การให้อภัย

อีกราย หนึ่ง เป็นกรณีลูกชายวัยหนุ่มแค้นพ่อ ที่เข้มงวดกับเขาตั้งแต่เขายังเด็ก พ่อรักลูกไม่เท่ากัน ลำเอียง ขณะนี้เขาเรียนจบแล้ว มีการงานทำดี แต่ยังโกรธแค้นพ่อไม่หาย ขนาดลั่นวาจาต่อหน้าพ่อว่า ถ้าตายก็ไม่ต้องเผาผีกัน

มนุษย์ พร้อมจะโกรธคนอื่นได้ง่าย เพราะเขาสนใจและรักตัวเองมากไป มักจะจับผิดคนอื่น หรือโยนความผิดไปให้คนอื่น หรือตั้งมาตรฐานตัวเองสูงมาก จนมองคนอื่นทำผิดได้ง่าย เพราะไม่เข้ามาตรฐานที่เขาตั้งเอาไว้ หรือผิดหวัง เพราะคิดว่ามนุษย์ทุกคน จะต้องมีความดีพร้อม ซึ่งไม่มีทางเป็นไปได้

และ มนุษย์ก็ไม่พร้อมจะให้อภัย เป็นเพราะเขาคิดว่า เป็นการเสียศักดิ์ศรี หรืออยากล้างแค้นให้สมใจเสียก่อน หรือเกิดความระแวงว่า จะเกิดความเจ็บปวดขึ้นอีก

คนพร้อมจะโกรธและไม่ให้อภัย

มี ผู้ทุกข์มาปรึกษาที่คลินิก เป็นจำนวนมาก ด้วยความโกรธแค้นผู้อื่น และไม่สามารถอภัยได้ ทำให้เกิดเป็นความทุกข์เรื้อรัง บางคนถึงขั้นมีอาการทางฝ่ายกาย ร่วมด้วยหลายๆ อย่าง และที่แน่ๆ ก็คือบุคคลเหล่านี้ อารมณ์ไม่ดีบ่อยๆ มักจะโกรธ และผิดหวังชีวิตได้ง่าย

ตัวอย่างเช่น :

มี ผู้หญิงคนหนึ่งโกรธสามีมาก ที่สามีทำดีเฉพาะกับญาติพี่น้องของเขา แต่กับภรรยาจะเข้มงวด ขี้เหนียว และเอาเปรียบ ภรรยาไม่ยอมให้อภัย เธอพยายามขอหย่า สามีไม่ยอม ภรรยาก็หาทางแก้แค้นตลอดมา ไม่ยอมยกโทษให้

อีก ราย หนึ่ง เป็นกรณีสามีแค้นภรรยา ที่มาทราบหลังจากแต่งงานได้ไม่นานว่า ภรรยาเคยมีแฟนมาก่อน และเคยมีความสัมพันธ์ทางเพศกับแฟนเก่า สามีแค้นมาก ไม่ยอมให้อภัย ไม่มีอารมณ์ทางเพศด้วย แต่ยังไม่ยอมหย่า

หลายๆ คนคอยเตือนความทรงจำ เกี่ยวกับความโกรธแค้น ด้วยการคิดถึงบ่อยๆ หรือจดบันทึกเหตุการณ์ที่โกรธเอาไว้ ยิ่งทำให้ไม่สามารถลืมได้ แถมจะยิ่งโกรธแค้นมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่สามารถอภัยได้เลยจนตาย

คนที่ไม่อภัยคือ คนแพ้
ถ้า เราโกรธใครเพราะคิดว่า เขาทำผิดต่อเรา และเราไม่ให้อภัยเขานั่นก็เหมือนกัน เราคือผู้แพ้ เขาคือผู้ชนะ เพราะเราจะให้เวลา และความสำคัญกับเขาบ่อยๆ ยิ่งคิดก็ยิ่งทุกข์ ทำอะไรก็ไม่ได้ ฆ่าเขาก็ผิดกฎหมาย ล้างแค้น ก็ยังทำไม่ได้ ตัวเราเองจะทุกข์มากขึ้น

ส่วนตัวเขาจะทุกข์หรือไม่ เราไม่รู้

ตกลงเราคือ ผู้แพ้ เขาคือ ผู้ชนะ

แต่ถ้าหากเราให้อภัยได้ เราไม่แคร์ว่าเขาจะทำอย่างไรกับเรา เรื่องมันผ่านไปแล้ว เป็นเรื่องของอดีต เราก็จะกลายเป็นผู้ชนะทันที

ถ้าเขาทำผิดกฎหมาย ก็ให้ต่อสู้ในแง่กฎหมาย

ถ้า เขาทำโดยเราต่อสู้ไม่ได้ และเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ก็ต้องคิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรม ที่เราอาจจะเคยทำสิ่งที่ไม่ดีกับเขา เอาไว้ก่อนในอดีต ผลกรรมจึงตามมาทำให้เราทุกข์ เราต้องถ่อมตัว ถ่อมใจยอมรับความทุกข์นั้น และทำดีให้มากขึ้น โดยหวังว่าผลของการทำดีนั้น จะทำให้ชีวิตเราดีขึ้น พ้นจากวิบากกรรมนั้นได้เร็วๆ

