ปฏิบัติธรรมแล้วเห็นมโนภาพ?

พระธรรม

ถือว่าเป็นเป็นคำถามที่ตอบยากพอสมควรนะครับ…เพราะท่านจะเอาคำตอบจากผู้ปฏิบัติได้ด้วยตนเอง…

เรื่องการได้บรรลุธรรมในชั้นต่างๆนั้น…การเกิดมรรคผลตั้งแต่พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์นั้น

จะ บังเกิดมรรคผลเป็นลำดับไป…บางท่านเกิดมรรคผลทั้งสี่ ในระยะเวลาอันมาก หรือบางท่านอาจเกิดมรรคผลทั้งสี่จนเป็นพระอรหันต์ในชั่วอึดใจ…(อาจจะช้าไป ด้วยซ้ำ)
ถ้าเป็นพระด้วย แล้วการจะพูดเรื่องนี้โดยที่ตนเองนั้นยังไม่บรรลุนั้นเป็นปารชิกข้อที่๑ เลยทีเดียว คือ อวดอุตริมนุสสธรรม ต้องขาดจากความเป็นบรรชิตทันที พระพุทธเจ้าทรงห้ามไว้ ด้วยมีเหตุหลายอย่างครับ อันไม่เป็นผลดี…บาง ท่านขณะจิตตัดสังโยชน์ได้ โลกธาตุ อาจสั่นไหว(ภายในจิตตนเอง) บางท่านอาจน้ำตาร่วงออกมาเอง โดยไม่รู้ตัว บางท่านอาจสะอื้นไห้ ในปัญญาที่รู้ความจริงของธรรม มีแต่ความสลดสังเวชในตนเอง  แต่สังเกตจากเท่าที่ได้ทราบมายังไม่มีแม้ผู้ใดเมื่อถึงจังหวะนี้จะหัวเราะ ออกมาดังๆ
เก่งที่สุดต่อมาคงเป็นแค่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้นเอง…เมื่อรู้ ทันกิเลสทั้งปวงบ้างแล้ว…ไม่ใช่มาหลอกกันตลอดกัป ให้วนเวียนอยู่แต่ในวัฏฏสงสารนี้ และเห็นทางแห่งการหลุดพ้นแล้วอย่างแจ่มแจ้ง…แต่ต้องดำเนินต่อไปอีกครับ… นี่แค่ก้าวแรก
เรื่องการบรรลุมรรคผลในชั้นต่างๆนั้น…ต้องเข้าใจก่อน ว่า…เกิดขึ้นได้ เกิดขึ้นแล้วกับตนเอง…บางท่านอธิบายให้คนอื่นฟังไม่ได้ แม้แต่พระอริยะบางองค์ ซึ่งไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใด ยกตัวอย่างเช่น พระปัจเจกพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ชอบได้ด้วยตัวเองแล้ว…แต่ไม่ถ่ายทอดต่อ หรือไม่อธิบายให้ใครฟัง…นั้นเนื่องด้วยหลายปัจจัย
ที นี้ที่คนจะตอบคำถามนั้นจึงยากและอาจไม่มีผู้ที่จะตอบ…เพราะถ้าท่านใดที่ ผ่านมาแล้วจะทราบดีด้วยตนเองและเห็นว่าไม่จำเป็นจะต้องรับรองใครแต่ประการใด

ถ้า ท่านสงสัยเกี่ยวกับเรื่องนี้ทางที่ดีให้ท่านสอบถามหลวงพ่อปราโมทย์โดยตรงจะ ดีกว่า…เพราะผมเชื่อว่าท่านจะเชื่อในคำพูดของท่าน…คนอื่นๆว่าไปคงเท่า นั้นแหละนะครับ

แต่ถ้าให้ผมตอบตามแนวทางนี้ ผมคงตอบได้บ้าง…ผิดหรือถูกประการใดโปรดพิจารณาด้วยตนเองครับ

——อาการชั่วขณะจิตเดียวคืออาการอย่างไร…?

อาการ นี้คือลักษณะในการที่มีสติตั้งมั่น และ มีวิสัมมาสมาธิ(ปัสสนาญาณ) เมื่อนั้นมรรคทุกองค์จะรวมประชุมลงเป็นหนึ่งเดียว ตัดสังโยชน์(๓ ตัวแรก)ให้ขาดสะบั้นลงไป ในขณะจิตนั้นนั่นเองคือโสดาปฏิมรรค และจะรู้ได้ด้วยตนเอง เมื่อถอยออกมาทบทวนสภาวะที่เกิดขึ้น เพื่อรู้แจ้งในมรรคขั้นต้น (หรือแหวกกิเลสออกมาครั้งแรกพอจะเห็นนิพพานบ้างแล้ว) เมื่อรู้แจ้งอย่างนี้แล้ว ก็คือโสดาปฏิผล ที่ติดตามมาทันทีนั่นเอง

พอเข้าใจไหมครับผมคงตอบได้แค่นี้ก่อน…แต่ไม่เป็นไร ครับ…บางเรื่องยังไม่รู้แจ้งด้วยตนเอง ใครอธิบายให้ตายก็ยังไม่เข้าใจหรอกครับ…ต้องผ่านและทราบด้วยตนเองครับ ตอนนั้นแค่สบตากันก็รู้แล้วครับ ไม่ต้องพูดมาก

มีคำตอบของท่านพระอาจารย์ปราโมทย์อยู่ด้วยนะครับในเว็บ นี้แหละครับ…เรื่องปัญหาในการตรวจสอบตนเอง
ท่านเขียนไว้เมื่อ ๑๐ ปีที่แล้วตอนที่ท่านเป็นฆราวาสอยู่ น่าจะอธิบายได้ดีกว่าผมครับ