เรื่องกรรม

พระธรรม

เรื่องกรรม

๑. กรรม ๓

๑) กายกรรม                         กรรมทำด้วยกาย

๒) วจีกรรม                          กรรมทำด้วยวาจา

๓) มโนกรรม                      กรรมทำด้วยใจ

๒. กรรม และ วิบาก ๔      ( สังคีติสูตร ปาฏิกวรรค ทีฆนิกาย เช่ม ๑๖ )

๑) กรรมเป็นฝ่ายดำ                            มีวิบากเป็นฝ่ายดำ

๒) กรรมเป็นฝ่ายขาว                         มีวิบากเป็นฝ่ายขาว

๓) กรรมที่เป็นทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว     มีวิบากทั้งฝ่ายดำฝ่ายขาว

๔) กรรมที่ไม่ดำไม่ขาว                      มีวิบากไม่ดำไม่ขาว ย่อมเป็นไปเพื่อความสิ้นกรรม

๓. กรรม ๒๙

ก. เจตนาในอกุศลจิต ๑๒ คือ อกุศลกรรม ๑๒ ได้แก่.-

โลภมูลจิต ๘  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความอยากได้  คือ.-

๑) โสมนัส สัมปยุตต อสังขาริกจิต                 จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๒) โสมนัส สัมปยุตต สสังขาริกจิต               จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิโดยมีการชักจูง

๓) โสมนัส วิปปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๔) โสมนัส วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

๕) อุเบกขา สัมปยุตต อสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยไม่มีการชักจูง

๖) อุเบกขา สัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยมิจฉาทิฐิ

โดยมีการชักจูง

๗) อุเบกขา วิปปยุตต อสังขาริกจิต  จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

ไม่มีการชักจูง

๘) อุเบกขา วิปปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากมิจฉาทิฐิ โดย

มีการชักจูง

โทสมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความโกรธ  ได้แก่.-

๑) โทมนัสสัมปยุตต อสังขาริกจิต                   จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยไม่มีการชักจูง

๒) โทมนัสสัมปยุตต สสังขาริกจิต จิตที่เกิดร่วมกับโทมนัสเวทนา ประกอบด้วยปฏิฆะ

( ความโกรธ ) โดยมีการชักจูง

โมหมูลจิต ๒  เป็นจิตที่มีเค้ามูลมาจากความหลง  ได้แก่.-

๑) อุปกขาสหคต วิจิกิจฉาสัมปยุตตจิต            จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยวิจิกิจฉา

๒) อุเปกขาสหคต อุทธัจจสัมปยุตตจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยอุทธัจจะ

ข. เจตนาในโลกิยกุศลจิต ๑๗  ได้แก่.-

มหากุศลจิต ๘ ดวง  (หรือเรียกว่า กามกุศลจิต, โสภณจิต, มหากุศลกรรม ) ได้แก่.-

๑) โสมนัสสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๒) โสมนัสสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต         จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

มีการชักชวน

๓) โสมนัสวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๔) โสมนัสวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับโสมนัสเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

๕) อุเปกขาสัมปยุตต อสังขาริกกุศลจิต          จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา

ไม่มีการชักชวน

๖) อุเปกขาสัมปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ประกอบด้วยปัญญา มี

การชักชวน

๗) อุเปกขาวิปปยุตต อสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา ไม่มี

การชักชวน

๘) อุเปกขาวิปปยุตต สสังขาริกกุศลจิต           จิตที่เกิดร่วมกับอุเบกขาเวทนา ปราศจากปัญญา มีการ

ชักชวน

รูปาวจรกุศลจิต ๕ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงรูปฌาน  ได้แก่.-

๑) ปฐมฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๒) ทุติยฌานกุศลจิต           จิตที่ประกอบด้วย วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา

