ที่มาของศาสนา

ศาสนา

เรื่องศาสนาของโลก  เป็นเรื่องของการค้นหาตัวของเราเองว่ามาจากไหน  และจะทำอย่างไรจึงจะอยู่อย่างเป็นสุขชั่วนิจนิรันดร  แม้ว่าคำสอนในศาสนาต่างๆจะแตกต่างกันมาก   แต่ความแตกต่างนั้นก็มาจากมิจฉาทิฏฐิของมนุษย์ ที่ใช้สมองในการตีความ ไม่ใช้การปฏิบัติให้ถึงปัญญา แล้วตีความ    จึงทำให้ถูกอวิชชาหรือพญามารแทรกแซงความคิดที่ถูกต้องได้  เป็นเหตุให้เขาตีความข้อเท็จจริงผิดไป

ศาสนา ทุกศาสนาล้วนซ่อนความจริงหรือสัจธรรมสูงสุดไว้ภายใน  เช่น  ในศาสนาพราหมณ์พูดถึงพระเจ้าผู้สร้างโลก(พระพรหมโลกุตตระ)  พระเจ้าผู้รักษาโลก(พระนารายณ์)  พระเจ้าผู้ทำลายโลก(พระศิวะ)  นั่นคือหลักความจริงทั้ง 3 ในศาสนาพุทธ นั้นเอง

พรหมผู้สร้างโลก     = หลักเกิดขึ้น
นารายณ์รักษาโลก   = หลักตั้งอยู่
ศิวะผู้ทำลายโลก     = หลักดับไป

แล้ว โลกแท้จริงก็คือตัวเรา(จิตสังขาร)เอง ซึ่งคิดปรุงแต่งเรื่องราวต่างๆ  และทำอกุศล(บาป)ลงไป   ทำให้พวกเราต้องเกิดขึ้น ตั้งอยู่ชั่วคราว และสุดท้ายก็ต้องดับไป คือ ต้อง เกิด แก่ เจ็บ ตายไปเรื่อยๆ   หลีกหนีไม่ได้สักคนเดียว

เนื่องจากศาสนาพราหมณ์และโซโรอัสเตอร์  รวมทั้งศาสนาอื่นๆที่จะกล่าวถึงในภายหลัง  ผู้สอนและเผยแพร่ศาสนาล้วนแต่เป็นผู้ที่ไม่สามารถเข้าไปถึงปรมาตมัน   ปรมาตมัน หรือพระนิพพาน หรือพระธรรม หรือ องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระบิดาของทุกสรรพสิ่ง จึงได้อวตารลงมาเป็นโคตมพุทธเจ้า  ผู้สอนธรรมที่ถูกต้องครบถ้วนให้มนุษย์เอง  เพียงพอที่จะนำพวกเราเหล่ามนุษย์สามารถดับทุกได้สมบูรณ์  เนื่องจากพระพุทธองค์ท่านเป็นมนุษย์เพียงคนเดียวในโลก  ที่สะสมบุญบารมีและปฏิบัติสมาธิได้สมบูรณ์  ตามหลักการที่พวกเราทั้งหมดสมัยที่ยังเป็นหนึ่งเดียวกับปรมาตมัน(องค์พระผู้ เป็นเจ้าผู้เป็นพระบิดา)กำหนดกฎเกณฑ์ไว้

ศาสนาพุทธซึ่งแต่เดิมนิกายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ) รวมอยู่ด้วยกันได้จนถึงยุคหลังปฐมสังคายนาพระไตรปิฎกเท่านั้น  เนื่องจากในปฐมสังคายนา  มีแต่พระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 เท่านั้นที่จะเข้าร่วมได้  ซึ่งมีพระอรหันต์ที่มีอภิญญา 6 ครบ  500 รูป ทั้งฝ่ายเถรวาท และมหายาน(มหาสังฆิกะ)ล้วนรับรองทุกพระสูตรของทั้ง 2 ฝ่าย

