญาอย่างใด จิตของเราจึงรวมได้เช่นนี้ ถ้าเราสามารถพิจารณาถึงกรรมวิธีต่างๆ ได้ ก็จะเป็นประโยชน์ในการปฏิบัติในครั้งต่อไป

ขอ ย้ำอีกครั้ง กำหนดให้แน่วแน่นิ่งอยู่กับผู้รู้ สติกับผู้รู้อย่าให้เคลื่อนไปตามอาการใดๆ จิตก็จะรวมได้เพราะสติอย่างเดียวเท่านั้น (ถ้าขาดสติก็นั่งหลับ, เกิดอาการฟุ้งซ่าน, จิตไม่รวม เป็นต้น)

พูดตามปริยัติ “สติ” แปลว่าความระลึกได้ในกิจที่ได้กระทำ แม้คำพูดทั้งในอดีตและปัจจุบัน

ใน ทางปฏิบัติ “สติ” แปลว่าระลึกอยู่ที่ใจ ไม่ให้รู้ไปตามสิ่งอื่น ถึงจะมีสัญญาอะไรก็ไม่ให้เคลื่อนไหวไปตามอาการนั้น กำหนดรู้นิ่งไว้อย่างนั้น ระลึกอยู่ที่ใจ

ใจก็หมายถึงผู้รู้ เมื่อสติกับใจบังคับกันแนบนิ่งดีแล้ว จิตก็จะรวมสนิท เมื่อเรานั่งกำหนดแล้ว ขณะที่เราเบาเนื้อ เบากาย ก็ให้เรานิ่งไว้อยู่กับผู้รู้ คำบริกรรมต่างๆ ก็ให้เลิกบริกรรม ให้เอาแต่สตินิ่งไว้ ให้ระลึกแต่ผู้รู้เท่านั้น

ตามธรรมดาสติมักจะส่งไปภายนอก ชอบเล่นอารมณ์ สังขารที่ปรุงแต่ง ไม่ว่าจะคิดดี คิดร้าย คิดไม่ดี ไม่ร้าย เราจะต้องพยายามฝึกหัดละวางอารมณ์เหล่านี้ อย่าให้จิตส่งออกไปภายนอก ให้สติอยู่ที่ผู้รู้เท่านั้น

เมื่อ เรานั่งสมาธิภาวนา เรากำหนดคำบริกรรมใดๆ ก็ตาม ถ้าเราเผลอจากคำบริกรรมนั้น เมื่อเรารู้สึกว่าเราเผลอไปรับรู้อารมณ์ภายนอก ก็ให้รีบกลับมาบริกรรมอย่างเดิมตามที่เราเคยปฏิบัติมา

การเจริญสติ

ปฎิบัติธรรม

เจริญอานาปานสติ  เพื่อเป็นการรักษาใจให้เป็นปกติ  ให้ใจเป็นศีล

โดยเพียงแต่ให้กำหนดรู้ลมหายใจเข้าลมหายใจออกติดต่อกันอย่างต่อเนื่อง

และอย่างสม่ำเสมอ  ไม่ลืม  ไม่เผลอ  แม้แต่ขณะที่เห็นรูป  ได้ยินเสียง

ได้ดมกลิ่น  ได้รู้รส  ได้สัมผัส

การกำหนดรู้ต้องอาศัยจิตใจที่สงบ

จึงจะสามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง  ก่อนที่จะฝึกอานาปานสติ  ต้องพยายาม

ปล่อยวางความคิดต่าง ๆ  พยายามทำใจให้นิ่ง  ให้สงบเสียก่อน  แม้จะเป็น

ความสงบเพียงชั่วคราวก็ตาม

อานาปานสติ  ทำได้ในอิริยาบถทั้ง 4 คือ ยืน  เดิน  นั่ง  นอน

ให้มีสติระลึกรู้ทุกครั้งที่ลมหายใจเข้าออกติดต่อกัน  โดยเฉพาะช่วงที่ปรารภ

ความเพียรได้ 24 ชั่วโมง  ในวันหนึ่งทีเดียว  หรือเว้นเฉพาะขณะหลับเท่านั้น

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  สมถกรรมฐานให้สมบูรณ์ได้

อานาปานสติ  สามารถ  เจริญเป็น  วิปัสนากรรมฐาน ให้สติปัฏฐาน 4 สมบูรณ์ได้
ตราบที่ยังมีลมหายใจอยู่  จงอยู่ด้วยอานาปานสติอย่างพระพุทธเจ้า

จะยืน  จะนอน  จะนั่ง  จะนอน  จะกิน  ดื่ม  ขับถ่าย  ทำครัว  ขับรถ

ทำความสะอาดบ้าน  ทำงานทุกชนิด  ให้อยู่กับอานาปานสติ  เดินเล่น

พักผ่อน ก็ทำอานาปานสติได้ พูดได้ว่า ชีวิตทั้งหมดนี้ให้อยู่ด้วย อานาปานสติ
ในอิริยาบทบางอย่างไม่สะดวกที่จะเจริญอานาปานสติ หรือกำหนดรู้ลมหายใจ

เช่น  ขณะที่กำลังขับรถบนถนน  บนทางด่วน  เราไม่ต้องกังวล  คือไม่ต้องระลึกถึง

ลมหายใจ  แต่ให้อยู่ในหลักอานาปานสติให้ครบถ้วนคือ

ทำหน้าที่ในปัจจุบันให้ดีที่สุด

ปัจจุบัน  เป็นสำคัญ

เรื่องอดีต  ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องอนาคต ไม่สำคัญ  ไม่ต้องคิดถึง