ส่วนเขาที่เขาทำความผิดกับเรา ทำให้เราเดือดร้อน เจ็บปวด เขาก็จะได้รับผลของการกระทำนั้นเองในอนาคต

ต้องเชื่อเรื่องกฎแห่งกรรมเอาไว้บ้าง จะได้มีแนวคิดที่สร้างสรรค์ได้ ไม่จนมุม

ถ้าไม่เชื่ออย่างนี้ ก็จะเกิดการยกตัวโดยคิดว่า ตัวเองถูกต้อง คนอื่นผิด และโทษคนอื่นตลอดเวลาจะยิ่งทุกข์มากขึ้น

คนที่ไม่ให้อภัยนั้นจะมีความทุกข์

เสมือนมีบาดแผลในใจ หรือมีหนามชีวิต ที่คอยทิ่มแทงจิตใจตัวเอง ให้เจ็บปวดตลอดเวลาที่นึกถึง เป็นเรื่องทรมานมาก

เวลา คิดขึ้นจะมีความเครียด รู้สึกเจ็บปวด มีการหลั่งสารของความเครียดคือ adrenaline และ cortizone ในสมอง แต่ถ้าให้อภัยแล้วจิตใจสบาย พร้อมจะรักตัวเองเป็น และรักคนอื่นได้ มีความคิดสร้างสรรค์ได้ จะมีการหลั่งสารของความสุข endophine ในสมองได้

เทคนิคการให้อภัยผู้อื่น

การ ให้อภัยนั้น เป็นเรื่องที่ไม่ง่ายนัก ต้องตั้งใจทำ และต้องรู้ประโยชน์ของการให้อภัย รู้จักโทษของการไม่ให้อภัยให้ดีด้วย และลองๆ ทำ ตามคำแนะนำดังนี้ครับ

1. ต้องสร้างภูมิคุ้มกันตัวเองให้มากขึ้น โดยให้มีความพร้อมจะให้อภัยคนได้ง่ายขึ้น และโกรธคนได้น้อยลง เพราะรู้แล้วว่าถ้าโกรธแค้นแล้ว ไม่ดีอย่างไร และรู้ว่าการให้อภัยเป็นสิ่งที่ยาก แต่มีผลดีมาก

เราจะสร้างภูมิคุ้มกันได้โดยขอให้ถ่อมตน อธิษฐานต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ที่คุณนับถือทุกคืนว่า

ขอให้คุณได้รับพลังจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์นั้น เพื่อทำให้คุณ
ก) สามารถรักคนอื่นได้มากขึ้น
ข) สามารถให้คนอื่นได้มากขึ้น
ค) สามารถให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และขอให้คุณ
ง) ได้รับความรักจากคนอื่นมากขึ้น
จ) ได้รับการให้จากคนอื่นมากขึ้น
ฉ) ได้รับการให้อภัยจากคนอื่นมากขึ้น

จะทำให้คุณมีความพร้อมจะให้อภัยคนอื่นได้มากขึ้น และง่ายกว่า

และ เป็นการเตรียมตัวถ่อมตัว รับเอาพลังจากสิ่งที่อยู่เหนือกว่าคน ที่คุณนับถือ มาไว้ในใจของคุณ เพื่อให้คุณมีพลัง จะทำในสิ่งที่ยากนี้ได้ดีขึ้น

2. ใช้สติ ปัญญาให้มากขึ้น โดยให้คิดว่า
ก) คนที่ทำให้เราโกรธนั้น เขาอาจจะมีข้อบกพร่องในตัว ซึ่งเป็นความปกติของบุคคลทั่วไป ที่เกิดมามีความบกพร่องในตัวทุกคน และมีความไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน

จะทำให้เรามองความผิด และบกพร่องของเขาเป็นเรื่องปกติ รวมทั้งตัวเรา ก็สามารถทำความผิด หรือมีความบกพร่องได้ด้วย

ข) คนที่มีความบกพร่องนั้น จะได้รับความทุกข์ จากความบกพร่องของเขา เช่น คนที่ปากพล่อย ชอบด่าว่าก้าวร้าวต่อคนอื่น เขาก็จะมีศัตรูมาก เมื่อเขาโกรธง่าย ก็ทำให้เป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง หรือมีภูมิต้นทานต่ำได้ง่าย

ค) เชื่อในเรื่องกฎแห่งกรรม ถ้าหากเขารังแกเรา ทำให้เราทุกข์ ก็ให้คิดว่าเป็นเรื่องของวิบากกรรมตามมาถึงเรา ให้ถ่อมใจรับเสีย และทำความดีมากขึ้น (ในกรณีที่ต่อสู้ด้วยกฎหมายไม่ได้)