๓) ตติยฌานกุศลจิต            จิตที่ประกอบด้วย ปีติ สุข เอกัคคตา

๔) จตุตถฌานกุศลจิต         จิตที่ประกอบด้วย สุข เอกัคคตา

๕) ปัญจมฌานกุศลจิต       จิตที่ประกอบด้วย อุเบกขา เอกัคคตา

- อรูปาวจรจิต ๔ ดวง คือจิตที่บำเพ็ญกุศลจนถึงอรูปฌาน ๔ ประเภท ได้แก่.-

๑) อากาสานัญจายตนกุศลจิต                           ตที่มนสิการว่า อากาศไม่มีที่สุด

๒) วิญญาณัญจายตนกุศลจิต                            ตที่มนสิการว่า วิญญาณไม่มีที่สุด

๓) อากิญจัญญายตนกุศลจิต                             ตที่มนสิการว่า น้อยหนึ่งไม่มี

๔) เนวสัญญานาสัญญายตนกุศลจิต               จิตที่มนสิการว่า สงบประณีต

๔. กรรมกิเลส     คือ กรรมเครื่องเศร้าหมองอันนักปราชญ์ไม่สรรเสริญ ๔ ประการ ได้แก่.-

๑) ปาณาติบาต                     ทำชีวิตสัตว์ให้ตกล่วงไป

๒) อทินนาทาน                  ถือเอาสิ่งของที่เจ้าของมิได้อนุญาตไว้

๓) กาเมสุมิจฉาจาร            ประพฤติผิดในกาม

๔) มุสาวาท                          กล่าวเท็จ

๕. กรรมให้ผลตามหน้าที่                หน้าที่ของกรรม มี ๔ อย่าง ได้แก่.-

๑) ชนกกรรม                       กรรมแต่งให้เกิด  ทำให้เกิดวิบากจิตและกรรมชรูป ทั้งในปฏิสนธิกาล

และในปวัตติกาล ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ โลกิยกุศลกรรม ๑๗

๒) อุปัตถัมภกกรรม          กรรมสนับสนุน ทำหน้าที่ส่งเสริมกุศลกรรมและอกุศลกรรมให้มีโอกาส

ส่งผล ให้มีกำลังในการให้ผลยิ่งขึ้น และให้ตั้งอยู่ได้นาน ได้แก่ อกุศล-

กรรม ๑๒ และ มหากุศล ๘

๓) อุปปีฬกกรรม                กรรมบีบคั้น  ทำหน้าที่เบียดเบียนกรรมอื่น และรูปนามที่เกิดจากกรรม

อื่น ๆ ขัดขวางชนกกรรมมิให้มีโอกาสส่งผลได้เต็มที่  ถึงส่งผลแล้วก็ทำให้มีกำลังอ่อนลง หรือไม่ให้ตั้งอยู่ได้นาน  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และ มหากุศลกรรม ๘

) อุปฆาตกกรรม               กรรมตัดรอน  ทำหน้าที่ตัดรอนชนกกรรม และอุปปีฬกกรรม ให้ขาดเสีย

ทีเดียว แล้วเข้าให้ผลแทนที่  ได้แก่ อกุศลกรรม ๑๒ และกุศลกรรม ๒๑

๖. กรรมให้ผลตามลำดับ                  คือ โอกาสในการให้ผลของกรรม มี ๔ อย่าง คือ.-

) ครุกรรม                           กรรมหนัก คือ กรรมที่มีกำลังมาก ส่งผลก่อนกรรมอื่น ๆ  ฝ่ายกุศล ได้แก่

สมาบัติ ๘  ฝ่ายอกุศล ได้แก่ อนันตริยกรรม ๕

๒) อาสันนกรรม                                กรรมเมื่อจวนเจียน  คือ กรรมที่กระทำในเวลาใกล้ตาย  ถ้าเป็นฝ่ายกุศลก็

ส่งไปสู่สุคติ  ถ้าเป็นฝ่ายอกุศลก็ส่งไปสู่ทุคติ

อารมณ์ของสัตว์ที่ใกล้จะตาย มี ๓ อย่าง คือ.-

(๑) กรรมอารมณ์  คือ เคยทำกรรมอะไรมาเป็นนิตย์  มรณาสันนชวนะ ก็จะถือเอา

มาเป็นอารมณ์ แต่ไม่ถึงกับเกิดภาพ (นิมิต)