เรื่องคนอื่น  ไม่สำคัญเท่าไร  โดยเฉพาะความชั่วของคนอื่นอย่าแบก  ตัวเราเองทำดี

ทำถูก  นั่นแหละ  สำคัญที่สุด

ขอให้ตั้งใจขับรถดีที่สุด  อย่าให้เกิดอุบัติเหตุก็ใช้ได้

ใครจะขับรถไม่ดี  ไม่รักษากฏจราจร  แซงตัดหน้าเรา  เกือบชน

เกือบมีอุบัติเหตุก็ตาม  น่าโมโหอยู่  แต่ชั่งมัน

เรื่องความชั่วของเขา  อย่าให้เราเกิดโมโห  อย่าให้ใจเสีย

อย่าให้เกิดอุบัติเหตุ  รักษาใจเป็นปกติ  ใจดี  แล้วทำหน้าที่ให้ดีที่สุด

เมื่อเราเจริญอานาปานสติเป็นประจำ  เราจะมีสติตลอดเวลา

สามารถจัดการกับงานหลายอย่างที่เร่งรัดเข้ามาในเวลาเดียวกันได้

เพราะเมื่อรู้สึกวุ่นวาย  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจทันที

โดยอัตโนมัติ  จิตจะเริ่มสงบและรับรู้สิ่งต่าง ๆ ตามความเป็นจริง

ทีละอย่าง  และเมื่องานแ้ล้วเสร็จ  สติจะกำกับให้กลับมาที่ลมหายใจ

ทันทีที่ว่างจากงาน  เป็นการพักผ่อนด้วยอานาปานสติ

ชีวิตทั้งหมดให้อยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด ด้วยใจดี มีสุข

อานาปานสติ

อานะ (อัสสาสะ)  คือลมหายใจเข้า

อาปานะ (ปัสสาสะ)  คือลมหายใจออก

อานะ + อาปานะ  คืออานาปานะ ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก

สติ   คือความระลึกรู้  การกำหนดรู้ในปัจจุบัน ไม่ใช่การคิด จำเอา

อานาปานสติ  คือ  การกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ลมหายใจออก  ในปัจจุบัน  แต่ละขณะ

เอาละครับ สำหรับวันพระนี้เอาเท่านี้ก่อนครับ ไว้อ่านต่อใหม่ในวันพระหน้าครับ

สำหรับท่านที่ยังไม่ค่อยจะถนัดในเรื่องนี้ ก็ขอให้ท่านย้อนกลับมาอ่านอีกครั้ง

พร้อมทั้งใช้ปัญญาไปด้วยในขณะที่อ่าน และในช่วงที่รออยู่ 5-6 วันนี้ ท่านอาจ

ย้อนกลับมาดูอีกครั้งฟังเสียงเพลงให้จิตใจสบายขึ้น  จะว่าไปแล้วจิตของเรานั้น

เหมือนกับลิง คือ คิดโน้นคิดนี่ไปเรื่อยไม่อยู่สุขเรียกว่า ซนเหมือนลิง แต่ถ้าหาก

เราเอาลิงมาผูกกับไม้ ลิงก็จะดิ้นกระโดดไปกระโดดมาในตอนแรก แต่เมื่อเหนื่อย

ก็จะมานอนหลับที่ไม้นั่นแหละ  จิตเราก็เช่นเดียวกัน หากได้รับการฝึกนานเข้า ๆ

จิตก็จะสงบ ทีนี่แหละ ท่านจะทำอะไรก็ได้สามารถที่จะทำในเรื่องสูง ๆ ได้ไม่ยาก

ลองดูน๊ะครับ ขอให้ท่านได้รับความสุข ขออนุโมทนาที่ท่านอ่านมาจนจบในวันพระนี้ครับ

อย่ากลัวความตาย

นิทานชาดก  อสุภนิมิตนี้ไม่ใช่เป็นของร้าย เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วเราอดกลัวไม่ได้ ก็ให้เราลืมตาเสียตั้งสติให้มั่น ขออย่างเดียวอย่าลุกขึ้นวิ่งหนี

ถ้าเราเคยได้ยินได้ฟังคำแนะนำอย่างนี้แล้ว เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตก็จะระลึกได้อยู่หรอก แต่ถ้าเราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน เมื่อเวลาที่เกิดอสุภนิมิตขึ้นก็จะเกิดความกลัว ถ้าเราลุกวิ่งหนีก็จะทำให้เราเสียสติได้ การลุกขึ้นวิ่งหนีนี้ขอห้ามโดยเด็ดขาด

การ ที่เกิดอสุภนิมิตนี้เรียกว่า “มีพระธรรมมาแสดงให้เราได้รู้ได้เห็น ว่าร่างกายของเราเป็นอย่างนี้ ย่อมมีความเจริญในเบื้องต้น มีความชราในเบื้องกลาง และมีการแตกสลายไปในที่สุด”