อย่าง ไรก็ดี  ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา  สาวกฝ่ายเถรวาทมีผู้ปฏิบัติไม่ถึงขั้นเยอะ  ทำให้พวกนี้ใช้กฎหมู่  เปลี่ยนกฎเกณฑ์ในการเข้าร่วมสังคายนาพระไตรปิฎก   โดยระบุว่าพระภิกษุธรรมดา ก็เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎกได้  นอกจากนี้ก็ยังไม่เชิญฝ่ายมหายาน(มหาสังฆิกะ)เข้าร่วมการสังคายนาพระไตรปิฎก ด้วย   เอาเฉพาะพระไตรปิฎกของเถรวาทเท่านั้น  ปิฎกมหายานไม่เอาทั้งสิ้น  เพราะภิกษุเหล่านี้ พวกเขาล้วนไม่เข้าใจในส่วนที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนมหายานในเรื่องที่เกิน อวิชชา และจิตปภัสสร  เช่น  เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า พุทธเกษตรค่างๆ  ฯลฯ

ที่สำคัญ ในการสังคายนาพระไตรปิฎกครั้งต่อๆมา  มารก็สิงใจพระภิกษุที่ปฏิบัติไม่ถึงขั้น  แต่มีอำนาจการปกครองสงฆ์  ให้ค่อยๆเขี่ยทิ้งพระสูตรในพระไตรปิฎก ที่เกี่ยวกับเรื่องที่เกินอวิชชา และจิตประภัสสร  ออกไป คือ เรื่องแดนสุขาวดี  เจ้าแม่กวนอิม อาทิพุทธ พระอมิตาภพุทธเจ้า พระไวโรจนพุทธเจ้า ฯลฯ  แม้แต่เรื่อง 49 วันหลังการตรัสรู้ พระพุทธเจ้าท่านรู้ว่า ท่านเป็นหนึ่งเดียวกับ พระอมิตา และพระไวโรจนพุทธเจ้า และท่านก็แสดงธรรมในฐานะพระไวโรจนพุทธเจ้า(องค์พระผู้เป็นเจ้าที่เป็นพระ บิดา)   ตอนนี้ เรื่องนี้ก็ไม่มีเหลืออยู่ให้เห็นในพระไตรปิฎกปัจจุบันแล้ว

แม้ แต่เรื่องที่พระพุทธเจ้าตอบคำถามปัญจวัคคีย์ถึงเรื่อง  พระพุทธเจ้าพระองค์แรก(พระปฐมพุทธเจ้า) ที่ตรัสรู้ก่อนพระพุทธเจ้าทุกพระองค์ชื่อว่า “พระติกขะคัมมะสัมมาสัมพุทธเจ้า”  ซึ่งเป็นพระพุทธเจ้าที่แบ่งแยกพระองค์ออกเป็นพระไวโรจนพุทธเจ้า เรื่องนี้ก็หายสาบสูญไปจากพระไตรปิฎกของไทยเรียบร้อยแล้ว  แต่ยังพอมีหลักฐานอยู่บ้างในคัมภีร์ปฐมมูล

โชคยังดีที่…แม้ว่าพระ ไตรปิฎกที่หายสาบสูญไปนั้น  ผู้ที่บรรลุธรรมขั้นอรหันต์ของไทย  ท่านสามารถติดต่อกับเหล่าพระพุทธเจ้าได้  ท่านก็ยังเอาเรื่องเหล่านั้นมาเล่าสู่ให้คนไทยฟังอยู่เสมอ   เช่น  เรื่องพระโมคคัลลานะหลงจักรวาล  ไปเจอพระพุทธเจ้าอีกองค์หนึ่งที่หน้าคาเหมือนพระพุทธเจ้าของเราเลย คือ พระอมิตาภะพุทธเจ้า ที่อยู่ในแดนสุขาวดีพุทธเกษตร(แดนนิพพานของพวกสัมโภคกาย หรือพวกกายทิพย์อมตะ หรือพระโพธิสัตว์อรหันต์)”   ที่ศาสนาคริสต์เรียกว่า “พระวิญญาณบริสุทธิ์

เสียดายที่ชาวพุทธเถรวาทไม่ รู้จักพระพุทธเจ้าจริงๆ   รู้จักแค่เพียงผิวเผิน  ศาสนาพุทธเป็นศาสนาเทวนิยมที่สมบูรณ์ที่สุด  แต่ชาวพุทธเถรวาทโดยเฉพาะพระปริยัติ  กลับไปบอกว่าศาสนาพุทธเป็นอเทวนิยม  ทั้งๆที่พระพุทธเจ้าผู้เป็นปรมาตมัน(องค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระ บิดา)อุตส่าห์ลงมาเป็นศาสดาแห่งศาสนาพุทธแท้ๆ