คำสอนจาก พระพุทธเจ้า

พระสงฆ์พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ” ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร “อาคนฺตุเกหิ อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺฐํ”    แต่ว่าจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา”

พระพุทธเจ้าเตือนเราตลอดและเสมอให้ตื่นขึ้น  ให้รู้ตัวได้แล้ว  เมื่อเราทำสมถะหรือวิปัสสนากรรมฐานด้วย คำบริกรรมว่า “พุทโธ”   แต่เราก็ไม่เคยสนใจเลยว่า  คำบริกรรม “พุทโธ” คืออะไรกันแน่   แล้วพระพุทธเจ้ายังเตือนเราอีกด้วยในความหมายของคำว่า “สติปัฏฐาน”  แต่กิเลสตัณหาหรือมารในใจของเรา  ก็ทำให้พวกเราก็ไม่เคยใส่ใจจะหาความหมายแท้จริงของคำว่า”สติปัฏฐาน” และ “พุทโธ” เลย

- จิตปภัสสร เป็นจิตที่มหาบริสุทธิ์ ไม่มีราคะ โทสะ โมหะอยู่  ดังนั้นจิตปภัสสรจึงเป็นนิพพานธาตุ และเป็นอมตะ  ดำรงอยู่ได้ในแดนนิพพาน = ตัวจริง

หลักฐาน

ภิกขุสูตร ที่ ๒ มหา. สํ. (๓๑-๓๒)

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย  ความกำจัดราคะ  ความกำจัดโทสะ  ความกำจัดโมหะ  นี้เป็นชื่อแห่ง นิพพานธาตุ
ความสิ้นราคะ  ความสิ้นโทสะ  ความสิ้นโมหะ  นี้เรียกว่า อมตภาพ……”

- ส่วนจิตนี้เศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสที่เป็นอาคันตุกะเข้ามา จะอยู่ที่ไหนล่ะครับ  เพราะนิพพานเป็นที่ๆจิตมหาบริสุทธิ์อยู่   ดังนั้นพวกเราเหล่าจิตมหาบริสุทธิ์จึงร่วมกันสร้างโลกและจักรวาล สวรรค์นรก รวม 31 ภพภูมิให้จิตเศร้าหมองอยู่ = ตัวปลอม

หลักฐาน

1. ในศาสนาคริสต์ และอิสลาม  อย่ในบทปฐามกาล ปฐมกาล / Genesis  ปฐมกาล 1 การทรงสร้าง
1:1 ในเริ่มแรกนั้นพระเจ้าทรงเนรมิตสร้างฟ้าและแผ่นดินโลก ฯลฯ

ในวันสุดท้ายของการทรงสร้าง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ให้เราสร้างมนุษย์ตามฉายาตามอย่างของเรา” (ปฐมกาล1:26) ด้วยเหตุนี้ พระเจ้าซึ่งเป็นจิตมหาบริสุทธิ์ไม่ได้มีองค์เดียว  เพราะใช้คำว่าเรา  ถ้าหลักฐานยังไม่ชัด  อ่านท่อนนี้ซิ  1:26 ปฐมกาล พระเจ้าตรัสว่า : … จงให้พวกเราสร้างมนุษย์ตามแบบฉายาของพวกเรา ตามอย่างพวกเรา ……..”  อีกท่อนหนึ่ง    “ดูเถิด มนุษย์ได้มาเป็นเหมือนหนึ่งในพวกเราแล้ว รู้จักความดีและความชั่ว”

2. ในศาสนาพุทธ    3 พระสูตรที่ยืนยัน: ธรรมธาตุ/นิพพาน/พระพุทธเจ้า เป็นผู้สร้างสร้างสิ่งทั้งปวง  สรุปก็คือ ผู้สร้างคือ ธรรมธาตุ หรืออสังขตธรรม อันเที่ยงแท้และคงทนต่อทุกกาล  (ธรรมธาตุ หรือ อสังขตธาตุ ตือ พระเจ้า นั่นเอง)      อ่านต่อได้ใน http://www.kammatan.com/board/index.php?topic=821.0

ความจริงของเรื่องนี้ก็คือ

เรามีตัวเราอีกตัวหนึ่งหรืออีกจิตหนึ่ง ที่เป็นพระอรหันต์ดับทุกข์ได้แล้ว  นอนรอเราอยู่ในนิพพาน  แต่เราก็ไปยอมตื่นขึ้นมาเป็นท่านสักที    ตัวจริงของเราที่เป็นอรหันต์จึงต้องรอเก้อเป็นล้านๆๆๆๆๆๆปี  เพราะเราที่เป็นมนุษย์ เป็นเทพ เป็นพรหม เป็นเปรต เป็นสัตว์นรก หลงอยู่ในความฝันไม่ยอมตื่น

กิเลสตัณหาและอวิชชาเป็นตัวทำให้เราฝันอยู่  และฝันไปเรื่อยๆในสังสารวัฏฏ์  ข้ามภพข้ามชาติไปไม่มีวันสิ้นสุด  คือ ไม่ยอมตื่นขึ้น  เพื่อกลับเข้าไปในโลกนิพพาน ซึ่งเป็นสวรรค์นิรันดร

ตราบใดที่เรา(จิตสังขารไม่บริสุทธิ์อยู่ในโลกนี้)  ยังคงอยุ่ในความฝันเสมือนจริงในโลกมนุษย์และใน 31 ภพภูมิ   ตราบนั้นเรา(จิตบริสุทธิ์ที่อยู่ในโลกนีพพาน)ก็ตื่นขึ้นไม่ได้