เมื่อเวลาเกิดอสุภนิมิตขึ้น ถ้าเราสามารถทนได้นับว่าเป็นการดีมาก เป็นประโยชน์ต่อการพิจารณามาก สิ่งเหล่านี้เรียกว่าเป็นนิมิตในตัวเรา แต่บางครั้งก็เป็นนิมิตภายนอก เช่น บางครั้งเกิดเห็นพระพุทธเจ้าหรือบรรดาครูบาอาจารย์มาปรากฏให้เห็น หรือเห็นพวกวัตถุ เช่น โบสถ์ วิหาร หรือสิ่งต่างๆ นิมิตภายนอกนี้เรียกว่า “อุคคหนิมิต”

เรื่องของ นิมิตเป็นเรื่องที่สำคัญ ในบางครั้งก็มาทำท่าแลบลิ้นปลิ้นตา ก็อย่าไปเข้าใจว่าเป็นเปรตเป็นผี ที่จริงแล้วเป็นเพราะว่าสังขารภายในมันฉายออกไปเพื่อหลอกใจของเราเอง มันฉายออกไปจากใจนี่แหละ อันนี้พูดเตือนสติไว้

การทำสมาธิภาวนานี้ ถ้าบุคคลใดเกิดนิมิตมาก ก็อย่าได้ไปเกิดความกลัวจนกระทั่งเลิกปฏิบัติ ขอให้ปฏิบัติต่อไปโดยให้สติตั้งมั่นกำหนดรู้ อย่างที่แนะนำมาแล้ว เมื่อเราทำต่อไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดอานิสงส์ คือถ้าเป็นคนนิสัยดุร้ายก็จะเป็นคนใจดี ถ้าเป็นคนโกรธง่ายก็จะค่อยๆ เบาบางลง ถ้าเป็นคนปัญญาทึบเมื่อทำจิตสงบได้แล้วก็จะเป็นคนที่ฟังอะไรรู้เรื่องเข้าใจ ในเหตุผล ถ้าเป็นคนที่ฉลาดอยู่แล้วก็จะเพิ่มพูนปัญญาให้มากขึ้นไปอีก ท่านจึงว่ามีอานิสงส์มาก

ขณะ ที่เราเกิดเห็นนิมิตขึ้นมา ถ้าเราแก้ความกลัวในนิมิตได้ ต่อไปก็จะสบาย เมื่อเราเกิดความกลัวขึ้น เราอย่าไปยึดถือสิ่งที่เราเห็นในนิมิตเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ให้กำหนดรู้ว่าเป็นมาร ซึ่งพระพุทธเจ้าเรียกว่า “ขันธมาร” หรือ “กิเลสมาร”

เรื่องของนิมิตนี้จะเกิดหรือไม่เกิดไม่สำคัญ เพราะว่าที่เราทำสมาธิภาวนา ก็เพื่อมุ่งให้เกิดความสงบภายในจิตใจเท่านั้น ถ้าผู้ปฏิบัติทำจิตใจของตนให้สงบเป็นอารมณ์เดียวได้ พอเท่านั้น ไม่มีนิมิตเกิดขึ้นไม่เป็นไร

การ เรียนบำเพ็ญสมถะจึงจำเป็นต้องมีครูบาอาจารย์ เราจึงต้องรู้ไว้ว่าที่แห่งไหนมีครูบาอาจารย์อยู่บ้าง เพื่อว่าในอนาคตเราจะออกปฏิบัติ จะได้รู้ไว้ ถ้าเป็นวิปลาสแล้วจะไม่ยอมแก้ไขอะไรง่ายๆ กลับมาหาครูบาอาจารย์ที่เคยทรมานกันนั่นแหละ ถึงว่าจะอยู่ห่างไกลก็จำเป็นต้องไป เพราะเป็นเรื่องของการปฏิบัติ เมื่อจิตใจเป็นอย่างใดมีข้อสงสัยอย่างใด จะได้ไปศึกษากับท่านเสียก่อนที่จะผิด

เมื่อทำสมาธิจนถึงขั้นได้ฌานแล้ว บางครั้งก็จะได้ถึงขั้นอภิญญาซึ่งเป็นความรู้พิเศษ ผู้ที่ปฏิบัติเกิดนิมิตมากๆ มักจะได้อภิญญา เมื่อเหตุการณ์ใดๆ ที่จะเกิดขึ้น ท่านมักจะรู้ล่วงหน้าก่อนเสมอ เช่นจะรู้ล่วงหน้าว่าวันนี้จะมีผู้มาหา เป็นต้น

อภิญญา เกิดจากฌานสมาธิ อภิญญานี้ไม่แน่นอนมักจะเสื่อมได้ หรืออาจจะเป็นวิปลาส จะพูดไม่ตรงต่อธรรมวินัย เมื่อผู้ได้อภิญญาแล้วไม่รู้ทันก็จะเกิดความหลงได้

หลวงปู่มั่นท่านจะหลบหลีกหมู่ (เพื่อน)ไปธุดงค์องค์เดียว หรือสองสามองค์เป็นอย่างมาก บรรดาหมู่คณะ หรือผู้ปฏิบัติเกิดความรู้ต่างๆ หรือมีปัญหาที่จะต้องกราบเรียนถาม ก็จะต้องออกตามหาท่านเอง ซึ่งมิใช่เรื่องง่ายที่จะตามท่านพบเสียด้วย

บุคคล ที่ปัญญาแก่กล้า ไตรลักษณ์จะเกิดในปฐมฌาน หรือทุติยฌาน ส่วนบุคคลมีปัญญาขนาดกลางไตรลักษณ์ จะเกิดเมื่อสำเร็จฌาน ๔ แล้ว บุคคลใดที่สำเร็จฌาน ๔ ก็มักจะไม่เกิดความกำหนัด หรือที่เรียกว่า “จิตตกกระแสธรรม” มันจะเป็นของมันเอง เรียกว่าเป็นผลของฌานสมาธิก็ได้