แต่ถ้าหากต่อสู้ด้วยกฎหมายได้ ก็ให้ดำเนินการตามกฎหมายไป

ถ้าสู้แล้วแพ้ ก็ให้ถือว่า เป็นเรื่องของวิบากกรรมดังกล่าวแล้ว ให้ถ่อมตัวยอมรับ และรีบทำความดีให้มากขึ้น

ง) ถ้าไม่อยากต่อสู้ทางด้านกฎหมาย และความแค้นยังคาใจอยู่ ก็ให้นึกถึงผลของความแค้นของเรา ที่ทำให้สารของความเครียดหลั่งออกมา เกิดความไม่เป็นสุข และเป็นโรคทางกายตามมาได้มาก เพราะใจของเรา จะใฝ่คิดถึงแต่ความทุกข์เสมอๆ

จ) ถ้ายังแค้นอยู่และไม่ให้อภัย เท่ากับเราเป็นผู้แพ้ เพราะยิ่งคิดยิ่งแค้น และจะทำอะไรไม่ได้ ไม่มีความสุข มีแต่ความทุกข์ตลอดเวลา

แต่ ถ้าเราแค้นและอภัยได้ เราคือผู้ชนะ เพราะเราไม่แคร์ว่า เขาทำอะไรให้เราในอดีตแล้ว เราคิดเป็นแล้ว เราทำในสิ่งที่ยิ่งใหญ่และลำบาก คือการให้อภัยได้แล้ว

ฉ) ผลของการทำความผิดของเขา ที่ทำต่อเรานั้น ให้เป็นเรื่องการตัดสิน และลงโทษตามกติกาของกฎแห่งกรรมเถิด

3. ให้ถ่อมตัวให้มากขึ้นอีก สติปัญญาและวิจารณญาณ จะเกิดขึ้นได้มากขึ้นอีก โดยคิดได้ว่า
ก) เราตั้งมาตรฐานตัวเองสูงเกินไปหรือเปล่า ทำให้คิดว่าเขาทำผิดต่อเรา และย้ำคิดซ้ำๆ มากไปจนเกิดความทุกข์ จากความโกรธแค้นมากไปหรือเปล่า

ข) เกิดความเข้าใจสภาพปกติของมนุษย์ว่า ต้องมีความผิด ความบกพร่อง และสามารถยอมรับความบกพร่องของคนอื่นได้ เห็นใจในความผิดบกพร่องของเขาได้ อยากช่วยเหลือเขา และจะอภัยได้ง่ายขึ้น เพราะรู้ว่าเขาก็ทุกข์ จากข้อบกพร่องของเขา เขาไม่ได้มีความสุขจากการทำผิดต่อเรา อย่างที่เราคิดหรอก

ค) ทุกอย่างที่เราคิดโกรธแค้น แล้วเกิดความทุกข์นั้น ไม่ใช่ทุกข์ถาวรหรอก ทุกอย่างจะแปรเปลี่ยนไปตาม กฎของปรมัตถ์สัจจะ ที่มีความเป็นอนิจจังทั้งนั้น

อย่าไปคิดยึดติดว่า เราจะทุกข์มากๆ ตลอดไป

จงหาทางคลายทุกข์ ให้ผ่านไปเร็วๆ ด้วยการอภัยไม่ดีกว่าหรือ (ถ้าคิดได้อย่านี้ ถือว่ามีวิจารณญาณหรือ Insight ได้แล้ว)

4. ให้ออกกำลังกายแบบเคลื่อนไหว และไม่แข่งขัน (Aerobic Exercise) เช่น การวิ่งจ๊อกกิ้ง เพื่อให้สารความสุขหลั่งออกมา และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความสุข จากการให้อภัยคนอื่น และให้นึกถึงภาพตัวเองมีความทุกข์ จากการไม่ให้อภัยคนอื่น

จะทำให้อยากให้อภัยได้ง่ายขึ้น

5. ชื่นชมตัวเองให้มากๆ เมื่อคิดได้ดังกล่าว หรือเริ่มลงมือทำอะไร เพื่อการให้อภัยดังกล่าวแล้ว จะเกิดกำลังใจได้มากขึ้น

ผู้ให้อภัยคือ ผู้ชนะ
เมื่ออภัยได้แล้ว จะเกิดปรากฎการณ์ดังนี้

1. คุณคือผู้ชนะ เพราะคุณไม่แคร์เขาแล้ว
2. คุณไม่ผูกมัดตัวเองกับหนามชีวิต หรือบาดแผลหัวใจต่อไปแล้ว เลิกเจ็บปวดกับมันเสียที
3. สารความสุข endophine ก็จะหลั่งในสมองมากขึ้น มีความสุขมากขึ้น
4. ชื่นชมตัวเองให้มากขึ้น ว่าสามารถทำสิ่งที่ยาก แต่สร้างสรรค์ได้แล้ว หัวใจคุณจะเปิดรับการรักตัวเองเป็น รักคนอื่นได้ เสน่ห์จะเกิดตรงที่ คุณรู้จักรักคนอื่นได้มากนี่แหละครับ