(๒) กรรมนิมิตอารมณ์  คือการปรากฏเห็นภาพ (นิมิต) เครื่องมือ หรือวัสดุที่ผู้นั้น

ใช้เป็นเครื่องทำกรรมนั้น ๆ เช่น โบสถ์ แห อาวุธ ฯ

(๓) คตินิมิตอารมณ์  คือการปรากฏภาพที่เป็นเครื่องหมายที่จะนำไปสู่สุคติ หรือ

ทุคติ เช่น วิมาน เหวลึก ฯ

ทั้ง ๓ อารมณ์นี้ เกิดทางมโนทวารทางเดียว

๓) อาจิณณกรรม                หรือ พหุลกรรม (กรรมชิน)  กรรมที่ทำเป็นนิตย์  เป็นอาเสวนปัจจัย ทั้ง

กุศลและอกุศลที่เคยสั่งสมไว้ ซึ่งจะส่งผลในชาติที่ ๒  แต่ถ้ามีครุกรรม

หรืออาสันนกรรมมาให้ผลเสียก่อน ก็จะส่งผลในชาติต่อ ๆ ไปตามลำดับ

๔) กฏัตตากรรม                 กรรมสักว่าทำ  คือ กรรมเล็ก ๆ น้อย ๆ มีกำลังอ่อน มี ๒ ลักษณะ คือ.-

(๑) กรรมที่ทำในภพนี้ แต่ไม่ครบองค์แห่งกรรมบถ

(๒) กรรมที่ทำมาแล้วในภพก่อน ๆ ที่เรียกว่า อปราปรเวทนียกรรม  อันคอยติดตามมาให้

                                       ผลเมื่อสบโอกาส

ดังนั้น  สัตว์ทั้งหลายต้องมีกฏัตตากรรมด้วยกันทั้งนั้น

๗. กรรมให้ผลตามกาล                    กำหนดเวลาให้ผลของกรรม ๔ อย่าง คือ.-

๑) ทิฏฐธรรมเวทนียกรรม                คือ กรรมที่ให้ผลในชาติปัจจุบันหรือปวัตติกาล  ได้แก่ กรรมที่

สำเร็จด้วยกุศลชวนกรรมดวงที่ ๑ มีอยู่ ๒ นัย คือ.-

ก.      ปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม  กรรมนี้จะให้ผลภายใน ๗ วัน โดยการประกอบกรรม

นั้น ถึงพร้อมด้วยสัมปทา ๔ อย่าง ได้แก่.-

(๑) เจตนาสัมปทา                               มีเจตนาแรงกล้ายิ่งในการทำกุศลนั้น

(๒) ปัจจัยสัมปทา                               ปัจจัยที่ได้มาด้วยความบริสุทธิ์

(๓) วัตถุสัมปทา                                  ผู้รับทานเป็นพระอรหันต์หรือพระอนาคามี

(๔) คุณาติเรกสัมปทา                        ท่านเพิ่งออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ

ข.    อปริปักกทิฏฐธรรมเวทนียกรรม             ให้ผลหลัง ๗ วันมาแล้ว

๒) อุปปัชชเวทนียกรรม                    คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๒ ต่อจากชาติปัจจุบัน  เป็นกรรมที่

สำเร็จด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๗

๓) อปราปรเวทนียกรรม                   คือ กรรมที่ให้ผลในชาติที่ ๓ และชาติต่อไป  เป็นกรรมสำเร็จ

ด้วยอำนาจแห่งเจตนาในชวนกรรมดวงที่ ๒ ถึงดวงที่ ๖

๔) อโหสิกรรม                                    คือ กรรมที่ไม่สนองผลต่อไป  เพราะกรรมนั้นได้ให้ผลแล้ว

หรือไม่มีผู้จะรับผล