ถึงแม้ว่าบุคคลใดจะทำสมาธิได้ดี จะได้รับความสุขขนาดไหนก็ตาม หรือจะได้อภิญญาเพียงใดก็ตาม ถ้าไตรลักษณญาณไม่เกิดขึ้นแล้ว ก็ยังนับว่าเป็นมิจฉาสมาธิ เป็นสมาธิที่ยังผิด ยังอยู่ในวงเขตที่ผิด ไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา) นี้จะเป็นเครื่องตัดสินถูกหรือผิด จะเป็นสัมมาสมาธิหรือมิจฉาสมาธิ

เมื่อ พิจารณาขันธ์ ๕ (รูป, เวทนา, สัญญา, สังขาร, วิญญาณ) ธาตุ ๔ (ดิน, น้ำ, ลม, ไฟ) เห็นเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาแล้ว จนเกิดญาณความรู้พิเศษ เมื่อเกิดความรู้พิเศษแล้ว วิปัสนูปกิเลสหรือวิปลาสก็เกิดขึ้นไม่ได้ เมื่อสิ่งใดหรือความรู้ใดเกิดขึ้นก็จะเอาไตรลักษณ์ (อนิจจัง, ทุกขัง, อนัตตา)เป็นเครื่องตัดสิน

การพิจารณาให้ถือเอารู้รูปกายตามความเป็นจริง รู้เวทนาตามความเป็นจริง รู้จิตตามความเป็นจริง ให้ยึดถือความรู้นี้เป็นหลัก ความรู้อย่างอื่นไม่สำคัญ ถึงจะเกิดอภิญญารู้ในเหตุผลต่างๆ ครั้งแรกๆ ก็อาจเป็นจริง แต่ถ้าเรายึดถือในสิ่งเหล่านี้ต่อไป ก็จะกลายเป็นเรื่องหลอกลวงเรา ท่านจึงห้ามไม่ให้เอาสิ่งนิมิตเป็นเรื่องสำคัญ

ขอ ให้พวกท่านจงทำกัน ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็สามารถปฏิบัติได้เหมือนกัน เมื่อตั้งใจทำแล้ว จะไร้ผลเสียเลยก็ไม่มี อย่างต่ำก็เป็นการเพิ่มบุญวาสนาบารมีของเราให้แก่กล้าขึ้น

 

กรรมมาเร็วกว่าที่คุณคิด

ปฎิบัติธรรม

การที่เขาเป็นคนขยัน นับว่าเป็นที่ภาคภูมิใจของผู้เป็นพ่ออย่างมาก พ่อจึงพยายามสอนบุญนาให้รู้จักทำงานต่างๆ เช่น การไถนา ซึ่งในสมัยก่อนนั้น การไถนาจะต้องใช้ควายเทียมคันไถจริงๆ ไม่ได้ใช้รถอย่างปัจจุบัน บุญนาได้ฝึกฝนวิชาชีพนี้กับพ่อตั้งแต่เขายังไม่จบชั้นป.6 ด้วยซ้ำไป
เมื่อ อาการปวดตาเป็นอยู่บ่อยครั้ง ในใจของบุญนาก็ค่อยๆคิดถึงควายตัวนั้น หวนนึกถึงภาพที่เขาเคยทำกับมันไว้ ทุกครั้งที่เขาปวดตามาก อยากจะเกา อยากจะบีบนวด เหมือนปวดที่อื่นก็ทำไม่ได้ ต้องนอนปิดหน้า น้ำตาไหลอยู่ตลอด ด้วยความเจ็บปวดทรมาน จนกระทั่งตาของเขาค่อยๆ มืดมัวลงเรื่อยๆ จนแทบมองอะไรไม่ค่อยเห็น

นี่คือผลแห่งกรรมที่ให้ผลทันทีในชาตินี้ เราทั้งหลายพึงระวังอย่างยิ่งในการกระทำกรรมต่างๆ อย่าปล่อยให้กรรมชั่วมาทำให้ตนเองต้องทุกข์ทรมานอย่างบุญนา

ปัจจุบัน บุญนาพอมองเห็นบ้าง แต่ก็มักจะเป็นภาพลางๆ เขาพยายามทำบุญกุศลอุทิศไปให้กับควายตัวนั้น ซึ่งมันได้ตายจากไปแล้ว เขาคิดว่ากรรมดีน่าจะช่วยทำให้เขามีความสุขได้บ้าง และไม่หลงผิดไปทำชั่วอย่างที่เขาได้เคยกระทำผิดพลาดมาแล้ว
ใน ช่วงเวลานั้นบุญนาบอกว่า การทำนาแบบนั้นก็สนุกดี ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นความยากลำบากแต่ประการใด เพราะคนอื่นๆ ในละแวกนั้นก็ทำกันอย่างนั้นทุกคน

เมื่อบุญนาได้ฝึกวิชาชีพจนชำนาญแล้ว พ่อก็ปล่อยให้บุญนาไปไถนาเองคนเดียว ซึ่งนับว่าเบาแรงพ่อไปได้เยอะ วันหนึ่งพ่อใช้ให้บุญนาไปไถนาตามปกติ แต่เหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดก็มักจะเกิดขึ้นเสมอ

วัน นั้นอากาศร้อนจัดมาก บุญนาไถนาตั้งแต่รุ่งเช้าจนสาย หิวข้าวก็หิว ทำให้เขารู้สึกหงุดหงิดมาก เท่านั้นยังไม่พอ ควายก็พลอยสร้างเหตุให้เขาต้องอารมณ์เสียด้วย

เพราะระหว่างนั้นเอง ควายที่ต้องลากไถอยู่หลายชั่วโมง มันคงหมดแรง และเหนื่อยจากอากาศที่ร้อนจัด จึงทิ้งตัวลงนอนเอาดื้อๆทั้งๆที่ยังเทียมคันไถอยู่ บุญนาเห็นสภาพเช่นนั้นก็พยายามใช้เชือกตีให้มันลุกขึ้นลากไถต่อไป แต่ตีอย่างไรมันก็ไม่ยอมลุก เมื่อเป็นเช่นนี้ เขาจึงเริ่มโกรธหนักขึ้นเรื่อยๆ หาก้อนดินขว้างปาใส่มัน แต่มันก็ยังนอนเฉย ทั้งๆที่ก็คงเจ็บไม่เบา เพราะทุกครั้งที่บุญนาตีมันด้วยเชือกนั้น เขาฟาดมันอย่างเต็มแรง แต่มันคงจะไปต่อไม่ไหวจริงๆ

สภาพ ของควายที่หมดแรงเช่นนี้ แทนที่บุญนาจะรู้สึกสงสารมัน เห็นอกเห็นใจมัน แต่ไม่เลย เขากลับคิดว่า มันยั่วโมโห ไม่ยอมทำตามที่เขาต้องการ จนเขาไม่รู้จะทำอย่างไรจึงจะทำให้มันลุกขึ้นได้ พยายามลากมันจนสุดแรงก็แล้ว พยายามตีมันก็แล้ว แต่มันก็ยังนอนเฉยไม่ยอมลุกขึ้น

บังเอิญบุญนาเหลือบมองไปเห็นค้อนขนาดใหญ่วางอยู่แถวนั้น เขาจึงไปหยิบมาและฟาดมันอย่างเต็มแรง คราวนี้มันคงทนเจ็บไม่ไหวจริงๆ จึงลุกขึ้นยืน บุญนาจึงปลดไถที่เทียมตัวของมันออก แล้วก็จูงมันไปที่หลัก

เมื่อ มาถึงหลักที่เคยล่ามมันไว้ประจำ เขาจับมันผูกกับหลัก แต่ไม่ได้ทิ้งให้เชือกยาวเพื่อปล่อยให้มันกินหญ้าได้สะดวกเหมือนเดิม เขากลับผูกมันให้เหลือเชือกสั้นไม่ถึงศอก จนจมูกมันแทบติดอยู่กับหลัก

หลังจากที่ผูกมันไว้แน่นหนาและรู้ว่ามันไปไหนไม่รอดแล้ว บุญนาก็ใช้กำปั้นของตนเองชกไปที่ตาของควายตัวนั้นเต็มแรง เขาชกไปสี่ห้าครั้ง ด้วยไฟโทสะที่ลุกโพลงอยู่ในใจ

เจ้า ทุยมันคงเจ็บมาก จึงพยายามส่ายหัวหลบ ขณะที่น้ำตาของมันก็ไหลพรากๆ ด้วยความเจ็บปวด น้ำตาควาย กลายเป็นความสะใจของบุญนาซึ่งคิดว่าตนคือผู้ชนะ แต่เขาก็ยังไม่พอใจ ไม่รู้ว่าตอนนั้นอะไรมาดลใจให้เขาเป็นเช่นนั้น เขากำหมัดแน่นแล้วชกเปรี้ยงลงไปที่ตาของ มันอีกหลายครั้ง กะว่าจะทุบให้ตามันแตกคามือไปเลย!!

กว่าที่ความโกรธของบุญนาจะเบาบางลงไป ควายก็แทบเอาชีวิตไม่รอด พอเขาชกจนหมดแรงและรู้สึกเจ็บมือแล้ว ความโกรธเกลียดที่มีอยู่ในใจจึงค่อยๆ ลดลง เขาเดินหนีเข้าบ้านไป โดยไม่สนใจมันเลย ปล่อยให้จมูกของมันติดอยู่กับหลักอย่างนั้นครึ่งค่อนวันเต็มๆ โดยที่มันไม่สามารถเดินไปกินหญ้าได้เลย ช่างเป็นการลงโทษที่โหดร้ายทารุณมาก

จน กระทั่งถึงเวลาเย็น บุญนาซึ่งนอนพักอยู่ในบ้าน จึงนึกถึงควายตัวนั้นขึ้นมาได้ ความเมตตาสงสารค่อยคืน สู่หัวใจของบุญนา เขาเริ่มรู้สึกว่า ที่ตนเองทำไปนั้นมันเกินกว่าเหตุ จึงรีบออกไปที่ทุ่งนาและปล่อยควายให้มันกินหญ้าตามปกติ

วันเวลาผ่านไปจนกระทั่งบุญนาเรียนจบมัธยม และได้เข้าศึกษาต่อระดับปริญญาตรี จนกระทั่งจบสมตามที่พ่อปรารถนา บุญนาได้สอบบรรจุเป็นครู และได้ไปสอนที่จังหวัดสระแก้ว ซึ่งไกลจากบ้านเกิดของเขามากทีเดียว

ระหว่าง ที่เขามาเป็นครูอยู่ที่โรงเรียนในจังหวัดสระแก้วนี้เอง ผลกรรมที่เคยทำไว้ก็ตามมาทันโดยที่เขาไม่รู้ตัว โดยจู่ๆวันหนึ่งบุญนาก็รู้สึกว่าปวดตาขึ้นมาอย่างหนัก ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุอะไร ทั้งๆที่ไม่ได้ไปโดนอะไรแม้แต่น้อย และอาการปวดนั้นก็หนักหนาสาหัสมาก แทบจะเรียกได้ว่า อยากจะควักลูกตาออกมาเลย

บุญนารีบไปหาหมอที่โรงพยาบาล เมื่อหมอตรวจเช็คแล้ว ก็บอกว่าปกติดี ไม่ได้เป็นอะไร แต่พอตกกลางคืนก็รู้สึกปวดขึ้นมาอีกโดยไม่มีสาเหตุ เป็นอยู่แบบนี้หลายครั้ง ทั้งๆที่เขาก็ไปหาหมอตลอด แต่หมอก็ไม่เคยเจอโรคอะไรเลยแม้แต่ครั้งเดียว และบอกว่าปกติดีทุกครั้ง


ธรรมะจาก เกจิอาจารย์

กินเจ…กินเนื้อ – “กบ” กับ “คางคก”
พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)
วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี

วันหนึ่งมีคนมาถามหลวงพ่อชา
เกี่ยวกับเรื่องการกินเจ
กับการกินอาหารเนื้ออาหารปลาต่างกันอย่างไร
อย่างไหนถูก อย่างไหนผิด

เพราะปัจจุบัน
มีสำนักปฏิบัติที่ถือข้อวัตรปฏิบัติต่างกันมากมายหลายแห่ง

บางแห่งถือว่าการกินเนื้อสัตว์เป็นบาปเป็นกรรมร่วม
เพราะเท่ากับเป็นการยุให้เขาฆ่าสัคว์
ที่นั้นจะต้องถือมังสวิรัติ
เว้นการฉันเนื้อฉันปลาอย่างเด็ดขาด

บางแห่งว่าการกินเจเป็นข้อวัตรของเทวทัตที่เคร่งครัดเกินไป
จนพระพุทธเจ้าไม่ทรงอนุญาต
เขาจึงสงสัยว่าอย่างไรจะถูกอย่างไรจะผิด
ในระหว่างข้อวัตรปฏิบัติทั้งสองแบบนี้

ท่านตอบว่า

“เหมือนกบกับคางคกนั่นแหละ
โยมว่ากบกับคางคกอย่างไหนมันดีกว่ากัน

ความจริงแล้ว

พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร ไม่ได้เป็นอะไร
ในจิตของท่านไม่มีอะไรเป็นอะไรอีกแล้ว

การบริโภคอาหารเป็นสักแต่ว่า
เป็นเครื่องหล่อเลี้ยงร่างกายพอให้คงอยู่ได้
ท่านไม่ให้ติดในรสชาติของอาหาร
ไม่ให้ติดอยู่ในทุกสิ่งทุกอย่าง

ให้รู้จักประมาณในการบริโภค
ไม่ให้บริโภคด้วยตัณหา
นี่เรียกว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้ฉันอะไร
ไม่มีอะไร ไม่เป็นอะไรแล้ว

ถ้าคนกินเนื้อไปติดอยู่ในรสชาติของเนื้อ นั่นเป็นตัณหา

ถ้าคนไม่กินเนื้อ พอเห็นคนอื่นกินเนื้อ
ก็รังเกียจและโกรธเขา ไปด่าว่านินทาเขา
เอาความชั่วของเขาไปไว้ในใจตัวเอง
นั่นก็เป็นคนโง่กว่าเขา
ทำไปตามอำนาจของตัณหาเหมือนกัน

การที่เราไปโกรธเกลียดเขานั้น
มันก็คือผีที่สิงอยูในใจเรา

เขากินเนื้อเป็นบาปเราโกรธเขา
เราก็เป็นผีเป็นบาปอีกเหมือนกัน

มันยังเป็นสัตว์อยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่เป็นธรรมะ
อาตมาจึงว่าเหมือนกบกับคางคก”

“แต่ทางที่ถูกนั้น ใครจะกินอะไรก็กินไป แต่ให้มีธรรมะ

คนกินเนื้อ ก็อย่าเห็นแก่ปากปากท้อง
อย่าเห็นแก่ความเอร็ดอร่อยจนเกินไป อย่าถึงกับฆ่าเขากิน

ส่วนคนกินเจก็ให้เชื่อมั่นในข้อวัตรของตัวเอง
เห็นคนอื่นกินเนื้ออย่าไปโกรธเขา รักษาตัวเราไว้
อย่าให้ติดอยูในการกระทำภายนอก

พระเณรในวัดนี้ของอาตมาก็เหมือนกัน
องค์ไหนจะถือข้อวัตรฉันเจก็ถือไป
องค์ไหนจะฉันธรรมดาตามมีตามได้ก็ถือไป
แต่อย่าทะเลาะกัน อย่ามองกันในแง่ร้าย
อาตมาสอนอย่างนี้
ท่านก็อยู่ไปด้วยกันได้ ไม่เห็นมีอะไร

ให้เข้าใจว่า

ธรรมะที่แท้นั้น เราจะเข้าถึงได้ด้วยปัญญา
ทางปฏิบัติที่ถูกก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา

ในวันหนึ่ง ๆ ให้ได้ปฏิบัติเถอะ ขี้เกียจก็ทำขยันก็ทำ เราปฏิบัติธรรมะ ไม่ปฏิบัติตามตัวเรา
ถ้าปฏิบัติตามตัวเราไม่เป็นธรรมะ ไม่ว่ากลางวันกลางคืน สงบก็ทำ ไม่สงบก็ทำ

เหมือนกับเราเป็นเด็กไปเรียนหนังสือ จะเขียนไม่สวยในครั้งแรก มันหัวยาว ๆ ขายาว ๆ
เขียนไปตามเรื่องของเด็ก นานไปก็สวยขึ้นงามขึ้นเพราะฝึกมัน การประพฤติธรรมก็เหมือนกัน
ทีแรกก็เกะ ๆ กะ ๆ สงบบ้าง ไม่สงบบ้าง ไม่รู้เรื่องมันเป็นไป บางคนก็ขี้เกียจ
อย่าขี้เกียจซิ ต้องพยายามทำ อยู่ด้วยความพยายาม

เหมือนกับเราเป็นเด็กนักเรียน โตมาก็เขียนหนังสือได้ดี จากไม่สวยมาเขียนได้สวย
เพราะการฝึกตั้งแต่เด็กนั่นแหละ อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น พยายามให้มีสติอยู่ทุกเวลา
จะยืน จะเดิน จะนั่ง จะนอน พยายามทำให้มันสม่ำเสมอ เมื่อเราทำกิจวัติ
อะไรมันคล่องดีแล้ว เป็นต้น เราก็สบายใจ นั่งก็สบาย นอนก็สบายเมื่อความสบายเกิดขึ้นจากกิจวัตร
การนั่งสมาธิก็สงบง่าย เป็นเรื่องสัมพันธ์ซึ่งกันและกันดังนี้

ฉะนั้น จงพากันพยายาม สิ่งที่ครูบาอาจารย์พาทำนี้ ให้พยายามทำเถอะ
ตามความสามารถของเรา นี่เรียกว่า “การฝึก”..

หลวงพ่อชา สุภัทโท

 

ความสุขจากพระธรรม

ในคัมภีร์อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๐) ได้จำแนกความสุขออกไปทั้งโดยประเภทและโดยระดับเป็นคู่ๆ มากมายหลายคู่ เช่น สุขของคฤหัสถ์กับสุขของบรรพชิต กามสุขกับเนกขัมมสุข โลกิยสุขและโลกุตตรสุข สุขของพระอริยะกับสุขของปุถุชน เป็นต้น ความสุขที่ท่านแบ่งไว้ชัดเจน ละเอียด ดูง่ายๆ ไม่ซับซ้อน น่าจะได้แก่ วิธีแบ่งระดับความสุขเป็น ๑๐ ขั้น คือ

• ระดับความสุข ๑๐ ขั้น

๑. กามสุข ความสุขเนื่องด้วยกาม ซึ่งเกิดจากความกำหนัดยินดีในรูปที่สวย เสียงที่ไพเราะ กลิ่นที่หอม รสที่อร่อย และสัมผัสอันอ่อนนุ่มสุขสบาย หรือเรียกว่าความสุขที่เกิดจากกามคุณ ๕

๒. ปฐมฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งเป็นภาวะจิตที่สามารถสลัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลาย ประกอบด้วยองค์ธรรมะ ๕ ประการ คือ วิตก (ภาวะจิตที่ตรึกนึกอารมณ์ขึ้นเป็นครั้งแรก) วิจาร (ภาวะจิตที่เฟ้นพิจารณาอารมณ์นั้น) ปีติ (ภาวะจิตที่กำซาบอิ่มเอิบในอารมณ์) สุข (ภาวะจิตที่สุขสบายในอารมณ์) และเอกัคคตา (ภาวะจิตที่เป็นสมาธิหรือมีอารมณ์เดียว)

๓. ทุติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๓ ประการ คือ ปีติ สุข และเอกัคคตา

๔. ตติยฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๓ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ ประการ คือ สุข และเอกัคคตา

๕. จตุตถฌานสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่ง รูปฌานขั้นที่ ๔ ซึ่งประกอบด้วยองค์ธรรม ๒ คือ อุเบกขา (ภาวะจิตที่วางเฉยในอารมณ์) และเอกัคคตา

๖. อากาสานัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๑ ซึ่งมีอากาศอันไม่มีที่สิ้นสุด เป็นอารมณ์ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งกสิณ แล้วมากำหนดอากาศคือที่ว่างช่องว่าง เป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าอากาศไม่มีที่สุด

๗. วิญญาณัญจายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะ จิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๒ ซึ่งยึดเอาวิญญาณอันไม่มีที่สิ้นสุดเป็นอารมณ์ หมายถึงความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกเพ่งอากาศหรือที่ว่างนั้น แล้วมากำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่างเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าวิญญาณไม่มีที่สุด

๘. อากิญจัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๓ หมายถึง ความสุขที่เกิดจากฌานจิตที่เลิกกำหนดเพ่งดูวิญญาณจิตที่แผ่ไปสู่ที่ว่าง แล้วมากำหนดภาวะที่ไม่มีอยู่แห่งวิญญาณเป็นอารมณ์ โดยพิจารณาให้เห็นว่าสักหน่อยหนึ่งนิดหนึ่งก็ไม่มี

๙. เนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติสุข ความสุขจากภาวะจิตที่เข้าสมาธิแห่งอรูปฌานขั้นที่ ๔ อันถึงภาวะที่สัญญาก็มิใช่ ไม่มีสัญญาก็มิใช่ เป็นอารมณ์ หมายถึงฌานที่เลิกกำหนดภาวะที่ไม่มีแห่งวิญญาณนั้น แล้วเข้าถึงภาวะที่มีสัญญา (ภาวะที่จิตกำหนดหมาย) ก็ไม่ใช่ ไม่มีสัญญาก็ไม่ใช่ ที่ละเอียดประณีตกว่าความสุขในขั้นอรูปฌานที่ ๓ นั้น

๑๐. สัญญาเวทยิตนิโรธสมาปัตติสุข สุขเกิดจากภาวะ จิตสงบประณีต เข้าถึงนิโรธสมาบัติ อันถึงภาวะที่ดับสัญญาและเวทนาทั้งหมด เป็นภาวะจิตที่ละเอียดมีความประณีตลึกซึ้งกว่าเนวสัญญานาสัญญายตนสมาปัตติ สุขขึ้นไปอีกชั้นหนึ่ง โดยผู้เข้าสมาบัตินี้จะไม่มีสัญญาและไม่มีเวทนา

ถ้าย่อทั้ง ๑๐ นี้ลงอีก ก็เหลือ ๓ ข้อ คือ กามสุข ความสุขของคนทั่วไป ฌานสุข ความสุขของผู้ได้สมาธิจิต ขั้นฌาน นิโรธสมาปัตติสุข ความสุขเกิดจากการเข้านิโรธสมาบัติของพระอรหันต์

ความสุขทั้งหมดนี้ท่านยอมรับว่าเป็นความสุขทั้งนั้น แต่เป็นความสุขที่ดีกว่าประเสริฐกว่ายิ่งไปตามลำดับ ประณีตบริสุทธิ์มากขึ้น แต่ถึงอย่างนั้น พระพุทธองค์ก็ยังขอให้มองความสุขเหล่านี้เป็น ๓ ส่วน คือ แง่ที่เป็นสุข แง่ที่มีทุกข์ และให้รู้จักทางออก เรียกว่ามองเป็น ๓ มิติ ในขั้นสุดท้ายก็เกิดมรรคสุข ผลสุข และนิพพานสุข ซึ่งไม่ กลับกลายอีก มีแต่ความปลอดโปร่งถ่ายเดียว นี่คือประโยชน์สุขที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้มนุษย์เข้าถึงให้ได้

• ความเจริญที่ประเสริฐ
สำหรับคฤหัสถ์ ๑๐ ระดับ

ในวัฑฒิสูตร ทสกนิบาต อังคุตตรนิกาย (พระไตรปิฎกเล่มที่ ๒๔ ข้อที่ ๗๔) พระพุทธองค์ทรงแสดงความเจริญในขั้นตอนต่างๆ ของชีวิตคฤหัสถ์ไว้ ๑๐ ระดับ คือ

๑. เจริญด้วยอสังหาริมทรัพย์ มีเรือกสวน ไร่นา เป็นต้น
๒. เจริญด้วยสังหาริมทรัพย์ มีเงินทอง ข้าวเปลือก เป็นต้น
๓. เจริญด้วยบุตรธิดาและภรรยา
๔. เจริญด้วยข้าทาสบริวาร ลูกน้อง กรรมกร คนใช้
๕. เจริญด้วยสัตว์เลี้ยงต่างๆ ในกรณีที่มีอาชีพทางเลี้ยงสัตว์
๖. เจริญด้วยศรัทธา คือ ความเชื่ออันมั่นคง
๗. เจริญด้วยศีล คือ การควบคุมกายและวาจาตนเอง ให้ปกติ
๘. เจริญด้วยสุตะ คือ การศึกษา การสดับรังฟัง ความรู้ในวิทยาการต่างๆ
๙. เจริญด้วยจาคะ คือ การเสียสละเพื่อเกื้อกูลแก่คน อื่น
๑๐. เจริญด้วยปัญญา คือ มีความรอบรู้ในเหตุผลต่างๆ ทั้งด้านดีและไม่ดี

พระพุทธองค์ทรงย้ำว่า หากบุคคลเจริญด้วยความเจริญในระดับต่างๆ ดังกล่าว ชื่อว่าเจริญด้วยความเจริญอันประเสริฐ เพราะสามารถถือเอาสิ่งที่เป็นสาระ คือสิ่งที่ประเสริฐแห่งชีวิตได้ และตรัสสรุปความเป็นพระพุทธคาถาว่า

“ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยทรัพย์ ข้าวเปลือก บุตร ภรรยา (ทาสกรรมกร) และสัตว์สี่เท้า บุคคลนั้นย่อมเป็นผู้มีโชค มียศ เป็นผู้อันญาติมิตร และพระราชาบูชาแล้ว

ในโลกนี้ บุคคลใดเจริญด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ และปัญญา บุคคลเช่นนั้นจัดเป็นสัตบุรุษ มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อมเจริญด้วยความเจริญสองส่วน”